เดลีสำลักฝุ่น อากาศเป็นพิษระดับร้ายแรง รร.ต้องออนไลน์ เตือนเด็ก-ผู้สูงอายุอย่าออกจากบ้าน

เดลีสำลักฝุ่น อากาศเป็นพิษระดับร้ายแรง รร.ต้องออนไลน์ เตือนเด็ก-ผู้สูงอายุอย่าออกจากบ้าน

12 พ.ย. 2568 15:17 น.

เดลีสำลักฝุ่น อากาศเป็นพิษระดับร้ายแรง รร.ต้องออนไลน์ เตือนเด็ก-ผู้สูงอายุอย่าออกจากบ้าน

อินเดียเผชิญวิกฤต ฝุ่นพิษ PM2.5 หนักที่สุดในรอบปีพุ่งทะลุระดับรุนแรง รัฐบาลสั่งโรงเรียนใช้ระบบออนไลน์และสั่งห้ามก่อสร้าง หวังทุเลามลพิษทางอากาศที่สูงเกินค่ามาตรฐานโลกกว่า 30 เท่า

ตามรายงานของ คณะกรรมการควบคุมมลพิษกลางของอินเดีย (CPCB) ระบุว่า เมื่อวันพุธ (12 พ.ย.) ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในอากาศของกรุงเดลี พุ่งสูงถึง 438 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ปลอดภัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ถึงกว่า 30 เท่า และมากกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศของอินเดียถึง 8 เท่า

แพทย์หลายสถาบันในเดลีออกมาเตือนประชาชน โดยเฉพาะ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ให้อยู่ภายในบ้านเท่าที่จำเป็น และควร สวมหน้ากากกรองฝุ่น N95 หรือ N99 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร

ล่าสุดรัฐบาลกรุงเดลีประกาศใช้มาตรการควบคุมมลพิษขั้นที่ 3 ภายใต้แผน Graded Response Action Plan (GRAP) ซึ่งรวมถึง การห้ามกิจกรรมก่อสร้างและขุดเหมืองที่ไม่จำเป็น, ห้ามรถบรรทุกวัสดุก่อสร้างหรือฝุ่นผ่านเข้าเมือง, และ จำกัดการเคลื่อนย้ายของรถบรรทุกสินค้าในเขตเมืองและชานเมือง

ขณะที่โรงเรียนหลายแห่งต้อง ปรับระบบการเรียนเป็นแบบไฮบริด คือเรียนออนไลน์ผสมกับออนไซต์ เพื่อปกป้องนักเรียนชั้นประถมจากอากาศพิษที่ปกคลุมทั่วเมือง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า วิกฤตอากาศพิษในเดลีไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลจากปัจจัยรวมหลายอย่าง ทั้งการเผาเศษซังข้าวในรัฐเพื่อนบ้าน, การปล่อยควันจากรถยนต์และโรงงาน, ลมอ่อนในฤดูหนาวที่ทำให้ฝุ่นลอยไม่ออก, และอุณหภูมิที่ลดลงจนทำให้มลพิษสะสมในชั้นอากาศ

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนในกรุงเดลีจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน Aam Aadmi Party (AAP) กล่าวหาว่า ทางการบิดเบือนข้อมูลคุณภาพอากาศ เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันจากสังคม

ขณะที่แกนนำพรรค AAP กล่าวโจมตีรัฐบาลว่า แม้จะมีการปกปิดข้อมูล แต่ความจริงคืออากาศในเดลียังอยู่ในระดับ อันตรายอย่างยิ่ง และรัฐบาลควรประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโดยทันที

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลท้องถิ่นซึ่งนำโดยพรรค ภารติยะ ชนะตะ (BJP) ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดย นางเรขา คุปตา มุขมนตรีกรุงเดลี ยืนยันว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วนเพื่อควบคุมมลพิษในเมืองหลวง

ด้าน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม มันจินเดอร์ ซิงห์ เซอร์ซา ชี้แจงกับฮินดูสถาน ไทมส์ ว่า ข้อมูลคุณภาพอากาศทั้งหมดถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และการฉีดน้ำใกล้จุดตรวจวัดเป็นเพียงการลดฝุ่น ไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนค่าฝุ่นตามที่ถูกกล่าวหา.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฝุ่นPM2.5

เครื่องบินทหารตุรกีตกในจอร์เจีย พร้อมลูกเรืออย่างน้อย 20 นาย

เครื่องบินทหารตุรกีตกในจอร์เจีย พร้อมลูกเรืออย่างน้อย 20 นาย

12 พ.ย. 2568 13:29 น.

เครื่องบินทหารตุรกีตกในจอร์เจีย พร้อมลูกเรืออย่างน้อย 20 นาย

เกิดเหตุเครื่องบินลำเลียงทางทหาร C-130 ของตุรกี ตกในประเทศจอร์เจีย โดยมีเจ้าหน้าที่บนเครื่องอย่างน้อย 20 นาย หลังเครื่องบินลำนี้ออกเดินทางจากประเทศอาเซอร์ไบจาน เบื้องต้นยังไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตหรือสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้

ภาพจากจุดเกิดเหตุใกล้ชายแดนอาเซอร์ไบจานเผยให้เห็นเศษโลหะบิดงอเกลื่อนอยู่บนเนินหญ้า ส่วนซากบางส่วนของลำตัวเครื่องยังคงลุกไหม้และมีกลุ่มควันดำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ขณะที่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ปรากฏภาพเครื่องบินหมุนคว้างก่อนพุ่งตกและเกิดระเบิด

ด้านประธานาธิบดี เรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ได้หยุดการกล่าวสุนทรพจน์ในกรุงอังการา เพื่อแสดงความเสียใจต่อ “ผู้พลีชีพ” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เขามักใช้เรียกเจ้าหน้าที่ทหารที่เสียชีวิตทั้งในสนามรบและระหว่างปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป โดยนายแอร์โดอันยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุของเหตุการณ์และจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เครื่องบินสัญชาติอเมริกันลำนี้มีทั้งเจ้าหน้าที่ตุรกีและอาเซอร์ไบจานอยู่บนเครื่อง แต่ยังไม่ระบุจำนวนที่แน่ชัด ด้านกระทรวงกลาโหมตุรกีระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ตุรกี 20 นายอยู่บนเครื่อง รวมถึงลูกเรือ แต่ยังไม่ชี้แจงว่ามีผู้โดยสารสัญชาติอื่นอยู่ด้วยหรือไม่

ประธานาธิบดี อิลฮาม อาลีเยฟ ของอาเซอร์ไบจาน เปิดเผยหลังการสนทนาทางโทรศัพท์กับนายแอร์โดอันว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึง “ข่าวเศร้าจากการสูญเสียเจ้าหน้าที่ทหาร” จากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทางการตุรกีและจอร์เจียกำลังประสานงานเพื่อเข้าถึงจุดเกิดเหตุในพื้นที่เมืองซีกานากี แคว้นคาเคตี ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่เต็มไปด้วยป่าพื้นที่ราบน้ำท่วมและเนินเขา

อาลี เยอร์ลิคายา รัฐมนตรีมหาดไทยตุรกี กล่าวว่า นายเกลา เกลาด์เซ รัฐมนตรีมหาดไทยของจอร์เจีย  สามารถเดินทางไปถึงซากเครื่องบินได้เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นวานนี้ และหน่วยกู้ภัยยังคงดำเนินการค้นหาต่อเนื่อง

นายแอร์โดอันกล่าวเพิ่มเติมระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ว่า “ขอพระเจ้าโปรดช่วยให้เราผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ด้วยความสูญเสียน้อยที่สุด ขอให้ดวงวิญญาณของผู้พลีชีพของเราสงบสุข และเราขอร่วมภาวนาเพื่อพวกเขา”

สำนักข่าว Interpress ของจอร์เจียรายงานว่า กระทรวงมหาดไทยของประเทศได้เริ่มการสอบสวนเกี่ยวกับการขนส่งทางอากาศและการสูญเสียชีวิต ด้านอาเซอร์ไบจาน ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของตุรกีในฐานะประเทศสมาชิกนาโต เปิดเผยว่า เครื่องบินลำดังกล่าวได้ออกบินจากเมืองกันจา ก่อนเกิดเหตุ

บริษัทล็อกฮีด มาร์ติน ของสหรัฐฯ ผู้ผลิตเครื่องบินรุ่น ซี-130 เฮอร์คิวลิส ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยกองทัพทั่วโลก แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ และระบุว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการสอบสวน

เครื่องบิน ซี-130 เฮอร์คิวลิส เป็นเครื่องลำเลียงทางทหารแบบเทอร์โบพร็อป 4 เครื่องยนต์ ใช้สำหรับขนส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ สามารถขึ้นลงบนรันเวย์ที่ไม่เตรียมการได้ และยังถูกดัดแปลงใช้งานในภารกิจอื่น เช่น เครื่องบินโจมตี สนับสนุนการรบทางอากาศ และลาดตระเวน ทำให้เป็นเครื่องบินลำเลียงยุทธวิธีหลักของกองทัพหลายประเทศทั่วโลก.

ที่มา Reuters

“Prince Group” กัมพูชา ปฏิเสธเอี่ยวสแกมเมอร์ หลังถูกยึดทรัพย์สินกว่า 4 แสนล้านทั่วโลก

"Prince Group" กัมพูชา ปฏิเสธเอี่ยวสแกมเมอร์ หลังถูกยึดทรัพย์สินกว่า 4 แสนล้านทั่วโลก

12 พ.ย. 2568 11:28 น.

“Prince Group” กัมพูชา ปฏิเสธเอี่ยวสแกมเมอร์ หลังถูกยึดทรัพย์สินกว่า 4 แสนล้านทั่วโลก

เครือบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ของกัมพูชาอย่าง Prince Holding Group ซึ่งผู้ก่อตั้งถูกทางการยึดทรัพย์สินที่ถูกกล่าวหาว่าได้มาอย่างผิดกฎหมายมูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 487,800 ล้านบาท ได้ออกแถลงการณ์ “ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง” ต่อข้อกล่าวหาที่ว่าเขาได้สะสมความมั่งคั่งจากการดำเนินอาณาจักรหลอกลวงออนไลน์

การยึดทรัพย์สินทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ได้พุ่งเป้าไปที่ Prince Holding Group ของกัมพูชา โดยทางการกล่าวหาว่านายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งบริษัท กำลังดำเนินการองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยคำฟ้องต่อนายเฉิน จื้อ เมื่อเดือนตุลาคม โดยกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ดูแลค่ายบังคับใช้แรงงานในกัมพูชา ซึ่งเป็นที่ที่แรงงานที่ถูกค้ามนุษย์ถูกนำมาดำเนินการธุรกิจหลอกลวงทางออนไลน์

เจ้าหน้าที่สืบสวนของสหรัฐฯ ได้ยึดบิตคอยน์ มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นเงินที่ได้จากอาชญากรรม ถือเป็นการดำเนินการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังได้อายัดทรัพย์สินทางธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ก็ได้ทำการยึดทรัพย์สินในประเทศของตน โดยบางประเทศมีมูลค่าสูงถึง 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

บริษัทระบุในแถลงการณ์ว่า “Prince Group ขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่า บริษัทหรือประธานกรรมการ นายเฉิน จื้อ มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายใด ๆ” โดยแถลงการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นฉบับแรกของบริษัทนับตั้งแต่การปราบปรามเริ่มต้นขึ้น กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อกล่าวหาล่าสุดไม่มีมูลความจริง และดูเหมือนมีเป้าหมายเพื่อหาเหตุผลในการยึดทรัพย์สินอย่างผิดกฎหมายซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์”

“เรามั่นใจว่า เมื่อข้อเท็จจริงทั้งหมดปรากฏ Prince Group และประธานกรรมการจะได้รับการพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์”

Prince Holding Group เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของกัมพูชา โดยดำเนินกิจการในกว่า 30 ประเทศ นับตั้งแต่ปี 2015 ด้วยธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และธุรกิจผู้บริโภค

อาณาจักรธุรกิจนี้อยูในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีมูลค่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 2,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงศูนย์การค้าขนาดใหญ่ Prince International Plaza ในกรุงพนมเปญ

บริษัทยังกล่าวอีกว่า ข้อกล่าวหาต่อบริษัท “ได้สร้างความเสียหายที่ไม่เป็นธรรมต่อพนักงาน หุ้นส่วน และชุมชนผู้บริสุทธิ์หลายพันคนที่กลุ่มบริษัทให้บริการ”

อย่างไรก็ตาม อัยการกล่าวหาว่า Prince Group เป็นเครือข่ายที่มีอิทธิพลเชิงลบ ดำเนินขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในรูปแบบซับซ้อน เช่น โรมานซ์ สแกม หรือการล่อลวงด้วยความรัก หรือการลงทุน ก่อนฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล

ปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ได้ผุดขึ้นอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมักดำเนินการจากอาคารสำนักงานหรือโกดังที่ดูธรรมดา โดยนักต้มตุ๋นมุ่งเป้าไปที่เหยื่อที่อาศัยอยู่คนละซีกโลก คนงานบางคนเต็มใจเดินทางไปทำงานที่ศูนย์กลางสแกมเมอร์เหล่านี้ ขณะที่คนอื่น ๆ ถูกค้ามนุษย์และถูกกักขังในสภาพที่เหมือนเรือนจำ

เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เรียก Prince Group ว่าเป็น “หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” และระบุว่า นายเฉิน จื้อ ซึ่งมีสัญชาติอังกฤษ-กัมพูชา ยังคง “หลบหนี” อยู่.

ที่มา AFP

แอปฯ หาคู่เกย์ดัง “Blued-Finka” ถูกถอดจากแอปสโตร์ในจีน ตามคำสั่งทางการ

แอปฯ หาคู่เกย์ดัง "Blued-Finka" ถูกถอดจากแอปสโตร์ในจีน ตามคำสั่งทางการ

12 พ.ย. 2568 10:54 น.

แอปฯ หาคู่เกย์ดัง “Blued-Finka” ถูกถอดจากแอปสโตร์ในจีน ตามคำสั่งทางการ

แอปเปิลยืนยันว่าได้ถอดแอปพลิเคชันหาคู่สำหรับเกย์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในจีนสองแอปฯ คือ Blued และ Finka ออกจากแอปสโตร์ในประเทศจีนแล้ว หลังได้รับคำสั่งจากหน่วยงานของทางการ แต่ยังพบว่า แอปฯ หาคู่สำหรับเกย์และไบเซ็กชวลอื่น ๆ เช่น Jicco และ Jack’d ยังคงใช้งานได้ในจีน

โฆษกของ Apple ระบุว่า “เราปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศที่เราดำเนินงานอยู่ และจากคำสั่งของสำนักงานบริหารจัดการไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน เราจึงได้ถอดแอปฯ ทั้งสองนี้ออกจากหน้าแอปสโตร์ของประเทศจีนเท่านั้น”

การดำเนินการดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับชุมชน LGBTQ+ ในประเทศจีน จากการตรวจสอบพบว่า แอปฯ Blued เวอร์ชัน “Lite” ยังคงมีให้ใช้งานในแอปสโตร์ของจีน นอกจากนี้ แอปฯ หาคู่สำหรับเกย์และไบเซ็กชวลอื่น ๆ เช่น Jicco และ Jack’d ก็ยังคงใช้งานได้ในประเทศ

Blued ถือเป็นหนึ่งในแอปฯ หาคู่เกย์ที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายที่สุดในจีน ด้วยยอดดาวน์โหลดหลายสิบล้านครั้ง

ทั้งนี้ แอปเปิลดำเนินการแอปสโตร์ที่แยกต่างหากในประเทศจีน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายอินเทอร์เน็ตที่เข้มงวด ส่งผลให้แอปฯ ยอดนิยมระดับโลกอย่างอินสตาแกรม และ WhatsApp ไม่สามารถใช้งานได้ในจีน สำหรับผู้ใช้งานอุปกรณ์แอนดรอยด์ในจีน ต้องใช้ระบบปฏิบัติการที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น เนื่องจากกูเกิล เพลย์ สโตร์  ก็ถูกบล็อกในประเทศจีนเช่นกัน

สมาชิกของชุมชน LGBTQ+ แสดงความกังวลต่อการถอด Blued และ Finka โดยรายหนึ่งกล่าวว่า “ฉันหวังว่าผู้กำหนดนโยบายที่เป็นรักต่างเพศเหล่านั้นจะเข้าใจว่า ความรักเป็นสิ่งหายาก มันไม่ใช่สิ่งที่น่าละอายหรือพูดถึงไม่ได้”

ก่อนหน้านี้ ในปี 2022 แอปฯ หาคู่เกย์ชื่อดังของสหรัฐฯ อย่าง Grindr ก็เคยถูกถอดออกจาก App Store ของ Apple ในจีนเช่นกัน หลังสำนักงานบริหารจัดการไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีนเริ่มกวาดล้างเนื้อหาที่ถือว่าผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม

ในปีต่อมา รัฐบาลจีนได้ประกาศกฎใหม่ที่กำหนดให้แอปพลิเคชันทั้งหมดที่ให้บริการแก่ผู้ใช้งานในประเทศต้องลงทะเบียนขอใบอนุญาต ซึ่งส่งผลให้แอปฯ ต่างชาติจำนวนมากถูกถอดออกจากระบบออนไลน์ หน่วยงานกำกับดูแลออนไลน์ระบุว่า กฎดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อ “ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตให้เป็นมาตรฐานและมีคุณภาพ”

แม้ว่าการรักร่วมเพศจะถูกยกเลิกการถือเป็นอาชญากรรมในประเทศจีนเมื่อปี 1997 แต่การสมรสเพศเดียวกันก็ยังไม่ได้รับการยอมรับตามกฎหมาย นอกจากนี้ กลุ่มสนับสนุนสิทธิ LGBTQ+ หลายกลุ่ม รวมถึง Beijing LGBT Center และ ShanghaiPride ก็ได้ยุติการดำเนินงานในจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา.

ที่มา BBC

ไต้ฝุ่นฟงวองพัดถล่มไต้หวัน ฝนกระหน่ำ-น้ำท่วมสูงถึงคอ อพยพกว่า 8,000 คน

ไต้ฝุ่นฟงวองพัดถล่มไต้หวัน ฝนกระหน่ำ-น้ำท่วมสูงถึงคอ อพยพกว่า 8,000 คน

12 พ.ย. 2568 10:13 น.

ไต้ฝุ่นฟงวองพัดถล่มไต้หวัน ฝนกระหน่ำ-น้ำท่วมสูงถึงคอ อพยพกว่า 8,000 คน

ไต้หวันอพยพประชาชนกว่า 8,300 คน หนีภัยพายุไต้ฝุ่นฟงวอง ที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตะวันออกของประเทศเมื่อวันพุธ แม้พายุจะอ่อนกำลังลงแล้ว แต่ยังทำให้ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ภูเขา

กรมดับเพลิงไต้หวันเปิดเผยว่า มีประชาชนราว 8,300 คนถูกอพยพออกจากบ้านเรือนไปยังพื้นที่ปลอดภัย ส่วนใหญ่ในมณฑลยี่หลานและ ฮัวเหลียน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากมรสุมที่พัดลงมาจากทางเหนือ ทำให้ปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาไต้หวันระบุว่า เขตตงซานในยี่หลานวัดปริมาณฝนได้ถึง 794 มิลลิเมตรภายในวันเดียว ล่าสุดมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 51 คน ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นสั่ง ปิดโรงเรียนและธุรกิจส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ของเกาะเพื่อความปลอดภัย

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ของไต้หวันเผยให้เห็นน้ำท่วมรุนแรงในหลายหมู่บ้านของ มณฑลยี่หลาน (Yilan) ทางตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทและภูเขาเป็นส่วนใหญ่ น้ำท่วมบางจุดสูงถึงระดับคอ ทหารต้องเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในบ้าน

หง ชุนอี้ ชาวประมงท้องถิ่นเล่าถึงนาทีระทึกว่า น้ำเข้ามาเร็วมาก เขาต้องตักโคลนออกจากบ้านตลอดทั้งคืน หลังจากชั้นล่างถูกน้ำท่วมสูงถึง 60 เซนติเมตร พร้อมเสริมว่าฝนตกหนักและรวดเร็วมากจนระบบระบายน้ำรับไม่ทัน

พายุฟงวองซึ่งเคลื่อนเข้ามาจากฟิลิปปินส์อ่อนกำลังลงอย่างมาก หลังสร้างความเสียหายและคร่าชีวิตประชาชน 25 คนในฟิลิปปินส์ ก่อนมุ่งหน้ามายังไต้หวัน ศูนย์พยากรณ์อากาศคาดว่า พายุจะเคลื่อนผ่านปลายสุดทางตอนใต้ของไต้หวัน ในช่วงเย็นของวันพุธนี้ ก่อนเคลื่อนตัวออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า พายุลูกนี้ ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเมืองซินจู ทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท TSMC ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก

ทั้งนี้ พายุฟงวองถือเป็นพายุใหญ่ลูกที่สองที่พัดถล่มไต้หวันในรอบไม่ถึง 2 เดือน โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน พายุอีกลูกหนึ่งได้ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในเมืองฮัวเหลียนและคร่าชีวิตประชาชน 18 คน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุฟงวอง

สุดช็อก สะพานเพิ่งเปิดใช้ไม่กี่เดือน พังถล่มบางส่วนในจีน เคราะห์ดีสั่งปิดก่อน (คลิป)

สุดช็อก สะพานเพิ่งเปิดใช้ไม่กี่เดือน พังถล่มบางส่วนในจีน เคราะห์ดีสั่งปิดก่อน (คลิป)

12 พ.ย. 2568 09:04 น.

สุดช็อก สะพานเพิ่งเปิดใช้ไม่กี่เดือน พังถล่มบางส่วนในจีน เคราะห์ดีสั่งปิดก่อน (คลิป)

เกิดเหตุสะพานบางส่วนพังถล่มในมณฑลเสฉวนของจีน เพียงไม่กี่เดือนหลังเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า เหตุเกิดจากดินถล่มในพื้นที่ภูเขา โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

โลกโซเชียลเผยคลิปภาพน่าตกตะลึง ขณะที่สะพาน “หงฉี” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงแห่งชาติ เชื่อมต่อระหว่างตอนในของจีนกับเขตทิเบต พังถล่มลงมาบางส่วน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยจากคลิปจะเห็นสะพานค่อยๆทรุดตัวก่อนที่ตอม่อสะพานจะโค่นลง ทำให้เกิดกลุ่มฝุ่นควันมหาศาลปกคลุมไปทั่วบริเวณ 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมือง มาเออร์คัง  มณฑลเสฉวน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สั่งปิดการจราจรบนสะพานล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 10 พฤศจิกายน เพราะพบรอยแตกร้าวบนเนินเขาใกล้เคียง รวมถึงการทรุดตัวของถนนและพื้นที่ภูเขาโดยรอบ จนกระทั่งในช่วงบ่ายของวันที่ 11 พฤศจิกายน สภาพภูเขาทรุดตัวหนักขึ้น จนเกิดดินถล่ม ส่งผลให้ส่วนของสะพานทางขึ้นและถนนเชื่อมต่อพังถล่มลงมา  ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

สะพานหงฉีมีความยาวราว 758 เมตร และเพิ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อต้นปีนี้ โดยบริษัท Sichuan Road and Bridge Group ซึ่งเป็นผู้รับเหมา ได้เผยแพร่วิดีโอการเปิดใช้งานสะพานบนสื่อสังคมออนไลน์ก่อนหน้านี้ไม่นาน

เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ภูเขารอบบริเวณ เนื่องจากยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มเพิ่มเติม.

ที่มา : straistimes

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สะพานถล่ม

ด่วน เรียกคืน “นมผงออร์แกนิก ByHeart” ทั่วสหรัฐ หลังพบทารกติดเชื้อโบทูลิซึมอย่างน้อย 15 ราย

ด่วน เรียกคืน “นมผงออร์แกนิก ByHeart” ทั่วสหรัฐ หลังพบทารกติดเชื้อโบทูลิซึมอย่างน้อย 15 ราย

12 พ.ย. 2568 08:24 น.

ด่วน เรียกคืน “นมผงออร์แกนิก ByHeart” ทั่วสหรัฐ หลังพบทารกติดเชื้อโบทูลิซึมอย่างน้อย 15 ราย

บริษัทผู้ผลิตนมผงออร์แกนิกชื่อดัง ByHeart ประกาศเรียกคืน ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดทั่วประเทศเมื่อวันอังคาร หลังมีรายงานทารกติดเชื้อโบทูลิซึม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายรัฐ


บริษัท ByHeart ซึ่งจำหน่ายนมผงกว่า 200,000 กระป๋องต่อเดือน ทั้งทางออนไลน์และในร้านค้าปลีกใหญ่ เช่น Target, Walmart, Albertsons และ Whole Foods ได้ประกาศขยายการเรียกคืนโดยสมัครใจ จากเดิมแค่ 2 ล็อตที่แจ้งไปเมื่อวันเสาร์ ให้ครอบคลุม ผลิตภัณฑ์ทุกชนิด ทั้งByHeart Whole Nutrition Infant Formula และ Anywhere Pack ซองนมผงแบบพกพา

นอกจากนี้ บริษัทระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้ทำร่วมกับองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภคแม้จะยังไม่พบการปนเปื้อนในกระป๋องที่ยังไม่เปิดใช้งาน

การประกาศเรียกคืนครั้งนี้มีขึ้น หลังจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและรัฐบาลกลางสหรัฐยืนยันว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีทารกอย่างน้อย 15 คนใน 12 รัฐ ป่วยด้วยอาการโบทูลิซึมหลังบริโภค นมผงยี่ห้อ ByHeart โดยทั้งหมดต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรัฐแคลิฟอร์เนียเปิดเผยว่า ตัวอย่างนมผงจากกระป๋องที่เปิดแล้ว ซึ่งใช้เลี้ยงทารกที่ป่วย ตรวจพบแบคทีเรียที่สามารถสร้างสารพิษโบทูลินัม ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคโบทูลิซึม

โฆษกของ FDA ระบุว่า หน่วยงานแนะนำให้บริษัท ขยายการเรียกคืนทันที หลังพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น การระบุรหัสล็อตเพิ่มเติม และผลตรวจเชื้อที่ยืนยันจากแคลิฟอร์เนีย

ดร.สตีเวน อับรัมส์ จากคณะแพทยศาสตร์ Dell มหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน กล่าวเตือนผู้ปกครองว่า สิ่งแรกที่ควรทำทันทีคือ หยุดใช้นมผงยี่ห้อ ByHeart ที่อยู่ในรายการเรียกคืน

ขณะที่ ดร.เดวอน คูห์น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ของบริษัท ย้ำว่า การเรียกคืนครั้งนี้เป็นมาตรการเชิงรุก เพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสูตรนมเป็นต้นตอโดยตรง

ทั้งนี้ มีข้อมูลว่าผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการระหว่างวันที่ 9 ส.ค. ถึง 10 พ.ย. โดยพบในรัฐแอริโซนา, แคลิฟอร์เนีย, อิลลินอยส์, เคนทักกี, มินนิโซตา, นอร์ทแคโรไลนา, นิวเจอร์ซีย์, ออริกอน, เพนซิลเวเนีย, โรดไอแลนด์, เทกซัส และวอชิงตัน

จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่ ยังไม่พบการเชื่อมโยงกับสูตรนมยี่ห้ออื่น หรือแหล่งปนเปื้อนอื่นนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ของ ByHeart

โรคโบทูลิซึม เกิดจากพิษที่สร้างโดยแบคทีเรีย Clostridium botulinum ซึ่งสามารถส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบาก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยในทารกมักเกิดจากการรับเชื้อผ่านอาหารหรือนมที่ปนเปื้อน.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นมผง

อังกฤษจำคุก “ราชินีคริปโต” 11 ปี โกงเงินชาวจีน 1.9 แสนล้านบาท

อังกฤษจำคุก “ราชินีคริปโต” 11 ปี โกงเงินชาวจีน 1.9 แสนล้านบาท

12 พ.ย. 2568 06:21 น.

อังกฤษจำคุก “ราชินีคริปโต” 11 ปี โกงเงินชาวจีน 1.9 แสนล้านบาท

ศาลในอังกฤษพิพากษาจำคุก ราชินีคริปโตชาวจีนเป็นเวลา 11 ปี หลังจากโกงเงินชาวจีนเป็นเงินนับแสนล้านบาท แล้วหลบหนีไปใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยในอังกฤษด้วยเงินที่โกงมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 พ.ย. 2568 ว่า นาง เฉียน จื้อหมิน (Qian Zhimin) หญิงวัย 47 ปีเจ้าของฉายา “ราชินีคริปโต” ผู้อยู่เบื้องหลังแผนการแชร์ลูกโซ่ขนาดใหญ่ในประเทศจีน ถูกศาลอังกฤษตัดสินจำคุกเป็นเวลามากกว่า 11 ปี ในข้อหาฟอกเงินที่ได้จากการฉ้อโกงให้กลายเป็นเงินสกุลดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นางเฉียนรับสารภาพในข้อหาฟอกเงิน 2 กระทงเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังจากตำรวจอังกฤษดำเนินการสืบสวนและยึดเงินบิตคอยน์ได้มากกว่า 61,000 บิตคอยน์ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.94 แสนล้านบาท) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการยึดเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

นางเฉียนได้รับฉายาว่า “ราชินีคริปโต” เนื่องจากการใช้ชีวิตอย่างหรูหราของเธอในอังกฤษ อย่างไรก็ตาม เธอร่ำไห้ในห้องพิจารณาคดีที่ศาลยุติธรรมในเขตเซาท์วาร์ก ของกรุงลอนดอน ขณะที่ผู้พิพากษาแซลลี-แอนน์ เฮลส์ อ่านคำพิพากษา

“คุณคือผู้วางแผนการกระทำผิดนี้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบทสรุปของมัน … แรงจูงใจของคุณคือความโลภล้วนๆ” ผู้พิพากษาเฮลส์กล่าว

ขณะเดียวกัน นาย เส็ง ฮก หลิง (Seng Hok Ling) ชาวมาเลเซียวัย 46 ปี ผู้ต้องสงสัยอีกรายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ รับสารภาพเมื่อเดือนกันยายนในข้อหาโอนถ่ายทรัพย์สินที่ได้จากการก่ออาชญากรรม ซึ่งก็คือสกุลเงินดิจิทัล

ทั้งนี้ นางเฉียนเปลี่ยนคำรับสารภาพในวันแรกของการพิจารณาคดี โดยยอมรับว่าครอบครองและโอนถ่ายทรัพย์สินที่ได้จากการก่ออาชญากรรม หลังก่อนหน้านี้เธออ้างว่า ตัวเธอตกเป็นเป้าหมายของ “การปราบปรามผู้ประกอบการคริปโตที่ประสบความสำเร็จ” ของรัฐบาลจีน

อัยการอังกฤษกล่าวว่า นางเฉียนดำเนินแผนการฉ้อโกงการลงทุนระหว่างปี 2557-2560 ซึ่งมีผู้ลงทุนราว 128,000 คน ลงทุนเป็นจำนวนประมาณ 4 หมื่นล้านหยวน โดยมีเงินประมาณ 6 พันล้านหยวนถูกยักยอกไป ซึ่งมีผู้ถูกตัดสินลงโทษเกี่ยวกับคดีนี้ในประเทศจีนมากกว่า 80 คน

อัยการบอกอีกว่า นางเฉียนหลบหนีออกจากประเทศจีนผ่านทางเมียนมา, ไทย, ลาว และมาเลเซีย ก่อนจะนั่งเครื่องบินไปยังกรุงลอนดอนด้วยหนังสือเดินทางปลอมของประเทศเซนต์คิตส์และเนวิส ในแถบทะเลแคริบเบียนเมื่อกันยายน 2560 ก่อนจะเริ่มพยายามเปลี่ยนบิตคอยน์ที่ซื้อมาด้วยเงินที่ได้จากการฉ้อโกงให้เป็นเงินสด

ก่อนถูกจับกุม นางเฉียนย้ายไปอยู่ในคฤหาสน์ในย่านแฮมป์สเตดอันหรูหราของกรุงลอนดอน ซึ่งมีค่าเช่าสูงถึงเดือนละ 17,000 ปอนด์ (ราว 725,000 บาท) และใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย

แต่นางเฉียนมีแผนการที่ใหญ่โตกว่านั้น โดยเธอร่างแผนการในอนาคต 6 ปีในสมุดบันทึกของเธอ โดยเธอตั้งใจที่จะก่อตั้งธนาคารระหว่างประเทศ ซื้อปราสาทในสวีเดน กระทั่งการพยายามตีสนิทกับดยุกชาวอังกฤษคนหนึ่ง และมีเป้าหมายที่จะเป็นราชินีของไลเบอร์แลนด์ (Liberland) ซึ่งเป็นจุลรัฐที่ไม่ได้รับการยอมรับเป็นประเทศ ตั้งอยู่บนพรมแดนโครเอเชีย-เซอร์เบีย ภายในปี 2565

ระหว่างนั้น นางเฉียนให้ผู้ช่วยชื่อ เหวิน เจียน มองหาบ้านในลอนดอนที่เธอสามารถซื้อได้ แต่ความพยายามของเธอที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่เป็นพิเศษในท็อตเตอร์ริดจ์ คอมมอน (Totteridge Common) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องที่อยู่อาศัยที่กว้างขวางและเป็นส่วนตัว ทำให้ตำรวจสงสัยและเริ่มต้นการสืบสวน เนื่องจากนายเหวินไม่สามารถชี้แจงที่มาของความมั่งคั่งของเจ้านายของเขาได้

เรื่องดังกล่าวนำไปสู่การบุกตรวจค้นคฤหาสน์ที่ย่านแฮมป์สเตด ซึ่งตำรวจพบหลักฐานมากมายในฮาร์ดดิสก์และแลปท็อป ซึ่งนำไปสู่การจับกุมนางเฉียน โดยตำรวจนครบาลกรุงลอนดอนระบุว่า ได้ยึดทรัพย์สินรวมถึงอุปกรณ์เข้ารหัส, เงินสด, ทองคำ และสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abc , bbc

นายกฯ อินเดียสั่งตามล่า ผู้อยู่เบื้องหลังระเบิดนิวเดลี ลั่นจะไม่ได้รับการละเว้น

นายกฯ อินเดียสั่งตามล่า ผู้อยู่เบื้องหลังระเบิดนิวเดลี ลั่นจะไม่ได้รับการละเว้น

12 พ.ย. 2568 05:35 น.

นายกฯ อินเดียสั่งตามล่า ผู้อยู่เบื้องหลังระเบิดนิวเดลี ลั่นจะไม่ได้รับการละเว้น

นายกรัฐมนตรีอินเดียสั่งเจ้าหน้าที่สืบสวนหาผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดรถยนต์ในกรุงนิวเดลี ลั่นจะไม่มีการละเว้น ขณะที่มีการเฝ้าระวังในระดับสูงที่นครมุมไบ และรัฐอุตตรประเทศ

เมื่อวันอังคารที่ 11 พ.ย. 2568 นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ออกแถลงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก หลังจากเกิดเหตุระเบิดรถยนต์ใกล้กับ “ป้อมแดง” หนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์ในกรุงนิวเดลีเมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ บาดเจ็บอีก 20 ราย

นายโมดีกล่าวว่า เขาได้ติดต่อกับหน่วยงานที่กำลังสอบสวนคดีนี้แล้ว และกล่าวว่าพวกเขาจะสืบสาวไปให้ถึงต้นตอของแผนสมคบคิดนี้ และผู้ที่รับผิดชอบเหตุระเบิด “จะไม่ได้รับการละเว้น”

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า สำนักงานสืบสวนกลางของอินเดีย (NIA) เข้ามารับช่วงต่อการสืบสวนคดีนี้ภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายแล้ว โดยที่ตำรวจไม่ได้เปิดเผยเหตุผลในการดำเนินการดังกล่าว

อีกด้านหนึ่ง นายอมิต ชาห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของอินเดียเป็นประธานการประชุมทบทวนด้านความมั่นคงระดับสูงร่วมกับเจ้าหน้าที่อาวุโสเมื่อวันอังคาร โดยนายชาห์โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า พวกเขากำลังสืบสวนสาเหตุของการระเบิดและ “กำลังสำรวจทุกความเป็นไปได้”

นายชาห์บอกอีกว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตามล่าอาชญากรทุกคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ให้ได้

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ ทางการอินเดียส่งปิดพื้นที่ป้อมแดงเป็นเวลา 3 วัน เพื่อเปิดทางให้กับการสืบสวน ขณะที่นครมุมไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของอินเดีย กำลังอยู่ในภาวะเฝ้าระวังในระดับสูง เช่นเดียวกับที่รัฐอุตตรประเทศ ซึ่งมีพรมแดนติดกับนิวเดลี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แคนาดาเสียสถานะ “ปลอดโรคหัด” แล้ว หลังเชื้อระบาดต่อเนื่อง

แคนาดาเสียสถานะ “ปลอดโรคหัด” แล้ว หลังเชื้อระบาดต่อเนื่อง

12 พ.ย. 2568 03:01 น.

แคนาดาเสียสถานะ “ปลอดโรคหัด” แล้ว หลังเชื้อระบาดต่อเนื่อง

แคนาดาสูญเสียสถานะประเทศปลอดโรคหัดแล้ว หลังจากมีการแพร่กระจายของเชื้อต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 5,000 คน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระหว่างประเทศกล่าวเมื่อวันจันทร์ (10 พ.ย. 2568) ว่า ประเทศแคนาดาสูญเสียสถานะ “ปลอดโรคหัด” หลังเกิดการระบาดอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา กอปรกับอัตราการฉีดวัคซีนในเด็กก็กำลังลดลง ในขณะที่ไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายนี้กำลังแพร่กระจายไปทั่วทวีปอเมริกาเหนือและใต้

การสูญเสียสถานะปลอดโรคหัดของแคนาดาเกิดขึ้นราว 1 ปีหลังจากแดนเมเปิล เริ่มพบการแพร่กระจายของโรคหัด โดยในปีนี้พวกเขาพบผู้ติดเชื้อหัด 5,138 ราย และมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ เป็นเด็กทารกที่ได้รับเชื้อไวรัสในขณะอยู่ในครรภ์และคลอดก่อนกำหนดทั้งคู่

อนึ่ง สถานะปลอดโรคหัด แม้จะมีความหมายเพียงเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบากในการต่อสู้กับโรคชนิดนี้ โดยประเทศหนึ่งจะได้รับสถานะนี้ก็ต่อเมื่อ พวกเขาแสดงให้เห็นว่าสามารถหยุดการแพร่กระจายของไวรัสภายในชุมชนท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะยังมีผู้ป่วยประปรายที่มาจากการเดินทางก็ตาม

โรคหัดมักเริ่มต้นด้วยไข้สูงและยังทำให้เกิดผื่นบนใบหน้าและลำคอ แม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อหัดจะหายเป็นปกติได้เอง แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในกลุ่มเด็กเล็ก โดยมีภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง รวมถึงอาการตาบอดและสมองบวม ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กเล็กและผู้ใหญ่อายุเกิน 30 ปี

ทั้งนี้ แคนาดากำจัดโรคหัดได้ในปี 2541 ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาในอีก 2 ปีต่อมา หลังการรณรงค์ฉีดวัคซีนประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อนที่ทวีปอเมริกาจะกลายเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่ปลอดโรคหัดในปี 2559 โดยมีการประเมินว่า วัคซีนป้องกันโรคหัดช่วยป้องกันการเสียชีวิตของประชาชนถึง 6.2 ล้านคนในทวีปอเมริกา ระหว่างปี 2543-2566

แต่หลังจากนั้น อัตราการฉีดวัคซีนได้ลดลงทั่วทวีปอเมริกา โดยต่ำกว่าอัตราการครอบคลุม 95% ที่จำเป็นต่อการหยุดการระบาด โดยเกิดการระบาดครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลาและบราซิลในปี 2561 และ 2562 ทำให้ภูมิภาคนี้สูญเสียสถานะการกำจัดโรคไป สถานะนี้ถูกกู้คืนมาได้ในปี 2567 แต่ก็ต้องสิ้นสุดลงอีกครั้งจากการสูญเสียสถานะของแคนาดา

ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยแพนอเมริกัน ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสุขภาพอิสระ เป็นผู้ตัดสินใจถอดสถานะปลอดโรคหัดของแคนาดา หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลการระบาดแล้วพบว่าไวรัสได้แพร่กระจายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้ว

และประเทศต่อไปที่อาจสูญเสียสถานะนี้คือ สหรัฐอเมริกา แม้ว่าการระบาดครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนไป 3 รายและล้มป่วยเกือบ 900 รายทั่วรัฐเท็กซัส, นิวเม็กซิโก และโอกลาโฮมาจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม แต่ยังคงพบผู้ติดเชื้อประปรายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงที่รัฐเซาท์แคโรไลนา และที่เมืองตามชายแดนรัฐแอริโซนากับยูทาห์

ตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ในปีนี้ สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อโรคหัด 1,681 ราย และมีการระบาดปะทุขึ้น 44 ครั้งทั่วประเทศ โดยมีเพียง 9 รัฐจากทั้งหมด 50 รัฐที่ไม่มีรายงานพบผู้ป่วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday