พายุคัลแมกีเผยให้เห็นซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

พายุคัลแมกีเผยให้เห็นซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

10 พ.ย. 2568 16:33 น.

พายุคัลแมกีเผยให้เห็นซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

ซากเรือโบราณ อายุราว 400-600 ปี ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งนอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน ประเทศเวียดนาม หลังจากที่พายุไต้ฝุ่นคัลแมกีทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าอาจเป็นการค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

ซากเรือลำนี้เคยถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2023 นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน ตัวเรือมีความยาวอย่างน้อย 17.4 เมตร และมีโครงสร้างซี่โครงไม้ที่ยังคงความสมบูรณ์เกือบทั้งหมด แม้จะอยู่ภายใต้ท้องทะเลอันโหดร้ายมานานหลายร้อยปี แต่เรือได้จมลงใต้น้ำอีกครั้งก่อนที่ทางการจะสามารถกู้คืนได้

ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ระบุอายุที่แน่นอนของซากเรือ แต่จากการประเมินเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าเรือลำนี้ถูกสร้างขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 14 ถึง 16 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมืองฮอยอัน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก เป็นศูนย์กลางการค้าที่รุ่งเรืองในภูมิภาคสำหรับผ้าไหม เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องเทศ

นายฝ่าม ฝู หง็อก ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมโลกฮอยอัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ว่า “ขณะนี้เรากำลังเตรียมยื่นขอใบอนุญาตเพื่อขุดค้นฉุกเฉิน” หลังจากซากเรือปรากฏขึ้นอีกครั้งภายหลังพายุไต้ฝุ่นคัลแมกีพัดผ่านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เขากล่าวว่า “การค้นพบเรือโบราณลำนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงบทบาททางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฮอยอันในการค้าขายระดับภูมิภาค” พร้อมเสริมว่า ครั้งนี้ตัวเรือเผยออกมามากกว่าเดิม “ซึ่งอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่เราได้”

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์อนุรักษ์ฮอยอัน, มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในนครโฮจิมินห์ และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ได้สำรวจซากเรือเมื่อปี 2024 และพบว่าเรือถูกสร้างจาก “ไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทานสูง” และเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุกันน้ำเพื่อผนึกรอยต่อต่าง ๆ

ศูนย์อนุรักษ์ฮอยอันระบุในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า “โครงสร้างของเรือบ่งชี้ว่ามันสามารถเดินทางทางทะเลได้ในระยะทางไกล น่าจะถูกใช้เพื่อ การค้าทางทะเล หรือ ปฏิบัติการทางเรือ” โดยซากเรือโบราณนี้มีความเสี่ยงที่จะ “เสื่อมสภาพอย่างรุนแรงหากไม่มีการอนุรักษ์โดยทันที” เนื่องจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง และการที่เรือต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายบ่อยครั้ง

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ซากเรือยังคงมองเห็นได้ชัดเจน โดยมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันบนชายหาดเพื่อชมโครงสร้างที่น่าทึ่งของเรือลำนี้.

ที่มา AFP

รมว.ต่างประเทศเกาหลีใต้เยือนพนมเปญ กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

รมว.ต่างประเทศเกาหลีใต้เยือนพนมเปญ กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

10 พ.ย. 2568 15:22 น.

รมว.ต่างประเทศเกาหลีใต้เยือนพนมเปญ กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

นายโช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ เดินทางเยือนกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา วันนี้ (10 พ.ย.) และเข้าพบนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีเป้าหมายหลักในการเร่งปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนักศึกษาเกาหลีใต้วัย 22 ปี เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แถลงก่อนการเยือนว่า การหารือระหว่างทั้งสองประเทศจะมุ่งเน้น “ความร่วมมือเพื่อขจัดอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” พร้อมระบุว่ามาตรการสำคัญคือการตั้ง “คณะทำงานร่วมเกาหลี–กัมพูชา” ที่รวมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองฝ่าย เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาที่มีชาวเกาหลีใต้เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ หลังพบศพของนายพัค มินโฮ นักศึกษาเกาหลีใต้ วัย 22 ปี ในรถกระบะใกล้ภูเขาโบกอร์ จังหวัดกัมปอต ทางตอนใต้ของกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาถูกทำร้ายและทรมานก่อนเสียชีวิต ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมเกาหลีใต้และกระตุ้นให้รัฐบาลส่งคณะผู้แทนด่วนไปยังกัมพูชาเพื่อเจรจา

ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีเหยื่อจำนวนมากถูกล่อลวงหรือบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดและใช้ความรุนแรง ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า อาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยอ้างความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือโอกาสลงทุนหลอกลวงเพื่อโกงเหยื่อทั่วโลก

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ประเมินว่า ศูนย์หลอกลวงในกัมพูชามีแรงงานราว 200,000 คน รวมถึงชาวเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน เมื่อเดือนที่แล้วมีชาวเกาหลีใต้ 64 คนถูกส่งกลับประเทศด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ หลังถูกตำรวจจับในกัมพูชา โดยกว่า 50 คนถูกตั้งข้อหามีส่วนร่วมในกิจกรรมฉ้อโกงออนไลน์

การเยือนของนายโช ฮยอนในครั้งนี้ มีขึ้นต่อเนื่องจากการเดินทางของคิม จินอา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศ และคณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงแรงกดดันทางการทูตที่เกาหลีใต้กำลังใช้เพื่อกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคนี้.

ที่มา AP

พบแล้ว 11 ศพ หลังเรือผู้อพยพโรฮีนจาล่มใกล้พรมแดนไทย–มาเลเซีย

พบแล้ว 11 ศพ หลังเรือผู้อพยพโรฮีนจาล่มใกล้พรมแดนไทย–มาเลเซีย

10 พ.ย. 2568 12:25 น.

พบแล้ว 11 ศพ หลังเรือผู้อพยพโรฮีนจาล่มใกล้พรมแดนไทย–มาเลเซีย

หน่วยงานทางการของไทยและมาเลเซียเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ศพ จากเหตุเรือที่บรรทุกผู้อพยพชาวโรฮีนจาที่เดินทางมาจากพม่า ล่มใกล้ชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยคาดว่ามีผู้โดยสารบนเรือประมาณ 70 คน

เจ้าหน้าที่มาเลเซียระบุว่า ยังไม่ทราบชะตากรรมของเรืออีกลำที่มีผู้โดยสารราว 230 คน แต่พบผู้รอดชีวิตแล้ว 13 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮีนจา ด้านเจ้าหน้าที่ไทยพบศพเพิ่มอีก 4 ศพ รวมถึงเด็ก 2 คน ซึ่งรวมกับศพ 7 ศพที่หน่วยงานทางทะเลของมาเลเซียพบก่อนหน้า

เหตุเรือล่มครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสผู้อพยพชาวโรฮีนจาที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องหลบหนีความรุนแรงในเมียนมาและสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ ทำให้หลายคนเสี่ยงเดินทางทางทะเลมายังมาเลเซียและอินโดนีเซีย

รัฐยะไข่ของพม่าซึ่งเป็นถิ่นฐานของชาวโรฮีนจาเผชิญความขัดแย้ง ความอดอยาก และความรุนแรงทางชาติพันธุ์มานานหลายปี โดยหลังการปราบปรามอย่างโหดร้ายของกองทัพพม่าในปี 2017 มีชาวโรฮีนจากว่า 1.3 ล้านคนต้องลี้ภัยไปอยู่ในบังกลาเทศ

ที่เกาะลังกาวี ใกล้พื้นที่ค้นหา หน่วยงานทางทะเลมาเลเซียระบุว่าทั้งไทยและมาเลเซียได้ระดมเครื่องบินและเรือลงพื้นที่ค้นหาผู้รอดชีวิต โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ และคาดว่าปฏิบัติการค้นหาอาจใช้เวลานานถึง 7 วัน

รอมลี มุสตาฟา ผู้อำนวยการหน่วยงานทางทะเลประจำรัฐเกดะห์และปะลิสของมาเลเซีย เปิดเผยว่า เรือดังกล่าวเดินทางออกจากพม่าใกล้ชายแดนบังกลาเทศเมื่อราวสองสัปดาห์ก่อน และบางส่วนของผู้โดยสารได้ย้ายไปเรืออีกลำเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยในบรรดาผู้รอดชีวิต 13 คน มี 11 คนเป็นชาวโรฮีนจา และอีก 2 คนเป็นชาวบังกลาเทศ

ข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้ มีชาวโรฮีนจากว่า 5,100 คน เดินทางทางเรือออกจากเมียนมาและบังกลาเทศ และมีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายเกือบ 600 คน

เจ้าหน้าที่ศูนย์บัญชาการทางทะเลของไทยเผยว่า ศพที่พบในน่านน้ำไทย 4 ศพเป็นเด็ก 2 คน อายุราว 10–12 ปี และผู้ใหญ่ 2 คน โดยในจำนวนนี้มีหญิง 2 รายที่ถือบัตรผู้ลี้ภัยระบุว่าเป็นชาวโรฮีนจา.

ที่มา Reuters

อินโดนีเซียประกาศยกย่อง “ซูฮาร์โต” อดีตผู้นำเผด็จการทหาร เป็น “วีรบุรุษแห่งชาติ”

อินโดนีเซียประกาศยกย่อง "ซูฮาร์โต" อดีตผู้นำเผด็จการทหาร เป็น "วีรบุรุษแห่งชาติ"

10 พ.ย. 2568 12:07 น.

อินโดนีเซียประกาศยกย่อง “ซูฮาร์โต” อดีตผู้นำเผด็จการทหาร เป็น “วีรบุรุษแห่งชาติ”

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศยกย่องนายซูฮาร์โต อดีตประธานาธิบดีผู้ปกครองประเทศยาวนานกว่า 30 ปี ให้เป็น “วีรบุรุษแห่งชาติ” ระหว่างพิธีเนื่องในวันวีรบุรุษแห่งชาติ แม้จะเผชิญเสียงคัดค้านจากนักเคลื่อนไหวและนักวิชาการที่มองว่าซูฮาร์โต อดีตผู้นำเผด็จการ มีประวัติละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทุจริตร้ายแรงในยุคที่เขาปกครองประเทศ

ในการประกาศกฤษฎีกาโดยเลขานุการฝ่ายทหารของประธานาธิบดี นายซูฮาร์โตถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับเกียรติ 10 คน ที่ได้รับตำแหน่งวีรบุรุษแห่งชาติชุดใหม่ ซึ่งปัจจุบันรายชื่อวีรบุรุษแห่งชาติมีมากกว่า 200 คน รวมถึงประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยคนแรก และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีและนักวิชาการศาสนาอิสลาม

พิธีวันวีรบุรุษแห่งชาติที่จัดขึ้นในวันนี้ (10 พ.ย.) มีประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโตซึ่งเป็นอดีตลูกเขยของนายซูฮาร์โต เป็นประธาน หลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการประกาศครั้งนี้ สำนักงานของนายปราโบโวได้ยืนยันว่า ประธานาธิบดีมีสิทธิในการมอบตำแหน่งนี้ให้กับผู้ที่ตนเลือก

อดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต ผู้ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2551 ขณะอายุ 86 ปี เคยปกครองอินโดนีเซียด้วย กำปั้นเหล็กนานกว่าสามทศวรรษ หลังจากยึดอำนาจในปี 2510 ภายหลังความพยายามก่อรัฐประหารที่ประสบความล้มเหลว

การปกครองของเขาเต็มไปด้วยข้อกล่าวหาเรื่อง การคอร์รัปชัน และ การละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างรุนแรง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สมาชิกภาคประชาสังคม นักเคลื่อนไหว และนักวิชาการประมาณ 500 คน ได้ร่วมกันเผยแพร่จดหมายร้องขอไปยังประธานาธิบดีปราโบโว ให้ระงับการยกย่องนายซูฮาร์โต โดยระบุว่าการมอบตำแหน่งนี้เป็นการทรยศต่อเหยื่อของเขาและค่านิยมประชาธิปไตย อีกทั้งยังเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างอันตราย

ด้านคณะกรรมาธิการผู้สูญหายและเหยื่อความรุนแรง หรือ Kontras ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชนในอินโดนีเซีย ระบุว่า การยกย่องซูฮาร์โตเป็นวีรบุรุษแห่งชาติเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม และช่วยทำให้การลอยนวลพ้นผิดเป็นเรื่องปกติ

นายดิมัส บากุส อาร์ยา ผู้ประสานงาน Kontras กล่าวว่า “ซูฮาร์โต ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ความรุนแรงของรัฐ และความผิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่สมควรได้รับการมอบตำแหน่งวีรบุรุษแห่งชาติ”

อย่างไรก็ตาม นายปราเสตโย ฮาดี เลขาธิการแห่งรัฐ ได้ออกมาปกป้องการตัดสินใจของรัฐบาล โดยกล่าวว่า “เป็นส่วนหนึ่งของการให้เกียรติแก่บรรพบุรุษของเรา โดยเฉพาะผู้นำของเรา ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าได้สร้าง คุณูปการอันยิ่งใหญ่ ให้กับชาติและประเทศ”

ลูกสาวของซูฮาร์โต คือ นางซิติ ฮาร์ดียันติ รุกมานา ซึ่งเข้าร่วมในพิธี ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “โปรดระลึกถึงสิ่งที่พ่อของฉันได้ทำ ตั้งแต่เขายังหนุ่มจนกระทั่งชรา การต่อสู้ทั้งหมดของเขาเพื่อประเทศนี้และประชาชนชาวอินโดนีเซีย”

วีรบุรุษแห่งชาติคนใหม่อีก 9 คนที่ได้รับตำแหน่งพร้อมกัน รวมถึง มาร์ซินาห์ นักเคลื่อนไหวแรงงานที่ถูกสังหาร และอดีตประธานาธิบดี อับดูร์เราะห์มาน วาฮิด ผู้ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2009.

ที่มา AFP

วุฒิสภาสหรัฐฯ โหวตบรรลุข้อตกลงยุติ “ชัตดาวน์” 40 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

วุฒิสภาสหรัฐฯ โหวตบรรลุข้อตกลงยุติ "ชัตดาวน์" 40 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

10 พ.ย. 2568 11:31 น.

วุฒิสภาสหรัฐฯ โหวตบรรลุข้อตกลงยุติ “ชัตดาวน์” 40 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลกลางที่ดำเนินมานานถึง 40 วัน ซึ่งถือเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นในคืนวันอาทิตย์ ( 9 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ประชุมวุฒิสภามีมติ 60 ต่อ 40 เสียง ผ่านขั้นตอนแรกของร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณเพื่อเปิดทางให้หน่วยงานของรัฐกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคน รวมถึงทิม เคน, ดิก เดอร์บิน, แม็กกี ฮัสซัน, ฌาน ชาฮีน และแจ็กกี โรเซน ลงคะแนนสนับสนุนข้อตกลงนี้ ร่วมกับพรรคเดโมแครตสายกลางอีกหลายคน ขณะที่นายแรนด์ พอล เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันเพียงคนเดียวที่ลงมติคัดค้าน

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลจากการเจรจาระหว่างวุฒิสมาชิกจากทั้งสองพรรค โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูการดำเนินงานของรัฐบาลทั่วประเทศ แต่ยังต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรครีพับลิกันถือเสียงข้างมาก และอาจเผชิญแรงต้านจากเดโมแครตบางส่วนในขั้นตอนต่อไป

ตลอดช่วงชัตดาวน์กว่า 40 วัน มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายแสนคนไม่ได้รับเงินเดือน ขณะที่บริการสาธารณะหลายด้านหยุดชะงัก โดยเฉพาะภาคการคมนาคม ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงจากคำสั่งลดเที่ยวบินร้อยละ 10 เพื่อบรรเทาภาระของเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ล่าสุดมีเที่ยวบินยกเลิกกว่า 2,700 เที่ยว และล่าช้ากว่า 10,000 เที่ยวทั่วประเทศ สนามบินนิวยอร์ก ชิคาโก และแอตแลนตาได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ เตือนว่าหากชัตดาวน์ยังดำเนินต่อไป ชาวอเมริกันจำนวนมากอาจไม่สามารถเดินทางในช่วงวันขอบคุณพระเจ้าได้ เนื่องจากเที่ยวบินจะลดลงอย่างมาก

เนื้อหาของร่างกฎหมายที่ผ่านวุฒิสภากำหนดให้ฟื้นงบประมาณโครงการบัตรอาหาร (SNAP) สำหรับชาวอเมริกันรายได้น้อยกว่า 42 ล้านคน ยกเลิกคำสั่งปลดพนักงานรัฐหลายพันคนในช่วงเดือนที่ผ่านมา และรับประกันการลงมติต่ออายุเงินอุดหนุนค่าประกันสุขภาพตามกฎหมาย Affordable Care Act ซึ่งกำลังจะหมดอายุในสิ้นปีนี้

วุฒิสมาชิกทิม เคน ระบุว่า ข้อตกลงนี้ “คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกปลดโดยไม่เป็นธรรม และรับประกันการจ่ายเงินย้อนหลังตามกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา แสดงความไม่เห็นด้วย โดยกล่าวว่าร่างกฎหมายนี้ “ยังไม่ตอบโจทย์วิกฤตสาธารณสุข” เนื่องจากให้เพียงสิทธิ์ลงมติขยายอุดหนุนสุขภาพ แทนที่จะต่ออายุโดยอัตโนมัติ

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าข้อตกลงนี้จะเป็นเพียงการจัดสรรงบชั่วคราว เพื่อให้รัฐบาลกลับมาทำงานได้จนถึงเดือนมกราคม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างกลับจากรีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ว่า “ดูเหมือนเรากำลังเข้าใกล้จุดจบของชัตดาวน์แล้ว”

การลงมติครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังชาวอเมริกันต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจและการบริหารรัฐอย่างหนักจากวิกฤตชัตดาวน์ที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดเท่าที่ประเทศเคยมีมา.

ที่มา AFP ABC News

ระทึก! ไฟไหม้โกดังน้ำหอมในตุรกีคร่า 6 ชีวิต เร่งสอบสวนสาเหตุ

ระทึก! ไฟไหม้โกดังน้ำหอมในตุรกีคร่า 6 ชีวิต เร่งสอบสวนสาเหตุ

10 พ.ย. 2568 10:51 น.

ระทึก! ไฟไหม้โกดังน้ำหอมในตุรกีคร่า 6 ชีวิต เร่งสอบสวนสาเหตุ

รัฐบาลตุรกีสั่งเปิดการสอบสวน เจ้าของกิจการและผู้จัดการโรงงาน หลังเกิดไฟไหม้โกดังเก็บน้ำหอมวอด คนงานดับ 6 ศพ

เหตุการณ์ไฟไหม้รุนแรงเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น ที่โกดังเก็บน้ำหอมในเขต ดิโลวาซี อำเภอหนึ่งทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศตุรกี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ และอีกหนึ่งคนได้รับบาดเจ็บ 

เหตุการณ์ไฟไหม้เริ่มต้นประมาณเวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่มีรายงานเสียงระเบิดหลายครั้งก่อนที่ไฟจะลุกไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยเดินทางถึงที่เกิดเหตุทันที และสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ภายในชั่วโมงเดียว

มีรายงานว่าโกดังดังกล่าวเป็นอาคาร 2 ชั้น ใช้สำหรับเก็บน้ำหอม ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองอิสตันบูลราว 43 ไมล์

โดยหลังเกิดเหตุ รัฐบาลตุรกีได้สั่งเปิดการสอบสวน โดยมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 3 คนซึ่งรวมถึงเจ้าของกิจการและผู้จัดการโรงงาน เพื่อหาผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ดังกล่าว

ขณะที่ประธานาธิบดีเรเจฟ แทยิป แอร์โดอาน ได้แสดงความเสียใจและให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมสัญญาว่าจะเร่งตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียดต่อไป.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตุรกี

ผอ.-ซีอีโอข่าว BBC ลาออก หลังถูกวิจารณ์หนัก ปมตัดต่อสารคดีทรัมป์บิดเบือนข้อเท็จจริง

ผอ.-ซีอีโอข่าว BBC ลาออก หลังถูกวิจารณ์หนัก ปมตัดต่อสารคดีทรัมป์บิดเบือนข้อเท็จจริง

10 พ.ย. 2568 10:36 น.

ผอ.-ซีอีโอข่าว BBC ลาออก หลังถูกวิจารณ์หนัก ปมตัดต่อสารคดีทรัมป์บิดเบือนข้อเท็จจริง

นายทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC และนางเดบอราห์ เทิร์นเนส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายข่าวของ BBC ได้ยื่นใบลาออกพร้อมกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากที่ทั้งคู่เผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก จากกรณีที่สารคดี “Panorama” ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ตัดต่อคำปราศรัยของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างบิดเบือนทำให้ผู้ชมเข้าใจผิด

หนังสือพิมพ์เดอะ เทเลกราฟ ได้เผยแพร่บันทึกข้อความภายในของ BBC ที่รั่วไหลออกมาเมื่อวันจันทร์ ซึ่งระบุว่า รายการ Panorama ได้ตัดต่อคำพูดสองส่วนจากคำปราศรัยของนายทรัมป์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 นำมาต่อกัน ทำให้ดูเหมือนว่านายทรัมป์สนับสนุนให้เกิดการจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

ในคำปราศรัยจริง นายทรัมป์กล่าวในส่วนหนึ่งว่า “เราจะเดินไปที่รัฐสภา และเราจะให้กำลังใจวุฒิสมาชิกและสมาชิกรัฐสภาที่กล้าหาญของเรา” แต่ในการตัดต่อของ Panorama ได้นำส่วนที่แยกกันกว่า 50 นาทีมาต่อกัน ทำให้เขาดูเหมือนพูดว่า “เราจะเดินไปที่รัฐสภา… และผมจะอยู่กับพวกคุณที่นั่น และเราจะสู้ เราจะสู้จนตาย”

นายทิม เดวี ซึ่งดำรงตำแหน่งมา 5 ปี เผชิญกับความกดดันจากข้อกล่าวหาเรื่องความเป็นกลางและความขัดแย้งหลายครั้งที่เกิดขึ้นกับ BBC โดยเขากล่าวว่า “เช่นเดียวกับองค์กรสาธารณะทั้งหมด BBC ไม่ได้สมบูรณ์แบบ และเราต้องเปิดเผย โปร่งใส และรับผิดชอบเสมอ แม้จะไม่ใช่เหตุผลเดียว การถกเถียงในปัจจุบันเกี่ยวกับ BBC News ก็มีส่วนทำให้เกิดการตัดสินใจของผม”

ด้านนางเดบอราห์ เทิร์นเนส ผู้ดำรงตำแหน่ง ซีอีโอฝ่ายข่าวมา 3 ปี กล่าวว่า ข้อพิพาทเรื่อง Panorama “ได้ดำเนินมาถึงจุดที่กำลังสร้างความเสียหายให้กับ BBC” พร้อมย้ำว่า “ความรับผิดชอบสูงสุดอยู่ที่ฉัน”

การลาออกของบุคคลสำคัญทั้งสองมีขึ้นก่อนที่ นายซามีร์ ชาห์ ประธานคณะกรรมการบริหารของ BBC จะแถลงต่อคณะกรรมการรัฐสภาในวันจันทร์ ซึ่งคาดว่าจะมีการขออภัยอย่างเป็นทางการต่อกรณีการตัดต่อคำพูดดังกล่าว

โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความยินดีกับการตัดสินใจนี้ โดยกล่าวว่าผู้บริหารระดับสูงของ BBC ลาออกหรือถูกไล่ออก “เพราะพวกเขาถูกจับได้ว่า ‘ดัดแปลง’ คำปราศรัยที่ดีมาก (สมบูรณ์แบบ!) ของผมเมื่อวันที่ 6 มกราคม” และกล่าวหาว่าคนเหล่านี้ “ไม่ซื่อสัตย์อย่างยิ่ง”

นอกจากนี้ รายงานภายในยังชี้ถึง “ปัญหาเชิงระบบ” ในการรายงานข่าวของ BBC Arabic เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล–กาซา รวมถึงการรายงานประเด็นเพศสภาพและกลุ่มคนข้ามเพศที่ถูกมองว่าถูก “จำกัดโดยผู้สื่อข่าวเฉพาะด้าน” อีกทั้ง BBC ยังเพิ่งเผชิญคำร้องเรียน 20 กรณีเกี่ยวกับความไม่เป็นกลางของผู้ประกาศข่าว และถูกวิจารณ์ที่ไม่เปิดเผยว่าผู้บรรยายสารคดีเกี่ยวกับกาซาเป็นบุตรของเจ้าหน้าที่ฮามาส

นักวิเคราะห์สื่อหลายรายระบุว่า BBC ตอบสนองต่อข้อกล่าวหาช้าเกินไป และมองว่าการตัดต่อสุนทรพจน์ทรัมป์ “ไม่อาจปกป้องได้” ขณะที่อดีตผู้บริหารช่อง 4 วิจารณ์ว่า BBC ใช้เวลานานเกินควรในการขอโทษต่อสาธารณะ

การลาออกพร้อมกันของผู้นำสูงสุดและหัวหน้าฝ่ายข่าวในวันเดียวกันนับเป็น เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในประวัติศาสตร์ของ BBC รัฐบาลอังกฤษระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นโอกาสให้ BBC ฟื้นฟูความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าจะใช้การทบทวนรอยัลชาร์เตอร์ (Royal Charter) หรือพระบรมราชโองการจากพระมหากษัตริย์ ที่จะหมดอายุในปี 2027 เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับองค์กรให้ตอบโจทย์ยุคใหม่.

ที่มา BBC

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวองอ่อนกำลัง หลังถล่มฟิลิปปินส์ ก่อนมุ่งหน้าต่อไต้หวัน

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวองอ่อนกำลัง หลังถล่มฟิลิปปินส์ ก่อนมุ่งหน้าต่อไต้หวัน

10 พ.ย. 2568 09:49 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวองอ่อนกำลัง หลังถล่มฟิลิปปินส์ ก่อนมุ่งหน้าต่อไต้หวัน

พายุไต้ฝุ่นฟงวอง ซึ่งเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นขณะขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ อ่อนกำลังลงและเคลื่อนตัวสู่ทะเลจีนใต้แล้วเมื่อเช้าวันจันทร์ หลังคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 2 ราย ล่าสุดมุ่งหน้าต่อไปยังไต้หวัน

พายุฟงวองพัดถล่มชายฝั่งตะวันออกของฟิลิปปินส์เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ด้วยแรงลมระดับซูเปอร์ไต้ฝุ่น กวาดล้มต้นไม้ บ้านเรือนพังเสียหาย และน้ำท่วมหนักหลายเมือง โดยเฉพาะจังหวัดออโรรา ซึ่งเป็นจุดที่พายุขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายงานว่า เส้นทางหลายสายไม่สามารถสัญจรได้เพราะดินถล่มและไฟฟ้าดับทั่วพื้นที่

นาง ออโรรา ตาอาย นายกเทศมนตรีเมืองดิงกาลัน เผยผ่านไลฟ์บนเฟซบุ๊กว่า บ้านเรือนและเรือประมงจำนวนมากตามแนวชายฝั่งถูกคลื่นยักษ์ซัดพังเสียหาย ขณะที่หน่วยกู้ภัยเพิ่งเริ่มประเมินความเสียหายได้ในช่วงเช้าวันจันทร์ หลังฝนและกระแสน้ำลดลง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ระบุว่า พายุฟงวองจะเคลื่อนตัว มุ่งหน้าขึ้นทางเหนือสู่ไต้หวัน โดยยังคงมีฝนตกหนักเป็นหย่อม ๆ ในหลายพื้นที่ของเกาะลูซอน รวมถึงกรุงมะนิลา

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน ฟิลิปปินส์เพิ่งเผชิญกับความเสียหายรุนแรงจาก ไต้ฝุ่นคัลแมกี ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 224 ราย ทำให้รัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า พายุที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนหนึ่งมาจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้อุณหภูมิมหาสมุทรสูงขึ้น ส่งผลให้พายุสามารถทวีกำลังได้รวดเร็วและก่อฝนตกหนักมากขึ้น.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุฟงวอง

“ศิริกัญญา” เมินร่วมซักฟอก อ้างไม่พบข้อมูลร้ายแรง ให้เวลารัฐบาลแก้ปัญหาชาติ

“ศิริกัญญา” เมินร่วมซักฟอก อ้างไม่พบข้อมูลร้ายแรง ให้เวลารัฐบาลแก้ปัญหาชาติ

“ศิริกัญญา” เมินร่วมซักฟอก อ้างไม่พบข้อมูลร้ายแรง ให้เวลารัฐบาลแก้ปัญหาชาติ

10 พ.ย. 2568 08:24 น.

“ศิริกัญญา” พูดชัด ปชน.ยังให้เวลารัฐบาล “อนุทิน” ชี้ยังไม่พบข้อมูลร้ายแรงสุดๆจริงถึงขั้นต้องยื่นซักฟอก ฟุ้งค่ายส้มทำหน้าที่ตรวจสอบทุกวัน ไม่ต้องรอให้ยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปัดล็อกเป้าขย่ม กธ.ตีกินโกยคะแนนเสียงล่วงหน้า โอ่เลือกตั้งครั้งหน้า เอ็มโอเอรัฐบาลผสม รมต.ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล

สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอยเรื่องโอบามาแคร์

สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอยเรื่องโอบามาแคร์

10 พ.ย. 2568 06:42 น.

สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอยเรื่องโอบามาแคร์

วุฒิสภาสหรัฐฯ เข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติการชัตดาวน์แล้ว หลังจากฝ่ายเดโมแครตส่งสัญญาณยอมถอยเรื่อง โอบามาแคร์ แต่ยังมีบางจุดที่ต้องเจรจากันอยู่

สำนักข่าว CNN รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวหลายคนว่า สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตหลายคนส่งสัญญาณจะยอมรับข้อตกลงเพื่อเปิดรัฐบาลอีกครั้ง หากทำเนียบขาวยอมอ่อนข้อให้ในบางประเด็นสำคัญ นับเป็นการฝ่าทางตันครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องชัตดาวน์เพราะไม่มีกฎหมายงบประมาณฉบับใหม่มานาน 40 วันแล้ว

ข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะรวมถึง มาตรการชั่วคราวใหม่ เพื่อขยายการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลออกไปจนถึงเดือนมกราคม และผูกโยงกับ แพ็กเกจที่ใหญ่ขึ้น เพื่อจัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนให้กับหน่วยงานสำคัญหลายแห่ง

ร่างกฎหมายที่กว้างขึ้นนี้จะรวมถึง ร่างกฎหมายการจัดสรรงบประมาณเต็มปีสามฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างทางทหารและกิจการทหารผ่านศึก, ฝ่ายนิติบัญญัติ และกระทรวงเกษตร

ข้อมูลสรุปของ น.ส.แพตตี เมอร์เรย์ สว.เดโมแครต ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะรวมถึงงบประมาณใหม่จำนวน 203.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยและการป้องกันสำหรับสมาชิกสภาคองเกรส เพิ่มเติมจากงบประมาณจำนวน 852 ล้านดอลลาร์ สำหรับตำรวจรัฐสภาสหรัฐฯ

แต่ข้อตกลงนี้จะไม่รวม การขยายเวลา “กฎหมายการดูแลสุขภาพราคาประหยัด” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โอบามาแคร์” (ACA) ที่กำลังจะหมดอายุ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของฝ่ายเดโมแครต แต่มีการรับประกันว่า จะมีการลงมติเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายในวุฒิสภาสหรัฐฯ ในภายหลัง และไม่มีการรับประกันว่า การขยายเวลา ACA จะกลายเป็นกฎหมาย

แหล่งข่าวกล่าวว่า พรรคเดโมแครตตระหนักว่าจุดยืนที่แข็งกร้าวขึ้น ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะไม่ขยายการอุดหนุนงบประมาณให้โครงการโอบามาแคร์ ทำให้โอกาสในการบรรลุข้อตกลงร่วมกันของทั้งสองพรรคในประเด็นดังกล่าวแทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นฝ่ายเดโมแครตหลายคนจึงยอมถอย เหลือเพียงให้ลงมติในเวลาอื่น เพื่อยุติการชัตดาวน์ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุด้วยว่า ยังมีประเด็นสำคัญที่ยังติดขัดและต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่รัฐบาลจะสามารถเปิดทำการได้อีกครั้ง โดยหลัก ๆ คือข้อเรียกร้องของพรรคเดโมแครตที่จะให้ คืนตำแหน่งแก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ที่ถูกรัฐบาลทรัมป์ไล่ออกไป

แหล่งข่าว 2 คนบอกกับ CNN ว่า ยกเลิกการลดจำนวนบุคลากรบางส่วนที่เกิดขึ้นตลอดช่วงการปิดทำการรัฐบาลทั่วทั้งหน่วยงานรัฐบาลกลาง

ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการลงคะแนนเสียงจะเกิดขึ้นเมื่อใด เนื่องจากยังมีการเจรจาขั้นสุดท้ายเกิดขึ้นอยู่เบื้องหลัง ซึ่งนายจอห์น ทูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าการลงคะแนนเสียงเบื้องต้นอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย.

เหล่า สว.จะเริ่มการลงคะแนนเสียงเพื่อรับพิจารณามาตรการชั่วคราวที่ผ่านโดยสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วก่อน ซึ่งหมายความว่าต้องมี สว.ฝ่ายเดโมแครตอย่างน้อย 8 คนยกมือสนับสนุน เพื่อให้ร่างกฎหมายนี้ผ่าน จากนั้นวุฒิสภาจะแก้ไขร่างกฎหมายนั้นด้วย แพ็กเกจการจัดสรรงบประมาณที่ใหญ่ขึ้น ตามที่ทั้งสองพรรคเจรจากันเอาไว้

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ร่างกฎหมายจะต้องถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อผ่านความเห็นชอบขั้นสุดท้าย ก่อนจะส่งไปยังโต๊ะของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อให้เขาลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมาย เพื่อเปิดรัฐบาลอีกครั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาจต้องใช้เวลานานหลายวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn