ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

8 พ.ย. 2568 04:54 น.

ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

ตำรวจญี่ปุ่นรวบผู้ต้องสงสัย 7 รายร่วมแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมตัวเป็นจนท.สมาคมธนาคาร ล่อลวงคนชราให้ส่งบัตรเอทีเอ็ม ก่อนกดเงินเกลี้ยงบัญชี สูญเงินไปรวมกว่า 9 แสนบาท

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว NHK รายงานว่า ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันหลอกลวงหญิงวัย 80 ปี ในจังหวัดไซตามะ ด้วยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของสมาคมธนาคาร ให้เหยื่อส่งบัตรเอทีเอ็มภายใต้ข้ออ้างว่าจะออกบัตรใหม่ และหลังได้บัตรไปทางแก๊งคนร้ายใช้บัตรกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม รวมมูลค่า 4 ล้านเยน หรือประมาณ 960,000 บาท

ตำรวจระบุว่า แก๊งนี้มีโครงสร้างชัดเจน สมาชิกบางรายทำหน้าที่โทรหลอก บางรายรับเงิน และบางรายคอยถอนเงินจากตู้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้แล้ว 29 คน ตั้งแต่ปี 2566

จากการสืบสวนและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าผู้ต้องสัยที่มีชื่อว่า นายทาคาฮาชิ มูเนมาสะ อายุ 40 ปี มีบทบาทเป็นหัวหน้าแก๊งและควบคุมเงินที่ได้จากการฉ้อโกง คาดว่าความเสียหายรวมจากการก่อเหตุในช่วงราว 30 เดือนสูงถึง 2.2 พันล้านเยน หรือประมาณ 520 ล้านบาท.

“เจมส์ วัตสัน” บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

"เจมส์ วัตสัน" บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

8 พ.ย. 2568 04:28 น.

“เจมส์ วัตสัน” บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

“เจมส์ วัตสัน” นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้ร่วมค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ของ DNA เสียชีวิตแล้วในวัย 97 ปี หลังอุทิศชีวิตให้กับงานวิจัยทางพันธุศาสตร์นานหลายทศวรรษ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายเจมส์ วัตสัน นักชีววิทยาชาวอเมริกัน ผู้ร่วมค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ (DNA double helix) และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ปี 2505 เสียชีวิตแล้วในวัย 97 ปี โดยห้องปฏิบัติการโคลด์ สปริง ฮาร์เบอร์ (Cold Spring Harbor Laboratory) ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาทำงานวิจัยมานานหลายสิบปี ได้ยืนยันข่าวการเสียชีวิต

โดยนายวัตสันร่วมกับนายฟรานซิส คริก และนายมอริซ วิลคินส์  ค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอเมื่อปี 2496 จากภาพถ่ายผลึกเอ็กซ์เรย์ของโรซาลินด์ แฟรงคลิน ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ได้เปิดประตูสู่วงการพันธุศาสตร์สมัยใหม่และเป็นรากฐานสำคัญของชีววิทยาระดับโมเลกุล และในปี 2505 ทั้งสามได้รับรางวัลโนเบลร่วมกันจากผลงานนี้  

อย่างไรก็ตาม ช่วงบั้นปลายชีวิตของเขากลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง  จากบทสัมภาษณ์กับนิตยสารไทมส์ ในปี 2550 ที่เขาได้กล่าวแสดงความคิดเห็นเชื่อมโยงเรื่องเชื้อชาติและสติปัญญาว่า เขามองอนาคตของแอฟริกาอย่างสิ้นหวัง เพราะนโยบายทางสังคมของเราสร้างขึ้นจากความเชื่อว่าพวกเขามีสติปัญญาเท่ากับเรา ซึ่งผลทดสอบกลับบอกว่าไม่ใช่ 

ต่อมาถ้อยคำนี้ทำให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย ของ Cold Spring Harbor Laboratory และในปี 2562 เขายังจุดชนวนความไม่พอใจอีกครั้ง หลังให้สัมภาษณ์ซ้ำในทำนองเดิม ส่งผลให้สถาบันตัดสินใจถอดเกียรติและตำแหน่งทั้งหมด พร้อมออกแถลงการณ์ระบุว่า คำพูดของดร.วัตสันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์ 

นอกจากนี้ ในปี 2557 นายวัตสันเคยขายเหรียญทองรางวัลโนเบลของเขาในการประมูล  ได้เงินราว 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 170 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าต้องการขายเพราะถูกวงการวิทยาศาสตร์ทอดทิ้งหลังคำพูดอื้อฉาวเรื่องเชื้อชาติ ซึ่งแม้ชีวิตของเขาจะเต็มไปด้วยข้อถกเถียง แต่มรดกทางวิทยาศาสตร์ของเขายังคงเป็นรากฐานสำคัญของความเข้าใจในเรื่องพันธุกรรมของมนุษยชาติ ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าการแพทย์และวิทยาศาสตร์โลกไปตลอดกาล.

ที่มา CNN

สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

8 พ.ย. 2568 04:08 น.

สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

วิกฤตชัตดาวน์สหรัฐฯ ลากยาว ระบบควบคุมการบินสะดุดต้องสั่งลดเที่ยวบินใน 40 สนามบินหลัก กระทบกว่า 2,000 เที่ยวบิน ที่ต้องยกเลิกหรือดีเลย์ คมนาคมเตือนหากยังไร้ข้อตกลงตัวเลขลดเที่ยวบินจะพุ่ง 20% 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า สถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมากว่า 38 วัน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการบินของประเทศ โดยสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration-FAA) สั่งให้สายการบินลดเที่ยวบินภายในประเทศลง 4% ในสนามบินหลัก 40 แห่ง รวมถึงนิวยอร์ก ชิคาโก และแอตแลนตา เพื่อบรรเทาความตึงเครียดของเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินที่ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

ล่าสุด มีรายงานว่ามีเที่ยวบินภายในสหรัฐฯ มากกว่า 2,900 เที่ยวที่ล่าช้า และอีกกว่า 1,200 เที่ยวถูกยกเลิกในวันเดียว สายการบินยักษ์ใหญ่ อาทิ เดลตา ยูไนเต็ด และอเมริกัน แอร์ไลน์ ประกาศคืนเงินเต็มจำนวนให้ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดให้เปลี่ยนเที่ยวบินโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

ทางด้านนางซาราห์ เนลสัน ประธานสมาคมแอร์โฮสเตสแห่งสหรัฐฯ  แถลงเรียกร้องให้ยุติภาวะชัตดาวน์โดยเร็ว ระบุว่า ระบบการบินของประเทศยังดำเนินต่อได้เพราะเจ้าหน้าที่แอร์ทราฟฟิกและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสนามบินทำงานทั้งที่ไม่ได้รับเงิน ขณะที่เจ้าหน้าที่สนับสนุนหลายหมื่นคนถูกสั่งพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ความปลอดภัยไม่ควรถูกนำมาเล่นเกมการเมือง 

ขณะที่นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ เตือนว่า หากการชัตดาวน์ยังคงดำเนินต่อ ตัวเลขการลดเที่ยวบินอาจเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 15–20% ภายในสัปดาห์หน้า และถ้าไม่รีบหาทางออก เราจะเห็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินลาออกเพิ่มขึ้น และนั่นจะยิ่งทำให้ระบบการบินชะงักไปกว่าเดิม  พร้อมระบุว่า แม้รัฐบาลจะกลับมาเปิดทำการในทันที สายการบินก็ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ วิกฤตครั้งนี้สะท้อนผลกระทบจากการเมืองที่ไร้ทางออก ระหว่างพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ที่ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องงบประมาณ ทำให้พนักงานของรัฐหลายแสนคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่อุตสาหกรรมการบินของสหรัฐฯ กำลังเผชิญความไม่มั่นคงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายปี.

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

7 พ.ย. 2568 16:20 น.

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

เกิดเหตุระเบิดขึ้นในพื้นที่โรงเรียน SMAN 72 เขตเกลาปากาดิง ทางเหนือของกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (7 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 54 ราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างเร่งด่วน

พลตำรวจตรี อาเซป เอดิ ซูเฮรี ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจาการ์ตา แถลงผ่านโทรทัศน์ว่า จำนวนผู้ที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอยู่ที่ 54 คน โดยระบุว่า อาการบาดเจ็บมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงสาหัส ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีบาดแผลถูกไฟไหม้ และยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดครั้งนี้

รายงานของสื่ออินโดนีเซียระบุว่า ระบุว่าพบอาวุธที่มีคำว่า “ยินดีต้อนรับสู่นรก” เขียนอยู่ ข้อมูลระบุว่า การระเบิดครั้งแรกเกิดขึ้นที่ห้องละหมาดของโรงเรียน ระหว่างพิธีละหมาดวันศุกร์ เมื่อเวลาประมาณ 12.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ต่อมาเกิดการระเบิดครั้งที่สองที่ประตูด้านหลังของโรงเรียน คาดว่าแหล่งที่มาของการระเบิดน่าจะมาจากวัตถุไม่ทราบชนิดซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังอาคารเรียน

หลังเกิดเหตุ นักเรียนที่สวมชุดเครื่องแบบได้ถูกอพยพออกจากพื้นที่โรงเรียนทันที บริเวณหน้าประตูโรงเรียนมีชาวบ้านและผู้ปกครองจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อรับบุตรหลาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เปิดเผยที่มาของการระเบิดในทันที ขณะที่กองกำลังตำรวจเคลื่อนที่เร็วพร้อมอุปกรณ์เต็มรูปแบบและตำรวจทหารเรือได้เดินทางเข้ามายังพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว และได้ขอให้ประชาชนถอยห่างจากพื้นที่โรงเรียนประมาณ 50 เมตร เพื่อทำการปิดกั้นและตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า มีความเป็นไปได้ที่เหตุระเบิดจะเกิดขึ้นในขณะที่นักเรียนกำลังประกอบพิธี ละหมาดวันศุกร์ จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงดำเนินการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และยังไม่มีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของการระเบิดที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งนี้

จากผลการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการระเบิดดังกล่าวเกิดจากวัตถุระเบิดที่ประดิษฐ์เองหรือเป็นผลจากความประมาทในการใช้สารเคมี/ไฟฟ้าในโรงเรียน.

ที่มา KOMPAS tvOnenews

สถานทูตฝรั่งเศสชวนร่วมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568

สถานทูตฝรั่งเศสชวนร่วมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568

7 พ.ย. 2568 14:26 น.

สถานทูตฝรั่งเศสชวนร่วมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568

สถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ชวนร่วมชมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568 โดยปีนี้มีการปรับรูปแบบเพื่อแสดงความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ชวนร่วมชมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568 เพื่อแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยในปีนี้สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ ได้ปรับรูปแบบการจัดงาน โดยยังคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส

การจัดงานปีที่ 12 นี้สะท้อนแนวคิด “ผสานขนบธรรมเนียมและความร่วมสมัย” ให้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนผ่านงานศิลปะร่วมสมัย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ศิลปินกว่า 200 คน จากแกลเลอรี่กว่า 80 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ มาร่วมถ่ายทอดผลงานสร้างสรรค์ภายใต้เจตนารมณ์การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและมิตรภาพระหว่างฝรั่งเศส-ไทย ระหว่างวันที่ 14–15 พฤศจิกายน 2568 ที่จังหวัดเชียงใหม่ และ 21–22 พฤศจิกายน 2568 ที่กรุงเทพฯ

งาน Galleries’ Nights จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2556 โดยสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาล “Nuit Blanche” (The Sleepless Night) ของประเทศฝรั่งเศสที่เนรมิตเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงปารีส ให้เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะขนาดใหญ่ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงงานศิลปะอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งค่ำคืน กิจกรรม Galleries’ Nights ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องและได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป โดยในปี 2567 มีการจัดแสดงผลงานในแกลเลอรีมากกว่า 100 แห่งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่ และมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน

วัตถุประสงค์ของกิจกรรม Galleries’ Nights คือการส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงศิลปะได้อย่างเท่าเทียม โดยเน้นบทบาทของศิลปะในฐานะแรงบันดาลใจ เครื่องมือสะท้อนสังคม และสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง ทั้งนี้ คณะผู้จัดยังมุ่งยกระดับกิจกรรมสู่เทศกาลศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับประเทศ ด้วยการขยายการจัดกิจกรรมสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมศิลปะในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาทางวัฒนธรรมและสังคมอย่างยั่งยืน

สำหรับไฮไลต์ประจำปี 2568 จะเป็นเรื่องของการส่งเสริมบทบาทสตรีในวงการศิลปะ โดยนำเสนอศิลปะที่ผสานความเป็นไทยดั้งเดิมกับแนวทางร่วมสมัย สะท้อนการพัฒนาทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ พร้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยและศิลปินท้องถิ่นสู่นานาชาติ อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปี ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส

กิจกรรมในปีนี้ยังเน้นประเด็นความเท่าเทียมทางเพศโดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กร Archives of Women Artists, Research & Exhibitions (AWARE) จากประเทศฝรั่งเศส โดยจะมีการระบุสัญลักษณ์พิเศษ ณ แกลเลอรีที่จัดแสดงผลงานของศิลปินสตรี เพื่อเชิดชูบทบาทของสตรีในวงการศิลปะ นอกจากนี้ ในพิธีปิดงาน ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน องค์กร AWARE และ Asia Art Archive มีกำหนดเปิดตัวโครงการ “The Flow of History: Southeast Asian Women Artists” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตวัฒนธรรมของฝรั่งเศสที่ส่งเสริมบทบาทของสตรีในอุตสาหกรรมศิลปะร่วมสมัย

รายละเอียดกิจกรรม Galleries’ Nights 2025

Galleries’ Nights 2025 จะจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14–15 พฤศจิกายน และที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 21–22 พฤศจิกายน โดยมีศิลปินกว่า 200 คน ร่วมจัดแสดงผลงาน ณ แกลเลอรีกว่า 80 แห่ง พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าชมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพิธีปิดจะจัดขึ้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพฯ โดยจะมีการแสดงพิเศษโดย นายจิตติ ชมพี หรือครูโอ๋ ศิลปิน ผู้กำกับ และออกแบบการแสดงที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการเต้นร่วมสมัย ปิดท้ายด้วยงานเลี้ยงรับรอง จัดโดยฝ่ายวัฒนธรรมและความร่วมมือประจำสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

นอกจากนี้ กิจกรรมยังได้รับการสนับสนุนจากบริษัท MuvMi ซึ่งให้บริการรถสามล้อไฟฟ้าฟรีในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 28 เส้นทาง ขณะที่ผู้เข้าร่วมในจังหวัดเชียงใหม่สามารถใช้บริการรถสองแถวสีแดงสาธารณะ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสามารถรับแผนที่กิจกรรมได้ที่แกลเลอรีที่เข้าร่วมกิจกรรม หรือดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ galleriesnights.com.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สถานทูตฝรั่งเศส

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิด หลังสหรัฐฯ อนุมัติเกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิด หลังสหรัฐฯ อนุมัติเกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์

7 พ.ย. 2568 13:01 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิด หลังสหรัฐฯ อนุมัติเกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์

กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิดอย่างน้อยหนึ่งลูกลงสู่ทะเลตะวันออก หรือที่รู้จักกันว่า “ทะเลญี่ปุ่น” วันนี้ (7 พ.ย.) เพียงประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้อนุมัติแผนการของเกาหลีใต้ในการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

นักวิเคราะห์ระบุว่า แผนการของเกาหลีใต้ในการสร้างเรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานปรมาณูนั้น มีแนวโน้มที่จะได้รับการตอบสนองที่แข็งกร้าวจากเกาหลีเหนือ คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ แถลงว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิดไปยังทะเลตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อทะเลญี่ปุ่น

ด้านนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น ระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวตกในทะเลนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น โดยไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บ

เกาหลีเหนือได้เพิ่มการทดสอบขีปนาวุธอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่ามีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงความสามารถในการโจมตีที่แม่นยำ ท้าทายทั้งสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ รวมถึงทดสอบอาวุธก่อนที่จะอาจส่งออกไปยังรัสเซีย

อัน ชาน-อิล ผู้แปรพักตร์ที่ผันตัวมาเป็นนักวิจัย กล่าวว่า “จากมุมมองของเกาหลีเหนือ ความเป็นไปได้ของการโจมตีอย่างกะทันหันจากทะเลตะวันออกอาจเกิดจากความวิตกกังวล” “หากเกาหลีใต้ได้รับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ พวกเขาจะสามารถเข้าสู่น่านน้ำเกาหลีเหนือ และเฝ้าระวังหรือสกัดกั้นอาวุธต่าง ๆ เช่น ขีปนาวุธนำวิถีจากเรือดำน้ำ (SLBMs) ได้ล่วงหน้า”

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ต่างจากเรือดำน้ำดีเซลตรงที่ไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อชาร์จแบตเตอรี่บ่อยครั้ง ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า การพัฒนาเรือดำน้ำประเภทนี้จะถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและกองทัพเรือของเกาหลีใต้ โดยที่มีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่มีเรือประเภทนี้

นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดระหว่างคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ กับประธานาธิบดีทรัมป์ใน ปี 2019 ล้มเหลว เกาหลีเหนือได้ประกาศหลายครั้งว่าเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่ “ไม่สามารถย้อนกลับได้” และคิม จอง อึน ก็มีความกล้าหาญมากขึ้นจากสงครามในยูเครน โดยได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย

เกาหลีเหนือไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของทรัมป์ที่จะเข้าพบกับคิมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่โช ซอน ฮุย รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ กลับเดินทางเยือนรัสเซีย ซึ่งเธอและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ตกลงที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี

อย่างไรก็ตาม อี ซอง-คเวิน สมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้กล่าวเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า หน่วยงานสายลับของเกาหลีใต้เชื่อว่าคิม จอง อึน ยังคงเปิดรับการเจรจากับสหรัฐฯ และจะดำเนินการติดต่อเมื่อเงื่อนไขเหมาะสม แม้ว่าการประชุมที่เสนอระหว่างคิมกับทรัมป์จะไม่เกิดขึ้น “สัญญาณหลายอย่างบ่งชี้” ว่าเกาหลีเหนือ “ได้เตรียมการเบื้องหลังสำหรับการเจรจากับสหรัฐฯ ที่เป็นไปได้”.

นักเคลื่อนไหวอินโดนีเซียค้านแผนเสนอชื่อ “ซูฮาร์โต” เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ หวั่นฟอกขาวประวัติศาสตร์

นักเคลื่อนไหวอินโดนีเซียค้านแผนเสนอชื่อ "ซูฮาร์โต" เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ หวั่นฟอกขาวประวัติศาสตร์

7 พ.ย. 2568 12:39 น.

นักเคลื่อนไหวอินโดนีเซียค้านแผนเสนอชื่อ “ซูฮาร์โต” เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ หวั่นฟอกขาวประวัติศาสตร์

นักเคลื่อนไหวประมาณ 100 คน ได้รวมตัวประท้วงในกรุงจาการ์ตา ของอินโดนีเซีย  เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกแผนการมอบสถานะ “วีรบุรุษแห่งชาติ” ให้แก่ “ซูฮาร์โต” อดีตผู้นำเผด็จการผู้ล่วงลับ ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับการฟอกขาวประวัติศาสตร์

กระทรวงกิจการสังคมและกระทรวงวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย ได้เสนอชื่อซูฮาร์โตพร้อมกับอีก 48 คนต่อ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เพื่อรับการยกย่องเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ ซึ่งเป็นเกียรติที่มอบให้ทุกปีในวันที่ 10 พฤศจิกายน แก่ผู้ที่ถือว่าได้สร้างคุณูปการสำคัญต่อประเทศ

อินโดนีเซียเผชิญกับทศวรรษของการปกครองที่กดขี่ภายใต้ระบอบ “ระเบียบใหม่” ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพของซูฮาร์โต เขากุมอำนาจเป็นเวลา 32 ปี ก่อนจะถูกบังคับให้ลงจากตำแหน่งในปี 1998 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ การประท้วงครั้งใหญ่ และเหตุจลาจลนองเลือดในกรุงจาการ์ตา

กลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี โดยโต้แย้งว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทุจริตของซูฮาร์โต ทำให้เขาไม่สมควรได้รับตำแหน่งวีรบุรุษ บางคนชูป้ายที่มีข้อความว่า “หยุดการฟอกขาวนายพลนักฆ่า” และ “ผู้คนนับพันตาย แต่ประเทศเลือกที่จะลืม”

ประธานาธิบดีปราโบโว ซึ่งได้รับเลือกเมื่อปีที่แล้ว ได้เคยกล่าวชื่นชมซูฮาร์โต อดีตพ่อตาของเขาอย่างเปิดเผย พร้อมทั้งหันไปใช้กองทัพมากขึ้นในการดำเนินวาระของรัฐบาล

กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่เข้าร่วมการประท้วง ได้แก่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อินโดนีเซีย และ คณะกรรมการผู้สูญหายและเหยื่อความรุนแรง (KontraS)

วิร์ดินดา ลา โอด อาหมัด ตัวแทนจาก KontraS กล่าวว่า “ถ้าเขาสมควรเป็นวีรบุรุษ เหตุใดเขาจึงต้องลงจากตำแหน่ง และเหตุใดระบอบระเบียบใหม่จึงต้องถูกโค่นล้ม?”

กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มยังได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและประธานาธิบดีปราโบโว เพื่อคัดค้านแผนการนี้

ฟัดลี ซอน รัฐมนตรีวัฒนธรรม กล่าวว่า การเสนอชื่อผู้สมัครวีรบุรุษแห่งชาติได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชนแล้ว และยืนยันว่า “เราได้ทำการศึกษาแล้ว ทุกคนมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด”

นักประวัติศาสตร์และนักเคลื่อนไหวกล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 500,000 คน นับตั้งแต่ปลายปี 1965 หลังจากที่นายพลซูฮาร์โตในขณะนั้น ขึ้นสู่อำนาจหลังจากการรัฐประหารของคอมมิวนิสต์ที่ประสบความล้มเหลว โดยซูฮาร์โตเป็นผู้บัญชาการทหารคนสำคัญในขณะนั้น.

ที่มา Reuters

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้ครั้งใหญ่ สั่งอพยพพลเรือน อ้างเป้าหมายคือ “ฮิซบอลเลาะห์”

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้ครั้งใหญ่ สั่งอพยพพลเรือน อ้างเป้าหมายคือ "ฮิซบอลเลาะห์"

7 พ.ย. 2568 11:25 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้ครั้งใหญ่ สั่งอพยพพลเรือน อ้างเป้าหมายคือ “ฮิซบอลเลาะห์”

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างหนักในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวันพฤหัสบดี หลังออกคำสั่งอพยพประชาชนในหลายพื้นที่ โดยอ้างว่ากลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์กำลังพยายามสร้างขีดความสามารถทางทหารขึ้นใหม่ในภูมิภาคดังกล่าว

เหตุโจมตีเกิดขึ้นแม้ทั้งสองฝ่ายจะมีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อหนึ่งปีก่อน ซึ่งมีเป้าหมายยุติการสู้รบยืดเยื้อระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน และหลังจากที่กองทัพเลบานอนพยายามรื้อถอนฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในพื้นที่ตอนใต้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 1 คนและบาดเจ็บอีก 1 คนจากการทิ้งระเบิดในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

พันเอกอาวีไค อัดราอี โฆษกกองทัพอิสราเอล ออกคำสั่งอพยพประชาชน 3 หมู่บ้านพร้อมกันผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ครอบคลุมพื้นที่ไอตา อัล-ญะบัล, อัล-ต็อยยิบะฮ์ และเทียร์ เด็บบา ก่อนจะมีคำสั่งเพิ่มเติมอีกสองฉบับสำหรับเมืองอื่นในภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ห่างจากชายแดนอิสราเอลเพียง 4 กิโลเมตร ไปจนถึงเหนือสุดราว 24 กิโลเมตร โดยสั่งให้ประชาชนอยู่ห่างจากจุดที่ระบุอย่างน้อย 500 เมตร หน่วยป้องกันภัยพลเรือนเลบานอนเร่งช่วยอพยพประชาชนออกจากพื้นที่

การโจมตีเริ่มขึ้นประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ส่งผลให้ควันหนาทึบลอยคลุ้งทั่วท้องฟ้า สร้างความวิตกว่ากองทัพอิสราเอลอาจกลับมาเปิดปฏิบัติการทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ในเลบานอนอีกครั้ง หลังผู้นำอิสราเอลเคยขู่จะดำเนินการหากรัฐบาลเลบานอนไม่สามารถปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ได้สำเร็จ

ฟารีด นะห์นูห์ นายกเทศมนตรีเมืองเทียร์ เด็บบา กล่าวว่าพื้นที่อยู่ในสถานการณ์อันตรายอย่างยิ่ง “หากยังดำเนินไปในทิศทางนี้ ความหวังใดๆ จะหมดสิ้น และไม่มีใครคาดเดาได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร”

แม้อิสราเอลจะโจมตีภาคใต้ของเลบานอนเป็นระยะตลอดปีที่ผ่านมา โดยอ้างว่ามุ่งเป้าฐานที่มั่นและสมาชิกของฮิซบอลเลาะห์ แต่ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่มีการออกคำสั่งอพยพล่วงหน้า

โฆษกรัฐบาลอิสราเอล โชช เบดโรเซียน แถลงว่า “อิสราเอลจะปกป้องพรมแดนของตนทุกด้าน และจะยืนยันให้มีการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ เราจะไม่ยอมให้ฮิซบอลเลาะห์กลับมาเสริมกำลังหรือฟื้นศักยภาพทางทหารที่ถูกทำลายไปในสงครามปี 2023–2024”

ด้านฮิซบอลเลาะห์ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ยังยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง แต่ย้ำว่ามี “สิทธิ์อันชอบธรรมในการต่อต้านอิสราเอล” กลุ่มยังคงปฏิเสธที่จะปลดอาวุธทั้งหมด แต่ไม่ได้ขัดขวางภารกิจของกองทัพเลบานอนในพื้นที่ และไม่ได้ยิงตอบโต้ตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงเริ่มมีผลเมื่อปีที่แล้ว

กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) ระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลเป็นการละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1701 ซึ่งออกในปี 2006 เพื่อรักษาสันติภาพตามแนวพรมแดนเลบานอน-อิสราเอล พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการโจมตีทันที และขอให้ทุกฝ่ายในเลบานอนหลีกเลี่ยงการตอบโต้ที่จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

กองทัพเลบานอนออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีว่า เป็นการกระทำทำลายล้างของศัตรู ที่มุ่งบ่อนทำลายเสถียรภาพของเลบานอนและขยายความเสียหายทางตอนใต้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการประชุมคณะรัฐมนตรีเลบานอน เพื่อรับฟังรายงานจากโรดอล์ฟ ไฮคาล ผู้บัญชาการกองทัพ เกี่ยวกับความคืบหน้าในการยึดอาวุธจากคลังของฮิซบอลเลาะห์ในพื้นที่ตอนใต้ โดยกองทัพเลบานอนตั้งเป้าจะเคลียร์พื้นที่ทั้งหมดจากอาวุธนอกการควบคุมของรัฐภายในสิ้นปีนี้

รายงานระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายของการโจมตีคือโรงงานเหล็กในเมืองอับบาซิยะฮ์ ที่ถูกทำลายจนหมดสิ้น เจ้าของโรงงาน อาหมัด อัล-กัยยาล กล่าวว่า “ร้านนี้ช่วยสร้างรายได้ให้กับ 5-6 ครอบครัว เราเป็นช่างเหล็ก ทำเก้าอี้ โต๊ะ ประตู หน้าต่าง ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับสงคราม”.

ที่มา Reuters

พายุคัลแมกีถล่มเวียดนาม ลมแรงฝนหนัก ดับแล้ว 2 ศพ อพยพหนีกว่า 5 แสนคน

พายุคัลแมกีถล่มเวียดนาม ลมแรงฝนหนัก ดับแล้ว 2 ศพ อพยพหนีกว่า 5 แสนคน

7 พ.ย. 2568 11:02 น.

พายุคัลแมกีถล่มเวียดนาม ลมแรงฝนหนัก ดับแล้ว 2 ศพ อพยพหนีกว่า 5 แสนคน

เวียดนามโดนไต้ฝุ่นคัลแมกีถล่ม เจอลมกระโชกแรงและฝนตกหนักต่อเนื่อง ต้นไม้โค่นล้ม อาคารบ้านเรือนเสียหายหลายจุด ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

สื่อของรัฐเวียดนามรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 คน ในจังหวัดซายลายและ ดั๊กลัก ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่ง อพยพประชาชนมากกว่า 537,000 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยบางหมู่บ้านต้องใช้เรือช่วยเคลื่อนย้ายประชาชนหนีน้ำท่วม หลังฝนตกหนักต่อเนื่องจนระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

พื้นที่ตอนกลางของเวียดนามหลายแห่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักเป็นสถิติใหม่ตั้งแต่ก่อนพายุจะขึ้นฝั่งอยู่แล้ว ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยคาดว่าไต้ฝุ่นคัลแมกีจะเทฝนเพิ่มอีกกว่า 60 เซนติเมตร ในบางพื้นที่ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

กระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามระบุว่า คัลแมกีถือเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงผิดปกติสำหรับเดือนพฤศจิกายน โดยมีความเร็วลมเฉลี่ยถึง 183 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกสูงสุดถึง 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะเคลื่อนผ่านทะเลจีนใต้เข้าสู่แผ่นดิน

คลื่นสูงกว่า 3 เมตร ซัดเข้าชายฝั่งในเมืองท่องเที่ยว ดานังและสร้างความเสียหายในจังหวัด ดั๊กลัก ที่มีต้นไม้ใหญ่หักโค่นจำนวนมาก ขณะที่เมืองชายฝั่ง กวีเญินมีรายงาน ไฟฟ้าดับหลายชั่วโมง หลังพายุพัดถล่มอย่างหนักตลอดคืน

นักอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า การเกิดไต้ฝุ่นคัลเมกีที่มีความรุนแรงระดับนี้ในช่วงปลายปี ถือเป็นสัญญาณของ ความผิดปกติทางสภาพภูมิอากาศ จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งอาจทำให้พายุในภูมิภาคนี้เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นในอนาคต.

ที่มา : Channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้ฝุ่นคัลแมกี

ผู้ถือหุ้นเทสลาไฟเขียว แผนค่าตอบแทน “อีลอน มัสก์” 32 ล้านล้านบาท ผ่านฉลุย

ผู้ถือหุ้นเทสลาไฟเขียว แผนค่าตอบแทน "อีลอน มัสก์" 32 ล้านล้านบาท ผ่านฉลุย

7 พ.ย. 2568 10:55 น.

ผู้ถือหุ้นเทสลาไฟเขียว แผนค่าตอบแทน “อีลอน มัสก์” 32 ล้านล้านบาท ผ่านฉลุย

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นให้รับแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32.4 ล้านล้านบาท ถือเป็นข้อตกลงค่าจ้างที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท หลังที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของเทสลาที่โรงงานในเมืองออสติน รัฐเทกซัส ลงมติสนับสนุนมากกว่า 75% โดยมัสก์ปรากฏตัวขึ้นบนเวทีพร้อมหุ่นยนต์เต้นประกอบอย่างอลังการ

ข้อตกลงนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่ออนาคตของเทสลา ซึ่งมัสก์ตั้งเป้าจะเปลี่ยนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้กลายเป็นผู้นำในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ แม้ภาพลักษณ์ของแบรนด์จะได้รับผลกระทบจากท่าทีทางการเมืองขวาจัดของเขาในปีนี้ก็ตาม คณะกรรมการบริษัทเตือนก่อนหน้านี้ว่ามัสก์อาจลาออกหากไม่ได้รับแพ็กเกจดังกล่าว ขณะที่นักลงทุนบางส่วนมองว่าข้อตกลงนี้ “สูงเกินจำเป็น” แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นการจูงใจให้มัสก์อยู่กับบริษัทและผลักดันให้ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์ร่วมกัน

มัสก์กล่าวบนเวทีว่า “สิ่งที่เรากำลังเริ่มต้น ไม่ใช่แค่บทใหม่ของเทสล่า แต่คือหนังสือเล่มใหม่ทั้งเล่ม” พร้อมให้คำมั่นว่าจะเริ่มผลิต “Cybercab” รถแท็กซี่ไร้พวงมาลัยภายในเดือนเมษายน และเปิดตัวรถสปอร์ตไฟฟ้ารุ่นใหม่ “Roadster” นอกจากนี้ยังเผยว่าเทสลาจำเป็นต้องสร้างโรงงานผลิตชิป AI ขนาดใหญ่ และอาจร่วมมือกับอินเทลในอนาคต

ที่ประชุมยังเลือกตั้งกรรมการ 3 คนกลับเข้าดำรงตำแหน่ง รับรองให้มีการเลือกตั้งกรรมการประจำปีทั้งหมด และอนุมัติแผนค่าตอบแทนชุดใหม่แทนแผนเดิมที่ยังค้างอยู่ในชั้นศาล ขณะเดียวกัน ผู้ถือหุ้นยังโหวตสนับสนุนให้เทสลาลงทุนในบริษัท AI ของมัสก์ชื่อ “xAI” แม้จะมีผู้งดออกเสียงจำนวนมาก เนื่องจากกังวลเรื่องความซ้ำซ้อนทางธุรกิจ

นักลงทุนรายใหญ่บางราย เช่น กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ รวมถึงบริษัทที่ปรึกษา Glass Lewis และ ISS โหวตคัดค้านแผนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลโหวตครั้งนี้ช่วยคลายความกังวลเรื่องที่มัสก์จะหันไปให้ความสนใจต่อการบริหารบริษัทอื่น เช่น SpaceX หรือ xAI

คณะกรรมการเทสลาระบุว่า แพ็กเกจนี้จะเป็นประโยชน์ระยะยาว เพราะมัสก์จะได้รับค่าตอบแทนก็ต่อเมื่อบริษัทบรรลุเป้าหมายสำคัญหลายด้าน เช่น การส่งมอบรถยนต์ให้ถึง 20 ล้านคันภายใน 10 ปี มีรถแท็กซี่อัตโนมัติ 1 ล้านคัน หุ่นยนต์ขายได้ 1 ล้านตัว และทำกำไรหลักได้ถึง 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมูลค่าหุ้นเทสล่าต้องเพิ่มจาก 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ไปแตะที่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์

มัสก์จะได้รับหุ้นเพิ่ม 1% ทุกครั้งที่เทสลาบรรลุเป้าหมายด้านการดำเนินงานและมูลค่าหุ้น ซึ่งหมายความว่าเขาจะได้รับหุ้นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แม้จะไม่บรรลุเป้าหมายทั้งหมดก็ตาม หากทำได้ครบทุกขั้น เขาจะได้รับหุ้นรวม 12% ของบริษัท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์

มูลค่าหุ้นที่แท้จริงในแพ็กเกจนี้อยู่ที่ประมาณ 878,000 ล้านดอลลาร์ โดยไม่รวมราคาหุ้นในวันที่คณะกรรมการอนุมัติแผนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมัสก์สามารถชำระเป็นเงินสดหรือรับหุ้นจำนวนน้อยลงแทน ทั้งนี้ มูลค่าของแพ็กเกจจะเปลี่ยนแปลงไปตามราคาหุ้นในตลาด

มัสก์ย้ำว่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญไม่ใช่จำนวนเงิน แต่คืออำนาจในการถือหุ้นที่มากขึ้นในเทสลา เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์การสร้าง “กองทัพหุ่นยนต์” ที่จะเป็นอนาคตใหม่ของบริษัท.

ที่มา Reuters