UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง

UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง

12 พ.ย. 2568 00:52 น.

UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง

สหราชอาณาจักรระงับการส่งข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดให้สหรัฐฯ ชั่วคราว หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยหลายครั้งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพ

สำนักข่าว CNN รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวหลายคนว่า สหราชอาณาจักร (UK) หยุดการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองกับสหรัฐฯ เรื่องเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียนแล้ว เนื่องจากไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ซึ่งจมเรือต้องสงสัยแล้วหลายลำในช่วงที่ผ่านมา โดย UK เชื่อว่าการโจมตีดังกล่าวผิดกฎหมาย

การตัดสินใจของสหราชอาณาจักรถูกมองว่าเป็นการแตกหักครั้งสำคัญกับหนึ่งในชาติพันธมิตรผู้ประสานงานข่าวกรองที่ใกล้ชิดที่สุดของพวกเขา และยิ่งเป็นการเน้นย้ำข้อสงสัยที่ว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลแถบลาตินอเมริกานั้น ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

แหล่งข่าวระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหราชอาณาจักร ซึ่งมีดินแดนในปกครองหลายแห่งในทะเลแคริบเบียน และมีการตั้งฐานของหน่วยข่าวกรองเอาไว้ ได้คอยช่วยเหลือสหรัฐฯ ในการค้นหาเรือที่ต้องสงสัยว่าขนยาเสพติดมาตลอด เพื่อให้หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ สามารถสกัดกั้นเรือเหล่านั้นได้

การสกัดกั้นดังกล่าวหมายถึง การสั่งหยุดเรือ, ให้เจ้าหน้าที่ขึ้นเรือ, ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย และยึดยาเสพติด

ตามปกติแล้ว ข่าวกรองจะถูกส่งไปยัง “กองกำลังเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานภาคใต้” (Joint Interagency Task Force South – JIATF South) ซึ่งเป็นคณะทำงานที่ประจำการอยู่ในรัฐฟลอริดา ซึ่งมีตัวแทนจากประเทศพันธมิตรจำนวนหนึ่ง และทำงานเพื่อลดการค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มโจมตีเรือต้องสงสัยจนทำให้มีผู้เสียชีวิตในช่วงเดือนกันยายน สหราชอาณาจักรก็เกิดความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจใช้ข่าวกรองที่พวกเขาหามาให้ในการเลือกเป้าหมาย และเจ้าหน้าที่อังกฤษเชื่อว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งจนถึงตอนนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 76 ศพ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ UK จึงเริ่มระงับการส่งข้อมูลข่าวกรองเมื่อกว่า 1 เดือนก่อน

ด้านนาย โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวในเดือนตุลาคมว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ซึ่งแหล่งข่าวบอกกับ CNN ว่า สหราชอาณาจักรเห็นด้วยกับการประเมินนี้

อย่างไรก็ตาม CNN ระบุว่า สถานทูตอังกฤษในวอชิงตันและทำเนียบขาวไม่ตอบคำถามของพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาจะไม่พูดถึงเรื่องข้อมูลข่าวกรอง

ในขณะเดียวกัน แคนาดา อีกหนึ่งพันธมิตรสำคัญที่คอยช่วยเหลือหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียนมาเกือบสองทศวรรษ ก็เริ่มเว้นระยะห่างจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เช่นกัน โดยแจ้งกับสหรัฐฯ อย่างชัดเจนว่า แคนาดาไม่ต้องการให้ข่าวกรองของพวกเขาถูกนำไปใช้เพื่อช่วยในการชี้เป้าหมายสำหรับการโจมตี

เมื่อเดือนตุลาคม โฆษกของกระทรวงกลาโหมแคนาดาบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ปฏิบัติการความร่วมมือทางทหารระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน หรือที่เรียกว่า “ปฏิบัติการแคริบเบียน” (Operation Caribbean) ไม่เกี่ยวข้องและแตกต่างจากการโจมตีเรือต้องสงสัยของสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

พายุ “ฟงวอง” จ่อเข้าไต้หวัน หลังถล่มฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 25 ศพ

พายุ “ฟงวอง” จ่อเข้าไต้หวัน หลังถล่มฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 25 ศพ

11 พ.ย. 2568 22:57 น.

พายุ “ฟงวอง” จ่อเข้าไต้หวัน หลังถล่มฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 25 ศพ

พายุฟงวองกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไต้หวันมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่หน่วยกู้ภัยของฟิลิปปินส์พบผู้เสียชีวิตจากพายุลูกนี้เพิ่มขึ้นเป็น 25 ศพแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 11 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่กู้ภัยของประเทศฟิลิปปินส์กำลังใช้ทั้งรถแบ็กโฮและเลื่อยยนต์ขุดค้นซากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ซึ่งพัดผ่านประเทศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ ขณะที่ระดับน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ เริ่มลดลงแล้ว

สำนักงานป้องกันพลเรือนของฟิลิปปินส์ บอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า อิทธิพลของพายุฟงวองทำให้ประชาชนกว่า 1.4 ล้านคนต้องพลัดถิ่น โดยจังหวัดอิซาเบลาซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเล และมีประชากรราว 6,000 คน ยังคงถูกตัดขาดจากความช่วยเหลือ เช่นเดียวกับพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนูเอบา วิซคายา ที่อยู่ใกล้เคียง

นายราฟาเอลลิโต อเลฮานโดร รองผู้บริหารสำนักงานป้องกันพลเรือนฟิลิปปินส์เปิดเผยในวันอังคารว่า เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตจากอิทธิพลของพายุฟงวองเพิ่มขึ้นเป็น 25 ศพแล้ว โดยส่วนใหญ่เสียชีวิตในเหตุดินถล่ม รวมถึงเด็กชายวัยเพียง 10 ขวบที่จังหวัดนูเอบา วิซคายา

นายอเลฮานโดรบอกอีกว่า แม้แต่ความพยายามในการฟื้นฟูเบื้องต้น ก็อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ “ความท้าทายใหญ่หลวงที่สุดของเราตอนนี้คือ การฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน การเคลียร์ถนน และการฟื้นฟูระบบไฟฟ้าและการสื่อสาร ซึ่งเรากำลังดำเนินการอยู่”

เขาบอกด้วยว่า เกาะคาตันดัวเนสเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุมากที่สุด และกำลังเผชิญปัญหาเรื่องการประปาซึ่งอาจต้องใช้เวลาแก้ไขนานถึง 20 วัน

ทั้งนี้ ฟงวองเป็นไต้ฝุ่นลูกที่ 2 ที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ต่อจากไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ซึ่งพัดถล่มพื้นที่หมู่เกาะตอนกลางของประเทศ และคร่าชีวิตผู้คนไปมากถึง 232 ศพ

ปัจจุบัน พายุฟงวองเคลื่อนตัวออกจากฟิลิปปินส์ไปแล้ว โดยมันอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและกำลังมุ่งหน้าสู่เกาะไต้หวัน ซึ่งคาดกันว่ามันจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในวันพุธนี้ (12 พ.ย.)

อย่างไรก็ตาม แม้จะอ่อนกำลังลง แต่อิทธิพลของฟงวองก็เริ่มทำให้เกิดฝนตกหนักในไต้หวันแล้ว โรงเรียนกับสำนักงานต่างๆ ในหลายเขตถูกสั่งปิดเพื่อรอรับมือพายุ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาท้องถิ่นพยากรณ์ว่า จะมีฝนตกปริมาณน้ำฝนสูงถึง 400 มม. ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า

ด้านประธานาธิบดี ไล่ ชิง-เต๋อ ของไต้หวัน ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ภูเขา, ชายหาด และสถานที่อันตรายอื่นๆ เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ระเบิดพลีชีพกลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับแล้ว 12 ศพ เจ็บหลายสิบคน

ระเบิดพลีชีพกลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับแล้ว 12 ศพ เจ็บหลายสิบคน

11 พ.ย. 2568 21:08 น.

ระเบิดพลีชีพกลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับแล้ว 12 ศพ เจ็บหลายสิบคน

เกิดเหตุระเบิดพลีชีพหน้าศาลในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยกลุ่มตาลีบันปากีสถานออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

นายโมห์ซิน นัคคาวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของประเทศปากีสถาน เปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดพลีชีพที่นอกอาคารศาลแขวงในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน เมื่อวันอังคารที่ 11 พ.ย. 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 27 คน

เหตุระเบิดเกิดขึ้นใกล้กับทางเข้าศาลแขวงอิสลามาบัด ซึ่งมักจะเนืองแน่นไปด้วยคู่ความ โดยนายนัคคาวีบอกกับผู้สื่อข่าวว่า มือระเบิดพยายามเดินเท้าเข้าไปในอาคารศาล แต่ตัดสินใจจุดชนวนระเบิดที่ด้านนอกใกล้กับรถตำรวจ หลังจากรออยู่ที่นั่นเป็นเวลา 10 ถึง 15 นาที

“เรากำลังสอบสวนเหตุการณ์นี้จากหลายมุมมอง นี่ไม่ใช่แค่เหตุระเบิดธรรมดา แต่มันเกิดขึ้นในกรุงอิสลามาบัดเลย” นายนัคคาวีกล่าว และเสริมว่า “เรากำลังพยายามระบุตัวว่า (ผู้โจมตี) เป็นใครและมาจากที่ใด”

นี่นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 ที่เกิดการโจมตีลักษณะนี้ขึ้นในกรุงอิสลามาบัด โดยกลุ่มติดอาวุธตาลีบันปากีสถาน ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ โดยระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขามุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่ตุลาการ

“นักรบของเราได้โจมตีคณะกรรมการตุลาการในกรุงอิสลามาบัด ผู้พิพากษา, ทนายความ และเจ้าหน้าที่ที่ออกคำตัดสินภายใต้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักศาสนาอิสลามของปากีสถานล้วนตกเป็นเป้าหมาย” แถลงการณ์ของกลุ่มตาลีบันปากีสถานระบุ พร้อมขู่จะโจมตีอีกจนกว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามชารีอะห์ในปากีสถาน

ทั้งนี้ กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของปากีสถาน ก็เพิ่งถูกโจมตีด้วยระเบิดรถยนต์ (คาร์บอมบ์) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีกนับสิบราย โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่ตำรวจกำลังสืบสวนในฐานะคดีก่อการร้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“โอ ยองซู” นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

"โอ ยองซู" นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

11 พ.ย. 2568 17:07 น.

“โอ ยองซู” นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษายกฟ้อง โอ ยองซู นักแสดงอาวุโสวัย 81 ปี จากซีรีส์ดัง Squid Game ในคดีล่วงละเมิดทางเพศ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และความทรงจำของผู้กล่าวหามีโอกาสคลาดเคลื่อนตามระยะเวลาที่ผ่านไป

นักแสดงวัย 81 ปีรายนี้ ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงคนหนึ่งสองครั้งในปี 2022 โดยมีข้อกล่าวหาว่าเขาโอบกอดและจูบแก้มผู้หญิงคนดังกล่าวโดยที่เธอไม่ยินยอม ก่อนหน้านี้ ในปี 2024 นายโอถูกตัดสินว่ามีความผิดและได้รับโทษจำคุก 8 เดือน โดยให้รอลงอาญา แต่เขายื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (11 พ.ย.) ศาลได้กลับคำพิพากษา โดยระบุว่านายโอได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงทางเพศแล้ว และเสนอความเห็นว่า ความทรงจำของเหยื่อที่ถูกกล่าวหาอาจ “บิดเบือนไป” เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว

ตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป การล่วงละเมิดที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในปี 2017 ขณะที่นายโอกำลังพักอยู่ในพื้นที่ชนบทเพื่อแสดงละครเวที เหยื่อที่ถูกกล่าวหาได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายโอในปี 2021 แต่คดีได้ถูกปิดลงในเดือนเมษายนปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อัยการได้เปิดการสอบสวนอีกครั้ง “ตามคำร้องขอของเหยื่อ” 

ศาลแขวงซูวอนกล่าวในแถลงการณ์ที่รายงานโดยสื่อท้องถิ่นว่า มี “ความเคลือบแคลงสงสัย” ว่านายโอได้กระทำการล่วงละเมิดจริงหรือไม่ “มีความเป็นไปได้ที่ความทรงจำของเหยื่อจะบิดเบือนไปตามกาลเวลา และเมื่อมีข้อสงสัย จำเลยจะต้องได้รับประโยชน์จากความสงสัยนั้น” อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวก็ระบุต่อไปว่า มีความเป็นไปได้ที่จำเลยอาจกระทำการล่วงละเมิดจริง เนื่องจากเคยกล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียหายมาก่อน

ด้านเหยื่อได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน โดยระบุว่า คำตัดสินนี้จะไม่ “ทำให้ความจริงไม่ถูกต้อง หรือลบเลือนความเจ็บปวดที่ฉันได้รับ” ส่วนองค์กรสิทธิสตรี Womenlink ได้วิพากษ์วิจารณ์คำตัดสิน โดยกล่าวว่า พวกเขารู้สึก “โกรธแค้นต่อคำตัดสินที่ปกปิดความรุนแรงทางเพศในโลกละครเวทีอีกครั้ง” ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าฝ่ายอัยการจะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่

ด้าน นายโอ ยอง-ซู กล่าวกับสื่อท้องถิ่นหลังคำตัดสินของศาลว่า เขารู้สึก “ขอบคุณศาลสำหรับดุลยพินิจอันชาญฉลาด”

นายโอได้รับชื่อเสียงระดับโลกหลังจากแสดงใน Squid Game ซีรีส์แนวดิสโทเปียที่ผู้คนแข่งขันในเกมเด็กเล่นแบบดั้งเดิมที่มีความอันตรายถึงชีวิต และในปี 2022 เขากลายเป็นนักแสดงชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ จากการแสดงในซีซั่นแรกของซีรีส์ระทึกขวัญยอดนิยมทางเน็ตฟลิกซ์.

ที่มา  Yonhap BBC

นายกฯ โมดี ลั่นไม่ละเว้นผู้บงการเหตุระเบิดรถยนต์กลางกรุงนิวเดลี

นายกฯ โมดี ลั่นไม่ละเว้นผู้บงการเหตุระเบิดรถยนต์กลางกรุงนิวเดลี

11 พ.ย. 2568 16:47 น.

นายกฯ โมดี ลั่นไม่ละเว้นผู้บงการเหตุระเบิดรถยนต์กลางกรุงนิวเดลี

ตำรวจอินเดียเร่งสอบสวนเหตุระเบิดรถยนต์กลางกรุงนิวเดลี ที่คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 8 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 20 คน โดยใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อดำเนินคดี ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศว่าจะนำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมารับโทษให้ได้

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อค่ำวันจันทร์ (10 พ.ย.) ใกล้ป้อมแดง สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในย่านเมืองเก่าของกรุงนิวเดลี ซึ่งมีประชากรมากกว่า 30 ล้านคน นับเป็นเหตุระเบิดรุนแรงครั้งแรกในนิวเดลีนับตั้งแต่ปี 2011

โมดีซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนประเทศภูฏานกล่าวว่า “เหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในเดลีเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้คนทั้งประเทศเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง หน่วยงานของเราจะสืบสวนจนถึงที่สุด และผู้สมรู้ร่วมคิดจะไม่ได้รับการละเว้น ทุกคนที่มีส่วนรับผิดชอบจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”

พ.ต.ท.ราจา บานเทีย รองผู้บัญชาการตำรวจกรุงนิวเดลี ระบุว่า ได้ตั้งข้อหาตามกฎหมายป้องกันกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายหลักของอินเดีย รวมถึงข้อหาภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยวัตถุระเบิดและกฎหมายอาญาอื่น ๆ โดยขณะนี้การสอบสวนยังอยู่ในขั้นต้น

บริเวณที่เกิดเหตุเป็นตลาดและแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในย่านเมืองเก่า ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงปิดในเช้าวันอังคาร ขณะที่เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุซึ่งถูกกั้นด้วยผ้าใบสีขาวและห้ามบุคคลภายนอกเข้าใกล้

รถไฟใต้ดินสถานีป้อมแดงถูกสั่งปิดชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ตำรวจเผยว่า รถยนต์คันหนึ่งระเบิดขึ้นขณะหยุดอยู่ที่สัญญาณไฟจราจรเวลาประมาณ 19.00 น. ทำให้รถโดยรอบได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ซากรถยนต์และร่างผู้เสียชีวิตหลายรายกระจัดกระจายอยู่บนถนน ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินในย่านเมืองเก่า ตำรวจเชื่อว่าผู้โดยสารในรถคันต้นเหตุอาจเสียชีวิตทั้งหมด และกำลังเร่งตรวจสอบเจ้าของรถ

ราชนาถ ซิงห์ รัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย เปิดเผยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสอบสวนอย่างละเอียด และจะเปิดเผยผลอย่างโปร่งใสในเร็ว ๆ นี้ ญาติของผู้เสียชีวิตหลายคนเดินทางไปที่โรงพยาบาลโลกนายัก เพื่อระบุอัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิต

ป้อมแดง หรือ “ลาลกิลา” เป็นสถาปัตยกรรมยุคโมกุลอันยิ่งใหญ่ที่ผสมผสานศิลปะแบบเปอร์เซียและอินเดีย เป็นสถานที่ที่นายกรัฐมนตรีอินเดียใช้กล่าวสุนทรพจน์ต่อประชาชนทุกปีในวันชาติ 15 สิงหาคม

ทั้งนี้ นายโมดีอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนภูฏานเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพครบรอบ 70 ปีของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก อดีตกษัตริย์พระองค์ที่ 4

ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน นายโมดีเคยยุติการเยือนซาอุดีอาระเบียกลางคัน หลังเกิดเหตุโจมตีคณะนักท่องเที่ยวชาวฮินดูในแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 คน ซึ่งอินเดียกล่าวหาว่าเป็นการก่อการร้ายโดยกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากปากีสถาน เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งทางทหารรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงหยุดยิงหลังสู้รบกัน 4 วัน.

ที่มา Reuters

มาเลเซียเตรียมรื้อฟื้นเจรจา หลังไทยระงับข้อตกลงกัมพูชา เหตุทหารเหยียบกับระเบิด

มาเลเซียเตรียมรื้อฟื้นเจรจา หลังไทยระงับข้อตกลงกัมพูชา เหตุทหารเหยียบกับระเบิด

11 พ.ย. 2568 14:44 น.

มาเลเซียเตรียมรื้อฟื้นเจรจา หลังไทยระงับข้อตกลงกัมพูชา เหตุทหารเหยียบกับระเบิด

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวในวันนี้ว่า ได้มอบหมายให้ พล.อ. นิซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าไปดำเนินจัดการเจรจาครั้งใหม่ หลังประเทศไทยได้ประกาศระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา เมื่อวานนี้

นายอันวาร์กล่าวในช่วงการตอบคำถามรัฐมนตรีว่า เขาได้ติดต่อประสานงานกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยหลายคนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนายเศรษฐา ทวีสิน, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน จนนำไปสู่การลงนามในปฏิญญาดังกล่าว ซึ่งมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เป็นสักขีพยานระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่ผ่านมา

นายอันวาร์อธิบายว่า การตัดสินใจของนายอนุทินในการระงับการดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานเหตุระเบิดจากทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 4 นาย

“ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาในขณะนี้คือเหตุระเบิดทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับทหารกัมพูชา” นายอันวาร์กล่าวว่า “ดังนั้น นายอนุทินจึงกล่าวว่า ตราบใดที่เรื่องนั้นยังไม่ได้รับการแก้ไข เราจะชะลอการอนุมัติไว้ก่อน แต่ท่านไม่ได้ตอบโต้ (เพื่อโจมตีกัมพูชา)”

นายอันวาร์ระบุว่า ขณะนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของมาเลเซียกำลังเจรจาต่อ โดยกล่าวว่าข้อตกลงเดิมคือ การถอนกำลังออกจากชายแดนและแก้ไขปัญหาเหตุระเบิดจากทุ่นระเบิด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

นายอันวาร์เน้นย้ำว่า “แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ ย่อมทำให้คนไทยโกรธเคือง และเกิดคำถาม ว่า ‘ข้อตกลงนี้ถูกละเมิดแล้วหรือไม่?’ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีไทยไม่ได้ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบหรือบทบาทของเรา” พร้อมเสริมว่า ไทยได้เรียกร้องให้กัมพูชาปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงอย่างครบถ้วน

นายอันวาร์กล่าวตอบ นายชาฮิดาน กัสซิม ส.ส. พรรคพีเอ็น ที่กล่าวถึงรายงานข่าวทั้งในและต่างประเทศล่าสุดที่นำเสนอคำวิจารณ์ต่อปฏิญญาสันติภาพ ไทย – กัมพูชา จาก พล.อ. รังษี กิติญาณทรัพย์ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5

โดยมีรายงานว่า พล.อ. รังษี กล่าวหานายอันวาร์ว่าก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยผ่านปฏิญญาสันติภาพ ไทย – กัมพูชา โดยอ้างว่าปฏิญญาดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงเศรษฐกิจของไทย นายอันวาร์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยกล่าวว่าแม้จะมีผู้วิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศ แต่ชาวมาเลเซียควรสวดภาวนาเพื่อสันติภาพแทน

นายอันวาร์กล่าวว่า “การโต้เถียงเพื่อแสดงว่านายกรัฐมนตรีล้มเหลวเป็นเรื่องสนุกหรือ? ต้องการให้ข้อตกลงล้มเหลวเพียงเพื่อพิสูจน์ว่านายกรัฐมนตรีมาเลเซียล้มเหลว ไม่เอาน่า ผมขอเลือกสวดภาวนาเพื่อสันติภาพดีกว่า เพราะหากความขัดแย้งเกิดขึ้น มันก็จะส่งผลกระทบต่อเราด้วย” 

“ส่วนเรื่องที่พล.อ. รังษี แสดงความไม่เห็นด้วย ผมไม่มีปัญหากับเรื่องนั้น ไม่ว่าเขาจะน่าเชื่อถือหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่สำคัญ ที่นี่ก็มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับปฏิญญาเช่นกัน”

“หลายคนในกัมพูชามองว่าไทยเป็นผู้รุกราน ขณะที่หลายคนในไทยคิดว่ากัมพูชาละเมิดหลักการ นั่นคือเหตุผลที่เราเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย” นายอันวาร์กล่าวย้ำถึงจุดยืนของมาเลเซียในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยกระบวนการนี้.

ที่มา Malaysiakini

เอกอัครราชทูตจีนย้ำ การเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี คือหมุดหมายสำคัญแห่งมิตรภาพจีน–ไทย

เอกอัครราชทูตจีนย้ำ การเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี คือหมุดหมายสำคัญแห่งมิตรภาพจีน–ไทย

11 พ.ย. 2568 12:55 น.

เอกอัครราชทูตจีนย้ำ การเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี คือหมุดหมายสำคัญแห่งมิตรภาพจีน–ไทย

นาย จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเผย การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ถือเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์สำคัญในรอบ 50 ปี

นาย จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเขียนบทความเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2025  ตามคำเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งนับเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยในรอบ 50 ปี นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนประเทศมหาอำนาจอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สะท้อนชัดว่าผู้นำสูงสุดของไทยให้ความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย

นายเจี้ยนเว่ย ระบุว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยที่แข็งแกร่งและมั่นคง ราชวงศ์ไทยทรงสนับสนุนความสัมพันธ์จีน-ไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี ค.ศ. 1975 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้นำจีนหลายท่านเข้าเฝ้าฯ เช่น เติ้ง เสี่ยวผิง, เจียง เจ๋อหมิน, หลี่ เผิง, หู จิ่นเทา และเวิน เจียบา เป็นต้น ในปี ค.ศ. 1978 รองนายกรัฐมนตรีจีน เติ้ง เสี่ยวผิง ได้เยือนประเทศไทย และได้เข้าร่วมพระราชพิธีทรงผนวชในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาสัมพันธ์จีน-ไทย 

ในปี ค.ศ. 2000 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีได้เสด็จแทนพระองค์เยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย และในระหว่างปี ค.ศ. 1987 ถึง 1998 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้เสด็จเยือนจีนถึง 4 ครั้ง โดยได้พบกับผู้นำจีนหลายท่าน และเสด็จพระราชดำเนินเยือนกว่า 10 มณฑล เมืองและเขตปกครองตนเองในประเทศจีน อาทิ ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เจียงซู, ซินเจียง, และซึจั้ง เป็นต้น นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังได้เสด็จเยือนจีนมาแล้วกว่า 50 ครั้ง และทรงเป็นมิตรที่ใกล้ชิดของจีนและเป็นทูตสันถวไมตรีที่โดดเด่นระหว่างจีน-ไทย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ รัฐมิตรภรณ์ แด่กรมสมเด็จพระเทพ ฯ  สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จเยือนจีนหลายครั้งเพื่อจัดคอนเสิร์ต “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” พร้อมทรงบรรเลงกู่เจิงด้วยพระองค์เอง อีกทั้งทรงมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อส่งเสริมความร่วมมือจีน-ไทยในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอื่น ๆ  พระบรมวงศานุวงศ์ไทยทรงมีไมตรีจิตอันจริงใจและทรงปฏิบัติอย่างแข็งขัน เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศให้มั่นคงยิ่งขึ้น และส่งเสริมความผูกพันระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกันขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เจริญก้าวหน้า โดยในปี ค.ศ. 2011 ฯพณฯ สี จิ้นผิงซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจีน ได้เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และในปี ค.ศ. 2012 จีนและไทยได้ประกาศความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างครอบคลุม ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 2016 และในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี ค.ศ. 2019 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ส่งสาส์นถวายพระพร และแสดงความตั้งใจที่จะร่วมมือกับพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในปี ค.ศ. 2022 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงได้เยือนประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ และได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี

ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์จีน-ไทยให้เข้าสู่ระดับใหม่ของประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น  และเพื่อเป็นเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย และ “50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย” พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี  ได้เสด็จฯ ร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองที่สำคัญระหว่างจีนไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024  อาทิ การแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งจีน-ไทย และพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง มาประดิษฐานในประเทศไทย เป็นต้น และด้วยการสนับสนุนอย่างมั่นคงของพระบรมวงศานุวงศ์ไทยต่อมิตรภาพจีน–ไทย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพัฒนาในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง คำว่า “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” จึงยิ่งฝังแน่นอยู่ในหัวใจของประชาชนทั้งสองปะเทศ

ด้วยการวางยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยจึงสามารถพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง เดือนตุลาคมปีนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชสาส์นแสดงความยินดีต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เนื่องในโอกาสครบรอบ 76 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้แสดงพระราชประสงค์ว่า ภายใต้จุดเริ่มต้นใหม่ของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–จีน ไทยมีความยินดีที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับฝ่ายจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในทุกสาขาให้ลึกซึ้งและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น  ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวในการพบปะกับนายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อไม่นานมานี้ว่า จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี ญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน เมื่อยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายควรสืบสานสิ่งดีงามในอดีตและสร้างสรรค์อนาคต ร่วมกันผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน–ไทยให้ลึกซึ้งและมั่นคงยิ่งขึ้น ส่งเสริมกระบวนการสร้างความทันสมัยของกันและกัน และมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน รัฐบาลและประชาชนจีนต่างตั้งตารอการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการทูตเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย จีนมุ่งหวังว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน–ไทยเกิดผลลัพธ์ที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อสืบสานมิตรภาพอันดีของสองประเทศและเปิดหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ พร้อมผลักดันความสัมพันธ์จีน–ไทยสู่ 50 ปีถัดไปที่รุ่งเรืองยิ่งขึ้น.

นักวิทย์ออสเตรเลียค้นพบ “ลูซิเฟอร์” ผึ้งสายพันธุ์ใหม่ มีเขาคล้ายปีศาจ

นักวิทย์ออสเตรเลียค้นพบ "ลูซิเฟอร์" ผึ้งสายพันธุ์ใหม่ มีเขาคล้ายปีศาจ

11 พ.ย. 2568 12:55 น.

นักวิทย์ออสเตรเลียค้นพบ “ลูซิเฟอร์” ผึ้งสายพันธุ์ใหม่ มีเขาคล้ายปีศาจ

นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียค้นพบผึ้งสายพันธุ์พื้นเมืองชนิดใหม่ที่มี “เขาขนาดเล็ก” คล้ายปีศาจ และตั้งชื่อว่า “เมกาไคล์ ลูซิเฟอร์” (Megachile lucifer) ซึ่งมีความหมายในภาษาละตินว่า “ผู้นำแสงสว่าง”

ทีมนักวิจัยพบผึ้งสายพันธุ์ใหม่นี้ระหว่างการสำรวจดอกไม้ป่าหายากในเทือกเขาเบรเมอร์เขตโกลด์ฟิลด์ส รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเพิร์ทไปทางตะวันออกประมาณ 470 กิโลเมตร

ดร.คิท เพรนเดอร์แกสต์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน ผู้นำทีมวิจัย เปิดเผยว่า ผึ้งเพศเมียของสายพันธุ์นี้มี “เขาเด่นชัดบริเวณใบหน้า” ซึ่งอาจใช้เพื่อป้องกันตัว เก็บเกสร หรือดูดน้ำหวาน และอาจใช้รวบรวมวัสดุอย่างยางไม้สำหรับสร้างรัง

เธอกล่าวว่าแนวคิดในการตั้งชื่อ “ลูซิเฟอร์” มาจากช่วงเวลาที่กำลังเขียนรายงานจำแนกสายพันธุ์ และบังเอิญกำลังดูซีรีส์ “ลูซิเฟอร์” ทางเน็ตฟลิกซ์ อยู่พอดี “มันเป็นชื่อที่เข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ และฉันก็เป็นแฟนตัวยงของตัวละครลูซิเฟอร์ในซีรีส์นี้ด้วย”

ดร.เพรนเดอร์แกสต์อธิบายเพิ่มเติมว่า ชื่อ “ลูซิเฟอร์” ซึ่งมีความหมายในภาษาละตินว่า “ผู้นำแสงสว่าง” ยังมีความหมายถึงการ “ส่องแสงแห่งความรู้” เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ผึ้งพื้นเมืองและการทำความเข้าใจบทบาทของมันในการผสมเกสรให้กับพืชใกล้สูญพันธุ์

รายงานการค้นพบซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Journal of Hymenoptera Research เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศพื้นที่เทือกเขาเบรเมอร์และบริเวณรอบ ๆ เป็นเขตอนุรักษ์อย่างเป็นทางการ ห้ามการรื้อถอนหรือพัฒนา เพราะเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของทั้งผึ้งสายพันธุ์ใหม่และดอกไม้ป่าหายาก

ดร.เพรนเดอร์แกสต์กล่าวว่า “เนื่องจากผึ้งสายพันธุ์ใหม่นี้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกับดอกไม้ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ทั้งสองจึงอาจได้รับผลกระทบจากการรบกวนถิ่นอาศัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”  พร้อมเตือนว่าหลายบริษัทเหมืองแร่ไม่เคยรวมผึ้งพื้นเมืองไว้ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของตน

เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า “เราอาจสูญเสียสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ถูกค้นพบ รวมถึงสายพันธุ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศและพืชใกล้สูญพันธุ์ หากเราไม่รู้ว่าผึ้งพื้นเมืองชนิดใดมีอยู่บ้าง และพวกมันพึ่งพาพืชชนิดใดเป็นอาหาร เราอาจสูญเสียทั้งสองสิ่งไปก่อนที่จะได้รู้จักพวกมันด้วยซ้ำ.”

ที่มา BBC

พายุ “ฟงวอง” อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน จ่อถล่มตอนใต้ของไต้หวัน

พายุ "ฟงวอง" อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน จ่อถล่มตอนใต้ของไต้หวัน

11 พ.ย. 2568 11:44 น.

พายุ “ฟงวอง” อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน จ่อถล่มตอนใต้ของไต้หวัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยากลางไต้หวัน รายงานว่า พายุ “ฟงวอง” ได้อ่อนกำลังลงจากพายุไต้ฝุ่นเป็นพายุโซนร้อน ขณะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไต้หวัน แต่ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อพื้นที่ตอนใต้และน่านน้ำโดยรอบ ขณะที่ทางการสั่งอพยพประชาชนกว่า 3,000 คน

จู เหม่ยหลิน นักพยากรณ์อากาศของ CWA เปิดเผยว่า แม้พายุจะอ่อนกำลังลง แต่ยังมีแนวโน้มก่อให้เกิดฝนตกหนักและลมแรง โดยเมื่อเวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ศูนย์กลางของพายุอยู่ห่างจากแหลมเอ่อหลวนปี ซึ่งเป็นจุดใต้สุดของไต้หวันประมาณ 360 กิโลเมตร เคลื่อนตัวไปทางเหนือค่อนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 12 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุมีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางสูงสุด 108 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 137 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลดลงจากช่วงเวลา 07.00 น. ซึ่งในขณะนั้นยังจัดอยู่ในระดับพายุไต้ฝุ่นที่มีความเร็วลมสูงสุด 119 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกระโชกถึง 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เตือนประชาชนให้งดการเดินทางขึ้นเขา ลงทะเล หรือไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยอื่น ๆ ด้านรัฐบาลได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนแล้วในเมืองกวางฝู ซึ่งเคยเกิดเหตุอุทกภัยรุนแรงจากพายุเมื่อเดือนกันยายน ที่คร่าชีวิตผู้คนไป 18 ราย โดยล่าสุดมีประชาชนอพยพรวม 3,337 คนใน 4 มณฑลและเมือง

CWA ได้ออกประกาศเตือนภัยบนบกเมื่อเวลา 05.30 น. ครอบคลุมพื้นที่เมืองเกาสง ผิงตง  และคาบสมุทรเหิงชุน และต่อมาได้ขยายพื้นที่เตือนภัยไปถึงไถหนาน และไถตง โดยคาดว่าจะประกาศเพิ่มเมืองเจียอี้ ในเวลาต่อมา

ตามการคาดการณ์ พายุฟงหว่องจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือในวันพุธ (12 พ.ย.) และมีแนวโน้มจะขึ้นฝั่งตอนใต้ของไต้หวันในช่วงบ่ายถึงค่ำวันเดียวกัน จากนั้นจะอ่อนกำลังลงต่อเนื่องจากปัจจัยทางภูมิประเทศ ก่อนเคลื่อนออกทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวันในคืนวันพุธหรือตอนเช้าวันพฤหัสบดี

จู เหม่ยหลิน ระบุเพิ่มเติมว่า อิทธิพลของพายุฟงหว่องจะทวีความรุนแรงขึ้นจากลมฤดูตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคใต้ของไต้หวันในช่วงที่พายุเคลื่อนตัวเข้าใกล้มากที่สุด.

ที่มา Focus Taiwan 

ผู้เชี่ยวชาญเบรกทรัมป์ ขายฝันแจกเงินประชาชนคนละ 2,000 ดอลลาร์ ยากที่จะเกิดขึ้นจริง

ผู้เชี่ยวชาญเบรกทรัมป์ ขายฝันแจกเงินประชาชนคนละ 2,000 ดอลลาร์ ยากที่จะเกิดขึ้นจริง

11 พ.ย. 2568 11:14 น.

ผู้เชี่ยวชาญเบรกทรัมป์ ขายฝันแจกเงินประชาชนคนละ 2,000 ดอลลาร์ ยากที่จะเกิดขึ้นจริง

ผู้เชี่ยวชาญชี้แนวคิดขายฝันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะแจกเงินปันผลให้ประชาชนคนละ 2,000 ดอลลาร์ เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ และยังไม่มีร่างกฎหมายใดรองรับในสภาคองเกรส

ผู้เชี่ยวชาญออกมาแตะเบรกกันเป็นแถว หลังจากที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาระบุว่าอาจมีการจ่ายเงินปันผล ให้ชาวอเมริกันคนละ 2,000 ดอลลาร์ จากรายได้ภาษีศุลกากร โดยได้โพสต์บน Truth Social เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนว่า “คนที่ต่อต้านภาษีศุลกากรคือพวกโง่! เราจะจ่ายเงินปันผลอย่างน้อย 2,000 ดอลลาร์ต่อคน (ไม่รวมคนรายได้สูง!) ให้กับทุกคน”  โดยผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่าแนวคิดนี้แทบไม่มีทางเกิดขึ้นจริงได้ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน

ขณะที่ทรัมป์ยังย้ำแนวคิดนี้อีกครั้งระหว่างให้สัมภาษณ์ในทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน โดยกล่าวว่า “เราจะออกเงินปันผลให้กับประชาชนรายได้กลางและรายได้น้อยคนละประมาณ 2,000 ดอลลาร์ และเราจะนำรายได้ภาษีศุลกากรที่เหลือไปใช้ลดหนี้สาธารณะ ซึ่งถือเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ”

ขณะที่ก่อนหน้านี้ สภาคองเกรสได้มีการเสนอร่างกฎหมายให้จ่ายคืนรายได้ภาษีศุลกากรในรูปแบบ “rebate” แล้วเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านคณะกรรมาธิการพิจารณา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์พูดถึงแนวคิดแจกเงินโดยตรงให้ประชาชน ก่อนหน้านี้เขาเคยเสนอว่าจะคืนเงินบางส่วนจากงบประมาณที่ตัดลดจากหน่วยงานรัฐบาลภายใต้โครงการ Department of Government Efficiency (DOGE) ซึ่งทำงานโดย อีลอน มัสก์ แต่แนวคิดนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

โดยคำพูดของทรัมป์ล่าสุดมีขึ้นหลังจาก ศาลฎีกาสหรัฐฯ เริ่มพิจารณาคดีว่ามาตรการภาษีศุลกากรของเขาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และในขณะที่เขาพยายามฟื้นภาพลักษณ์ด้านเศรษฐกิจหลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในหลายรัฐเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สก็อต เบสเซนต์ กล่าวในรายการ This Week with George Stephanopoulos ของช่อง ABC News ว่า แนวคิดของทรัมป์อาจไม่ได้หมายถึงการส่งเช็กเงินสดจริงๆ โดยระบุว่า”ผมยังไม่ได้คุยกับประธานาธิบดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เงินปันผล 2,000 ดอลลาร์อาจมาในหลายรูปแบบ เช่น การลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่อยู่ในวาระของท่าน เช่น ไม่เก็บภาษีทิป ไม่เก็บภาษีล่วงเวลา ไม่เก็บภาษีเงินประกันสังคม หรือให้หักดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อรถได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีมูลค่ามหาศาล”

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ประธานาธิบดีไม่สามารถจ่ายเงินให้ประชาชนได้โดยลำพัง เพราะอำนาจด้านงบประมาณอยู่ในมือของ สภาคองเกรส ตัวอย่างเช่น เช็กเยียวยาที่แจกในช่วงโควิด-19 ก็เป็นมาตรการที่ผ่านการลงมติของสภาทั้งสองก่อนที่ทรัมป์จะลงนามอนุมัติ

ด้านองค์กรไม่แสวงกำไร Committee for a Responsible Federal Budget (CRFB) ประเมินเบื้องต้นว่า หากรัฐบาลจ่ายเงินปันผล 2,000 ดอลลาร์ให้ประชาชนทุกคน จะต้องใช้เงินราว 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่รายได้จากภาษีศุลกากรในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น หมายความว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่ารายได้เท่าตัว

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้เริ่มพิจารณาคดีสำคัญว่าทรัมป์มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ในการเรียกเก็บ ภาษีศุลกากรในวงกว้างกับสินค้านำเข้ามายังสหรัฐฯ โดยศาลชั้นต้นก่อนหน้านี้ตัดสินว่า ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขต เมื่ออ้างกฎหมายปี 1977 ที่มีไว้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในการเก็บภาษีดังกล่าว

หากศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลล่าง รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีศุลกากรหลายพันล้านดอลลาร์ ให้กับผู้ประกอบการและผู้นำเข้า.

ที่มา : USAtoday

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์แจกเงิน