ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

11 พ.ย. 2568 11:01 น.

ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ซีเรียประสบความสำเร็จ ภายหลังการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์กับประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำซีเรียคนใหม่ ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้บัญชาการกลุ่มอัลกออิดะห์ และเพิ่งถูกถอดชื่อออกจากบัญชีผู้ก่อการร้ายของสหรัฐฯ

การเยือนกรุงวอชิงตันของนายชาราถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของผู้นำซีเรีย และเกิดขึ้นเพียง 6 เดือนหลังจากทั้งสองพบกันครั้งแรกที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทรัมป์ได้ประกาศแผนผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรซีเรียในขณะนั้น

นายอัล-ชารา วัย 43 ปี ขึ้นสู่อำนาจเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังกองกำลังติดอาวุธของเขาโค่นล้มอดีตผู้นำเผด็จการ บาชาร์ อัล-อัสซาด ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม หลังจากนั้น ซีเรียได้ปรับทิศทางนโยบายอย่างรวดเร็ว จากการพึ่งพาอิหร่านและรัสเซีย ไปสู่การสร้างสัมพันธ์กับตุรกี กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และล่าสุดคือสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า “เราจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้ซีเรียประสบความสำเร็จ” พร้อมยกย่องนายชาราว่าเป็น “ผู้นำที่แข็งแกร่ง” และยอมรับถึงอดีตอันขัดแย้งของเขาว่า “ทุกคนต่างก็เคยมีอดีตที่ยากลำบาก”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายระยะเวลาการผ่อนผันการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรตาม “กฎหมายซีซาร์” ออกไปอีก 180 วัน เพื่อเปิดทางให้ซีเรียเริ่มกระบวนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ย้ำว่าการยกเลิกทั้งหมดต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส

ในด้านความมั่นคง สหรัฐฯ กำลังเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างซีเรียและอิสราเอล เพื่อทำข้อตกลงด้านความมั่นคงร่วมกัน แม้อิสราเอลยังคงระแวงต่อประวัติการก่อการร้ายของนายชาราก็ตาม ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสหรัฐฯ มีแผนจัดตั้งฐานทัพในกรุงดามัสกัส

ก่อนการประชุมไม่กี่ชั่วโมง ทางการซีเรียเปิดเผยว่าได้สกัดแผนลอบสังหารนายชาราของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) สองครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเมื่อสุดสัปดาห์ ซีเรียได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 70 คน

ชารายังมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ยกเลิก “กฎหมายซีซาร์” เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาฟื้นฟูประเทศที่ผ่านสงครามยาวนานกว่า 14 ปี ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าต้องใช้เงินมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในการฟื้นฟู

ในสภาคองเกรส สส. หลายรายทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเริ่มเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว แม้บางฝ่ายยังคงคัดค้าน แต่สถานการณ์อาจเปลี่ยนได้หากทรัมป์ออกแรงกดดันทางการเมือง

ภายในประเทศ ซีเรียยังคงเผชิญความรุนแรงทางศาสนาและความขัดแย้งภายใน ที่คร่าชีวิตประชาชนกว่า 2,500 คนตั้งแต่การล่มสลายของรัฐบาลอัสซาด ซึ่งสร้างคำถามถึงศักยภาพของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศอย่างเป็นเอกภาพ

การมุ่งความสนใจของทรัมป์ต่อซีเรียมีขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามรักษาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลและฮามาส และผลักดันแผนสันติภาพ 20 ข้อของเขาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี

เส้นทางชีวิตของนายชาราถือเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ เขาเข้าร่วมกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรักหลังการรุกรานของสหรัฐฯ ปี 2003 และเคยถูกคุมขังโดยกองทัพสหรัฐฯ ก่อนกลับไปซีเรียเข้าร่วมการต่อต้านอัสซาดในปี 2011 ต่อมาในปี 2013 สหรัฐฯ ประกาศขึ้นบัญชีเขาเป็นผู้ก่อการร้ายภายใต้ชื่อ “อาบู มูฮัมหมัด อัล-โกลานี” จนกระทั่งเขาประกาศตัดขาดจากอัลกออิดะห์ในปี 2016

ล่าสุด เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ยกเลิกรางวัลนำจับมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ที่ตั้งไว้กับตัวนายชารา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ถอดชื่อเขาและรัฐมนตรีมหาดไทยของซีเรียออกจากบัญชีคว่ำบาตรด้านการก่อการร้ายอย่างเป็นทางการ.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯ ใกล้ยุติภาวะชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังวุฒิสภาผ่านร่างกฎหมายเปิดรัฐบาล

สหรัฐฯ ใกล้ยุติภาวะชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังวุฒิสภาผ่านร่างกฎหมายเปิดรัฐบาล

11 พ.ย. 2568 10:12 น.

สหรัฐฯ ใกล้ยุติภาวะชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังวุฒิสภาผ่านร่างกฎหมายเปิดรัฐบาล

วุฒิสภาสหรัฐเห็นชอบร่างงบประมาณรัฐบาล ด้วยคะแนนเสียง 60 ต่อ 40 ส.ว.รีพับลิกันเห็นชอบเกือบหมด ส.ว.เดโมแครตจำนวนหนึ่งสนับสนุน เตรียมส่งร่างต่อไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายประนีประนอมเมื่อวันจันทร์ เพื่อยุติภาวะชัตดาวน์ ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ หลังเกิดทางตันทางการเมืองยาวนานหลายสัปดาห์ ส่งผลกระทบหนักต่อประชาชนและหน่วยงานรัฐบาลทั่วประเทศ

การลงมติดังกล่าวผ่านด้วยคะแนนเสียง 60 ต่อ 40 โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรครีพับลิกันเกือบทั้งหมด และเดโมแครต 8 คน แม้ฝ่ายเดโมแครตจะพยายามผลักดันให้ผูกเงื่อนไขการเปิดงบประมาณเข้ากับ เงินอุดหนุนด้านสุขภาพ ที่จะหมดอายุปลายปีนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ข้อตกลงนี้จะเปิดทางให้มีการโหวตใหม่ในเดือนธันวาคมเพื่อพิจารณาเงินอุดหนุนดังกล่าว ซึ่งมีผู้ได้รับประโยชน์มากถึง 24 ล้านคน แต่ยังไม่มีการรับประกันว่าจะขยายต่อไปหรือไม่

การอนุมัติร่างกฎหมายนี้จะฟื้นงบประมาณให้หน่วยงานรัฐบาลกลางที่หมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม รวมถึงยุติผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งการหยุดจ่ายเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายแสนคน การชะงักของระบบการบิน และการขาดแคลนงบประมาณด้านอาหารสำหรับประชาชนหลายล้านคน

ร่างกฎหมายนี้ยังจะ ชะลอแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการลดขนาดหน่วยงานภาครัฐ และจะห้ามเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาล จนกว่าจะถึงวันที่ 30 มกราคมปีหน้า

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยัง สภาผู้แทนราษฎรซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกัน โดย ไมก์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนฯ กล่าวว่าต้องการให้มีการลงมติภายในวันพุธนี้ เพื่อส่งต่อให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามรับรองต่อไป

ด้านนายทรัมป์กล่าวถึงร่างข้อตกลงนี้ว่าเป็นข้อตกลงที่ดีมาก และแสดงความพร้อมจะลงนามเพื่อเปิดทำเนียบขาวและหน่วยงานรัฐบาลให้กลับมาดำเนินการอีกครั้ง

ข้อตกลงดังกล่าวจะขยายการจัดสรรงบประมาณชั่วคราวไปจนถึงวันที่ 30 มกราคมปีหน้า ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลกลางสามารถกลับมาดำเนินงานตามปกติได้ชั่วคราว แต่ก็หมายความว่ารัฐบาลยังคงมีแนวโน้มจะเพิ่มหนี้สาธารณะปีละราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ จากหนี้รวมปัจจุบันที่สูงถึง 38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่พรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในหลายรัฐ เช่น นิวเจอร์ซีย์ เวอร์จิเนีย และการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กที่มาจากสาย สังคมนิยมประชาธิปไตย ซึ่งสร้างแรงกดดันให้วุฒิสภาเร่งหาทางยุติทางตัน

อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคนแสดงความไม่พอใจ เนื่องจากข้อตกลงนี้ ไม่ได้รับประกันการต่ออายุเงินอุดหนุนประกันสุขภาพ

ด้านผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ปลายเดือนตุลาคมพบว่า 50% ของชาวอเมริกัน มองว่าพรรครีพับลิกันต้องรับผิดชอบต่อการปิดรัฐบาลครั้งนี้ ขณะที่ 43% โทษพรรคเดโมแครต

ข่าวความคืบหน้าในการเปิดรัฐบาลยังช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ปรับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์ โดยนักลงทุนมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภาวะชัตดาวน์

พายุฟงวองอ่อนกำลังหลังถล่มฟิลิปปินส์ ดับแล้ว 4 ศพ บ้านพังยับ อพยพนับล้าน

พายุฟงวองอ่อนกำลังหลังถล่มฟิลิปปินส์ ดับแล้ว 4 ศพ บ้านพังยับ อพยพนับล้าน

11 พ.ย. 2568 09:22 น.

พายุฟงวองอ่อนกำลังหลังถล่มฟิลิปปินส์ ดับแล้ว 4 ศพ บ้านพังยับ อพยพนับล้าน

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวองหนึ่งในพายุที่รุนแรงที่สุดของปี ทิ้งความเสียหายเป็นวงกว้างให้ฟิลิปปินส์ ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 4 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งสำรวจความเสียหาย

แม้ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวองจะพัดผ่านฟิลิปปินส์ไปแล้วตั้งแต่เช้าวานนี้ แต่ความแรงของพายุที่พัดถล่มด้วยความเร็วลมสูงสุดระหว่าง 120–150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมฝนกระหน่ำและคลื่นสูงซัดฝั่ง ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ขณะที่ประชาชนนับล้านต้องอพยพหนีภัย 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ดินโคลนถล่มในเมืองคายาปา จังหวัดนูเอวาวีซคายา ทำให้บ้านหลังหนึ่งถูกฝังทั้งหลัง มีเด็กเสียชีวิต 2 ราย ส่วนอีก 2 รายเสียชีวิตจากการจมน้ำและถูกเศษซากถล่มใส่

อย่างไรก็ตาม สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตโดยรวมน่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากหลายพื้นที่มีการอพยพประชาชนได้ทัน

ในจังหวัดออโรรา ซึ่งเป็นจุดที่พายุฟงวองขึ้นฝั่งโดยตรง มีรายงานว่ามีอย่างน้อย 4 เมืองถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะถนนและสะพานพังเสียหายจากดินถล่ม

ปีนี้ฟิลิปปินส์เผชิญพายุแล้วถึง 21 ลูก โดยก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว พายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ได้คร่าชีวิตชาวฟิลิปปินส์กว่า 224 คน และอีก 5 คนในเวียดนาม

การเกิดพายุรุนแรงสองลูกซ้อนในเวลาเพียงไม่กี่วัน ยิ่งเน้นให้เห็นผลกระทบของวิกฤตภูมิอากาศโลก ในขณะที่ผู้นำจากกว่า 190 ประเทศเพิ่งเปิดการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล เพื่อหาทางรับมือปัญหาโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง

ล่าสุดพายุฟงวองกำลังเคลื่อนตัวขึ้นทางตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งหน้าไปยัง เกาะไต้หวัน โดยคาดว่าจะพัดขึ้นฝั่งทางตะวันตกของเกาะในวันพุธขณะที่ฝั่งตะวันออกที่เป็นพื้นที่ภูเขาอาจเผชิญ ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน อีกระลอก

รัฐบาลไต้หวันได้สั่งอพยพประชาชนในเมือง กว่างฝู่  ซึ่งเคยเกิดเหตุโศกนาฏกรรม น้ำท่วมคร่าชีวิต 18 คนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

แมทธิว อิงแลนด์ นักวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่าอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก ซึ่งหมายความว่าพายุที่ก่อตัวในบริเวณนี้จะมีพลังมหาศาลและความเร็วลมรุนแรงขึ้น.

ที่มา : รอยเตอร์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุฟงวอง

สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

11 พ.ย. 2568 08:10 น.

สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

กองกำลังสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศใส่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในน่านน้ำสากลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 6 คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่มเป็น 76 ราย

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันจันทร์ว่า เรือทั้งสองลำที่ถูกโจมตีมีผู้โดยสารลำละ 3 คน ทุกคนเสียชีวิต ไม่มีทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บ  หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯโจมตีทางอากาศใส่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในน่านน้ำสากลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่าเรือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการขนลำเลียงยาเสพติด แต่จนถึงขณะนี้ยัง ไม่มีการเปิดเผยหลักฐานชัดเจน ว่าเรือที่ถูกโจมตีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาหรือเป็นภัยต่อสหรัฐฯ จริงหรือไม่ โดยเฮกเซธระบุว่า เรือทั้งสองลำอยู่ภายใต้การดำเนินงานขององค์กรก่อการร้ายที่ได้รับการขึ้นบัญชี แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อของกลุ่มดังกล่าว พร้อมทั้งยืนยันว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปกป้องมาตุภูมิภายใต้รัฐบาลทรัมป์ 

กระทรวงกลาโหมระบุเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการนี้ทำลายเรือที่ต้องสงสัยแล้วอย่างน้อย 20 ลำ รวมถึงเรือกึ่งดำน้ำหนึ่งลำ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การปราบยาเสพติดทางทะเลของสหรัฐฯ

ด้านนักวิเคราะห์และนักสิทธิมนุษยชนหลายฝ่ายวิจารณ์ว่า การโจมตีดังกล่าว ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และอาจเข้าข่าย การประหารชีวิตโดยมิชอบ แม้เป้าหมายจะเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ตาม

องค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีผู้รอดชีวิตเพียง 2 คน จากเหตุโจมตีทั้งหมด และทั้งคู่ถูกส่งกลับประเทศต้นทางคือเอกวาดอร์และโคลอมเบีย โดยไม่มีการตั้งข้อหาทางอาญาใด ๆ

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ มักใช้ยุทธวิธีจับกุมเรือที่ต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติด ไม่ใช่ทำลายเรือหรือสังหารลูกเรือทั้งหมด เพราะการขนยาเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ความผิดที่มีโทษถึงประหารชีวิต ตามกฎหมายอเมริกัน

โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีหลักฐานชี้ชัดอย่างมาก ว่าการโจมตีเหล่านี้ละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนอย่างโปร่งใส

เติร์กกล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า เขาขอเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ สอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และถามตัวเองว่า ปฏิบัติการเหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เป็นการสังหารนอกกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลที่มีอยู่ เขาเห็นว่ามีสัญญาณชัดเจนมากว่ามันเป็นเช่นนั้น

การโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เพิ่มกำลังในภูมิภาคแคริบเบียน โดยนอกจากเรือรบ 6 ลำที่ประจำการอยู่แล้ว ยังมีกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford กำลังเดินทางเข้าสมทบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

วอชิงตันระบุว่า ภารกิจนี้มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติด แต่รัฐบาลเวเนซุเอลา โดยเฉพาะประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร มองว่าการเสริมกำลังทางทะเลของสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ และอาจเป็นข้ออ้างเพื่อพยายามโค่นล้มรัฐบาลของเขา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สหรัฐอเมริกา

ทรัมป์เรียกร้อง ให้ จนท.หอบังคับการบินกลับไปทำงาน ขู่ลดค่าจ้างหากไม่ทำตาม

ทรัมป์เรียกร้อง ให้ จนท.หอบังคับการบินกลับไปทำงาน ขู่ลดค่าจ้างหากไม่ทำตาม

11 พ.ย. 2568 05:52 น.

ทรัมป์เรียกร้อง ให้ จนท.หอบังคับการบินกลับไปทำงาน ขู่ลดค่าจ้างหากไม่ทำตาม

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินกลับมาทำงาน หลังรัฐบาลชัตดาวน์ทำให้พวกเขาต้องทำงานฟรีจนขาดรายได้ พร้อมขู่จะหักเงินเจ้าหน้าที่ที่ไม่มาทำงาน

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศของสนามบินต่างๆ ในสหรัฐฯ กลับไปทำงาน หลังการชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐ ทำให้ผู้เดินทางต้องเผชิญกับการยกเลิกเที่ยวบินเป็นจำนวนมากอีก 1 วัน

นายทรัมป์ขู่ว่าจะลดค่าจ้างของผู้ควบคุมจราจรทางอากาศคนใดก็ตามที่ไม่กลับไปทำงาน หลังจากการชัตดาวน์คลี่คลายแล้ว พร้อมกล่าวว่าเขาจะมอบโบนัส 10,000 ดอลลาร์ ให้กับผู้ที่ไม่ได้ลาหยุดในช่วงการชัตดาวน์ 41 วันที่ผ่านมา และยินดีรับการลาออกของคนอื่น ๆ ที่เหลือ

“ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศทุกคนต้องกลับไปทำงาน เดี๋ยวนี้!!! ใครที่ไม่กลับไปจะถูก ‘หัก’ เงินจำนวนมาก” นายทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social “รายงานตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทันที”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กำลังเผชิญการชัตดาวน์ครั้งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ บีบให้ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศ 13,000 คน และ เจ้าหน้าที่สำนักงานความปลอดภัยด้านการคมนาคม (TSA) กว่า 50,000 คน ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง บางคนตัดสินใจขาดงานเนื่องจากต้องไปทำงานที่สอง หรือไม่สามารถจ่ายค่าดูแลเด็กได้

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ในช่วงการชัตดาวน์ที่ผ่านมา มีผู้ควบคุมจราจรทางอากาศของสนามบินที่ใหญ่ที่สุด 30 แห่งของสหรัฐฯ ขาดงานประมาณ 20% ถึง 40% ในแต่ละวัน

โพสต์ของนายทรัมป์ทำให้หุ้นของสายการบินรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง อเมริกัน แอร์ไลน์, เดลตา แอร์ไลน์ส และยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส ลดลงทันที

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่า ทำเนียบขาวจะสามารถปฏิเสธการจ่ายค่าจ้างตามสัญญาของสหภาพผู้ควบคุมจราจรทางอากาศ หลังจากรัฐบาลกลับมาเปิดทำการอีกครั้งตามที่ทรัมป์ขู่ไว้ได้อย่างไร หรือประธานาธิบดีจะหาเงินจากที่ใดมาจ่ายโบนัสที่เสนอไว้ 10,000 ดอลลาร์

การชัตดาวน์และการขาดงานของเจ้าหน้าที่ทำให้สนามบินต่างๆ ของสหรัฐฯ ต้องยกเลิกเที่ยวบินนับพันเที่ยวบินในแต่ละวัน โดยในวันจันทร์ (10 พ.ย.) มีการยกเลิกเกือบ 2,000 เที่ยว ขณะที่มีเที่ยวบินออกเดินทางล่าช้า 5,825 เที่ยว ลดลงจากเมื่อวันอาทิตย์ที่มีเที่ยวบินถูกยกเลิกถึง 2,950 เที่ยว และดีเลย์อีก 11,200 เที่ยว

นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเลวร้ายลงในช่วงสุดสัปดาห์ และจำนวนศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศที่มีบุคลากรไม่เพียงพอ เพิ่มขึ้นเป็น 81 แห่งเมื่อวันเสาร์ มากที่สุดนับตั้งแต่การชัตดาวน์เริ่มขึ้นเมื่อ 1 ต.ค.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้ว หลังถูกขัง 3 สัปดาห์

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้ว หลังถูกขัง 3 สัปดาห์

11 พ.ย. 2568 04:57 น.

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีต ปธน.ฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้ว หลังถูกขัง 3 สัปดาห์

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ออกจากคุกแล้วหลังอยู่ในนั้น 3 สัปดาห์จากทั้งหมด 5 ปี เนื่องจากศาลอนุญาตให้ออกมาอยู่นอกเรือนจำระหว่างรอการอุทธรณ์คดีได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำแล้ว หลังจากถูกจำคุกมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ จากทั้งหมด 5 ปี ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดก่ออาชญากรรม หลังศาลอุทธรณ์กรุงปารีสให้การอนุญาตภายใต้เงื่อนไขหลายข้อ รวมถึงห้ามออกนอกประเทศ

นายซาร์โกซี วัย 70 ปี ถูกส่งเข้าเรือนจำเมื่อวันที่ 21 ต.ค. หลังศาลกรุงปารีสตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลา 5 ปี ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดระดมทุนอย่างผิดกฎหมายสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2550 ของเขาด้วยเงินจาก มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการลิเบียที่เสียชีวิตไปแล้ว

อดีตผู้นำฝรั่งเศสรายนี้ปฏิเสธการกระทำผิดมาตลอด หลังได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำตัดสินดังกล่าวแล้ว โดยมีการกำหนดการพิจารณาคดีอุทธรณ์ครั้งใหม่ในฤดูใบไม้ผลิหน้า โดยในระหว่างนั้น นายซาร์โกซีจะต้องอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากผู้พิพากษาตัดสินว่า ความผิดของเขาร้ายแรงเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความของซาร์โกซีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลกรุงปารีส เพื่อขอให้ปล่อยตัวเขาออกมาอยู่นอกเรือนจำในระหว่างรอการพิจารณาคดีอุทธรณ์ ซึ่งในวันจันทร์ ศาลได้อนุมัติคำขอปล่อยตัวดังกล่าว ภายใต้เงื่อนไขว่า นายซาร์โกซีจะถูกห้ามไม่ให้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ใด ๆ จากกระทรวงยุติธรรม

นอกจากนั้น เขาจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด และถูกห้ามไม่ให้ออกนอกประเทศ ก่อนการพิจารณาคดีอุทธรณ์จะเสร็จสิ้น

หลังจากได้รับการปล่อยตัว นายซาร์โกซีโพสต์ข้อความบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า พลังงานของเขาทั้งหมด มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายเดียวคือการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา “ความจริงจะปรากฏ… จุดจบของเรื่องราวนี้ยังไม่ได้ถูกเขียนขึ้น”

ทั้งนี้ มีผู้เห็นรถยนต์ของนายซาร์โกซีออกจากเรือนจำลา ซองเต (La Santé) ในกรุงปารีส ก่อนเวลา 15:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งหลังจากที่ศาลอนุมัติให้ปล่อยตัวก่อนกำหนด และจากนั้นก็มีผู้พบเห็นเขาเดินทางถึงบ้านพักทางตะวันตกของกรุงปารีส

ในการพิจารณาอดีตคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวที่ศาลกรุงปารีส นายซาร์โกซีบรรยายถึงความยากลำบากระหว่างถูกขังคุก โดยระบุว่ามันทั้ง “ทรมาน” และเป็น “ฝันร้าย” พร้อมยืนยันว่า เขาไม่เคยมีความคิดที่จะขอเงินจากนายกัดดาฟี และเขาจะไม่มีวันยอมรับในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ

นายซาร์โกซียังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ทำให้เขาทนช่วงเวลาที่อยู่ในคุกได้ โดยระบุว่า “พวกเขาแสดงความเป็นมนุษย์ที่พิเศษมากออกมา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , the guardian

มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดเหยื่อพุ่ง 21 ศพ

มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดเหยื่อพุ่ง 21 ศพ

11 พ.ย. 2568 03:27 น.

มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดเหยื่อพุ่ง 21 ศพ

ทางการมาเลเซียขยายพื้นที่ค้นหาผู้สูญหายเหตุเรือขนผู้อพยพล่มใกล้เกาะลังกาวีเพิ่มอีก โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ ช่วยผู้รอดชีวิตได้แล้ว 13 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 หน่วยลาดตระเวนทางทะเลของประเทศมาเลเซียยกระดับการค้นหา ผู้สูญหายจากเหตุเรือขนผู้อพยพล่มที่นอกชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยตอนนี้มีการพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ โดย 12 รายในน่านน้ำของมาเลเซีย ขณะที่อีก 9 ราย พบในน่านน้ำไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบัน มาเลเซียกำลังดำเนินการค้นหาผู้สูญหายร่วมกับทางการไทย ภายในพื้นที่ขนาด 877 ตร.กม.ใกล้เกาะลังกาวี ทางตอนเหนือของมาเลเซีย กับเกาะตะรุเตา ทางตอนใต้ของไทย

นายไครูล อาซฮาร์ นูรุดดิน ผู้บัญชาการตำรวจเกาะลังกาวีกล่าวว่า ชาวโรฮิงญาหลายร้อยคนลงเรือมุ่งหน้ามายังมาเลเซียเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และถูกย้ายลงเรือเล็กในวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่เรือลำเล็กซึ่งบรรทุกผู้อพยพประมาณ 70 คน ล่มใกล้เกาะลังกาวีในวันเดียวกัน ขณะที่ชะตากรรมของเรืออีกลำที่บรรทุกผู้โดยสาร 230 คนยังคงไม่ชัดเจน

ด้านนายรอมลี มุสตาฟา หัวหน้าสำนักงานกิจการทางทะเลของมาเลเซีย กล่าวว่า หากไม่มีเสื้อชูชีพ การอยู่รอดเป็นเวลา 24 ชั่วโมงนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน แต่บางคนอาจกำลังยึดเกาะวัตถุที่ลอยน้ำอยู่ ทำให้ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไป แม้สภาพอากาศจะไม่เป็นมิตรนัก โดยตอนนี้ช่วยผู้รอดชีวิตได้แล้ว 13 คน

นายรอมลีบอกอีกว่า หน่วยกู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 5 ศพ ในวันจันทร์ ทำให้ยอดรวมตอนนี้อยู่ที่ 21 ศพแล้ว โดยไม่ได้เปิดเผยสัญชาติหรือเชื้อชาติของพวกเขา ส่วนร่างที่กู้คืนได้ 7 ศพในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันว่าเป็นชาวโรฮิงญาทั้งหมด

อีกด้านหนึ่ง ตำรวจมาเลเซียเปิดเผยในวันจันทร์ว่า ผู้ประสบภัยที่ได้รับการช่วยเหลือถูกตำรวจควบคุมตัวเอาไว้แล้ว เพื่อรอการสอบสวนในความผิดฐานลักลอบเข้าเมือง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาปัดวางทุ่นระเบิดใหม่ อ้างของเก่ายังกู้ไม่หมด กังวลไทยระงับข้อตกลง

กัมพูชาปัดวางทุ่นระเบิดใหม่ อ้างของเก่ายังกู้ไม่หมด กังวลไทยระงับข้อตกลง

11 พ.ย. 2568 01:10 น.

กัมพูชาปัดวางทุ่นระเบิดใหม่ อ้างของเก่ายังกู้ไม่หมด กังวลไทยระงับข้อตกลง

กัมพูชาออกแถลงการณ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายไทยที่ว่าพวกเขาวางทุ่นระเบิดใหม่ โดยยืนยันว่าเป็นระเบิดเก่าที่ยังไม่ได้เก็บกู้ พร้อมแสดงความกังวลที่ไทยระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาร่วม

กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ออกแถลงการณ์เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 โดยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานข่าวของสื่อหลายฉบับที่อ้างคำพูดของผู้นำไทยซึ่งระบุว่า ประเทศไทยได้ระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วม หลังมีทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนได้รับบาดเจ็บอีกครั้งในวันเดียวกันนี้

“รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชามีความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานข่าวของสื่อหลายฉบับที่อ้างคำกล่าวของผู้นำไทย ซึ่งระบุว่า ประเทศไทยได้ระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและไทย ซึ่งได้ลงนามและเป็นสักขีพยานโดย ฯพณฯ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025”

“มีรายงานว่า เหตุทุ่นระเบิดระเบิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทยบริเวณ พนมทรอป ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ถูกใช้เป็นเหตุผลในการระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วมของไทย และยังรวมถึงการยกเลิกการกำหนดการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศไทยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2025”

“รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาของไทยที่ว่า กัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดใหม่บริเวณชายแดนติดกับประเทศไทย เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ทราบกันดีคือ เขตทุ่นระเบิดส่วนใหญ่จากสงครามกลางเมืองกัมพูชาเมื่อเกือบสามทศวรรษก่อนในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ตลอดแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ยังไม่ได้รับการเก็บกู้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและเป็นพื้นที่ชายแดนที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน”

“รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอยืนยันว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามปฏิญญาร่วม ซึ่งได้รับการลงนามท่ามกลางเสียงชื่นชมจากประชาคมระหว่างประเทศ กัมพูชาในฐานะผู้สนับสนุนและรัฐภาคีของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) ไม่เคยใช้ทุ่นระเบิดใหม่ใด ๆ และจะไม่มีทางทำเช่นนั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Facebook

ทรัมป์ขู่ดำเนินคดี BBC กรณีตัดต่อคำพูด วันเกิดจลาจลรัฐสภา

ทรัมป์ขู่ดำเนินคดี BBC กรณีตัดต่อคำพูด วันเกิดจลาจลรัฐสภา

10 พ.ย. 2568 23:49 น.

ทรัมป์ขู่ดำเนินคดี BBC กรณีตัดต่อคำพูด วันเกิดจลาจลรัฐสภา

โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งจดหมายขู่จะมีมาตรการทางกฎหมายกับสำนักข่าว BBC จากกรณีอื้อฉาวที่สื่อเจ้านี้ตัดต่อคำพูดของผู้นำสหรัฐฯ จนดูเหมือนว่าเขาสนับสนุนการก่อจลาจลที่รัฐสภา

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 สำนักข่าว BBC ยืนยันว่า พวกเขาได้รับจดหมายขู่จะดำเนินคดีทางกฎหมายจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อันเกี่ยวข้องกับกรณีอื้อฉาวเรื่องการตัดต่อคำปราศรัยของนายทรัมป์ ทำให้ดูเหมือนว่าผู้นำสหรัฐฯ รายนี้สนับสนุนให้เกิดการจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ 6 ม.ค. 2564

ข้อความในจดหมายระบุว่า ทีมทนายความของทรัมป์ยังยื่นคำขาดต่อ BBC ด้วยว่า ให้ถอนสารคดีที่มีการตัดต่อ ดังกล่าวออกทั้งหมด รวมถึงขอโทษ และชดเชยอย่างเหมาะสมให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ภายในวันศุกร์ที่ 14 พ.ย.นี้

หาก BBC ไม่ปฏิบัติตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดำเนินการตามสิทธิทางกฎหมายและสิทธิทางความยุติธรรม… รวมถึงการ ยื่นฟ้องร้องทางกฎหมายเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โฆษกของ BBC บอกกับสำนักข่าว CNN ว่า “เราจะทบทวนจดหมายฉบับนี้ และจะตอบสนองโดยตรงในเวลาที่เหมาะสม”

ทั้งนี้ การตัดต่อดังกล่าวเกิดขึ้นในสารคดี “Panorama” โดยหนังสือพิมพ์ เดอะ เทเลกราฟ ได้เผยแพร่บันทึกข้อความภายในของ BBC ที่รั่วไหลออกมา ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าในสารคดีนี้มีการตัดต่อคำพูดสองส่วนจากคำปราศรัยของนายทรัมป์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 นำมาต่อกัน ทำให้ดูเหมือนว่านายทรัมป์สนับสนุนให้เกิดการจลาจลที่อาคารรัฐสภา

ในคำปราศรัยจริง นายทรัมป์กล่าวในส่วนหนึ่งว่า “เราจะเดินไปที่รัฐสภา และเราจะให้กำลังใจวุฒิสมาชิกและสมาชิกรัฐสภาที่กล้าหาญของเรา” แต่ในการตัดต่อของ Panorama ได้นำส่วนที่แยกกันกว่า 50 นาทีมาต่อกัน ทำให้เขาดูเหมือนพูดว่า “เราจะเดินไปที่รัฐสภา… และผมจะอยู่กับพวกคุณที่นั่น และเราจะสู้ เราจะสู้จนตาย”

กรณีอื้อฉาวดังกล่าวส่งผลให้ BBC ได้รับแรงกดดันอย่างหนัก จนกระทั่งในวันอาทิตย์ นายทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC กับนาง เดโบราห์ เทิร์นเนส หัวหน้าฝ่ายข่าวของ BBC ตัดสินใจยื่นใบลาออก ขณะที่นายซาเมียร์ ชาห์ ประธานบริษัท BBC ออกแถลงการณ์ขอโทษในวันจันทร์ สำหรับความผิดพลาดในการตัดสินใจที่เกิดขึ้น

อนึ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ ฟ้องร้องสำนักข่าวต่าง โดยเขาฟ้องสื่อในสหรัฐฯ ไปแล้วหลายเจ้านับตั้งแต่รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เมื่อปี 2567 บริษัท Disney ต้องจ่ายเงิน 15 ล้านดอลลาร์ ให้กับมูลนิธิประธานาธิบดีทรัมป์ และอีก 1 ล้านดอลลาร์ สำหรับค่าทนายความของเขา เพื่อยุติคดีหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องกับนายจอร์จ สเตฟาโนพูลอส ผู้ประกาศข่าวของ ABC News

ส่วน Meta ตกลงที่จะจ่ายเงิน 25 ล้านดอลลาร์ เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการระงับบัญชีโซเชียลมีเดียของทรัมป์ ภายหลังเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อ 6 มกราคม ขณะที่นายทรัมป์ได้ตกลงระงับข้อพิพาททางกฎหมายกับ CBS News เกี่ยวกับการสัมภาษณ์รองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส ที่ออกอากาศในรายการ 60 Minutes

และปัจจุบัน เขากำลังมีคดีความกับหนังสือพิมพ์ The New York Times และ The Wall Street Journal

ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องอื้อฉาวนี้กำลังขยายวงกว้างออกไป จนอาจกลายเป็นวิกฤตต่อการดำรงอยู่ของ BBC เนื่องจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมกำลังใช้ความผิดพลาดนี้โจมตี BBC อย่างรุนแรง และในอังกฤษกำลังเกิดกระแสเลิกจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ซึ่งเป็นรายได้หลักของสื่อเจ้านี้

“BBC กำลังเผชิญกับการโจมตีที่มีการประสานงานและมีแรงจูงใจทางการเมือง” นายจอห์น ซิมป์สัน นักข่าวอาวุโสของ BBC เขียนไว้บน X เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมกับชื่นชมนายเดวีกับนางเทิร์นเนส และระบุว่า “ตอนนี้เรากำลังมีการต่อสู้อย่างแท้จริงที่ต้องทำเพื่อการแพร่ภาพสาธารณะ เพราะสิ่งนั้นก็กำลังถูกคุกคามอยู่เช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , the guardian

เกิดเหตุระเบิดใกล้ “ป้อมแดง” ในอินเดีย ดับแล้ว 8 ศพ จนท.เร่งตรวจสอบ

เกิดเหตุระเบิดใกล้ “ป้อมแดง” ในอินเดีย ดับแล้ว 8 ศพ จนท.เร่งตรวจสอบ

10 พ.ย. 2568 22:57 น.

เกิดเหตุระเบิดใกล้ “ป้อมแดง” ในอินเดีย ดับแล้ว 8 ศพ จนท.เร่งตรวจสอบ

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงใกล้กับ “ป้อมแดง” หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญในกรุงนิวเดลี ทำให้รถยนต์หลายคันถูกไฟลุกไหม้ และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ

เมื่อ 10 พ.ย. 2568 สำนักงานตำรวจกรุงนิวเดลีเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดใกล้กับ “ป้อมแดง” (Red Fort) หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่มีประชากรหนาแน่นของเมืองหลวงแห่งนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 11 คน

นายสันชัย ตยากี โฆษกตำรวจนิวเดลี ระบุว่า ระเบิดเกิดขึ้นภายในรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ใกล้กับ “ป้อมแดง” แต่เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนว่า สาเหตุของการระเบิดเกิดจากอะไรกันแน่

ขณะที่ภาพจากสื่อท้องถิ่นแสดงให้เห็นเปลวไฟและควันพวยพุ่งออกมาจากรถยนต์มากกว่าหนึ่งคัน บนถนนที่ผู้คนพลุกพล่านเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินในส่วนเมืองเก่าของเดลี ทำให้ตำรวจต้องพยายามเคลียร์ฝูงชนที่มารวมตัวกันบริเวณที่เกิดเหตุ

รองหัวหน้าหน่วยดับเพลิงของกรุงนิวเดลีกล่าวว่า มีรถยนต์อย่างน้อย 6 คัน กับรถสามล้อเครื่องอีก 3 คัน ถูกไฟลุกไหม้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว

“เราได้ยินเสียงดังมาก หน้าต่างของเราสั่นเลย” ชาวบ้านคนหนึ่งผู้ไม่ประสงค์ออกนามบอกกับสถานีโทรทัศน์ NDTV ของอินเดีย

ทั้งนี้ “ป้อมแดง” หรือเป็นที่รู้จักกันในอินเดียว่า “ลาล กิลา” (Lal Qila) เป็นป้อมปราการในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในสมัยจักรวรรดิโมกุล เป็นสัญลักษณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของอินเดีย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมตลอดทั้งปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn