รัฐบาลประกาศนโยบายล้างบางสแกมเมอร์ : ตัดตอนก่อนบานปลาย

รัฐบาลประกาศนโยบายล้างบางสแกมเมอร์ : ตัดตอนก่อนบานปลาย

รัฐบาลประกาศนโยบายล้างบางสแกมเมอร์ : ตัดตอนก่อนบานปลาย

10 พ.ย. 2568 04:59 น.

ขันนอตองค์กรปราบปรามสแกมเมอร์ ตอกย้ำรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หลังตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีนายกฯเป็นประธาน เพื่อให้การล้างบางขบวนการนี้เป็นไปอย่างมี

รอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล ถูกสังหารตั้งแต่ปี 2557 แล้ว

รอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล ถูกสังหารตั้งแต่ปี 2557 แล้ว

10 พ.ย. 2568 04:37 น.

รอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล ถูกสังหารตั้งแต่ปี 2557 แล้ว

กลุ่มฮามาสส่งคืนร่างของนายทหารที่เสียชีวิตในสงครามเมื่อปี 2557 คืนให้แก่อิสราเอลแล้ว สิ้นสุดการรอคอยของครอบครัวที่ต้องทนทุกข์มานานนับ 10 ปี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 ทางการอิสราเอลออกมายืนยันว่า พวกเขาได้รับร่างของร้อยโท ฮาดาร์ โกลดิน ทหารที่เสียชีวิตในฉนวนกาซาระหว่างสงครามเมื่อปี 2557 กลับคืนมาแล้ว ยุติการรอคอยของครอบครัวที่ต้องทนทุกข์มานานกว่า 10 ปี

ร้อยโท โกลดิน วัย 23 ปี ถูกสังหารหลังจากข้อตกลงหยุดยิง เพื่อยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในปี 2557 เริ่มมีผลบังคับใช้ได้เพียง 2 ชั่วโมง ขณะที่ครอบครัวของเขาออกมาเคลื่อนไหวตลอด 11 ปีที่ผ่านมา เพื่อขอให้รัฐบาลหาทางนำร่างของโกลดินกลับคืนมา

กองทัพอิสราเอลยืนยันมานานแล้วว่า ร้อยโท โกลดิน เสียชีวิตแล้ว โดยอ้างอิงจากหลักฐานที่พบในอุโมงค์ที่ร่างของเขาถูกนำไป ซึ่งรวมถึงเสื้อที่เปื้อนเลือดและชายเสื้อสำหรับสวดมนต์ ซึ่งร่างของเขาเป็นศพเดียวที่ไม่ใช่ผู้เสียชีวิตในสงครามปัจจุบัน และยังอยู่ในฉนวนกาซา

การส่งคืนร่างของนายโกลดินถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญในข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งสหรัฐฯ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย หลังจากที่ผ่านมาการบังคับใช้เกิดการติดขัด เนื่องจากกลุ่มฮามาสไม่สามารถคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้ง 28 รายให้แก่อิสราเอลได้ในทันที โดยอ้างว่า “ศพจำนวนหนึ่งถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง” นอกจากนั้นยังเกิดการปะทะกันเป็นระลอกด้วย

ความเคลื่อนไหวล่าสุดทำให้ตอนนี้ อิสราเอลได้รับคืนศพตัวประกันแล้ว 24 จาก 28 ราย โดยที่เหลือเป็นตัวประกันชาวอิสราเอล 3 ราย และชาวไทย 1 ราย

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่า ตอนนี้ครอบครัวของร้อยโท โกลดิน จะสามารถประกอบพิธีศพตามหลักศาสนายิวให้กับเขาได้แล้ว พร้อมกล่าวย้ำว่า เขาจะนำร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตกลับคืนมาทั้งหมด “จนถึงตอนนี้ เรานำกลับมาได้แล้ว 250 ราย เราจะนำพวกเขากลับมาทั้งหมด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ตีนผีซิ่งรถหนีตำรวจ พุ่งใส่บาร์ในฟลอริดา ดับ 4 ศพ เจ็บอื้อ

ตีนผีซิ่งรถหนีตำรวจ พุ่งใส่บาร์ในฟลอริดา ดับ 4 ศพ เจ็บอื้อ

10 พ.ย. 2568 03:13 น.

ตีนผีซิ่งรถหนีตำรวจ พุ่งใส่บาร์ในฟลอริดา ดับ 4 ศพ เจ็บอื้อ

หนุ่มซิ่งรถหนีการจับกุมของตำรวจ ก่อนพุ่งชนผู้คนที่หน้าผับแห่งหนึ่งในรัฐฟลอริดา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย

เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 8 พ.ย. 2568 ตามเวลาสหรัฐฯ เกิดเหตุรถยนต์ซิ่งหนีการไล่ล่าของตำรวจ ก่อนพุ่งเข้าชนบาร์ที่มีผู้คนหนาแน่น ในเขตแทมปา รัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในด้านสถานบันเทิงยามค่ำคืนและแหล่งท่องเที่ยว จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บอีก 11 ราย

สำนักงานตำรวจเขตแทมปาแถลงว่า หน่วยลาดตระเวนทางอากาศพบรถเก๋งสีเงินคันหนึ่งขับขี่อย่างประมาทบนทางด่วนเมื่อเวลาประมาณ 00:40 น. หลังจากพบเห็นการขับรถแข่งกันบนถนนในอีกย่านหนึ่ง

จากนั้น หน่วยลาดตระเวนทางหลวงรัฐฟลอริดาได้ไล่ตามรถคันดังกล่าวและพยายามใช้ วิธีการ PIT maneuver ซึ่งเป็นการเฉี่ยวชนที่บังโคลนด้านหลังเพื่อให้รถหมุน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

ตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนทางหลวงได้ “ยุติการไล่ล่า” เมื่อรถคันดังกล่าวเร่งความเร็วไปทางย่านอีบอ ซิตี (Ybor City) ซึ่งเป็นย่านประวัติศาสตร์ใกล้ตัวเมือง ก่อนที่สุดท้ายคนขับรถคันดังกล่าวก็สูญเสียการควบคุม ทำให้รถพุ่งเข้าชนผู้คนนับสิบคนที่ยืนอยู่ด้านนอกบาร์ Bradley’s on 7th

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 ศพ และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 1 ศพ มีผู้บาดเจ็บอาการวิกฤตกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล 2 ราย ขณะที่ 7 รายมีอาการทรงตัว และอีก 2 รายได้รับการรักษาและออกจากโรงพยาบาลแล้ว นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยอีก 2 รายที่ปฏิเสธการรักษาในที่เกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุคือนาย ไซลัส แซมป์สัน อายุ 22 ปี ซึ่งถูกจับกุมแล้ว และตอนนี้กำลังถูกควบคุมตัวที่เรือนจำเขต ฮิลส์โบโร เคาน์ตี

เอกสารของศาลระบุว่า แซมป์สันถูกตั้งข้อหา ฆ่าคนตายโดยใช้ยานพาหนะ 4 กระทง และข้อหา หลบหนีหรือหลีกเลี่ยงการจับกุมอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต 4 กระทง ซึ่งทั้งหมดเป็นความผิดอาญาร้ายแรงระดับ 1

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

เรือขนผู้อพยพล่มใกล้พรมแดน ไทย-มาเลเซีย ดับแล้ว 1 ศพ หายอีกนับสิบ

เรือขนผู้อพยพล่มใกล้พรมแดน ไทย-มาเลเซีย ดับแล้ว 1 ศพ หายอีกนับสิบ

10 พ.ย. 2568 01:47 น.

เรือขนผู้อพยพล่มใกล้พรมแดน ไทย-มาเลเซีย ดับแล้ว 1 ศพ หายอีกนับสิบ

เกิดเหตุเรือขนผู้อพยพล่มในทะเลใกล้พรมแดนระหว่างไทยกับมาเลเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และมีผู้สูญหายอีกหลายสิบราย

เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งของประเทศมาเลเซียเปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 ว่า เรือบรรทุกผู้อพยพลำหนึ่ง ล่มใกล้กับเกาะตะรุเตา ในภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยจนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ช่วยผู้รอดชีวิตได้แล้ว 10 ราย และพบศพผู้หญิงลอยอยู่ในทะเล 1 ศพ

เจ้าหน้าที่มาเลเซียเชื่อว่า ผู้ประสบภัยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้อพยพที่มีจำนวนประมาณ 300 คน ซึ่งเดินทางมากับเรือลำใหญ่กว่า ก่อนจะแยกกันเดินทางด้วยเรือเล็ก ในตอนที่พวกเขาเข้าใกล้ประเทศมาเลเซีย

ตามรายงานของสำนักข่าว เบอร์นามา ของมาเลเซีย ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือใกล้กับเกาะลังกาวี รวมถึง ชายชาวเมียนมา 3 คน ชายชาวโรฮีนจา 2 คน และชายชาวบังกลาเทศ 1 คน ส่วนศพที่พบเป็นหญิงชาวโรฮีนจา โดยเจ้าหน้าที่กำลังพยายามค้นหาผู้ประสบภัยที่ยังคงสูญหาย

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวโรฮีนจาจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ตัดสินใจหลบหนีออกจากประเทศเมียนมาที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ เพื่อหลบหนีการกลั่นแกล้งและข่มเหงรังแก

ในขณะที่ความขัดแย้งและสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ ผลักดันให้ชาวโรฮีนจาต้องเสี่ยงชีวิต เดินทางข้ามทะเลเพื่อไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในประเทศมาเลเซีย แม้ว่าการเดินทางจะมีความเสี่ยงสูง

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ผู้ที่หลบหนีเหล่านี้หลายคนต้องจ่ายเงินมากกว่า 3,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 105,000 บาท) เพื่อเป็นค่าเดินทาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 2 ศพ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ อพยพคนนับล้าน

ดับแล้ว 2 ศพ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ อพยพคนนับล้าน

9 พ.ย. 2568 23:40 น.

ดับแล้ว 2 ศพ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ อพยพคนนับล้าน

(ภาพจาก AFP PHOTO /NATIONAL OCEANIC AND ATMOSPHERIC ADMINISTRATION)

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์แล้วในคืนวันอาทิตย์ และกำลังทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นวงกว้าง โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ขณะที่ประชาชนนับล้านคนต้องอพยพหนีพายุ

กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของฟิลิปปินส์ (PAGASA) รายงานว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” (Fung-wong) เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตะวันออกของประเทศแล้ว เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 โดยอิทธิพลของมันทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 2 ศพ ตั้งแต่ตอนยังไม่ขึ้นฝั่ง และทำให้ประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน

PAGASA ระบุว่า พายุลูกนี้ซึ่งมีรัศมีครอบคลุมเกือบทั้งประเทศฟิลิปปินส์ขึ้นฝั่งที่จังหวัด เอาโรรา บนเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลัก เมื่อเวลา 21.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น ไม่กี่วันหลังจากพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” พัดถล่มภาคกลางของประเทศและคร่าชีวิตผู้คนไป 224 ศพ

ไต้ฝุ่นฟงวองขึ้นฝั่งด้วยความเร็วลม 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมันกำลังพัดถล่มพื้นที่หลายส่วนของเกาะลูซอนด้วยฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและเป็นวงกว้าง

พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะที่มีประชากรมากที่สุดของฟิลิปปินส์ อยู่ภายใต้การประกาศเตือนภัยพายุขั้นสูงสุด และขั้นสูงสุดลำดับ 2 ขณะที่เขตเทศบาลกรุงมะนิลากับจังหวัดใกล้เคียงอยู่ภายใต้การเตือนภัยระดับ 3

เพื่อป้องกันไว้ก่อน หน่วยงานกำกับดูแลการบินพลเรือนได้สั่งปิดสนามบินหลายแห่ง รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาติ ไบโคล และสนามบินซังเลย์ ในกรุงมะนิลา

ตามการเปิดเผยของสำนักงานป้องกันภัยพลเรือน อิทธิพลของไต้ฝุ่นฟงวองทำให้มี ผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ 1 รายในจังหวัดคาตันดัวเนส ขณะที่หน่วยดับเพลิงกู้ร่างของหญิงรายหนึ่งที่ติดอยู่ใต้ซากบ้านที่พังถล่มในเมืองคัตบาโลกัน ขึ้นมาได้สำเร็จ

ทั้งนี้ พายุฟงวอง หรือที่ในท้องถิ่นเรียกกันว่า อูวาน (Uwan) เป็นพายุลูกที่ 21 ที่พัดเข้าถล่มฟิลิปปินส์ในปี 2568 นี้ ซึ่งตามปกติจะเผชิญพายุเฉลี่ย 20 ลูกต่อปี

PAGASA คาดการณ์ว่า ตั้งแต่วันจันทร์ พายุฟงวองจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ก่อนจะเปลี่ยนไปเคลื่อนตัวขึ้นเหนือภายในวันอังคาร โดยที่มันจะยังมีความรุนแรงในระดับพายุไต้ฝุ่นต่อไป

จากนั้นภายในวันพุธ (12 พ.ย.) ฟงวองจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ ช่องแคบไต้หวัน และจะอ่อนกำลังลงก่อนขึ้นฝั่งทางตะวันตกของเกาะไต้หวันในวันพฤหัสบดี โดยคาดกันว่า มันจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเคลื่อนที่เข้าสู่ผืนน้ำของหมู่เกาะริวกิว ในฐานะพายุหมุนเขตร้อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง หลังกวาดล้าง KK Park

กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง หลังกวาดล้าง KK Park

9 พ.ย. 2568 22:20 น.

กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง หลังกวาดล้าง KK Park

ทางการเมียนมาดำเนินการทำลายตึกของแก๊งหลอกลวงออนไลน์บริเวณชายแดนติดกับไทยกว่า 150 ตึก ซึ่งพวกเขาค้นพบหลังมีปฏิบัติการบุกทลาย KK Park ศูนย์สแกมเมอร์ชื่อดัง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 กองทัพเมียนมาเปิดเผยว่า พวกเขากำลังรื้อถอนอาคารเกือบ 150 หลัง โดยเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์อันฉาวโฉ่บริเวณชายแดนติดกับประเทศไทย โดยอาคารดังกล่าวมีทั้ง โรงยิม สปา และห้องคาราโอเกะ

ศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชายแดนของประเทศเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับสงครามกลางเมือง และอำนาจปกครองของรัฐบาลครอบคลุมไม่ทั่วถึง โดยอาคารหลายแห่งเป็นที่พักของสมาชิกแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ที่คอยหลอกลวงผู้คนในหลายประเทศสร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

คนงานจำนวนมากตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และถูกหลอกเข้าไปในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ และถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงคน แต่บางส่วนก็เข้าไปด้วยความสมัครใจ

เมื่อเดือนตุลาคม กองทัพเมียนมาเพิ่งมีปฏิบัติการบุกเข้าทลาย KK Park ศูนย์หลอกลวงชื่อฉาว พบนักต้มตุ๋นมากกว่า 2,000 คน และทำให้ประชาชนกว่า 1,500 คน หลบหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศไทย

ในวันอาทิตย์ หนังสือพิมพ์ The Global New Light of Myanmar สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลทหารเมียนมา เผยแพร่การอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าว ระบุว่า เจ้าหน้าที่พบอาคารที่เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวน 148 หลัง ซึ่งรวมถึง อาคารหอพัก โรงพยาบาลสี่ชั้น และอาคารคาราโอเกะสองชั้น

จากจำนวนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ดำเนินการรื้อถอนไปแล้ว 101 หลัง และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการรื้อถอนอาคารที่เหลือ

ด้านสำนักข่าว AFP ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวในเมียนมามาตลอดระบุว่า พวกเขายังไม่สามารถยืนยันรายงานของสื่อเมียนมาได้ แต่คนในพื้นที่ทั้งในเมียนมาและบริเวณชายแดนไทยรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดเป็นระยะ ตั้งแต่กองทัพเมียนมาเริ่มปฏิบัติการบุกทลาย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การบุกปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ของรัฐบาลเมียนมาน่าจะเป็นไปอย่างจำกัด อาจมีการจัดฉากและเผยแพร่ข้อมูลอย่างจำกัด เนื่องจากกองทัพกำลังพยายามสร้างความสมดุลเพื่อบรรเทาแรงกดดันจากนานาชาติให้ปราบปรามศูนย์หลอกลวง โดยที่ยังไม่ทำให้ “ผลกำไร” เสียหายมากเกินไป

ทั้งนี้ จีนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทางทหารหลักของเมียนมากำลังไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมามุ่งเป้าหมายไปที่พลเมืองจีน และถึงขั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต

แต่ผู้เชี่ยวชาญก็คาดว่า การปราบปรามที่หนักหน่วงเกินไปจะส่งผลกระทบต่อ ผลกำไรที่หล่อเลี้ยงกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่รัฐบาลทหารต้องพึ่งพาในสงครามกลางเมือง ที่ครอบงำประเทศแห่งนี้นับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาชนของนาง อองซาน ซูจี เมื่อปี 2564

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ การกดดันซึ่งนำโดยประเทศจีน ส่งผลให้คนงานของแก๊งหลอกลวงในเมียนมากว่า 7,000 คน ถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ไทยได้ดำเนินการ ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เพื่อพยายามจำกัดการทำงานของศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

พบใยแมงมุมใหญ่ที่สุดในโลก 100 ตร.ม. ในถ้ำกรีซ-แอลเบเนีย คาดมีแมงมุมกว่า 1 แสนตัว (คลิป)

พบใยแมงมุมใหญ่ที่สุดในโลก 100 ตร.ม. ในถ้ำกรีซ-แอลเบเนีย คาดมีแมงมุมกว่า 1 แสนตัว (คลิป)

9 พ.ย. 2568 12:29 น.

พบใยแมงมุมใหญ่ที่สุดในโลก 100 ตร.ม. ในถ้ำกรีซ-แอลเบเนีย คาดมีแมงมุมกว่า 1 แสนตัว (คลิป)

นักวิจัยค้นพบใยแมงมุมขนาดมหึมากว่า 100 ตารางเมตร ภายในถ้ำมืดสนิทบริเวณพรมแดนระหว่างแอลเบเนียกับกรีซ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแมงมุมมากกว่า 111,000 ตัว ถือเป็นใยแมงมุมที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

การค้นพบครั้งนี้ ถูกตีพิมพ์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ในวารสาร Subterranean Biology โดยระบุว่า ใยแมงมุมขนาดมหึมานี้ตั้งอยู่ในเขตที่มืดมิดถาวรของถ้ำ และกินพื้นที่ถึง 106 ตารางเมตร ไปตามผนังของทางเดินแคบ ๆ ที่มีเพดานต่ำใกล้ทางเข้าถ้ำ นักวิจัยชี้ว่า โครงสร้างของใยเป็นส่วนผสมของเนื้อเยื่อรูปกรวยนับพันชิ้น

ดร. อิสต์วาน อูรัค รองศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาและหัวหน้าคณะวิจัย กล่าวว่า นี่เป็นหลักฐานแรกของพฤติกรรมการอยู่รวมกันเป็นอาณานิคมในแมงมุมสองสายพันธุ์ทั่วไป และน่าจะเป็นใยแมงมุมที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการค้นพบ

“หากผมพยายามถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่ท่วมท้นเมื่อเห็นใยแมงมุม ผมคงต้องเน้นย้ำถึงความชื่นชม ความเคารพ และความขอบคุณ คุณต้องสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร” ดร. อูรัคกล่าว

อาณาจักรแมงมุมขนาดใหญ่นี้ตั้งอยู่ใน “ถ้ำกำมะถัน” (Cave of Sulphur) ซึ่งเป็นโพรงที่เกิดจากกรดซัลฟิวริกจากการออกซิเดชันของไฮโดรเจนซัลไฟด์ในน้ำใต้ดิน

แม้ว่านักวิจัยชุดนี้จะไม่ใช่กลุ่มแรกที่เห็นใยแมงมุมยักษ์ ที่มีการค้นพบครั้งแรกโดยนักสำรวจถ้ำชาวเช็กในปี 2022 แต่การวิเคราะห์ดีเอ็นเอและตัวอย่างที่เก็บมาในปี 2024 ยืนยันว่า อาณานิคมนี้ประกอบด้วยแมงมุมสองสายพันธุ์ที่พบได้ทั่วไปใกล้ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ได้แก่ Tegenaria domestica หรือที่รู้จักกันในชื่อแมงมุมโรงนา/แมงมุมบ้าน และ Prinerigone vagans

จากการประมาณการของ ดร. อูรัคและทีมงาน พบแมงมุม T. domestica ประมาณ 69,000 ตัว และ P. vagans มากกว่า 42,000 ตัว รวมเป็นกว่า 111,000 ตัว

ดร. อูรัคกล่าวเสริมว่า แม้แมงมุมสองสายพันธุ์นี้จะแพร่หลาย แต่การที่ทั้งสองสปีชีส์มาอยู่ร่วมกันในโครงสร้างใยเดียวกันในจำนวนมหาศาลเช่นนี้ถือเป็น “กรณีที่ไม่เหมือนใคร” และเป็นหนึ่งในอาณานิคมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

“เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องอนุรักษ์อาณานิคมนี้ไว้ แม้จะมีความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจากที่ตั้งของถ้ำซึ่งอยู่ระหว่างสองประเทศก็ตาม” ดร. อูรัคกล่าว พร้อมระบุว่า นักวิจัยกำลังดำเนินการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเปิดเผยรายละเอียดของผู้อยู่อาศัยในถ้ำกำมะถันต่อไป.

ที่มา euronews

แม่บ้านถูกยิงดับ หลังไปบ้านผิดหลังในสหรัฐฯ เจ้าของบ้านอาจถูกตั้งข้อหา

แม่บ้านถูกยิงดับ หลังไปบ้านผิดหลังในสหรัฐฯ เจ้าของบ้านอาจถูกตั้งข้อหา

9 พ.ย. 2568 11:12 น.

แม่บ้านถูกยิงดับ หลังไปบ้านผิดหลังในสหรัฐฯ เจ้าของบ้านอาจถูกตั้งข้อหา

เจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐอินเดียนา สหรัฐฯ กำลังพิจารณาว่าจะตั้งข้อหาทางอาญากับเจ้าของบ้านรายหนึ่งหรือไม่ หลังก่อเหตุยิง นางมาเรีย ฟลอรินดา ริออส เปเรซ พนักงานทำความสะอาดบ้านเสียชีวิต เนื่องจากเธอไปทำงานผิดบ้านด้วยความเข้าใจผิด

ตำรวจเปิดเผยว่า พบร่างของนางเปเรซเสียชีวิตอยู่ในอ้อมแขนของสามี บริเวณเฉลียงหน้าบ้านหลังหนึ่งในย่านเมืองไวท์สทาวน์ รัฐอินเดียนา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (5 พ.ย.) ก่อนเวลา 07.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังรับแจ้งเหตุว่าอาจมีการบุกรุกบ้าน แต่ตำรวจระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ตายและสามีไม่ได้มีท่าทีบุกรุกเข้าไปในบ้าน

นายเมาริซิโอ เวลาซเกซ สามีของผู้เสียชีวิตวัย 32 ปี ซึ่งเป็นคุณแม่ลูกสี่และมีพื้นเพมาจากกัวเตมาลา เปิดเผยว่า เขาต้องการความเป็นธรรมให้กับภรรยา นายเวลลาซเกซกล่าวกระสุนถูกยิงทะลุออกมาจากประตูบ้าน “พวกเขาควรจะโทรเรียกตำรวจก่อน แทนที่จะยิงออกมาโดยไม่มีการเตือนแบบนั้น” เขากล่าวผ่านล่าม

ตำรวจได้ส่งมอบสำนวนคดีนี้ให้สำนักงานอัยการเขตบูน เคาน์ตี พิจารณาอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อตัดสินใจว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาหรือไม่

นายเคนท์ อีสต์วูด อัยการเขตบูน เคาน์ตี กล่าวว่า คดีนี้มีความซับซ้อนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับ กฎหมาย “สแตนด์-ยัวร์-กราวด์” (Stand-Your-Ground Law) ของรัฐอินเดียนา

กฎหมาย “สแตนด์-ยัวร์-กราวด์” ซึ่งมีผลบังคับใช้ในหลายรัฐของสหรัฐฯ อนุญาตให้บุคคลสามารถใช้กำลังที่สมเหตุสมผล รวมถึงกำลังร้ายแรงถึงชีวิต เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ถึงแก่ชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสาหัส

ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยตัวตนของผู้อยู่ในบ้าน หรือผู้ที่ทำการยิง โดยให้เหตุผลว่า คดีนี้เป็น “คดีที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน และอยู่ระหว่างการสอบสวน และไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้” พร้อมทั้งเตือนให้ประชาชนอดทน และระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนทางออนไลน์

เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเป็นข่าวพาดหัวในสหรัฐฯ มาแล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2023 นายราล์ฟ ยาร์ล วัย 16 ปี ถูกยิง 2 นัด หลังจากกดกริ่งผิดบ้านในรัฐมิสซูรี โดย นายแอนดรูว์ เลสเตอร์ วัย 80 กว่าปี ผู้ก่อเหตุ รับสารภาพและเสียชีวิตระหว่างรอการพิพากษาโทษ ส่วนที่รัฐนิวยอร์ก ไคลิน กิลลิส วัย 20 ปี เสียชีวิตหลังถูกยิงเพราะขับรถเข้าไปในทางเข้าบ้านผิดหลัง ปัจจุบันเจ้าของบ้านที่ยิงเธอถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 25 ปี.

ฟิลิปปินส์อพยพประชาชนกว่า 1 แสน “ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวอง” ทวีกำลังจ่อขึ้นฝั่ง

ฟิลิปปินส์อพยพประชาชนกว่า 1 แสน "ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวอง" ทวีกำลังจ่อขึ้นฝั่ง

9 พ.ย. 2568 10:32 น.

ฟิลิปปินส์อพยพประชาชนกว่า 1 แสน “ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวอง” ทวีกำลังจ่อขึ้นฝั่ง

รัฐบาลฟิลิปปินส์อพยพประชาชนมากกว่า 100,000 คนจากพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคเหนือในวันอาทิตย์ หลังพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ทวีกำลังขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น ก่อนจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในช่วงค่ำหรือเช้าวันพรุ่งนี้ โดยมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดฝนตกหนัก ลมแรงระดับทำลายล้าง และคลื่นพายุซัดฝั่งรุนแรง

ทางการประกาศเตือนภัยพายุในหลายพื้นที่ของฟิลิปปินส์ โดยมีการยกระดับเตือนภัยสูงสุดคือ สัญญาณเตือนภัยระดับ 5 ในพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะลูซอน ครอบคลุมจังหวัดคาตันดัวเนส และพื้นที่ชายฝั่งของคามาริเนส นอร์เต และคามาริเนส ซูร์ ขณะที่กรุงมะนิลาและพื้นที่โดยรอบ อยู่ภายใต้ สัญญาณเตือนภัยระดับ 3

ณ เวลา 07.00 น. วันอาทิตย์ (9 พ.ย.) ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฟงวอง หรือที่มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า “อูวัน” อยู่ห่างจากเมืองวิรัก จังหวัดคาตันดัวเนส ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 125 กิโลเมตร ขณะนี้มีความเร็วลมต่อเนื่องที่ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมกระโชกสูงสุดถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขณะนี้ กำแพงตาพายุ ของฟงวองกำลังพัดผ่านพื้นที่ทางตอนเหนือของจังหวัดคาตันดัวเนส ก่อให้เกิดกระแสลมแรง คาดว่าพายุจะขึ้นฝั่งที่จังหวัดออโรรา ทางตอนกลางของเกาะลูซอน ในคืนวันอาทิตย์หรือเช้าตรู่วันจันทร์ ด้วยความรุนแรงสูงสุดหรือใกล้เคียง โดยมีความเร็วลมที่ 195 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นไต้ฝุ่นขณะเคลื่อนตัวข้ามพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของเกาะลูซอน และจะเคลื่อนตัวออกจากทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตกในเช้าวันจันทร์

ภาพที่หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เผยแพร่ในคามาริเนส ซูร์ แสดงให้เห็นถึงปฏิบัติการอพยพเชิงป้องกัน โดยผู้อพยพกำลังขนสัมภาระส่วนตัวจากเรือโดยสารไปยังรถบรรทุกที่จอดรอรับ

หน่วยงานกำกับดูแลการบินพลเรือนรายงานว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศแล้วกว่า 300 เที่ยวบิน

การมาถึงของพายุฟงวอง เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ฟิลิปปินส์ถูกพัดถล่มด้วย ไต้ฝุ่นคัลแมกี ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 204 ราย และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ก่อนจะพัดถล่มเวียดนาม ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 5 ราย และทำลายชุมชนชายฝั่งยับเยิน โดยมีภาพซากเรือประมงถูกกองรวมกันตามถนน และฟาร์มเลี้ยงกุ้งมังกรหลายร้อยแห่งเสียหายในหมู่บ้านชาวประมงหวุงเจียว ทางตอนกลางของเวียดนาม

คาดว่าพายุฟงวองจะเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่รับผิดชอบของฟิลิปปินส์ในวันอังคารนี้ ก่อนจะเคลื่อนตัวย้อนกลับเข้าสู่ขอบเขตทางตะวันตกเฉียงเหนืออีกครั้งในวันพฤหัสบดี พัดข้ามไต้หวัน และออกจากพื้นที่รับผิดชอบของฟิลิปปินส์อย่างถาวรในวันศุกร์.

ที่มา  Reuters  ABS-CBN

พิษ “ชัตดาวน์” สหรัฐฯ ลามหนัก ยืดเยื้อ 39 วัน ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400 เที่ยว

พิษ "ชัตดาวน์" สหรัฐฯ ลามหนัก ยืดเยื้อ 39 วัน ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400 เที่ยว

9 พ.ย. 2568 10:11 น.

พิษ “ชัตดาวน์” สหรัฐฯ ลามหนัก ยืดเยื้อ 39 วัน ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400 เที่ยว

สถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 39 ยังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเดินทางทางอากาศ โดยในวันเสาร์ที่ผ่านมา มีการยกเลิกเที่ยวบิน ที่มีจุดหมายปลายทาง เข้า-ออก หรือภายในประเทศสหรัฐฯ มากกว่า 1,400 เที่ยวบิน หลังสายการบินต่าง ๆ ถูกสั่งให้ลดจำนวนการจราจรทางอากาศลง

นอกจากนี้ ยังมีเที่ยวบินที่เกิดความล่าช้าเกือบ 6,000 เที่ยวบิน แม้ว่าจะลดลงจากวันศุกร์ที่ล่าช้ากว่า 7,000 เที่ยวบิน ตามรายงานของ FlightAware ผู้ติดตามข้อมูลเที่ยวบิน

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ได้ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ว่า จะลดขีดความสามารถในการรองรับการจราจรทางอากาศลงสูงสุดร้อยละ 10 ในสนามบินที่พลุกพล่านที่สุด 40 แห่งของประเทศ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ ซึ่งเป็นแรงงานสำคัญที่ต้องทำงานโดยไม่มีค่าจ้างในช่วงชัตดาวน์ รายงานว่าเกิดอาการอ่อนล้า

สหภาพแรงงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศเหล่านี้ซึ่งถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนอาจจำเป็นต้องหยุดงานหรือหารายได้เสริมเพื่อประทังชีวิต ส่งผลให้หลายรายล้มป่วยหรือขาดงาน

รายงานจาก FAA ระบุว่า สนามบิน นวร์ก ลิเบอร์ตี อินเตอร์เนชันแนล ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ กำลังประสบปัญหาความล่าช้ามากที่สุด โดยในช่วงบ่ายวันเสาร์ เที่ยวบินขาเข้าสนามบินนี้ ล่าช้าโดยเฉลี่ยกว่า 4 ชั่วโมง ขณะที่เที่ยวบินขาออกล่าช้าเฉลี่ย 1.5 ชั่วโมง สำหรับสนามบินที่มีเที่ยวบินถูกยกเลิกมากที่สุดในวันเสาร์ ได้แก่ สนามบินชาร์ลอตต์/ดักลาส, นวร์ก ลิเบอร์ตี อินเตอร์เนชันแนล, และ ชิคาโก โอแฮร์ อินเตอร์เนชันแนล

FAA ประกาศว่า การลดจำนวนเที่ยวบินจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มลด 4% ในวันศุกร์ และจะเพิ่มเป็น 6% ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน, 8% ภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน และลดเต็มพิกัด 10% ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้กับวันหยุดวันขอบคุณพระเจ้า (27 พ.ย.) ซึ่งเป็นหนึ่งในฤดูกาลท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดของสหรัฐฯ

นอกจากเที่ยวบินพาณิชย์แล้ว นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ ยังระบุผ่านโพสต์บน X ว่าได้มีการจำกัดการใช้ เครื่องบินส่วนตัวในสนามบินที่มีการจราจรหนาแน่น โดยให้ไปใช้สนามบินขนาดเล็กแทน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ควบคุมฯ มุ่งเน้นไปที่เที่ยวบินพาณิชย์เป็นหลัก

การชัตดาวน์ยังส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสนามบิน (TSA) กว่า 64,000 คน ที่ไม่ได้รับค่าจ้างเช่นกัน โดยเคยมีรายงานว่า ในช่วงชัตดาวน์ปี 2018 เจ้าหน้าที่ TSA ถึง 10% เลือกที่จะหยุดอยู่บ้านมากกว่าทำงานฟรี

จนถึงขณะนี้ การชัตดาวน์ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ยืดเยื้อยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยพรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากเกี่ยวกับมติการจัดสรรเงินทุนเพื่อเปิดทำการรัฐบาล วุฒิสมาชิกยังคงอยู่ในกรุงวอชิงตันในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อเจรจาข้ามพรรคเพื่อหาทางยุติปัญหาที่เริ่มส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวอเมริกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องความช่วยเหลือด้านอาหารที่ถูกตัดลดและการเดินทางทางอากาศที่ปั่นป่วน

ด้าน อเมริกัน แอร์ไลน์ส ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ เรียกร้องให้ “ผู้นำในวอชิงตัน ดี.ซี. หาทางยุติภาวะชัตดาวน์ในทันที”.

ที่มา BBC