ทรัมป์บอกนายกฯ ญี่ปุ่น “โทรหาได้ทุกเมื่อ” ย้ำสายสัมพันธ์แนบแน่น หลังเกิดกรณีพิพาทกับจีน

ทรัมป์บอกนายกฯ ญี่ปุ่น "โทรหาได้ทุกเมื่อ" ย้ำสายสัมพันธ์แนบแน่น หลังเกิดกรณีพิพาทกับจีน

25 พ.ย. 2568 15:08 น.

ทรัมป์บอกนายกฯ ญี่ปุ่น “โทรหาได้ทุกเมื่อ” ย้ำสายสัมพันธ์แนบแน่น หลังเกิดกรณีพิพาทกับจีน

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า เธอได้รับข้อความว่า “โทรหาผมได้ทุกเมื่อ” จากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งแรกของผู้นำทั้งสอง หลังจากที่ผู้นำญี่ปุ่นได้จุดชนวนให้เกิดข้อพิพาททางการทูตครั้งใหญ่กับจีน

ก่อนหน้านี้ ความเห็นที่ไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้าของนายกฯ ทาคาอิจิในรัฐสภาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ที่ระบุว่า การโจมตีไต้หวันโดยจีน อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารจากญี่ปุ่น ได้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากจีน จนถึงขั้นสั่งเตือนการเดินทางของพลเมืองจีนมายังญี่ปุ่น

จีนยังคงอ้างสิทธิ์เหนือไต้หวัน ซึ่งอยู่ห่างจากดินแดนญี่ปุ่นเพียง 100 กิโลเมตร และไม่ตัดทางเลือกในการใช้กำลังเข้าควบคุม ขณะที่รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ของจีนและยืนยันว่าประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่จะตัดสินใจอนาคตของตนเองได้

ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรความมั่นคงที่สำคัญของสหรัฐฯ และจีนเ ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่าความเงียบนี้อาจสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่บางส่วนในญี่ปุ่น

ในการแถลงสั้นๆ หลังการพูดคุยกับทรัมป์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายกฯ ทาคาอิจิพยายามปัดความสงสัยที่ว่าผู้นำสหรัฐฯ อาจไม่สนับสนุนเธอ โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าเขากับฉันเป็นเพื่อนที่ดีมาก และฉันสามารถโทรหาเขาได้ตลอดเวลา”

เธอกล่าวเสริมว่า ทรัมป์ได้อธิบายสถานะล่าสุดของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน รวมถึงการโทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งสี จิ้นผิง ได้แจ้งกับทรัมป์ว่า การที่ไต้หวัน “กลับคืนสู่จีน” เป็นส่วนสำคัญของวิสัยทัศน์ของจีนสำหรับระเบียบโลก

ด้านทรัมป์ได้โพสต์บนทรูธโซเชียลหลังการโทรศัพท์กับสี จิ้นผิง โดยกล่าวถึงความคืบหน้าในการเจรจาการค้า และระบุว่าความสัมพันธ์กับจีนนั้น “แข็งแกร่งอย่างยิ่ง” อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้กล่าวถึงการหารือใดๆ เกี่ยวกับไต้หวัน

ขณะที่นายมิโนรุ คิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างสหรัฐฯ-จีนนั้น “มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น” แต่ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับคำกล่าวของสี จิ้นผิง เรื่องไต้หวัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในการเสริมสร้างกำลังทางทหารครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อตอบโต้การเพิ่มอำนาจและการแสดงออกของจีนในภูมิภาค

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จีนได้วิพากษ์วิจารณ์แผนของญี่ปุ่นที่จะประจำการหน่วยขีปนาวุธพื้นผิวสู่อากาศพิสัยกลางที่เกาะโยนากุนิ ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ใกล้ไต้หวันที่สุด โดยเรียกความเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นการพยายาม “สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคและยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้าทางทหาร”

ด้านญี่ปุ่นได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัด หลังตรวจพบโดรนของจีนบินระหว่างเกาะโยนากุนิกับไต้หวันเมื่อวันจันทร์ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-จีน อาจเผชิญ “ฤดูหนาวอันยาวนาน” ภายใต้การนำของนายกฯ ทาคาอิจิ ซึ่งเป็นนักชาตินิยมสายแข็งที่ได้รับความนิยมสูงตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว.

ที่มา Reuters

4 สิ่งที่ผู้นำควรทำ ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่-พื้นที่ภาคใต้

4 สิ่งที่ผู้นำควรทำ ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่-พื้นที่ภาคใต้

25 พ.ย. 2568 14:57 น.

4 สิ่งที่ผู้นำควรทำ ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่-พื้นที่ภาคใต้

4 สิ่งที่ผู้นำควรทำ ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ แม้นายกฯ ลงนามแต่งตั้ง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำ ในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ยังมีประชาชนตกค้างในพื้นที่จำนวนมาก จนมีคำถามจากสังคมถึงแนวทางความเป็นผู้นำ ในการจัดการกับภาวะวิกฤต ที่ดูเหมือนหน่วยงานรัฐยังขาดประสิทธิภาพในการทำงาน

จากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดรอบ 15 ปี นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2553 ระดับน้ำที่เพิ่มสูงอย่างรวดเร็วและกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถอพยพได้ทัน ส่งผลให้หลายครอบครัวยังคงติดค้างอยู่ภายในพื้นที่น้ำท่วม และกำลังรอการเข้าช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐด้วยความกังวลใจ โดยหวังว่าจะสามารถอพยพออกจากพื้นที่อันตรายได้โดยเร็วที่สุด

หน่วยงานภาครัฐและทีมกู้ภัยที่ลงพื้นที่ยังต้องเผชิญกับปัญหากำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อปริมาณผู้ประสบภัยจำนวนมาก ทำให้การให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างล่าช้า แม้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ก็ตาม นอกจากนี้ เส้นทางหลายจุดถูกตัดขาดจากกระแสน้ำ ทำให้การเข้าถึงผู้ประสบภัยบางพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก

ภาครัฐได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานสนับสนุนทั้งในระดับจังหวัดและภาคเอกชน เพื่อเสริมกำลังอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพิ่มเติม พร้อมจัดตั้งศูนย์ประสานงานและศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้

ขณะที่ประชาชนในหลายพื้นที่ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลายฝ่ายได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการให้ความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยตั้งข้อสงสัยถึงสาเหตุที่การเตรียมความพร้อมอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ และเหตุใดจึงยังคงเกิดอุทกภัยในลักษณะนี้ขึ้นอีก ทั้งนี้ ประชาชนบางส่วนเห็นว่า สิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญคือการทบทวนแนวทางบริหารจัดการน้ำและระบบการรับมือภัยพิบัติ เพื่อให้การช่วยเหลือและป้องกันเหตุการณ์ในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างเฟซบุ๊ก “ศศิน เฉลิมลาภ” ได้โพสต์ระบุถึงสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ไว้ดังนี้

1.นายกรัฐมนตรี

– นายกรัฐมนตรีต้องจัดตั้งศูนย์บัญชาการ (War Room) ที่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อประสาน ตัดสินใจ และจัดสรรทรัพยากร โดยใช้ข้อมูลเดียวทุกหน่วยงาน

2.รมว.เกษตร

– รมว.เกษตร ต้องรับผิดชอบและกำกับกรมชลประทานด้วยหลักวิชาการ-ข้อเท็จจริง

– ต้องมีทีมวิศวกร วางแผนสั่งปิด-เปิดประตูน้ำตามโมเดลคำนวณ

– ต้องจัดตั้งทีมภาคสนามลงพื้นที่ โดยรมว.จะติดตามผลบนหน้าจอและอนุมัติการระบายน้ำอย่างเร่งด่วนตามข้อมูลจริง

3.รองนายกรัฐมนตรี

– รองนายกรัฐมนตรีต้องควบคุมและประสานงานกับภาคสนาม เพื่อแก้ไข “พื้นที่เฉพาะจุดคอขวด” ซึ่งเป็นอุปสรรคเชิงนโยบาย เช่น ถนนเป็นเขื่อน ปิดประตูน้ำโดยไร้เหตุผล หรือ ชลประทาน-เทศบาลทะเลาะกัน

4.รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี

– รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นคนสื่อสารหลักของประเทศ สรุปสถานการณ์น้ำประจำ 1-2 ครั้ง / วัน และอธิบายสถานการณ์น้ำ

นายกฯ ไต้หวันลั่น “การกลับสู่จีน” ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับชาวไต้หวัน 23 ล้านคน

นายกฯ ไต้หวันลั่น "การกลับสู่จีน" ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับชาวไต้หวัน 23 ล้านคน

25 พ.ย. 2568 14:41 น.

นายกฯ ไต้หวันลั่น “การกลับสู่จีน” ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับชาวไต้หวัน 23 ล้านคน

นายโช จุงไถ่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน แถลงว่า “การกลับคืนสู่จีน” ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับประชาชน 23 ล้านคนของไต้หวัน หลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งสี จิ้นผิง ได้ย้ำถึงการอ้างสิทธิ์อธิปไตยของจีนเหนือไต้หวัน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวกับทรัมป์เมื่อวันจันทร์ (24 พ.ย.) ว่า การที่ไต้หวัน “กลับคืนสู่จีน” เป็นส่วนสำคัญของวิสัยทัศน์ของจีนสำหรับระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของไต้หวันได้ปฏิเสธจุดยืนนี้อย่างแข็งขัน

“เราต้องย้ำอีกครั้งว่าสาธารณรัฐจีน, ไต้หวัน, เป็นประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยและเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์” นายโชกล่าวกับผู้สื่อข่าวนอกรัฐสภาว่า “สำหรับประชาชน 23 ล้านคนของชาติเรา ‘การกลับคืน’ ไม่ใช่ทางเลือก นี่คือความชัดเจน”

ในระบบการปกครองของไต้หวัน นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินงานของรัฐบาลในแต่ละวัน ขณะที่กิจการด้านกลาโหมและความสัมพันธ์ต่างประเทศมักเป็นขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี

จีนได้เสนอโมเดล “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ให้แก่ไต้หวัน ซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองหลักใดๆ ในไต้หวัน และถูกประธานาธิบดีไล่ ชิง เต๋อ ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไต้หวันตึงเครียดขึ้น หลังจากการพูดคุยเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งรวมถึงความคิดเห็นของนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่า การโจมตีไต้หวันโดยจีน อาจกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้ทางทหารจากญี่ปุ่น ทั้งนี้ จีนยืนยันว่าไต้หวันเป็นประเด็นทางการทูตที่สำคัญและละเอียดอ่อนที่สุดของตน

ไต้หวันได้กล่าวประณามจีนมาหลายครั้งที่พยายามบิดเบือนมรดกของสงครามโลกครั้งที่สอง โดยรัฐบาลจีนพยายามอ้างอธิปไตยเหนือไต้หวันตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงเมื่อ 80 ปีก่อน ในปี 2488 เนื่องจากไต้หวันซึ่งในขณะนั้นตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ได้กลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลสาธารณรัฐจีนเมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งขึ้นปี 2492 หลังจากกองกำลังคอมมิวนิสต์ของเหมา เจ๋อตุง ขับไล่กองกำลังสาธารณรัฐจีนหนีไปยังเกาะไต้หวัน

นายเซียว กวงเหว่ย โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน กล่าวว่า จีนบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมชี้ไปที่ความคิดเห็นของสหรัฐฯ เมื่อเดือนกันยายนเกี่ยวกับความพยายามของจีนในการใช้เอกสารจากยุคนั้นมากดดันและโดดเดี่ยวไต้หวัน

“จีนพยายามข่มขู่และกดดันประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไต้หวันและญี่ปุ่นในภูมิภาคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยลักษณะการขยายอำนาจแบบเผด็จการ”

นอกจากนั้น ในวันนี้ (25 พ.ย.) กระทรวงกลาโหมไต้หวันกล่าวว่า ได้ตรวจพบบอลลูนลูกหนึ่งที่ลอยมาจากจีนบินข้ามช่องแคบไต้หวันเมื่อวันก่อน ไต้หวันได้แสดงความไม่พอใจว่า การบินของบอลลูนเหล่านี้ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการก่อกวนของจีน

ก่อนหน้านี้ จีนเคยปัดตกข้อร้องเรียนของไต้หวันเกี่ยวกับบอลลูน โดยกล่าวว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออุตุนิยมวิทยา และไม่ควรถูกนำมาขยายความด้วยเหตุผลทางการเมือง.

ที่มา Reuters

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟกลางดึก ดับ 2 ศพ แม้สหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพ

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟกลางดึก ดับ 2 ศพ แม้สหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพ

25 พ.ย. 2568 12:36 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟกลางดึก ดับ 2 ศพ แม้สหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพ

รัสเซียได้เปิดฉากการโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ต่อกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร โดยพุ่งเป้าไปที่อาคารที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน มีรายงานผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 6 คน

นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เปิดเผยว่า อาคารที่พักอาศัยในเขตเปเชิร์สก์ ซึ่งเป็นเขตใจกลางเมือง และอีกแห่งในเขตดนิโปรฟสกี้ ทางตะวันออกของกรุงเคียฟ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ภาพวิดีโอที่เผยแพร่บนเทเลแกรม แสดงให้เห็นเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ลุกลามหลายชั้นของอาคาร 9 ชั้นในเขตดนิโปรฟสกี้

หน่วยงานบริการฉุกเฉินแห่งรัฐของยูเครน โพสต์ข้อความผ่าน Telegram โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยระบุว่า “ในกรุงเคียฟ ผลจากการโจมตีเมื่อคืน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 6 ราย และมีการช่วยเหลือผู้คนออกมาได้ 18 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 3 คน” 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเปิดเผยว่า เพลิงไหม้ที่อาคาร 9 ชั้น สามารถควบคุมไว้ได้แล้ว หลังสร้างความเสียหายรุนแรงในชั้น 6 และ 7 โดยมีการช่วยเหลือผู้คนได้ 17 คน นอกจากนี้ อาคารสูงในเขตเปเชิร์สก์ ใจกลางเมือง ก็ถูกโจมตีเช่นกัน และเกิดเพลิงไหม้เสียหาย 3 ชั้น ก่อนจะถูกควบคุมไว้ได้

ด้านกระทรวงพลังงานของยูเครนกล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายจากการโจมตีดังกล่าว แต่ยังไม่มีการระบุประเภทหรือขอบเขตของความเสียหายที่ชัดเจน

การโจมตีครั้งล่าสุดของรัสเซียนี้เกิดขึ้นหลังจากการพูดคุยระหว่างตัวแทนจากสหรัฐอเมริกาและยูเครนที่นครเจนีวาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนสันติภาพ ที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย

นายโอเลกซานเดอร์ เบิร์ฟซ์ ผู้แทนจากฝ่ายยูเครน เปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีเมื่อวันจันทร์ว่า การเจรจาครั้งนี้ “สร้างสรรค์มาก” และทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยในประเด็นส่วนใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม นาย ดมิทรี เพสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า รัสเซียยังไม่เห็นรายละเอียดของแผนสันติภาพฉบับปรับปรุงดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนได้พยายามลดช่องว่างความเห็นเกี่ยวกับแผนการยุติสงครามในยูเครน โดยมีการตกลงที่จะปรับแก้ข้อเสนอเดิมของสหรัฐฯ ซึ่งยูเครนและพันธมิตรยุโรปมองว่าเป็นเพียง “รายการความต้องการ” ของรัสเซีย

ในแถลงการณ์ร่วม ระบุว่า สหรัฐฯ และยูเครนได้ร่วมกันร่าง “กรอบการทำงานสันติภาพที่ปรับปรุงใหม่” หลังจากการพูดคุยที่เจนีวา แม้จะไม่มีรายละเอียดเฉพาะเจาะจง แต่การเจรจาดังกล่าวก็ได้รับการต้อนรับอย่างระมัดระวังจากพันธมิตรบางส่วนของยูเครน.

ที่มา AP / Reuters

น้ำท่วมมาเลเซียยังวิกฤต มีผู้ประสบภัยกว่า 20,000 คนใน 8 รัฐ เปิดศูนย์พักพิงแล้ว 119 แห่ง

น้ำท่วมมาเลเซียยังวิกฤต มีผู้ประสบภัยกว่า 20,000 คนใน 8 รัฐ เปิดศูนย์พักพิงแล้ว 119 แห่ง

25 พ.ย. 2568 11:43 น.

น้ำท่วมมาเลเซียยังวิกฤต มีผู้ประสบภัยกว่า 20,000 คนใน 8 รัฐ เปิดศูนย์พักพิงแล้ว 119 แห่ง

สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศมาเลเซียยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุดมีรายงานว่ามีผู้ประสบภัยรวม 20,146 คน ต้องเข้าพักพิงในศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 119 แห่ง ใน 8 รัฐทั่วประเทศ โดยรัฐปาหังกลายเป็นรัฐล่าสุดที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในเช้าวันนี้

ในรัฐสลังงอร์ จำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย ณ เวลา 08.00 น. มีผู้ประสบภัย 2,697 คน จาก 740 ครอบครัว เพิ่มขึ้นจาก 1,732 คน เมื่อคืนที่ผ่านมา และมีการเปิดศูนย์พักพิงเพิ่มขึ้นเป็น 19 แห่ง จาก 15 แห่ง

ในรัฐกลันตัน จำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นเป็น 9,959 คน จาก 3,643 ครอบครัว โดยมีศูนย์พักพิง 40 แห่ง ใน 4 เขตที่ได้รับผลกระทบ คือ โกตาบารู, ตุมปัต, บาจก และปาซีร์ปูเตะห์ ระดับน้ำในแม่น้ำโกลกที่เมืองรันเตาปันจัง อยู่ที่ 8.55 เมตร สูงกว่าจุดเตือน 0.55 เมตร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนรัฐเปอร์ลิส จำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 2,694 คน จาก 795 ครอบครัว ในเช้าวันนี้ และต้องอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิง 13 แห่งในปาดังเบซาร์, อาเรา และกังการ์

ขณะที่รัฐปาหัง เป็นรัฐล่าสุดที่ได้รับผลกระทบ โดยคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติเขตราว (Raub) รายงานว่ามีการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว 1 แห่ง รองรับผู้ประสบภัย 23 คน ที่ Balai Raya Kampung Ulu Sungai ตั้งแต่เวลา 23.30 น. ของเมื่อคืนนี้ ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำกัวลาเมินดัง อำเภอลีปิส สูงเกินระดับอันตรายที่ 84.5 เมตร โดยวัดได้ 85.35 เมตร

ที่รัฐเกดาห์ ยอดผู้ประสบภัยเพิ่มเป็น 1,632 คน จาก 525 ครอบครัว โดยอพยพไปที่ศูนย์พักพิง 12 แห่ง ในเขตคูบังปาซูและคูลิม มีแม่น้ำ 4 สายที่ระดับน้ำเกินระดับอันตราย ส่วนรัฐเปรัก จำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นเป็น 2,678 คน จาก 845 ครอบครัว อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง 29 แห่ง โดยเฉพาะเขตมันจุงยังคงได้รับผลกระทบหนักสุด นอกจากนี้ ระดับน้ำในแม่น้ำบิดอร์ และแม่น้ำสลิม ก็เกินระดับอันตรายแล้วเช่นกัน

ในรัฐปีนัง จำนวนผู้อพยพลดลงเล็กน้อยเป็น 366 คน จาก 96 ครอบครัว แต่มีรายงานว่าสภาพอากาศส่วนใหญ่ของรัฐมีเมฆมากในเช้าวันนี้ ขณะที่รัฐตรังกานู สถานการณ์ดีขึ้น โดยจำนวนผู้อพยพลดลงเหลือ 97 คน จาก 37 ครอบครัว และระดับน้ำในแม่น้ำ 51 สถานีทั่วรัฐอยู่ในระดับปกติ

ทางการได้เตือนประชาชนให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมอพยพ หากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งจากการตกของฝนต่อเนื่องในหลายพื้นที่.

ที่มา Bernama

“ไชยชนก” ปล่อยขบวนรถ ถุงยังชีพ-สิ่งของจำเป็น “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้”

“ไชยชนก” ปล่อยขบวนรถ ถุงยังชีพ-สิ่งของจำเป็น  “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้”

25 พ.ย. 2568 11:40 น.

“ไชยชนก” ปล่อยขบวนรถ ถุงยังชีพ-สิ่งของจำเป็น “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้”

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานปล่อยขบวนรถขนส่งถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา และปัตตานี ผ่านโครงการ “DE ปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้” โดยเฉพาะในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยระดมหน่วยงานในสังกัด ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นายไชยชนก กล่าวว่า กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยตนได้สั่งการให้ บริษัท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ NT จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ประสบอุทกภัยตลอด 24 ชม. พร้อมจัดรถโมบายเคลื่อนที่ใช้ในการกระจายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้บริการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ตลอดจนมาตรการเยียวยาลูกค้า การขยายระยะเวลาชำระหนี้ค่าบริการรายเดือน /ยกเว้นการระงับชั่วคราวบริการโทรศัพท์มือถือแบบรายเดือน และขยายวันใช้งานบริการโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน

ในส่วนของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ได้มอบหมายให้ดำเนินการประสานงานร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่ จัดพาหนะรถขนส่งขนาดใหญ่ เร่งให้ความช่วยเหลืออพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่โดยด่วน และดำเนินการช่วยเหลือขนส่งอาหาร และน้ำดื่ม ให้แก่ผู้ประสบภัยที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ตามจุดต่างๆ โดยเริ่มดำเนินการทันที

ขณะที่บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือฉุกเฉิน นำระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมพร้อมอุปกรณ์แบบเคลื่อนที่ผ่านโครงข่ายดาวเทียมไทยคม เข้าเสริมระบบการสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ประสบเหตุอุทกภัย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ระบบอินเทอร์เน็ตสื่อสารผ่านสัญญาณดาวเทียมได้

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัด ร่วมระดมกำลังข้าราชการ เจ้าหน้าที่จัดทำถุงยังชีพ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย โดยหากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลใด มีความประสงค์ร่วมส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) พร้อมที่จะสนับสนุนด้านการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์อย่างเต็มกำลัง โดยสามารถติดต่อได้ที่ THP Contact Center 1545 เพื่อประสานรายละเอียดการรวบรวมและรับส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ต่อไป โดยมุ่งหวังให้ความช่วยเหลือถูกส่งถึงพื้นที่ประสบภัยอย่างรวดเร็วและทั่วถึงที่สุด

“กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชนที่ประสบภัยพิบัติในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ โดยใช้จุดเด่นของหน่วยงาน อย่าง NT ในการดูแลระบบสัญญาณการสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปณท. ที่มีศักยภาพด้านการขนส่งและกระจายสิ่งของให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมถึงได้รับความร่วมมือจาก ไทยคม ในการช่วยเหลือดูแลระบบสัญญาณดาวเทียม และหน่วยงานในสังกัดอื่นๆ ในการจัดทำถุงยังชีพ โดยหวังว่าความห่วงใยจากกระทรวงดีอีในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาและลดผลกระทบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ในระยะเบื้องต้นได้” นายไชยชนก กล่าว

น้ำท่วมใต้ยังวิกฤต! บขส. หยุดเดินรถโดยสารในพื้นที่ภาคใต้ 6 เส้นทางชั่วคราว

น้ำท่วมใต้ยังวิกฤต! บขส. หยุดเดินรถโดยสารในพื้นที่ภาคใต้ 6 เส้นทางชั่วคราว

25 พ.ย. 2568 11:24 น.

น้ำท่วมใต้ยังวิกฤต! บขส. หยุดเดินรถโดยสารในพื้นที่ภาคใต้ 6 เส้นทางชั่วคราว

วันนี้ (25 พ.ย.2568) เวลา 11.00 น. บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ จ.สงขลา, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และสตูลยังคงมีระดับน้ำท่วมสูง เนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในพื้นที่ภาคใต้ รถโดยสารไม่สามารถนำส่งผู้โดยสารที่ปลายทางได้ จำนวน 6 เส้นทาง ดังนี้

1. สายที่ 984 กรุงเทพฯ – ตรัง – สตูล

2. สายที่ 987 กรุงเทพฯ – ยะลา

3. สายที่ 988 กรุงเทพฯ – สตูล

4. สายที่ 992 กรุงเทพฯ – หาดใหญ่

5. สายที่ 9917 กรุงเทพฯ – ปัตตานี

6. สายที่ 9917 กรุงเทพฯ – สุไหงโกลก

บขส. จึงจำเป็นต้องหยุดเดินรถในเส้นทางดังกล่าวชั่วคราว ตั้งแต่วันนี้ (25 พ.ย.2568) เป็นต้นไป จนกว่าระดับน้ำจะลดลง เพื่อความปลอดภัย

สำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดต่อขอคืนตั๋วโดยสารได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋วของ บขส. ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี บขส. จะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและจะรายงานสถานการณ์ให้ทราบต่อไป สอบถามข้อมูลการเดินรถสายใต้ โทร. 02 – 422 – 4444 หรือติดตามข่าวสารได้ที่ เฟซบุ๊ก : บขส. www.facebook.com/BorKorSor99

ฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัยทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม

ฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัยทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม

25 พ.ย. 2568 11:04 น.

ฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัยทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม

ทางการฟิลิปปินส์รวบ 7 ผู้ต้องสงสัย และอยู่ระหว่างตามล่าอีกหลายราย ในคดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่านับแสนล้านบาท ด้านประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ลั่นจะดำเนินคดีนักการเมืองและเจ้าของบริษัทก่อสร้างที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนช่วงคริสต์มาส เพื่อดับความโกรธแค้นของประชาชน

ทางการฟิลิปปินส์ได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย และกำลังตามล่าผู้ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก ในคดีฉาวเกี่ยวกับการทุจริตโครงการควบคุมน้ำท่วมครั้งใหญ่ ที่สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่สาธารณชน

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้ออกมายืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามความผิดปกติที่พัวพันกับสมาชิกสภาคองเกรสผู้ทรงอิทธิพล เนื่องจากมีการกล่าวโทษว่าการทุจริตอย่างกว้างขวาง เป็นสาเหตุที่ทำให้โครงการควบคุมน้ำท่วมในประเทศถูมองว่าด้อยคุณภาพหรือไม่มีอยู่จริง

ผู้ต้องสงสัยชุดแรกจำนวนกว่าสิบคน รวมถึง ซัลดี โค อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวิศวกรโยธาของรัฐบาล ถูกศาลต่อต้านการทุจริตพิเศษ Sandiganbayan ฟ้องร้องแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นคดีแรกจากอีกหลายสิบคดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริตที่ประธานาธิบดีมาร์กอสให้คำมั่นว่าจะนำสมาชิกรัฐสภาและเจ้าของบริษัทก่อสร้างร่ำรวยที่เกี่ยวข้องเข้าสู่เรือนจำให้ได้ก่อนเทศกาลคริสต์มาส

คดีทุจริตชุดแรกนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในโครงการควบคุมน้ำท่วมในจังหวัดมินโดโรตะวันออก รวมถึงโครงการเขื่อนริมแม่น้ำมูลค่า 289 ล้านเปโซ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Sunwest Corp. ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นของครอบครัวของนายโค

ประธานาธิบดีมาร์กอสเปิดเผยว่า มีผู้ต้องสงสัยถูกจับกุม 1 ราย และอีก 6 รายมอบตัวกับตำรวจในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผู้ที่ถูกจับกุมรายหนึ่ง ถูกพบที่บ้านในเขตเกซอนซิตี้ และมีการจับกุมผู้ที่พยายามให้ความช่วยเหลือซ่อนตัวผู้ต้องสงสัยด้วย

“คำแนะนำของผมสำหรับผู้ต้องสงสัยที่เหลือคือให้ทุกคนมอบตัว อย่ารอให้ถูกไล่ล่า” ประธานาธิบดีมาร์กอสระบุผ่านทางเฟซบุ๊กว่า “เรื่องนี้จะดำเนินต่อไป เราจะไม่หยุด”

นายจอนวิค เรมุลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ไม่ทราบที่อยู่ของนายซัลดี โค ซึ่งเชื่อว่าอยู่ต่างประเทศ แต่ผู้ต้องสงสัยอีกสามรายอาจจะมอบตัวต่อสถานทูตฟิลิปปินส์ในสหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และจอร์แดนในไม่ช้า เพื่อเดินทางกลับประเทศ “ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในโลก เราจะตามหาคุณ” นายเรมุลลากล่าวย้ำในการแถลงข่าว พร้อมแสดงภาพถ่ายของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในชุดนักโทษสีส้ม

มีพยานให้การในการไต่สวนของวุฒิสภา และในคณะกรรมการสืบสวนอิสระที่จัดตั้งโดยประธานาธิบดีมาร์กอส ว่าอดีตและวุฒิสมาชิก รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ได้รับเงินสินบนก้อนโตจากบริษัทก่อสร้างที่ได้รับสัมปทานโครงการควบคุมน้ำท่วมอย่างไม่ถูกต้องเป็นเวลาหลายปี

ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันในคดีนี้ยังรวมถึง สส. มาร์ติน โรมูอัลเดซ ลูกพี่ลูกน้องและพันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดี ซึ่งได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว นอกจากนี้ยังมี อดีตประธานวุฒิสภา ชิซ เอสคูเดโร ที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนและได้ลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ได้กระทำผิด

ความมั่งคั่งฟุ่มเฟือยของกลุ่มผู้ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นคฤหาสน์ เงินสด และกองรถหรู รวมถึงเครื่องบินส่วนตัว เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ โดยการเดินขบวนครั้งต่อไปที่มีกำหนดในวันที่ 30 พฤศจิกายน ได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักรคาทอลิกหลักในประเทศ

ปัจจุบัน มีโครงการควบคุมน้ำท่วมอย่างน้อย 9,855 โครงการ มูลค่ากว่า 545,000 ล้านเปโซ (ประมาณ 299,616 ล้านบาท) ที่ควรจะดำเนินการตั้งแต่ประธานาธิบดีมาร์กอสเข้ารับตำแหน่งเมื่อกลางปี 2022 กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายราล์ฟ เรคโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุต่อสมาชิกนิติบัญญัติว่า เงินงบประมาณสำหรับโครงการควบคุมน้ำท่วมมากถึง 118,500 ล้านเปโซ (ประมาณ 65,145 ล้านบาท) อาจสูญหายไปจากการทุจริตตั้งแต่ปี 2023 นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังระบุว่า ความผิดปกตินี้อาจเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัฐบาลชุดก่อนของอดีตประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต และโครงการควบคุมน้ำท่วมที่ดำเนินการในช่วงเวลานั้นก็จะถูกสอบสวนเช่นกัน.

ที่มา AP

สุดห่วง วิกฤต “น้ำท่วมภาคใต้” แห่ถามหา “ผบ.เหตุการณ์” เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สุดห่วง วิกฤต "น้ำท่วมภาคใต้" แห่ถามหา "ผบ.เหตุการณ์" เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

25 พ.ย. 2568 10:47 น.

สุดห่วง วิกฤต “น้ำท่วมภาคใต้” แห่ถามหา “ผบ.เหตุการณ์” เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

โซเชียลสุดห่วง วิกฤติ “น้ำท่วมหาดใหญ่” รวมถึงหลายจังหวัดในภาคใต้ แห่ถามใครคือ “ผบ.เหตุการณ์” วอนเร่งกำหนดวิธีจัดการปัญหา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

จากกรณีสถานการณ์น้ำท่วมหนักในจังหวัดสงขลา เกือบทุกพื้นที่ยังคงวิกฤตหนัก รวมไปถึงอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ ทั้งนครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง โดยเจ้าหน้าที่และกู้ภัยก็พยายามเร่งทำงานเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ขณะที่ในโซเชียลพบว่ามีการโพสต์ภาพ คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม แชร์พิกัดจุดต่างๆ เพื่อขอรับการช่วยเหลือ และรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นภาพความช่วยเหลือที่คนไทยต่างร่วมแชร์ข้อมูล และพิกัดผู้ประสบภัย รวมถึงบริจาคสิ่งของจำเป็น และเงินสนับสนุนเพื่อช่วยผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

นอกจากนี้ หลายคนก็ยังได้แสดงความรู้สึกเห็นใจ และสะเทือนใจกับภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ และตั้งคำถามถึง “ผบ.เหตุการณ์” หรือ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander: IC) ในครั้งนี้ว่าเป็นใคร ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการ และแก้ปัญหาเหตุน้ำท่วมใหญ่หลายพื้นที่ในภาคใต้ เพื่อเร่งให้สถานการณ์คืนกลับสู่ภาวะปกติ และประชาชนผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัย

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

25 พ.ย. 2568 09:32 น.

ผลวิจัยอินเดียชี้ฟังเพลงขณะผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

งานวิจัยอินเดียเผยดนตรี มีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้น ช่วยลดปริมาณยาสลบ และทำให้ผู้ป่วยรู้สึกตัวไวกว่าเดิม

งานวิจัยชิ้นใหม่จาก วิทยาลัยแพทยศาสตร์ Maulana Azad Medical College (MAMC) ในกรุงเดลี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Music and Medicine ชี้ว่าการฟังดนตรีระหว่างการวางยาสลบ สามารถช่วยลดปริมาณยาสลบที่ต้องใช้ และทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วและชัดเจนขึ้น โดยอธิบายว่าแม้ยาสลบจะทำให้ผู้ป่วยหมดสติอย่างสมบูรณ์ แต่สมองส่วนที่เกี่ยวกับการได้ยินยังคงทำงานบางส่วนอยู่ ทีมวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่เปิดเพลงจากหูฟังระหว่างผ่าตัดมีผลทำให้ใช้ยา propofol น้อยลง, ใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ เช่น fentanyl น้อยลง, สัญญาณชีพ เช่น ความดันและอัตราการเต้นหัวใจ นิ่งกว่า, ระดับฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ลดลง และฟื้นตัวหลังผ่าตัด ไวกว่าและชัดเจนกว่า

ดร.ฟาราห์ ฮูเซน แพทย์วิสัญญีและนักบำบัดดนตรีของทีมวิจัย กล่าวว่าเป้าหมายของพวกเขาคือให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว สดชื่น และเจ็บปวดน้อยที่สุด ซึ่งดนตรีช่วยลดความเครียดในร่างกายได้จริง แม้ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวก็ตาม

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นผู้ป่วยที่เข้ารับการ ผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) ซึ่งใช้เวลาสั้นและต้องการให้ผู้ป่วยตื่นจากยาสลบอย่างรวดเร็วผู้ป่วยทั้งหมด 56 คนถูกสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกใส่หูฟัง แต่ไม่มีเสียง ส่วนอีกกลุ่มใส่หูฟังพร้อมเพลงบรรเลงคลายเครียด เช่น ฟลุตหรือเปียโน

ซึ่งผลปรากฎว่าผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ผู้ป่วยที่ได้ฟังเพลง ใช้ยาน้อยกว่า และมีสัญญาณชีพระหว่างผ่าตัดที่ นิ่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เพราะถึงแม้ผู้ป่วยจะหมดสติ แต่ร่างกายยังตอบสนองต่อขั้นตอนผ่าตัด เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ (intubation) การเปิดแผล และการดึงอวัยวะระหว่างผ่าตัด

ขั้นตอนเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ความดันขึ้น อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้น และฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูง ซึ่งทีมวิจัยพบว่าดนตรีช่วยลดความตึงเครียดเหล่านี้ลงได้

ดร.โซเนีย วัดฮาวัน อาจารย์แพทย์ด้านวิสัญญี เปิดเผยว่าถึงผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัว แต่สมองยังรับรู้เสียงได้บางส่วน ดนตรีจึงสามารถปรับสภาวะภายในสมองและลดปฏิกิริยาความเครียดได้

การใช้ดนตรีเพื่อการบำบัดไม่ใช่เรื่องใหม่ แพทย์ใช้ดนตรีมานานในด้านจิตเวช การฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต และการดูแลแบบประคับประคอง แต่การนำดนตรีเข้าสู่ห้องผ่าตัด ถือเป็นความก้าวหน้าใหม่ในวิสัญญีสมัยใหม่

ทีมแพทย์อินเดียกำลังเตรียมศึกษาขั้นต่อไปเกี่ยวกับการให้ดนตรีร่วมกับการให้ยาระงับความรู้สึกแบบไม่ต้องดมยา ซึ่งอาจเปลี่ยนแนวทางการผ่าตัดในอนาคตต่อไป.

ที่มา : อินเดีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดนตรี