นายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์รอดตายหวุดหวิด ถูกซุ่มโจมตีด้วยจรวด RPG (คลิป)

นายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์รอดตายหวุดหวิด ถูกซุ่มโจมตีด้วยจรวด RPG (คลิป)

29 ม.ค. 2569 17:25 น.

นายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์รอดตายหวุดหวิด ถูกซุ่มโจมตีด้วยจรวด RPG (คลิป)

นายกเทศมนตรีเมืองในฟิลิปปินส์รอดชีวิตหวุดหวิด หลังถูกกลุ่มคนร้ายดักซุ่มยิงด้วยเครื่องยิงจรวด RPG และปืนอัตโนมัติกลางปั๊มน้ำมัน เผยเป็นการลอบสังหารครั้งที่ 4 ในชีวิต ตำรวจพุ่งเป้าปมขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น

เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารสุดอุกอาจในฟิลิปปินส์ เมื่อนายอัคมัด อัมปาตวน นายกเทศมนตรีเมือง ชาริฟฟ์ อากวาก จังหวัดมากินดาเนาเดลซูร์ รอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากถูกกลุ่มมือปืนดักซุ่มโจมตีด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดต่อต้านรถถังแบบประทับบ่า หรือ RPG เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่กำลังเป็นไวรัลเผยให้เห็นวินาทีที่ชายคนหนึ่งซุ่มอยู่หลังรถตู้สีเทา ฝั่งตรงข้ามปั๊มน้ำมันที่รถ SUV สีดำของนายอัมปาตวนกำลังเลี้ยวเข้าไป ก่อนที่คนร้ายจะยิงจรวด RPG เข้าใส่รถของนายกเทศมนตรีโดยตรง ขณะเดียวกันมีชายอีกคนสวมเสื้อสีแดงกราดยิงปืนอัตโนมัติซ้ำเข้าใส่ตัวรถ

ในคลิปปรากฏภาพขณะที่จรวดพุ่งเข้ากระแทกท้ายรถจนเกิดกลุ่มควันฟุ้งกระจาย แต่รถของนายกเทศมนตรียังคงเร่งเครื่องหลบหนีออกจากจุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว

สื่อท้องถิ่นอย่าง Minda News ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนายกเทศมนตรีได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ส่วนฝ่ายคนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 ราย และอีก 1 รายยังคงหลบหนีไปได้

พันตำรวจเอก แรนดัลฟ์ ตัวโน โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ผู้นำกลุ่มคนร้ายมีชื่อว่า “แรพแรพ” (Raprap) โดยผู้ร่วมก่อเหตุเป็นเครือญาติกันทั้งหมด ทั้งอา ลูกพี่ลูกน้อง และพี่น้องที่ทำหน้าที่คนขับรถซึ่งหลบหนีไปได้ เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นที่รุนแรงจนนำไปสู่การจ้างวานฆ่า

นายอัมปาตวนให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวว่า เขาไม่คาดคิดว่าคนร้ายจะใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงขนาดนี้ “อาวุธระดับ RPG ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะใช้กันได้ นี่คือฝีมือของมืออาชีพชัดๆ” พร้อมเรียกร้องให้มีการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายอัมปาตวนถูกลอบสังหาร โดยประวัติการรอดชีวิตของเขาถือว่าน่าเหลือเชื่อ โดยเมื่อปี 2010 เขาตกเป็นเหยื่อระเบิดริมทาง ต่อมาในปี 2014 และ 2019 เขาถูกดักซุ่มยิงอีก 2 ครั้ง.

ที่มา USA TODAY

อาเจะห์เฆี่ยนคู่รักคนละ 140 ครั้ง ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส–ดื่มแอลกอฮอล์

อาเจะห์เฆี่ยนคู่รักคนละ 140 ครั้ง ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส–ดื่มแอลกอฮอล์

29 ม.ค. 2569 16:26 น.

อาเจะห์เฆี่ยนคู่รักคนละ 140 ครั้ง ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส–ดื่มแอลกอฮอล์

ทางการจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย สั่งลงโทษด้วยการเฆี่ยนคู่รักชายหญิงคนละ 140 ครั้งต่อหน้าสาธารณชน หลังทำผิดกฎหมายชารีอะห์ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสและดื่มสุรา เผยเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ใช้กฎหมายอิสลาม ด้านฝ่ายหญิงถึงกับเป็นลมหลังการลงโทษเสร็จสิ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์ลงโทษอย่างรุนแรงในจังหวัดอาเจะห์ ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวในประเทศอินโดนีเซียที่บังคับใช้กฎหมายอิสลามหรือกฎหมายชารีอะห์ โดยวันนี้ (29 ม.ค. ) ตำรวจศาสนาได้ทำการเฆี่ยนคู่รักชายหญิงคู่หนึ่งรวมคนละ 140 ครั้ง ต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากที่มาเฝ้าดูในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง

มูฮัมหมัด รีซาล หัวหน้าตำรวจชารีอะห์ประจำเมืองบันดาอาเจะห์ เปิดเผยว่า ทั้งคู่ถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนหลังด้วยไม้หวาย แบ่งเป็น 2 กระทงความผิด ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส 100 ครั้ง และการดื่มแอลกอฮอล์อีก 40 ครั้ง รวมเป็น 140 ครั้ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจำนวนการเฆี่ยนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมานับตั้งแต่จังหวัดอาเจะห์ได้รับอำนาจการปกครองตนเองเป็นพิเศษในปี 2001

รายงานระบุว่า ฝ่ายหญิงที่ถูกลงโทษถึงกับหมดสติหลังจากทนรับแรงเฆี่ยนจนครบกำหนด จนเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำตัวส่งรถพยาบาลทันที

ในวันเดียวกันนี้ ยังมีการลงโทษเฆี่ยนผู้กระทำผิดกฎศาสนารายอื่นๆ อีก 4 ราย รวมเป็น 6 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็น “เจ้าหน้าที่ตำรวจชารีอะห์” และผู้หญิงรายหนึ่ง ซึ่งถูกจับได้ว่าอยู่ด้วยกันในที่ลับตาคน ทั้งคู่ถูกสั่งลงโทษเฆี่ยนคนละ 23 ครั้ง

มูฮัมหมัด รีซาล ระบุว่า “เราไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใครทั้งสิ้น แม้จะเป็นสมาชิกในหน่วยงานของเราเองก็ตาม เพราะการกระทำเช่นนี้ทำให้ชื่อเสียงขององค์กรต้องหม่นหมอง”

การลงโทษด้วยการเฆี่ยนยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างเหนียวแน่นจากประชากรในจังหวัดอาเจะห์ เพื่อจัดการกับความผิดต่างๆ เช่น การพนัน, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การมีสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน และการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส โดยเมื่อปีที่ผ่านมา เคยมีกรณีชายสองคนถูกโบยคนละ 76 ครั้งหลังจากถูกศาลชารีอะห์ตัดสินว่ามีความผิดฐานมีสัมพันธ์ทางเพศเช่นเดียวกัน.

ที่มา AFP

ตามหา 191 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ญี่ปุ่น ติดต่อสถานทูตด่วน หลังเอกสารตีกลับ

ตามหา 191 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ญี่ปุ่น ติดต่อสถานทูตด่วน หลังเอกสารตีกลับ

29 ม.ค. 2569 15:21 น.

ตามหา 191 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ญี่ปุ่น ติดต่อสถานทูตด่วน หลังเอกสารตีกลับ

สถานทูตไทยในญี่ปุ่นประกาศตามหา 191 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ให้ติดต่อรับเอกสารเลือกตั้ง-ประชามติก่อนวันที่ 30 ม.ค. เหตุที่อยู่ไม่ชัดเจน เอกสารตีกลับ

วันที่ 29 ม.ค. 2569 เวลา 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ในประเทศญี่ปุ่น จำนวนกว่า 191 คน ให้รีบติดต่อกลับสถานเอกอัครราชทูตโดยด่วน ก่อนวันที่ 30 ม.ค. ในจำนวนนี้ สถานเอกอัครราชทูตไม่สามารถจัดส่งเอกสารเลือกตั้งและออกเสียงประชามติให้ได้ จำนวน 20 คน และเอกสารตีกลับคืน 171 คน

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว แจ้งว่า เรียน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และ/หรือ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ กับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว

สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ส่งบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติให้แก่ผู้มีสิทธิแล้ว อย่างไรก็ดี ผู้มีสิทธิบางท่านกรอกที่อยู่ไม่สมบูรณ์ กรอกที่อยู่ที่ประเทศไทย กรอกที่อยู่จัดส่งเป็นสถานเอกอัครราชทูตฯ หรือกรอกที่อยู่ที่ไม่ได้พักอาศัยจริงซึ่งเจ้าของที่อยู่ไม่ทราบชื่อผู้รับและตีกลับ โดยยังไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้ไม่สามารถจัดส่งซองทางไปรษณีย์ได้ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้แก้ไขและส่งกลับแบบด่วนให้แล้วกว่า 186 ซอง

จึงขอให้ผู้ที่มีรายชื่อตามประกาศในเพจเฟซบุ๊คของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว มารับบัตรเลือกตั้งที่สถานเอกอัครราชทูต ในช่วงเวลา 09.00 – 11.30 น. และ 13.30 – 17.00 น. ก่อนวันที่ 30 มกราคม 2569 โดยขอให้นำบัตรประจำตัวประชาชนมาเพื่อยืนยันตัวตนด้วย

กองทัพไต้หวันซ้อมรับมือการยกพลขึ้นบก จำลองเหตุรุกรานทางทะเล

กองทัพไต้หวันซ้อมรับมือการยกพลขึ้นบก จำลองเหตุรุกรานทางทะเล

29 ม.ค. 2569 15:08 น.

กองทัพไต้หวันซ้อมรับมือการยกพลขึ้นบก จำลองเหตุรุกรานทางทะเล

กองทัพเรือไต้หวัน จัดการฝึกซ้อมปฏิบัติการต่อต้านการยกพลขึ้นบก ที่ฐานทัพเรือจั๋วอิ๋งทางตอนใต้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกเพิ่มความพร้อมรบ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค 

การฝึกซ้อมครั้งนี้จำลองสถานการณ์ การรุกรานทางทะเลแบบสะเทินน้ำสะเทินบก โดยกองทัพไต้หวันได้นำอากาศยานไร้คนขับ อาวุธประจำชายฝั่ง และขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ มาใช้เพื่อสกัดและทำลายกองกำลังฝ่ายตรงข้ามที่เคลื่อนเข้ามาทางทะเล

กองทัพระบุว่า การฝึกเริ่มต้นจากการจำลองเหตุการณ์ เรดาร์เคลื่อนที่ของกองทัพเรือ ตรวจพบเรือของฝ่ายศัตรูที่กำลังรวมกำลังอยู่ในน่านน้ำรอบเกาะไต้หวัน จากนั้นจึงส่งโดรนลาดตระเวนขึ้นบินเพื่อระบุตำแหน่ง ติดตามความเคลื่อนไหว และส่งข้อมูลข่าวกรองแบบเรียลไทม์ให้กับหน่วยยิงโจมตี

ในระหว่างเดียวกัน โดรนโจมตีถูกส่งเข้าโจมตีเป้าหมายที่กำหนดไว้ ขณะที่มีการจุดระเบิด ทุ่นระเบิดทางทะเล เพื่อสร้างความเสียหายเพิ่มเติมและขัดขวางการรุกคืบของฝ่ายตรงข้าม

การซ้อมรบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ การฝึกความพร้อมรบต่อเนื่อง 3 วัน ของกองทัพไต้หวัน ซึ่งครอบคลุมทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ของเกาะ

กระทรวงกลาโหมไต้หวัน ระบุว่าการฝึกมีเป้าหมายเพื่อ เสริมความมั่นคงของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางและกิจกรรมวันหยุดจำนวนมาก และโดยปกติถือเป็นช่วงที่กองทัพต้องยกระดับความตื่นตัวเป็นพิเศษ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไต้หวันได้เพิ่มความถี่และความสมจริงของการฝึกซ้อมทางทหารอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลาง ความตึงเครียดกับจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

จีนมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน และไม่เคยตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางทหารเพื่อรวมเกาะไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ทำให้ไต้หวันยังคงเดินหน้าปรับปรุงขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศอย่างจริงจัง.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้หวัน

จีนเอาจริง ส่งตำรวจเข้ารวบรวมหลักฐานในออสเตรเลีย เอาผิดชายชาวจีนผู้ก่อเหตุสาดกาแฟร้อนใส่ทารก

จีนเอาจริง ส่งตำรวจเข้ารวบรวมหลักฐานในออสเตรเลีย เอาผิดชายชาวจีนผู้ก่อเหตุสาดกาแฟร้อนใส่ทารก

29 ม.ค. 2569 14:12 น.

จีนเอาจริง ส่งตำรวจเข้ารวบรวมหลักฐานในออสเตรเลีย เอาผิดชายชาวจีนผู้ก่อเหตุสาดกาแฟร้อนใส่ทารก

ทางการจีนดำเนินการส่งทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังประเทศออสเตรเลียเพื่อรวบรวมหลักฐาน เอาผิดชายชาวจีนผู้ต้องสงสัยก่อเหตุสาดกาแฟร้อนใส่ทารกเมื่อปี 2024

นาย เซียว เฉียน เอกอัครราชทูตจีนประจำออสเตรเลีย กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) ว่าจีนจะส่ง “คณะทำงาน” ไปยังบริสเบน เพื่อช่วยในกระบวนการสืบสวน ทั้งยังเสริมว่า ทางการจีนให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้และจะดำเนินการให้ถึงที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจีนจะทำงานร่วมกับทางการออสเตรเลีย เพื่อ “สืบหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร และทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างไรบ้าง”

ขณะที่สำนักงานตํารวจควีนส์แลนด์ และสำนักงานตํารวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า ทางการออสเตรเลียมีความยินดีกับความร่วมมือในครั้งนี้ และพร้อมสนับสนุนคณะผู้แทนจากจีน เนื่องจากจีนสามารถใช้อํานาจศาลนอกอาณาเขตดําเนินคดีกับพลเมืองที่กระทำผิดนอกประเทศได้ ซึ่งจะเป็นผลดีกับคดีที่มีความซับซ้อนนี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยทารกอายุ 9 เดือนถูกทำร้ายขณะกำลังพักผ่อนกับครอบครัวในสวนสาธารณะเมืองบริสเบน ส่งผลให้ใบหน้าและแขนขาเกิดแผลไหม้รุนแรง ด้านเจ้าหน้าที่ยืนยันตัวตนได้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นชายอายุ 33 ปี แต่พบว่าชายคนดังกล่าวหลบหนีออกนอกประเทศไปได้ 12 ชั่วโมงแล้ว  และมุ่งหน้าไปยังประเทศจีน ซึ่งไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับออสเตรเลีย

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าผู้ต้องสงสัยเป็น “แรงงานที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง” (itinerant worker) มีการเดินทางเข้าออกออสเตรเลียหลายครั้งระหว่างปี 2019 ถึง 2024 และมีที่พักอาศัยอยู่ในรัฐวิกตอเรียและรัฐนิวเซาท์เวลส์ พร้อมออกหมายจับในข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยข้อหานี้ในออสเตรเลียมีโทษสูงสุดคือการจำคุกตลอดชีวิต 

เหตุการณ์นี้จุดกระแสความไม่พอใจไปทั่วทั้งออสเตรเลีย จากการกระทำที่อุกอาจของผู้ก่อเหตุที่เทกาแฟร้อนจากกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิใส่ทารกซึ่งพักผ่อนกับครอบครัวอยู่ในสวนสาธารณะ จนเด็กชายได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนังหลายครั้งในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หลังถูกทำร้ายในเดือนสิงหาคมปี 2024

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ของเด็กชายได้ให้ข้อมูลว่าถึงแม้ลูกจะยังคงมีรอยแผลเป็นที่คางและไหล่แต่เรื่องอื่น ๆ “เป็นไปในทางที่ดี”

โดยการเปิดระดมทุนทางออนไลน์เพื่อนำมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เด็กชาย สามารถรวบรวมเงินได้เป็นจำนวนกว่า 230,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 5 ล้านบาทเลยทีเดียว.

ที่มา: BBC

ดูคลิป ที่นี่

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย

เครื่องบินเล็กตกกลางหุบเขาโคลอมเบีย ดับยกลำ 15 ศพ รวม สส. ชื่อดัง

เครื่องบินเล็กตกกลางหุบเขาโคลอมเบีย ดับยกลำ 15 ศพ รวม สส. ชื่อดัง

29 ม.ค. 2569 13:15 น.

เครื่องบินเล็กตกกลางหุบเขาโคลอมเบีย ดับยกลำ 15 ศพ รวม สส. ชื่อดัง

เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารขนาดเล็กของสายการบินของรัฐ ตกในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันออกเฉียงเหนือของโคลอมเบีย คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือรวม 15 ราย พบหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็น สส. ชื่อดังผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ด้านประธานาธิบดีส่งสาส์นแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

สายการบิน “ซาเตนา” ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและผู้ดำเนินงานเที่ยวบินดังกล่าว ระบุว่าเครื่องบินทะเบียนหมายเลข HK4709 ทะยานขึ้นจากสนามบินในเมืองกูกูตา เมื่อเวลา 11.42 น. ตามเวลาท้องถิ่นวานนี้ (28 ม.ค.) เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองโอกัญญา ซึ่งเป็นพื้นที่ในหุบเขา โดยปกติจะใช้เวลาเดินทางเพียง 40 นาที แต่หลังจากขึ้นบินได้เพียงไม่กี่นาที เครื่องบินได้ขาดการติดต่อกับหอบังคับการบิน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในชุมชนคูราสิกา เป็นผู้แจ้งเบาะแสจุดที่เครื่องบินตก ก่อนที่ทีมกู้ภัยจะถูกส่งเข้าพื้นที่ และกระทรวงคมนาคมโคลอมเบียได้ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า “น่าเสียใจอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีผู้รอดชีวิตในจุดเกิดเหตุ”

ผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ราย ประกอบด้วยนักบินและลูกเรือ 2 นาย และผู้โดยสาร 13 คน โดยหนึ่งในนั้นคือ นายดิโอเกเนส กินเตโร วัย 36 ปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตกาตาตุมโบ ซึ่งเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชื่อดังในพื้นที่ชายแดนติดกับเวเนซุเอลา

นายกินเตโรได้รับเลือกตั้งเมื่อปี 2022 ในฐานะตัวแทน 1 ใน 16 ที่นั่งพิเศษสำหรับเหยื่อจากความขัดแย้งติดอาวุธในโคลอมเบีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพปี 2016 นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า นายคาร์ลอส ซัลเซโด ผู้นำทางสังคมและผู้สมัครชิงตำแหน่ง สส. เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วย

ประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย ขณะที่พรรค “U Party” ต้นสังกัดของนายกินเตโร ยกย่องเขาว่าเป็น “ผู้นำที่อุทิศตนเพื่อภูมิภาคและมีจิตวิญญาณแห่งการบริการที่แน่วแน่”

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของเครื่องบินตกได้ และได้เริ่มกระบวนการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อหาสาเหตุของโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ต่อไป.

ที่มา Associated Press

ราคาทองคำพุ่งใกล้ 5,600 ดอลลาร์/ออนซ์ นักลงทุนแห่สินทรัพย์ปลอดภัย เงินเล็งทะลุ 120 ดอลลาร์

ราคาทองคำพุ่งใกล้ 5,600 ดอลลาร์/ออนซ์ นักลงทุนแห่สินทรัพย์ปลอดภัย เงินเล็งทะลุ 120 ดอลลาร์

29 ม.ค. 2569 12:21 น.

ราคาทองคำพุ่งใกล้ 5,600 ดอลลาร์/ออนซ์ นักลงทุนแห่สินทรัพย์ปลอดภัย เงินเล็งทะลุ 120 ดอลลาร์

ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงต่อเนื่องในวันพฤหัสบดี ทำสถิติสูงสุดใหม่เกือบแตะระดับ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังนักลงทุนแสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก โดยราคาทองคำ Gold Spot ทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 5,591.61 ดอลลาร์ หรือราว 173,507 บาท ขณะที่ราคาแร่เงิน จ่อทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคาในวันนี้ (29 ม.ค.) มาจากท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่โพสต์ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล กดดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์โดยด่วน พร้อมเตือนว่า “เวลาใกล้จะหมดลงแล้ว” และ “การโจมตีครั้งหน้าจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม”

ปัจจุบันกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ได้เข้าประจำการในน่านน้ำตะวันออกกลางแล้ว ซึ่งทรัมป์ระบุว่าพร้อมปฏิบัติภารกิจด้วย “ความรวดเร็วและรุนแรง” หากจำเป็น ขณะที่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ตอบโต้ว่ากองทัพอิหร่าน “นิ้วแตะอยู่ที่ไกปืน” พร้อมตอบโต้ทันทีหากมีการโจมตีเกิดขึ้น

สตีเฟน อินเนส นักวิเคราะห์ตลาด ระบุว่าการที่ทองคำทะลุ 5,500 ดอลลาร์ ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ตามปกติ แต่สะท้อนถึง “วิกฤตความเชื่อมั่น” ต่อนโยบายรัฐและการจัดการเงินตรา โดยนักลงทุนมองทองคำเป็นทางเลือกหลักเมื่อความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของนโยบายลดน้อยลง

ผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานจากตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วเอเชีย ทั้งโตเกียว ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ และซิดนีย์ ปิดลบถ้วนหน้า โดยเฉพาะดัชนีจาการ์ตาของอินโดนีเซียดิ่งลงถึง 8% หลังจาก MSCI ชะลอการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเนื่องจากกังวลเรื่องโครงสร้างการถือครองหุ้น

ค่าเงินดอลลาร์ยังคงผันผวนและเผชิญแรงกดดัน แม้รัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ จะยืนยันนโยบายดอลลาร์แข็งค่า แต่คำพูดของทรัมป์ที่ดูเหมือนพึงพอใจกับการอ่อนค่าของดอลลาร์ได้สร้างความสับสนให้กับตลาด

นักลงทุนยังคงจับตาดูว่าทรัมป์จะเลือกใครมาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต่อจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยตลาดคาดการณ์ว่าอาจเป็นบุคคลที่มีแนวโน้มสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในระยะยาวต่อไป.

ที่มา AFP Reuters

จีนสั่งประหารชีวิต 11 สมาชิก “ตระกูลหมิง” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

จีนสั่งประหารชีวิต 11 สมาชิก "ตระกูลหมิง" เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

29 ม.ค. 2569 11:47 น.

จีนสั่งประหารชีวิต 11 สมาชิก “ตระกูลหมิง” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

สื่อรัฐบาลจีนรายงานว่าศาลในมณฑลเจ้อเจียงได้ตัดสินประหารชีวิตสมาชิก 11 คนของ “ตระกูลหมิง” ซึ่งเป็นตระกูลมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่บงการเครือข่ายศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเล่าก์ก่าย ของเมียนมา ในข้อหาฆาตกรรม, กักขังหน่วงเหนี่ยวโดยมิชอบ, ฉ้อโกง และลักลอบเปิดบ่อนการพนัน

ตระกูลหมิงเป็นหนึ่งในกลุ่มอิทธิพลหลักที่ครอบงำเมืองเล่าก์ก่าย เมืองชายแดนเมียนมาติดกับประเทศจีน ซึ่งในอดีตเป็นเพียงเมืองเงียบสงบ แต่ภายใต้อิทธิพลของตระกูลนี้ เมืองถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจสีเทาที่เต็มไปด้วยคาสิโน สถานบริการทางเพศ และอาคารที่พักสำหรับขบวนการต้มตุ๋น

ข้อมูลจากศาลระบุว่า ระหว่างปี 2015 ถึง 2023 เครือข่ายของตระกูลหมิงสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมายและการพนันได้มากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท) อย่างไรก็ตาม อาณาจักรของพวกเขาเริ่มล่มสลายลงในปี 2023 เมื่อทางการเมียนมาทนแรงกดดันจากรัฐบาลจีนไม่ไหว จนต้องบุกจับกุมและส่งตัวคนในตระกูลหมิงให้ทางการจีนดำเนินคดี

เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมากลายเป็นบาดแผลใหญ่ของจีน หลังจากที่มีชาวจีนจำนวนมหาศาลถูกหลอกลวงไปค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานในนิคมเหล่านี้ โดยหนึ่งในคดีที่สร้างความโกรธแค้นบนโลกโซเชียลจีนอย่างมาก คือกรณีนักแสดงสมทบชาวจีนรายหนึ่งที่เดินทางไปรับงานแสดงที่ประเทศไทย แต่กลับถูกลักพาตัวส่งต่อไปยังศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

ศาลระบุชัดเจนว่า อาชญากรรมของตระกูลหมิงไม่ได้ส่งผลแค่ความเสียหายทางการเงิน แต่ยังเป็นเหตุให้ชาวจีนเสียชีวิตถึง 14 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งความรุนแรงของคดีนำไปสู่การตัดสินโทษสูงสุดคือการประหารชีวิตในครั้งนี้.

ที่มา BBC

เครื่องบินบริติช แอร์เวย์ส ล้อหลุดขณะทะยานขึ้นจากลาสเวกัส บินต่อถึงลอนดอนปลอดภัย (คลิป)

เครื่องบินบริติช แอร์เวย์ส ล้อหลุดขณะทะยานขึ้นจากลาสเวกัส บินต่อถึงลอนดอนปลอดภัย (คลิป)

29 ม.ค. 2569 11:30 น.

เครื่องบินบริติช แอร์เวย์ส ล้อหลุดขณะทะยานขึ้นจากลาสเวกัส บินต่อถึงลอนดอนปลอดภัย (คลิป)

เกิดเหตุไม่คาดฝันกับเที่ยวบินของสายการบินบริติช แอร์เวย์ส เมื่อล้อเครื่องบินหลุดร่วงขณะขึ้นบินจากสนามบินลาสเวกัส มุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอน กล้องไลฟ์สตรีมจับภาพวินาทีวัตถุร่วงจากตัวเครื่องได้ชัดเจน ด้านทางการสหรัฐฯ เร่งตรวจสอบ ขณะที่สายการบินยันให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด

เครื่องบินของสายการบินบริติช แอร์เวย์ส เที่ยวบินที่ BA274 ประสบเหตุล้อหลุดขณะกำลังทะยานขึ้น จากท่าอากาศยานนานาชาติแฮร์รี รีด ในเมืองลาสเวกัสของสหรัฐฯ มุ่งหน้าสู่สนามบินฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ได้โดยกล้องไลฟ์สตรีมของ Flightradar ซึ่งเผยให้เห็นภาพวินาทีที่วัตถุชิ้นหนึ่งหลุดออกจากฐานล้อหลังฝั่งขวาของเครื่องบินแอร์บัส A350-1000 เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่เครื่องยนต์เร่งความเร็วและลอยตัวพ้นรันเวย์

แม้จะเกิดเหตุดังกล่าว แต่เครื่องบินลำนี้ยังคงปฏิบัติการบินต่อไปตามเส้นทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนานเกือบ 10 ชั่วโมง ข้อมูลจาก FlightAware ระบุว่าเครื่องบินขึ้นบินเมื่อเวลา 20.44 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเดินทางถึงสหราชอาณาจักรอย่างปลอดภัยในเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันที่ 27 ม.ค. โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

องค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าวและกำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ โดยระบุว่า “เที่ยวบิน BA274 สูญเสียยางล้อหนึ่งเส้นขณะขึ้นบิน แต่เครื่องสามารถเดินทางต่อไปยังลอนดอนและลงจอดได้อย่างปลอดภัย”

ด้านโฆษกของบริติช แอร์เวย์ส กล่าวว่า “ความปลอดภัยและความมั่นคงคือหัวใจสำคัญของทุกสิ่งที่เราทำ และเรากำลังให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสอบสวนอย่างเต็มที่”

เหตุการณ์ล้อหลุดครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในปี 2026 โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา เที่ยวบินที่ 2323 ของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส ที่เดินทางจากเมืองชิคาโก ก็ประสบเหตุล้อหน้าหลุดขณะทำการลงจอดอย่างรุนแรง ที่สนามบินออร์แลนโดในรัฐฟลอริดา จนทำให้ต้องมีการระงับการใช้รันเวย์ชั่วคราว ซึ่งในกรณีนั้น FAA ระบุว่าเครื่องบินได้รับความเสียหายจนไม่สามารถเคลื่อนที่ได้หลังการลงจอด.

ที่มา Independent

ซิดนีย์ส่งบัตรเลือกตั้งล็อตแรกกลับไทยแล้ว ภายใต้มาตรการความปลอดภัยเข้ม

ซิดนีย์ส่งบัตรเลือกตั้งล็อตแรกกลับไทยแล้ว ภายใต้มาตรการความปลอดภัยเข้ม

29 ม.ค. 2569 10:48 น.

ซิดนีย์ส่งบัตรเลือกตั้งล็อตแรกกลับไทยแล้ว ภายใต้มาตรการความปลอดภัยเข้ม

นครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์เริ่มกระบวนการส่งบัตรเลือกตั้งของคนไทยที่ออกมาใช้สิทธิแล้ว โดยบัตรล็อตแรกถูกส่งขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้ากลับไทย ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน

นายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ลงพื้นที่กำกับดูแลการส่งมอบถุงบรรจุบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรด้วยตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าการขนส่งเอกสารสำคัญเป็นไปอย่างรัดกุม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ก่อนส่งต่อให้สายการบินนำส่งถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในประเทศไทย

การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนความตั้งใจของสถานกงสุลใหญ่ในการดูแลบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเสียงของประชาชนไทยในต่างแดนให้ถูกส่งกลับถึงประเทศอย่างครบถ้วน ปลอดภัย และไม่ตกหล่น เพื่อให้คนไทยในออสเตรเลียสามารถมั่นใจได้ว่า ทุกคะแนนเสียงกำลังเดินทางกลับสู่ประเทศไทยอย่างถูกต้อง และจะได้รับการดูแลตามกระบวนการที่เหมาะสม

โดยเบื้องต้น ทางสถานกงสุลฯ มีกำหนดส่งบัตรเลือกตั้งจำนวน 3 ล็อต โดยต้องส่งให้ถึงไทยก่อน 5 กพ ตามที่ กกต กำหนด เพื่อให้มีเวลาเพียงพอ สำหรับการคัดส่งไปถึงแต่ละเขตภายใน 8 กุมภาพันธ์ แต่หากมีบัตรตกค้างเนื่องจากความล่าช้าจากบัตรที่ถูกส่งทางไปรษณีย์ ก็จะดำเนินการส่งกลับทุกใบ แต่อาจจะไม่ทันเวลาที่กำหนดไว้.

ที่มา : ณัฐพันธ์ ตรีเมฆ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ประจำออสเตรเลีย , เพจFB สถานกงสุลใหญ่นครซิดนีย์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เลือกตั้ง2569