ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”

ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ"

28 พ.ย. 2568 15:56 น.

ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”

ศาลสูงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้มีคำตัดสินที่สร้างความผิดหวังต่อกลุ่มผู้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ โดยระบุว่า กฎหมายที่ห้ามการสมรสระหว่างคู่รักเพศเดียวกันนั้น “ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ซึ่งถือเป็นคำตัดสินที่สวนทางกับแนวโน้มของศาลอื่น ๆ ทั่วประเทศ ที่เคยตัดสินว่าการห้ามดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ และทำให้ความหวังในการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมในญี่ปุ่นต้องหยุดชะงักลง

ศาลสูงกรุงโตเกียวได้ตัดสินคดีเกี่ยวกับการสมรสเพศเดียวกันวันนี้ (28 พ.ย.) โดยผู้พิพากษาอายูมิ ฮิกาชิ ระบุว่า ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสเพศเดียวกันควรถูกพิจารณาโดยรัฐสภาเป็นอันดับแรก ซึ่งคำตัดสินนี้ทำให้ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G7 ที่ยังไม่รับรองการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันอย่างสมบูรณ์ หรือให้ความคุ้มครองทางกฎหมายที่ชัดเจน

ด้านนอกศาลสูงกรุงโตเกียว โจทก์และทีมกฎหมายที่รวมตัวกันต่างแสดงความผิดหวัง โดยชูป้ายที่มีข้อความว่า “คำตัดสินไม่ยุติธรรม”

ชิโน คาวาจิ หนึ่งในโจทก์ กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า คำตัดสินนี้ “ยากที่จะทำความเข้าใจ” และตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของศาล ส่วนฮิโรมิ ฮาโตไก คู่รักของเธอ กล่าวว่าเธอ “โกรธแค้นอย่างยิ่ง” แต่ยืนยันว่าจะ “ต่อสู้ต่อไป”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ออกแถลงการณ์ประณามคำตัดสินดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น “เป็นการก้าวถอยหลังที่สร้างความเสียหาย” ในประเด็นสมรสเพศเดียวกัน และเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้คู่รักเพศเดียวกันได้รับสิทธิในการสมรสอย่างเต็มที่เช่นเดียวกับคู่รักต่างเพศ

คำตัดสินของศาลโตเกียวในวันนี้ ถือเป็นคำตัดสินสุดท้ายจากคดีสมรสเพศเดียวกันทั้งสิ้น 6 คดี ที่ยื่นฟ้องทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2564 ซึ่งรวมถึงศาลในเมืองซัปโปโร โอซากา และฟุกุโอกะ

ในบรรดา 6 คดีนี้ มีถึง 5 คดีที่ศาลตัดสินว่า การห้ามสมรสเพศเดียวกันนั้น “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” แม้ว่าศาลจะปฏิเสธคำเรียกร้องค่าชดเชยของโจทก์ก็ตาม คำตัดสินของศาลโตเกียวจึงเป็น ข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นท่ามกลางชุดคำตัดสินที่เคยสร้างความหวังให้กับการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมในญี่ปุ่นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม คดีทั้งหมดนี้จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาต่อไป ซึ่งจะเป็นการตัดสินชี้ขาดขั้นสุดท้ายในประเด็นนี้.

ที่มา BBC

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

28 พ.ย. 2568 14:53 น.

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริตของฮ่องกง ได้จับกุมผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษาด้านการปรับปรุงอาคารเพิ่มอีก 2 ราย ทำให้ยอดรวมผู้ถูกจับกุมจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 7 ทศวรรษ พุ่งเป็น 5 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด ณ บ่ายวันศุกร์ ทะลุ 128 ราย และยังมีผู้สูญหายกว่า 200 ราย ที่ยังไม่ทราบชะตากรรม

สื่อฮ่องกงรายงานความคืบหน้าของโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ที่อาคารที่พักอาศัย “หวังฟุกคอร์ท” ในเขตต่ายโป  ซึ่งเริ่มลุกไหม้เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ (26 พ.ย.) ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 128 ราย แล้ว ขณะที่ผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 79 ราย และทางการได้รับแจ้งผู้สูญหายถึง 467 ราย ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันชะตากรรมได้ประมาณ 200 ราย

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริต (ICAC) ได้ขยายผลการสอบสวนและเข้าจับกุมกรรมการบริษัท Will Power Architects Company ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่รับผิดชอบโครงการปรับปรุงอาคารในที่เกิดเหตุเพิ่มอีก 2 คน หลังจากเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตำรวจได้จับกุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของบริษัท Prestige Construction & Engineering Co Limited ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้าง จำนวน 3 ราย ในข้อหาต้องสงสัยว่า ฆ่าคนตายโดยประมาท ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงกรรมการบริษัท 2 ราย ทำให้ยอดผู้ถูกจับกุมรวมเป็น 5 ราย

ทั้ังนี้ มีกรณีขอความช่วยเหลือสำหรับผู้สูญหาย 467 กรณี แต่บางกรณีอาจเป็นผลมาจากการสอบถามที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิต 39 ราย บาดเจ็บ 35 ราย กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล พบผู้ปลอดภัย 110 ราย และอีก 200 รายยังคงสูญหาย

ในบรรดาผู้สูญหาย 200 ราย มีบางคนอยู่ใน “สถานการณ์” ที่ไม่ชัดเจน ถังเปิดเผยว่าในจำนวนนี้มี 80 ศพที่ “ไม่สามารถระบุตัวตนได้” สิ่งที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยคือร่างของพวกเขาอาจถูกเผาไหม้จนจำไม่ได้

เจ้าหน้าที่ระบุว่าจากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่ามีการใช้วัสดุที่เข้าข่ายไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย เจ้าหน้าที่พบโฟมสไตรีนซึ่งเป็นสารไวไฟสูงถูกใช้ปิดช่องหน้าต่างลิฟต์ในทุกชั้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วภายในตัวอาคาร และลามเข้าสู่ห้องพักผ่านทางเดิน นอกจากนั้น วัสดุตาข่ายและผ้าคลุมที่ใช้ภายนอกอาคารเพื่อคลุมนั่งร้าน ก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัยเช่นกัน ซึ่งทำให้ไฟที่ลุกไหม้จากนั่งร้านไม้ไผ่ภายนอก  ได้โหมกระหน่ำอย่างรวดเร็ว

สำนักงานดับเพลิงฮ่องกงกล่าวในการแถลงข่าวว่า เพลิงไหม้เริ่มต้นจากชั้นล่างแล้วลุกลามขึ้นไปยังชั้นบน และเสริมว่ายังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ แต่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป และกล่าวต่อว่า เมื่ออุณหภูมิสูงสุดของไฟสูงถึง 500 องศาเซลเซียส นี่จึงเป็นสาเหตุให้ไฟจึงลุกไหม้ขึ้นอีกครั้งในบางจุดหลังจากถูกดับลงแล้ว และยืนยันว่าไฟทั้งหมดถูกดับลงแล้ว ณ  เวลาประมาณ 10:18 น. ตามเวลาท้องถิ่น 

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าตำรวจจะเริ่มเข้าไปในอาคารหวังฟุกคอร์ทในวันนี้เพื่อเริ่มรวบรวมหลักฐาน และจะใช้เวลาในการสอบสวนในอีก 3-4 สัปดาห์ข้างหน้า

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าได้ระดมรถดับเพลิง 391 คัน และรถพยาบาล 188 คัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงมากกว่า 2,311 นายเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 12 นายระหว่างปฏิบัติการนี้  เจ้าหน้าที่ยังระบุว่าไม่ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ และเชื่อว่าการหย่อนน้ำดับเพลิงทาสงอากาศไม่มีประสิทธิภาพในการดับไฟภายในอาคาร 

เจ้าหน้าที่ยังกล่าวอีกว่าไม่ได้ใช้โดรน และกล่าวว่ายังคงศึกษาวิธีการใช้โดรนในการปฏิบัติการประเภทนี้อยู่ เจ้าหน้าที่กล่าวว่าหน่วยดับเพลิงได้ตรวจสอบสัญญาณเตือนไฟไหม้ทั้ง 8 ตึกแล้ว แต่พบว่าระบบทำงานไม่มีประสิทธิภาพ

นาย จอห์น ลี กา-ชิว ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบโครงการปรับปรุงอาคารในที่พักอาศัยของรัฐบาลทั้งหมดโดยทันที และยืนยันว่าจะมีการสืบสวนคดีอาชญากรรมครั้งนี้อย่างเข้มข้น

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้มีการระดมสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อลดจำนวนผู้บาดเจ็บและสูญเสียให้น้อยที่สุด

ปัจจุบัน ไฟที่ลุกไหม้อาคารทั้ง 7 ใน 8 หลังของโครงการหวัง ฟุก คอร์ท สามารถควบคุมได้แล้ว และยังคงมีผู้พักอาศัย 56 รายที่ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล.

ที่มา South China Morning Post BBC

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

28 พ.ย. 2568 12:46 น.

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

เผยนักดับเพลิงฮ่องกงผู้สละชีพจากเหตุไฟไหม้อาคารพักอาศัย เสียชีวิต 1 เดือนก่อนถึงวันแต่งงานกับแฟนสาวที่คบกันมา 10 ปี ขณะที่ยอดตายไฟไหม้พุ่ง 94 ศพ กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดของฮ่องกง

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 สื่อฮ่องกงรายงานเหตุสูญเสียครั้งใหญ่ในเหตุไฟไหม้ซึ่งทำให้นาย “โฮ ไว่โหว” นักผจญเพลิงวัย 37 ปี ต้องสังเวยชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับแฟนสาวที่คบกันมานานกว่า 10 ปี ในเดือนหน้า

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนเสียชีวิตนายโฮกำลังเตรียมแต่งงานกับแฟนสาวที่คบหากันยาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งเขามักโพสต์ภาพคู่หวานให้เห็นบ่อยครั้ง ขณะที่แฟนสาวโพสต์ข้อความสุดสะเทือนใจว่า“ซูเปอร์ฮีโร่ของฉันทำภารกิจเสร็จแล้ว และกลับไปยังดาวคริปทอนแล้ว” 

รายงานข่าวระบุว่า โฮซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษประจำสนามบิน ได้ผันตัวเป็นนักดับเพลิงเมื่อ 9 ปีก่อน เขาเดินทางถึงจุดเกิดเหตุเวลาประมาณ 15.01 น. และลงพื้นที่ค้นหาผู้ติดอยู่ภายในอาคาร แต่ได้ขาดการติดต่อกับทีมราว 15.30 น. ก่อนที่เพื่อนร่วมงานจะพบร่างเขาหมดสติอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งด้านนอกอาคาร มีบาดแผลไฟลุกไหม้บริเวณใบหน้าอย่างรุนแรง แม้ถูกเร่งนำส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์ยืนยันการเสียชีวิตเวลา 16.45 น.

หลังเหตุการณ์เกิดขึ้น แรงอาลัยหลั่งไหลจากทั้งเพื่อนร่วมงานและชาวฮ่องกง กรมบริการดับเพลิงฮ่องกง  ปรับหน้าเว็บไซต์เป็นขาวดำเพื่อไว้อาลัย ขณะที่เพื่อนร่วมทีมโพสต์ภาพร่วมงานกับโฮ พร้อมข้อความว่า “จะไม่ลืมคุณ” และ “ขอให้ไปสู่สุคติ” ด้านชาวเน็ตจำนวนมากเข้าไปแสดงความเสียใจในอินสตาแกรมของเขา โดยเขียนว่า “คุณคือฮีโร่ของชาวฮ่องกง”

“You’re a Stupid Person!” ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว “โง่” หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

"You’re a Stupid Person!" ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว "โง่" หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

28 พ.ย. 2568 12:39 น.

“You’re a Stupid Person!” ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว “โง่” หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระเบิดอารมณ์ใส่ผู้สื่อข่าวหญิงรายหนึ่งระหว่างการแถลงข่าว โดยกล่าวว่า “You’re a Stupid Person!” หรือ “เธอมันโง่” หลังจากเธอถามคำถามเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติผู้ต้องสงสัยชาวอัฟกานิสถาน ซึ่งก่อเหตุยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมโทษฝ่ายบริหารของรัฐบาลไบเดนที่ปล่อยให้คนเหล่านี้เข้ามาในประเทศโดยไม่มีการตรวจสอบ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ฉุนขาดและเรียกผู้สื่อข่าวรายหนึ่งว่าเป็น “คนโง่” ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (27 พ.ย.) หลังจากที่เธอได้ซักถามเขาเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องสงสัยชาวอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดียิงทหารทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นาย ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับเหตุยิงดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้ระบุว่า “เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่าผู้ต้องสงสัยได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ CIA ในอัฟกานิสถานมาเป็นเวลาหลายปี และเขาได้รับการตรวจสอบประวัติแล้ว ผลการตรวจสอบก็ ‘ผ่าน’ ด้วยดี”

ทรัมป์ตอบโต้ว่า “เขาเป็นบ้า ผมหมายถึงเขาเสียสติ มันเกิดขึ้นบ่อยเกินไปกับคนพวกนี้ คุณเห็นแล้ว แต่ดูสิ พวกเขาเข้ามาแบบนี้ แห่กันเข้ามา ไม่มีอะไรตรวจสอบเลย พวกเขาเข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ และเรามีคนแบบนี้อีกมากในประเทศนี้ และเราจะเอาพวกเขาออกไป”

ผู้สื่อข่าวจึงตั้งคำถามต่อว่า “จริง ๆ แล้ว ผู้ตรวจการกระทรวงยุติธรรม ของคุณเพิ่งรายงานในปีนี้ว่า กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิและ FBI ได้ดำเนินการตรวจสอบประวัติชาวอัฟกันที่ถูกพาเข้ามาในสหรัฐฯ อย่างถี่ถ้วน แล้วทำไมคุณถึงตำหนิฝ่ายบริหารของรัฐบาลไบเดนสำหรับสิ่งที่ชายคนนี้ทำ?”

ทรัมป์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “เพราะพวกเขาปล่อยให้เข้ามา คุณโง่หรือเปล่า? คุณเป็นคนโง่หรือไง?” ทรัมป์ตอกกลับอย่างฉุนเฉียว “เพราะพวกเขาเข้ามาบนเครื่องบินพร้อมกับคนอีกหลายพันคนที่ไม่ควรอยู่ที่นี่ และคุณกำลังถามคำถามก็เพราะคุณเป็นคนโง่”

เขากล่าวต่อไปว่า มีกฎหมายที่ผ่านออกมาซึ่งทำให้การเนรเทศคนเหล่านี้เป็นเรื่องเกือบเป็นไปไม่ได้เมื่อเข้ามาแล้ว และย้ำว่าคนเหล่านี้เข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีใครเช็คประวัติ และมันเป็นความอัปยศอดสู ทรัมป์ตำหนิสถานการณ์อัฟกานิสถานทั้งหมดว่าเป็นความยุ่งเหยิง

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศการเสียชีวิตของซาราห์ เบคสตรอม วัย 20 ปี ในเย็นวันพฤหัสบดี หลังจากที่เธอถูกยิงโดยผู้ต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็นชาวอัฟกานิสถานเมื่อวันก่อนหน้า ขณะที่ แอนดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปี ก็ถูกยิงในการโจมตีครั้งเดียวกันและยังคงอาการวิกฤต

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ใช้คำพูดที่รุนแรงต่อผู้สื่อข่าว ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์เคยเรียกผู้สื่อข่าวหญิงคนหนึ่งว่า “piggy” (ลูกหมู) และอีกคนว่า “a terrible person” (คนแย่ๆ) และเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นายทรัมป์ก็ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อรายงานของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ ที่มุ่งเน้นไปที่อายุและสัญญาณความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้นของเขา โดยได้เรียกผู้เขียนบทความที่เป็นผู้หญิงว่า “ugly” (น่าเกลียด).

ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม-ดินถล่มเกาะสุมาตราพุ่ง 84 ศพ ยังสูญหายหลายสิบคน

ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม-ดินถล่มเกาะสุมาตราพุ่ง 84 ศพ ยังสูญหายหลายสิบคน

28 พ.ย. 2568 12:02 น.

ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม-ดินถล่มเกาะสุมาตราพุ่ง 84 ศพ ยังสูญหายหลายสิบคน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มรุนแรงทั่วเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียในช่วงสัปดาห์นี้ พุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 84 รายแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกหลายสิบคน ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายพื้นที่ยังถูกตัดขาดการสื่อสาร เจ้าหน้าที่เร่งอพยพและให้ความช่วยเหลือ 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยและดินถล่มที่เกิดขึ้นทั่วเกาะสุมาตราในสัปดาห์นี้ ได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 84 ราย แล้ว ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายสิบคน

จังหวัดสุมาตราเหนือ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 รายในเมืองซิบอลกา  ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเจ้าหน้าที่กำลังมุ่งเน้นที่การอพยพและการให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากหลายพื้นที่ยังคงถูกตัดขาดทั้งการเข้าถึงและการสื่อสาร เจ้าหน้าที่หวังว่าสภาพอากาศจะดีขึ้นเพื่อสามารถใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุดได้

ส่วนจังหวัดสุมาตราตะวันตก หัวหน้าสำนักงานภัยพิบัติในพื้นที่ยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 12 รายที่ยังคงตามหาอยู่

นอกจากนี้ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักยังทำให้เกิดน้ำท่วมในจังหวัดอาเจะห์ ส่งผลให้เกิดดินถล่ม และต้องอพยพประชาชนเกือบ 1,500 คน นอกจากนี้ ระบบไฟฟ้าในบางส่วนของจังหวัดก็ถูกตัดขาดเช่นกัน

ตามปกติแล้ว ฤดูมรสุมประจำปีของอินโดนีเซียจะอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ซึ่งมักนำมาซึ่งฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลัน แต่สถานการณ์ในปีนี้กลับรุนแรงขึ้นจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน ที่พัดถล่มในภูมิภาคในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ระบบอากาศดังกล่าวได้ส่งผลให้หลายพื้นที่ทางภาคใต้ของไทยประสบภาวะน้ำท่วมรุนแรง มีผู้เสียชีวิตเกินกว่า 100 ศพ และผู้คนจำนวนมากติดค้างอยู่ในบ้านพัก ส่วนในมาเลเซียก็มีน้ำท่วมหนักและมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบของพายุ รวมถึงระยะเวลาและความรุนแรงของฤดูฝน ทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และกระแสลมที่รุนแรงขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็เคยเกิดเหตุดินถล่มจากฝนตกหนักในจังหวัดชวากลาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 38 ราย และสูญหายประมาณ 13 ราย.

ที่มา CNA

ฮือฮา นักวิทย์พบกรดอะมิโน บนดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู หนุนทฤษฎีสารกำเนิดชีวิตบนโลกอาจมาจากอุกกาบาต

ฮือฮา นักวิทย์พบกรดอะมิโน บนดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู หนุนทฤษฎีสารกำเนิดชีวิตบนโลกอาจมาจากอุกกาบาต

28 พ.ย. 2568 11:28 น.

ฮือฮา นักวิทย์พบกรดอะมิโน บนดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู หนุนทฤษฎีสารกำเนิดชีวิตบนโลกอาจมาจากอุกกาบาต

ฮือฮา นักวิทย์พบ “ทริปโตเฟน” กรดอะมิโนจำเป็นที่ซับซ้อน บนดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู หนุนทฤษฎีสารกำเนิดชีวิตบนโลก อาจมาจากอุกกาบาตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน 

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 คณะนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยนาซา เผยผลการวิเคราะห์ตัวอย่างหินและฝุ่นจากดาวเคราะห์น้อย “เบ็นนู” (Bennu) ที่ยานโอซิริส-เร็กซ์ (OSIRIS-REx) เก็บกลับมายังโลกในปี 2566 พบหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ทริปโตเฟน (Tryptophan) กรดอะมิโนจำเป็นที่มนุษย์ต้องได้รับจากอาหาร และยังเป็นกรดอะมิโนที่ซับซ้อนที่สุดชนิดหนึ่ง โดยถือเป็นครั้งแรกในโลกที่พบทริปโตเฟนในตัวอย่างจากอวกาศ หลังจากก่อนหน้านี้นักวิทย์พบกรดอะมิโนบนอุกกาบาตหลายชนิด รวมถึงบนดาวเคราะห์น้อยริวงู ของญี่ปุ่น แต่ไม่เคยพบทริปโตเฟนมาก่อน

ดร.โฮเซ อาพอนเต นักเคมีดาราศาสตร์จากศูนย์วิจัยนาซา ระบุว่า  ทริปโตเฟนบนเบ็นนูคือหลักฐานสำคัญเพราะมันซับซ้อนมาก การพบว่ามันก่อตัวขึ้นเองในอวกาศ อาจหมายความว่า “สูตรการก่อกำเนิดชีวิต” อาจไม่ได้เริ่มบนโลกเท่านั้น แต่ถูกผลิตขึ้นมาตั้งแต่ยุคกำเนิดระบบสุริยะ

ก่อนหน้านี้ จากการตรวจสอบตัวอย่างเบ็นนู นักวิทยาศาสตร์เคยพบกรดอะมิโนที่สิ่งมีชีวิตใช้สร้างโปรตีนมาแล้ว 14 ชนิด พร้อมนิวคลีโอเบส ทั้ง 5 ชนิดที่เป็นส่วนประกอบของดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ การพบทริปโตเฟนเพิ่มทำให้ยอดรวมเป็น 15 ชนิดจาก 20 ชนิดที่สิ่งมีชีวิตบนโลกใช้  

นักวิจัยชี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยเบ็นนูก่อตัวจากเศษอุกกาบาตเมื่อราว 2,000–700 ล้านปีก่อน และมีองค์ประกอบย้อนกลับไปถึงยุคกำเนิดระบบสุริยะเมื่อ 4.5 พันล้านปี โดยมีแหล่งกำเนิดธาตุจากการระเบิดซุปเปอร์โนวาของดาวฤกษ์โบราณ ก่อนถูกหล่อหลอมด้วยความร้อน การชนปะทะ และรังสีจากดวงอาทิตย์

ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่า เบ็นนูมีสารอย่างแอมโมเนีย และแร่ธาตุหลายชนิด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างโมเลกุลพื้นฐานของชีวิต ซึ่งถือเป็นชิ้นส่วนตัวต่อสำคัญที่ยังไม่ถูกประกอบเข้าด้วยกัน โดยผลการวิเคราะห์เบื้องต้นยังต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากตัวอย่างที่ใช้มีน้ำหนักเพียง 50 มิลลิกรัม แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนจากโลกมีน้อยมาก เพราะตัวอย่างจากเบ็นนูถูกเก็บรักษาในสภาพสมบูรณ์อย่างมาก.

ที่มา CNN 

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ขึ้นราคาตั๋ว 45% สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินอกอียู

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ขึ้นราคาตั๋ว 45% สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินอกอียู

28 พ.ย. 2568 11:17 น.

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ขึ้นราคาตั๋ว 45% สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินอกอียู

คณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก ได้ตัดสินใจให้ขึ้นราคาบัตรเข้าชม 45% สำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มาจากสหภาพยุโรป (อียู) และเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA)

ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม ปีหน้าเป็นต้นไป นักท่องเที่ยวจากประเทศนอกเขต EEA เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และจีน จะต้องจ่ายค่าเข้าชมในราคา 32 ยูโร (ประมาณ 1,192 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 10 ยูโร จากราคาเดิม

การขึ้นราคาครั้งนี้คาดว่าจะสามารถระดมเงินได้หลายล้านยูโรในแต่ละปี เพื่อนำไปสนับสนุนโครงการยกเครื่องครั้งใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงระบบความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม และการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ เช่น ห้องน้ำและร้านอาหาร ซึ่งคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายหลายร้อยล้านยูโร

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ระบบความปลอดภัยและการบริหารจัดการของพิพิธภัณฑ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นับตั้งแต่เกิดเหตุโจรกรรมอย่างอุกอาจเมื่อเดือนตุลาคม โดยแก๊งคนร้าย 4 คน ได้ขโมยเครื่องเพชรมูลค่า 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3,281 ล้านบาท) และหลบหนีไปภายในไม่กี่นาที การตรวจสอบหลังเหตุการณ์โจรกรรมชี้ให้เห็นว่า พิพิธภัณฑ์ได้ใช้จ่ายไปกับการซื้อผลงานศิลปะใหม่ๆ มากเกินไป แต่ใช้จ่ายน้อยเกินไปในการบำรุงรักษาและบูรณะ

นอกจากนี้ การขึ้นราคาและโครงการปรับปรุงยังเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความแออัดของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกร้องเรียนมานาน โดยลูฟวร์ต้อนรับผู้เข้าชมเกือบ 9 ล้านคนเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ โดยเป็นชาวอเมริกันมากกว่า 10% และชาวจีนประมาณ 6%

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ได้ประกาศแผนการปรับปรุง และมีการเสนอแนะให้เพิ่มค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นพลเมืองอียู ในปี 2026 นอกจากนี้ มาครงยังระบุด้วยว่า ภาพเขียน โมนา ลิซ่า จะถูกย้ายไปจัดแสดงในพื้นที่ใหม่เพื่อลดความแออัด เนื่องจากผู้เข้าชมราว 30,000 คนต่อวันส่วนใหญ่มุ่งหน้ามาชมผลงานชิ้นเอกของเลโอนาร์โด ดา วินชี ชิ้นนี้.

ที่มา BBC

ทหารสหรัฐฯ ที่ถูกยิงใกล้ทำเนียบขาว เสียชีวิต 1 นาย

ทหารสหรัฐฯ ที่ถูกยิงใกล้ทำเนียบขาว เสียชีวิต 1 นาย

28 พ.ย. 2568 10:56 น.

ทหารสหรัฐฯ ที่ถูกยิงใกล้ทำเนียบขาว เสียชีวิต 1 นาย

สมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ที่ถูกยิงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพุธ เสียชีวิตแล้ว 1 นาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในช่วงวันขอบคุณพระเจ้า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวไว้อาลัยต่อการจากไปของเธอ พร้อมเปิดเผยผู้ต้องสงสัยเป็นชาวอัฟกานิสถาน ซึ่งเคยมีประวัติทำงานร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ ด้านกระทรวงยุติธรรมเตรียมดำเนินคดีขั้นสูงสุดถึงโทษประหารชีวิต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ยืนยันเมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดี ว่า นางสาวซาราห์ เบคสตรอม สมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ วัย 20 ปี ที่ถูกยิงเมื่อวันพุธ ได้เสียชีวิตลงแล้วจากอาการบาดเจ็บ

ซาราห์ เบคสตรอม จากเวสต์เวอร์จิเนีย ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงในระยะประชิดใกล้กับแฟร์รากัท สแควร์  ในย่านใจกลางเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. ขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนที่มีการสังเกตการณ์สูง

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงการเสียชีวิตของเธอระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ทหารในวันขอบคุณพระเจ้า โดยระบุว่าเธอเป็น “บุคคลที่น่าเคารพ นับถือ เป็นคนหนุ่มสาว และดีเยี่ยม” เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยว่าต่อมาประธานาธิบดีได้พูดคุยกับบิดามารดาของเธอด้วย

ทหารที่ได้รับบาดเจ็บอีกรายคือ นายแอนดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปี ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าเขายังคง “อาการสาหัส” และรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ซาราห์ เบคสตรอม เข้าร่วมกองกำลังเนชันแนลการ์ดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2023 และเป็นทหารอาสาที่มาปฏิบัติหน้าที่ในเมืองหลวงในช่วงวันหยุดขอบคุณพระเจ้าของสหรัฐฯ ทั้งนี้ กองกำลังเนชันแนลการ์ดถูกส่งมาประจำการในวอชิงตัน ดี.ซี. มากกว่า 2,000 นาย ตั้งแต่เดือนสิงหาคมตามคำสั่งของประธานาธิบดีเพื่อจัดการกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “อาชญากรรมที่ควบคุมไม่ได้”

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยในเหตุกราดยิงครั้งนี้ได้ คือ นายราห์มานุลเลาะห์ ลาคานวาล ชายชาวอัฟกานิสถาน วัย 29 ปี ซึ่งถูกยิง 4 นัดขณะถูกควบคุมตัว

ฌานีน พีร์โร อัยการสหรัฐฯ กล่าวในการแถลงข่าวก่อนที่จะมีข่าวการเสียชีวิตของนางสาวเบคสตรอมว่า นายลาคานวาลจะถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายโดยมีเจตนาฆ่าโดยมีอาวุธปืนสามกระทง รวมถึงการครอบครองอาวุธปืนระหว่างก่ออาชญากรรมรุนแรง และหากเหยื่อเสียชีวิต ข้อหาจะถูกเปลี่ยนเป็น ฆาตกรรมโดยเจตนาขั้นที่หนึ่ง

ด้าน แพม บอนดี รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ระบุว่าหระทรวงฯ จะเรียกร้องให้มีการลงโทษประหารชีวิต ต่อผู้ต้องสงสัยรายนี้ โดยกล่าวเรียกเขาว่า “สัตว์ประหลาดที่ไม่ควรอยู่ในประเทศของเรา”

รายงานระบุว่า นายลาคานวาลเดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ ภายใต้โครงการ Operation Allies Welcome ในปี 2021 ซึ่งเป็นโครงการให้การคุ้มครองด้านการย้ายถิ่นฐานแก่ชาวอัฟกัน หลังการถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน

ผู้ต้องสงสัยรายนี้เคยมีความสัมพันธ์กับกองกำลังสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน โดยเคยเป็นส่วนหนึ่งของ Kandahar Strike Force ซึ่งปฏิบัติการภายใต้ความร่วมมือกับ CIA และหน่วยข่าวกรองของอัฟกานิสถาน โดยเขาทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือติดตาม GPS และต้องย้ายออกจากสนามบินคาบูลในช่วงที่กลุ่มตาลีบันเข้ายึดอำนาจ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า นายลาคานวาลได้ยื่นคำร้องขอลี้ภัยในปี 2024 และได้รับการอนุมัติเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ล่าสุด ผู้อำนวยการหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดีให้ทำการ “ตรวจสอบกรีนการ์ดอย่างละเอียดและเข้มงวดอีกครั้ง” สำหรับชาวต่างชาติทุกคนที่มาจากประเทศที่น่ากังวล เช่น อัฟกานิสถาน คิวบา อิหร่าน และเวเนซุเอลา.

ที่มา BBC

สุดช็อก! อาคารโรงเรียนอินโดฯ ถล่มต่อหน้าเด็ก หลังฝนถล่มหนัก

สุดช็อก! อาคารโรงเรียนอินโดฯ ถล่มต่อหน้าเด็ก หลังฝนถล่มหนัก

28 พ.ย. 2568 10:09 น.

สุดช็อก! อาคารโรงเรียนอินโดฯ ถล่มต่อหน้าเด็ก หลังฝนถล่มหนัก

เกิดเหตุการณ์สุดระทึกในจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่ออาคารหอพักนักเรียนสองชั้นของโรงเรียนประจำอิสลาม พังถล่มลงไปในแม่น้ำอย่างกะทันหัน หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่

อาคารหอพักนักเรียนสองชั้นของโรงเรียนประจำอิสลาม Dayah Najmul Hidayah Al-Aziziyah พังถล่มลงไปในแม่น้ำ Batee Liek อย่างกะทันหัน หลังมีฝนตกหนักต่อเนื่องถล่มพื้นที่ ต่อหน้าต่อตาครูและนักเรียนที่ยืนดูเหตุการณ์

คลิปที่เผยแพร่ในโลกโซเชียล แสดงให้เห็นว่า อาคารเริ่มทรุดตัว ก่อนจะยุบและพังถล่มทั้งอาคาร และไหลลงแม่น้ำไปทั้งหลัง ภายในไม่กี่วินาที โดยผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ดินสไลด์เกิดจากน้ำในแม่น้ำเอ่อล้นและกัดเซาะตลิ่งจนฐานรากของตัวอาคารพัง 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต เนื่องจากนักเรียนทั้งหมดถูกย้ายไปพักที่มัสยิดในโรงเรียนก่อนหน้านี้  ขณะที่ข้าวของของนักเรียนถูกย้ายออกมาได้ทันบางส่วน 

ทั้งนี้ สถานการณ์ในเกาะสุมาตราตอนเหนือยังคงเลวร้ายลงเรื่อย ๆ หลังฝนมรสุมตกหนักตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน ทำให้หลายพื้นที่เกิด น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม โดยทางการอินโดนีเซียเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 49 คน และยังสูญหายอีก 67 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวพื้นที่ตาปานูลี 

ด้านโฆษกหน่วยงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซียระบุว่า ในจังหวัดตาปานูลีใต้ มีผู้เสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บ 58 คน และมีประชาชนกว่า 2,851 คนต้องอพยพ ออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่ทีมกู้ภัยหลายชุดกำลังเร่งช่วยผู้ติดค้างและส่งมอบสิ่งของยังชีพให้ผู้ประสบภัย

รัฐบาลท้องถิ่นเตือนประชาชนว่า สภาพอากาศรุนแรงอาจยังคงต่อเนื่องในช่วงฤดูมรสุม โดยทั้งอินโดนีเซียและประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างเผชิญฝนตกหนักและอุณหภูมิผันผวน ทำให้เสี่ยงต่อ น้ำท่วม ดินถล่ม และกระแสน้ำเชี่ยว มากกว่าปกติ.

ที่มา : Viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ น้ำท่วมอินโดนีเซีย

ชาวเมืองนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยวหลายพันคน ร่วมชมลูกโป่งยักษ์ ขบวนพาเหรด “วันขอบคุณพระเจ้า”ปีที่ 99

ชาวเมืองนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยวหลายพันคน ร่วมชมลูกโป่งยักษ์ ขบวนพาเหรด “วันขอบคุณพระเจ้า”ปีที่ 99

28 พ.ย. 2568 08:55 น.

ชาวเมืองนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยวหลายพันคน ร่วมชมลูกโป่งยักษ์ ขบวนพาเหรด “วันขอบคุณพระเจ้า”ปีที่ 99

พาเหรด Macy’s Thanksgiving Day Parade ครั้งที่ 99 ดึงดูดผู้คนหลายพันแน่นย่านแมนฮัตตัน แม้ลมแรงจนต้องลดระดับลูกโป่งยักษ์ แต่บรรยากาศยังคึกคัก เปิดขบวนด้วย “ทอม เดอะ เตอร์กี้” ไอคอนประจำงาน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานภาพบรรยากาศสุดคึกคักในมหานครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อขบวนพาเหรด “Macy’s Thanksgiving Day Parade” ครั้งที่ 99 หนึ่งในประเพณีเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่และโดดเด่นที่สุดของสหรัฐฯ เคลื่อนตัวผ่านถนนสายหลักของแมนฮัตตัน ท่ามกลางผู้ร่วมงานหลายพันคนที่ออกมาจับจองพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้า

ปีนี้แม้จะมีลมแรงพัดกระหน่ำ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องปรับลดระดับ ลูกโป่งยักษ์ ตัวการ์ตูนต่างๆ ให้อยู่ต่ำกว่าปกติเพื่อความปลอดภัย แต่ความสนุกและสีสันของงานไม่ลดลง ผู้คนต่างส่งเสียงเชียร์เมื่อขบวนแรก “Tom the Turkey” ไก่งวงตัวใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำพาเหรด เดินทางออกสู่เส้นทาง เรียกความตื่นเต้นจากทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ตลอดเส้นทาง ขบวนรถประดับแสงสี  การแสดงดนตรี และตัวการ์ตูนชื่อดังลอยเด่นเหนือศีรษะ สร้างบรรยากาศแห่งความสุขก่อนเข้าสู่เทศกาลวันหยุดยาวของชาวอเมริกัน


ขบวนพาเหรดประจำปีของห้าง Macy’s ถือเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองนิวยอร์กมายาวนานเกือบศตวรรษ และปีนี้ก็ยังคงสะท้อนพลังความสามัคคีและการเฉลิมฉลองแบบอเมริกันไว้อย่างเต็มเปี่ยม.