Meta โดนแฉฟันกำไรโฆษณาสแกมเมอร์ มูลค่ากว่า 590,000 ล้านบาทต่อปี

Meta โดนแฉฟันกำไรโฆษณาสแกมเมอร์ มูลค่ากว่า 590,000 ล้านบาทต่อปี

7 พ.ย. 2568 10:19 น.

Meta โดนแฉฟันกำไรโฆษณาสแกมเมอร์ มูลค่ากว่า 590,000 ล้านบาทต่อปี

รอยเตอร์สเปิดเผยข้อมูลสุดช็อก จากเอกสารภายในของ Meta บริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และ WhatsApp ที่ชี้ว่า บริษัทฟันรายได้กว่า 590,000 ล้านบาท จากโฆษณาหลอกลวงของสแกมเมอร์

สำนักข่าวรอยเตอร์สเปิดโปงข้อมูลสุดช็อก ที่ได้มาจากเอกสารภายในของบริษัท Meta บริษัทแม่ของ Facebook Instagram และ WhatsApp สื่อโซเชียลยอดนิยมของคนทั่วโลก โดยเอกสารดังกล่าวชี้ว่า บริษัทได้รายได้ราว 10% ของรายได้รวมปี 2024 หรือกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 590,000 ล้านบาท จากโฆษณาหลอกลวงและสินค้าผิดกฎหมาย  อย่างการรับพนันออนไลน์ ขายยาต้องห้าม หรือหลอกให้ลงทุน 

ที่แย่ไปกว่านั้น คือข้อมูลจากเอกสารชี้ว่า Meta ทราบพฤติกรรมต้องสงสัยของนักโฆษณาหลายรายอยู่แล้ว แต่เลือกเก็บค่าโฆษณาแพงขึ้นแทนการระงับบัญชี โดยให้เหตุผลว่าเป็นมาตรการลงโทษ เพื่อไม่ให้ผู้ต้องสงสัยซื้อโฆษณาเพิ่ม ซึ่งการทำเช่นนี้ยิ่งช่วยให้ Meta ยิ่งทำรายได้จากโฆษณาเหล่านี้เพิ่มขึ้นไปอีกโดย Meta ยังประเมินด้วยว่าผู้ใช้ทั่วโลกต้องเจอกับโฆษณาหลอกลวงกว่า 15,000 ล้านชิ้นต่อวัน โดยในแต่ละปีบริษัทอาจทำรายได้จากโฆษณาประเภทที่มีความเสี่ยงสูงมากถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 226,768 ล้านบาท

นอกจากนี้ ระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยังมีแนวโน้ม แสดงโฆษณาหลอกซ้ำ ๆ ให้กับผู้ใช้ที่เคยคลิกมาก่อน ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงถูกหลอกซ้ำเป็นวงกว้าง

หน่วยงานกำกับดูแลหลายประเทศกำลังตรวจสอบ Meta โดย สำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) สอบสวนกรณีบริษัทเผยแพร่โฆษณาแชร์ลูกโซ่ และในสหราชอาณาจักร หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเผยว่า กว่า 54% ของความเสียหายจากการหลอกลวงการชำระเงินในปี 2023 เกิดบนแพลตฟอร์มของ Meta ซึ่งมากกว่าทุกโซเชียลมีเดียอื่นรวมกัน

ด้านแอนดี สโตน โฆษกของ Meta ชี้ว่า ตัวเลขในเอกสารเป็นการประเมินแบบกว้างเกินจริง และเป็นข้อมูลเพียงบางส่วน ยืนยันว่าบริษัทได้ลงทุนเพิ่มในระบบตรวจจับการฉ้อโกงและรับมือกับพวกสแกมเมอร์ โดยระบุว่า “ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา เราลดจำนวนรายงานโฆษณาหลอกทั่วโลกลงได้ถึง 58% และลบเนื้อหาหลอกลวงกว่า 134 ล้านชิ้นในปี 2025 แล้ว”

Meta มีแผนภายในที่จะลดสัดส่วนรายได้จากโฆษณาหลอกและสินค้าผิดกฎหมาย จาก 10% เหลือ 7.3% ภายในสิ้นปี 2025 และตั้งเป้าเหลือไม่เกิน 6% ภายในปี 2027

อย่างไรก็ตาม เนื้อความในเอกสารยอมรับว่า บริษัทกังวลว่าการตัดรายได้จากโฆษณาประเภทนี้อย่างฉับพลันอาจกระทบต่อผลประกอบการโดยรวม ขณะที่ Meta เองประเมินว่าจะต้องจ่ายค่าปรับจากการละเมิดกฎโฆษณา สูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สแกมเมอร์

สิงคโปร์ผ่านกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษ “เฆี่ยน” สแกมเมอร์ สูงสุด 24 ครั้ง

สิงคโปร์ผ่านกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษ "เฆี่ยน" สแกมเมอร์ สูงสุด 24 ครั้ง

7 พ.ย. 2568 09:11 น.

สิงคโปร์ผ่านกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษ “เฆี่ยน” สแกมเมอร์ สูงสุด 24 ครั้ง

รัฐสภาสิงคโปร์ไฟเขียวแก้กฎหมายอาญา เพิ่มบทลงโทษ “เฆี่ยน” ผู้กระทำความผิดคดีสแกมเมอร์ หลังจากปีที่ผ่านมาสิงคโปร์เจอปัญหาหลอกลวงออนไลน์พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูญกว่า 840 ล้านดอลลาร์ฯ

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 รัฐสภาสิงคโปร์ลงมติผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อเพิ่มโทษ “การเฆี่ยนด้วยไม้เรียว” สำหรับผู้กระทำความผิดในคดีหลอกลวง และผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการมิจฉาชีพออนไลน์

ตามกฎหมายฉบับใหม่ ผู้กระทำผิดฐานหลอกลวง สมาชิกขบวนการ หรือผู้จัดหาบุคคลเข้าร่วมขบวนการ อาจถูกลงโทษโบยตั้งแต่ 6 ถึง 24 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของคดี นอกจากนี้ ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการกระทำผิด อาทิ การจัดหาซิมการ์ดหรือบัญชีธนาคารเพื่อใช้ในการหลอกลวง ก็จะถูกลงโทษในลักษณะเดียวกัน

รัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนต่อสู้กับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระบุว่าปี 2567 มีคดีหลอกลวงกว่า 51,000 คดี ทำให้ประชาชนสูญเงินรวมมากกว่า 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30,700 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นถึง 70% จากปีก่อนหน้า 

ทั้งนี้ สิงคโปร์มีการใช้บทลงโทษ “เฆี่ยน” หรือ “โบย” อยู่แล้วในความผิดร้ายแรงอื่น เช่น การปล้น การข่มขืน และอาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรง โดยจะใช้ลงโทษเฉพาะผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีเท่านั้น. 

น้ำทะเลอุ่นขึ้น ทำให้เอเชียตะวันออกกลายเป็นศูนย์กลางไต้ฝุ่นโลก

น้ำทะเลอุ่นขึ้น ทำให้เอเชียตะวันออกกลายเป็นศูนย์กลางไต้ฝุ่นโลก

7 พ.ย. 2568 08:48 น.

น้ำทะเลอุ่นขึ้น ทำให้เอเชียตะวันออกกลายเป็นศูนย์กลางไต้ฝุ่นโลก

ผู้เชี่ยวชาญชี้เอเชียตะวันออกกำลังกลายเป็นจุดศูนย์กลางของไต้ฝุ่น เกิดพายุถี่ที่สุดในโลก หลังน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกอุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ไต้ฝุ่นคัลแมกี  ได้สร้างความเสียหายหนักในฟิลิปปินส์ โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 140 คน และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก ก่อนจะพัดขึ้นฝั่งเวียดนาม ขณะที่ไต้ฝุ่นฟงวอง กำลังก่อตัวขึ้น และมุ่งหน้ามาทางฟิลิปปินส์ ก่อนจะทวีกำลังแรงขึ้นจนเป็นพายุระดับรุนแรงในช่วงวันอาทิตย์นี้ จนหลายฝ่ายต่างต้องจับตาว่า เกิดอะไรขึ้นกับภูมิภาคนี้ ทำไมจึงเกิดไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงหลายๆ ลูกติดต่อกัน

นักวิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องนี้ว่า ไต้ฝุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกก็คล้ายกับเฮอร์ริเคนและไซโคลน เพราะแท้จริงแล้วทั้งหมดคือ “พายุหมุนเขตร้อน” เพียงแต่เรียกต่างกันตามภูมิภาค เช่น “เฮอร์ริเคน” ในแอตแลนติก “ไซโคลน” ในมหาสมุทรอินเดีย และ “ไต้ฝุ่น” ในแปซิฟิกตะวันตก

พายุจะได้ชื่อและถูกจัดเป็นพายุโซนร้อนเมื่อความเร็วลมแตะ 63 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะถูกจัดเป็นไต้ฝุ่นหรือเฮอร์ริเคนเมื่อความเร็วลมเกิน 119 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีทั้งหมด 5 ระดับความรุนแรง ซึ่งระดับสูงสุดคือระดับ 5 หรือมากกว่า 249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งคัลแมกีถือเป็นพายุที่จัดอยู่ในกลุ่มรุนแรงของปีนี้

ฤดูกาลไต้ฝุ่นในแปซิฟิกตะวันตกกินเวลานานเกือบตลอดปี โดยจะเกิดถี่ที่สุดระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำทะเลอุ่นจัดและมีความชื้นสูง ทำให้เกิดการก่อตัวของพายุได้ง่าย

ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดสเตต ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วแปซิฟิกตะวันตกมีพายุที่ได้รับการตั้งชื่อถึง 27 ลูกต่อปี และในจำนวนนี้ราว 14 ลูกจะทวีกำลังเป็นไต้ฝุ่นเต็มรูปแบบ

สำหรับปีนี้ ไต้ฝุ่นคัลแมกีและฟงวองถือเป็นพายุลูกที่ 26 และ 27 แล้ว แต่ถึงแม้จะมีจำนวนมากกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าฤดูกาลนี้ยังถือว่ารุนแรงน้อยกว่าปกติ โดยคิดเป็นเพียงร้อยละ 62 ของค่ามาตรฐานเฉลี่ยในแต่ละปี

ศาสตราจารย์คริสเตน คอร์โบซีเอโร จากมหาวิทยาลัยอัลบานี อธิบายว่า สาเหตุที่ภูมิภาคนี้เกิดพายุได้บ่อย เพราะมีน้ำทะเลอุ่นตลอดปี และมีกระแสลมชั้นบนอ่อน ทำให้พายุสามารถก่อตัวและทวีความแรงได้ง่าย

นอกจากนี้ยังมี การสั่นของบรรยากาศมัดเดน–จูเลียน หรือ MJO ซึ่งเป็นคลื่นความปั่นป่วนของสภาพอากาศที่หมุนเวียนรอบโลกทุก 30–60 วัน เมื่อมันเคลื่อนผ่านภูมิภาคใด มักจะกระตุ้นให้เกิดฝนและพายุเพิ่มขึ้นในบริเวณนั้น

ในช่วงนี้ MJO ที่มีความแรงเพิ่งผ่านเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ทำให้การก่อตัวของไต้ฝุ่นคัลแมกีและฟงวองเกิดขึ้นเกือบพร้อมกัน

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน จะทำให้ไต้ฝุ่นในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกไม่เพียงเกิดบ่อยขึ้น แต่ยังมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เริ่มปรากฏชัดในภูมิภาคเอเชีย.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภาวะโลกร้อน

“แนนซี เพโลซี” ประกาศวางมือจากสภาคองเกรส ไม่ลงสมัครอีกครั้ง ปิดฉากอาชีพการเมืองกว่า 40 ปี

"แนนซี เพโลซี" ประกาศวางมือจากสภาคองเกรส ไม่ลงสมัครอีกครั้ง ปิดฉากอาชีพการเมืองกว่า 40 ปี

7 พ.ย. 2568 08:13 น.

“แนนซี เพโลซี” ประกาศวางมือจากสภาคองเกรส ไม่ลงสมัครอีกครั้ง ปิดฉากอาชีพการเมืองกว่า 40 ปี

“แนนซี เพโลซี” ผู้นำหญิงแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งช่วงกลางเทอมปีหน้า และจะวางมือจากตำแหน่งหน้าที่ ในเดือน มกราคม 2570 ส่งสัญญาณการเปลี่ยนผ่านในพรรคเดโมแครต

วันที่ 6 พฤศจิกายน  2568 นางแนนซี เพโลซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากเขตซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรหญิงคนแรกของสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าเธอจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมัยหน้าในปี 2569 และจะยุติการดำรงตำแหน่งในช่วงต้นเดือน มกราคม 2570 ส่งผลให้ปิดฉากอาชีพทางการเมืองที่ครองตำแหน่งกว่า 40 ปี  

โดยนางเพโลซี วัย 85 ปี ได้ก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร  2 ครั้ง คือในปี  2550  และ  2562 ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้  

ผลงานสำคัญของเธอ ได้แก่ การขับเคลื่อนพ.ร.บ.ประกันสุขภาพ  การผลักดันงบโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังเป็นหัวหน้าทีมฝ่ายสภาของพรรคเดโมแครตขณะที่มีปัญหาท้าทายในหลายรัฐบาล รวมถึงการตั้งข้อกล่าวหาอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงสองครั้ง

ขณะที่การประกาศการวางมือของเพโลซี ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านภายในพรรคเดโมแครต หลังจากที่เธอลาออกจากตำแหน่งผู้นำพรรคในสภาเมื่อปี  2565 และเปิดทางให้นายฮาคีม เจฟฟรีย์ ขึ้นมารับช่วงต่อ และถือเป็นการยุติบทบาทของนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีอิทธิพลสูงสุดคนหนึ่งในสหรัฐฯ . 

บทเรียนเนปาลโมเดล พลังสื่อปลุกคนลงถนน

บทเรียนเนปาลโมเดล พลังสื่อปลุกคนลงถนน

บทเรียนเนปาลโมเดล พลังสื่อปลุกคนลงถนน

7 พ.ย. 2568 05:01 น.

การลุกฮือของคนรุ่นใหม่ในเนปาลจาก “ชนวนรัฐบาลปิดกั้นการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย” กำลังเป็นภาพสะท้อนการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่น Gen Z ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความโปร่งใสจากภาครัฐผ่านพลังของเทคโนโลยี และการสื่อสารดิจิทัลในหลายประเทศ

“พอล บียา” ประธานาธิบดีอายุมากที่สุดในโลก สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 8 ของแคเมอรูน

“พอล บียา” ประธานาธิบดีอายุมากที่สุดในโลก สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 8 ของแคเมอรูน

7 พ.ย. 2568 03:30 น.

“พอล บียา” ประธานาธิบดีอายุมากที่สุดในโลก สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 8 ของแคเมอรูน

“พอล บียา” วัย 92 ปี ผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลก เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 8 ของแคเมอรูน หลังชนะเลือกตั้งถล่มทลาย 

เนื้อหาเต็ม

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายพอล บียา ประธานาธิบดีแคเมอรูน วัย 92 ปี ผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในทวีปแอฟริกา และถือเป็นประมุขประเทศที่อายุมากที่สุดในโลก ได้เข้าพิธีสาบานตนดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศต่ออีก 7 ปี ที่รัฐสภาในกรุงยาอุนเด หลังชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนก่อน

โดยนายบียา ซึ่งอยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 2525 หรือกว่า 43 ปี ชนะเลือกตั้งสมัยที่ 8 ด้วยคะแนนราว 54% ทิ้งห่างนายอิสซา ชีโรมา บาการี แข่งหลัก ที่ได้ 35% แต่นายบาการีปฏิเสธผลคะแนน โดยยืนยันว่าเขาต่างหากคือผู้ชนะตัวจริง พร้อมโจมตีทางการว่ามีการโกงเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว

หลังประกาศผลคะแนน กระแสความไม่พอใจปะทุเป็นการประท้วงทั่วประเทศ บางพื้นที่ลุกลามจนเกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่แถลงว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ แต่สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวในสหประชาชาติ ระบุยอดผู้ตายอาจสูงถึง 48 ศพ

ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้แคเมอรูนครั้งนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งจากภายในและนานาชาติ หลังนายบาการีปรากฏตัวหาเสียงเพียงครั้งเดียว แต่กลับคว้าชัยชนะและครองอำนาจต่อเป็นสมัยที่ 8 ท่ามกลางคำถามถึงความโปร่งใสของระบบเลือกตั้งในประเทศ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญแคเมอรูนได้ปัดคำร้องร้องเรียนเรื่องการทุจริตเลือกตั้งทั้งหมด 8 ฉบับ โดยเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ หรืออยู่นอกอำนาจในการเพิกถอนผลเลือกตั้ง.

“บวรศักดิ์” คาดดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จอย่างสมพระเกียรติยศ ต.ค. 69

“บวรศักดิ์” คาดดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จอย่างสมพระเกียรติยศ ต.ค. 69

6 พ.ย. 2568 20:09 น.

“บวรศักดิ์” คาดดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จอย่างสมพระเกียรติยศ ต.ค. 69

“รองนายกฯ บวรศักดิ์” ประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระพันปีหลวง เห็นชอบให้กรมศิลปากรออกแบบและประมาณราคาค่าก่อสร้าง คาดงานทั้งหมดแล้วเสร็จ ต.ค. 69

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรองประธานกรรมการฯ และนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการฯ เข้าร่วมการประชุมด้วย

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบแผนการดำเนินงาน ดังนี้ 1.แผนการดำเนินงานการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ งานพระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มอบหมายให้กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการออกแบบและประมาณราคาค่าก่อสร้าง รวมทั้งงานออกแบบภูมิทัศน์และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค. 69 และจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนต.ค. 69

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.แผนการดำเนินงานการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบ มอบหมายให้กรมศิลปากร ร่วมกับกรมสรรพาวุธทหารบก กรมอู่ทหารเรือ กระทรวงกลาโหม ดำเนินงาน ได้แก่ งานซ่อมสงวนรักษาโครงสร้างช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน โดยกรมสรรพาวุธทหารบก งานทำความสะอาดพื้นผิวราชรถ ราชยาน ด้วยกระบวนการงานทางวิทยาศาสตร์ โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร งานบูรณะซ่อมแซมงานตกแต่งศิลปกรรมและประณีตศิลป์ โดย สำนักช่างสิบหมู่ งานจัดทำเชือกลากราชรถ โดยกองเรือพระราชพิธี กองทัพเรือ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้บูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยคาดว่างานทั้งหมดจะแล้วเสร็จในเดือนต.ค. 69 โดยเป็นไปอย่างถูกต้องตามโบราณราชประเพณี สวยงามและสมพระเกียรติยศทุกประการ

สหรัฐฯ สั่งลดเที่ยวบิน 10% ใน 40 สนามบินใหญ่ เหตุ “ชัตดาวน์” ยืดเยื้อ

สหรัฐฯ สั่งลดเที่ยวบิน 10% ใน 40 สนามบินใหญ่ เหตุ "ชัตดาวน์" ยืดเยื้อ

6 พ.ย. 2568 15:53 น.

สหรัฐฯ สั่งลดเที่ยวบิน 10% ใน 40 สนามบินใหญ่ เหตุ “ชัตดาวน์” ยืดเยื้อ

สหรัฐฯ ประกาศมาตรการฉุกเฉิน เตรียมลดเที่ยวบินลง 10% ที่สนามบินใหญ่ 40 แห่งทั่วประเทศ หลังภาวะ “ชัตดาวน์” หรือการปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลกลาง ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 36 ซึ่งเป็นระยะเวลานานที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยนายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพราะความกังวลด้านความปลอดภัยจากปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน

คำสั่งนี้ทำให้สายการบินต้องเร่งปรับตารางเที่ยวบินภายในเวลาเพียง 36 ชั่วโมง ขณะที่ศูนย์บริการลูกค้าของสายการบินทั่วประเทศมีผู้โทรเข้ามาจำนวนมากเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการเดินทางในช่วงวันต่อ ๆ ไป นายดัฟฟีกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวอาจถูกยกเลิกได้ หากพรรคเดโมแครตยอมเปิดรัฐบาลอีกครั้ง

การปิดหน่วยงานรัฐบาลครั้งนี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินราว 13,000 คน และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสนามบินอีกกว่า 50,000 คน ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อระบบควบคุมการบินทั่วประเทศ ข้อมูลจากหน่วยงานการบินพลเรือน (FAA) ระบุว่า มีเที่ยวบินล่าช้ากว่าหลายหมื่นเที่ยว และผู้โดยสารกว่า 3.2 ล้านคนได้รับผลกระทบ

แหล่งข่าวระบุว่า FAA จะเริ่มลดความจุเที่ยวบินลง 4% ในช่วงแรก ก่อนเพิ่มเป็น 5% ในวันเสาร์ 6% ในวันอาทิตย์ และถึง 10% ภายในสัปดาห์หน้า โดยเที่ยวบินระหว่างประเทศจะไม่ถูกจำกัด คาดว่ามาตรการนี้จะกระทบสนามบินหลัก 30 แห่ง เช่น นิวยอร์ก วอชิงตัน ดีซี ชิคาโก แอตแลนตา ลอสแอนเจลิส และดัลลัส รวมแล้วกว่า 1,800 เที่ยวบิน หรือกว่า 268,000 ที่นั่ง

FAA ระบุว่าการลดเที่ยวบินมีเป้าหมายเพื่อลดภาระของเจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน ซึ่งขาดแคลนบุคลากรกว่า 3,500 ตำแหน่ง และต้องทำงานล่วงเวลาเกือบตลอดสัปดาห์ แม้ก่อนเกิดชัตดาวน์

สายการบินหลักอย่าง United, American และ Southwest ต่างเร่งประเมินผลกระทบ โดย United ยืนยันว่าจะยังคงให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศและเส้นทางหลัก ขณะที่จะลดเที่ยวบินภายในประเทศบางส่วน พร้อมอนุญาตให้ผู้โดยสารยกเลิกการเดินทางและขอคืนเงินได้เต็มจำนวน

สมาคมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (AFA-CWA) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 55,000 คน ประณามรัฐบาลว่า “กำลังทำร้ายประชาชนทั้งประเทศ” พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองพรรคยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน

ภาวะชัตดาวน์ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ทำให้บริการภาครัฐจำนวนมากต้องหยุดชะงัก เจ้าหน้าที่รัฐบาลราว 750,000 คนถูกพักงาน ขณะที่ประชาชนรายได้น้อยจำนวนมากขาดการช่วยเหลือด้านอาหารและสวัสดิการพื้นฐาน

นายดัฟฟีเตือนว่า หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์ อาจเกิด “ความโกลาหลครั้งใหญ่” จนต้องปิดน่านฟ้าบางส่วนของประเทศ ขณะเดียวกัน สายการบินต่าง ๆ เตือนว่าจำนวนผู้โดยสารอาจลดลง หากวิกฤตนี้ไม่คลี่คลาย โดยในวันพุธที่ผ่านมา มีเที่ยวบินล่าช้ากว่า 2,100 เที่ยว และหุ้นของสายการบินใหญ่หลายแห่งร่วงลงราว 1% ในการซื้อขายหลังตลาดปิด.

ที่มา Reuters

โรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่ม ระหว่างเตรียมรื้อถอน พบคนติดใต้ซากอย่างน้อย 7 คน

โรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่ม ระหว่างเตรียมรื้อถอน พบคนติดใต้ซากอย่างน้อย 7 คน

6 พ.ย. 2568 14:38 น.

โรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่ม ระหว่างเตรียมรื้อถอน พบคนติดใต้ซากอย่างน้อย 7 คน

เกิดเหตุโครงสร้างโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในเมืองอุลซาน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้พังถล่ม ส่งผลให้มีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารอย่างน้อย 7 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งปฏิบัติการค้นหาอย่างเร่งด่วน

สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติของเกาหลีใต้รายงานว่า เหตุโครงสร้างโรงไฟฟ้าในเมืองอุลซานพังถล่ม  เกิดขึ้นเวลาประมาณ 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่สำนักงานใหญ่ของ Korea East-West Power ในเมืองอุลซาน โดยมีผู้ได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้ว 2 คน แต่ยังมีผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 7 คนที่ยังไม่สามารถติดต่อได้

หน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายสิบนายกำลังเข้าพื้นที่เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต ขณะที่รัฐบาลสั่งอพยพประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบเพื่อความปลอดภัย

นายกรัฐมนตรี คิม มินซอก ของเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ทุกประเภท โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซาก

รายงานเบื้องต้นระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเตรียมรื้อถอนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแห่งนี้ ซึ่งหยุดดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว

จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบโครงสร้างที่เหลืออยู่และสาเหตุของการถล่ม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ยังคงถูกสั่งให้อยู่ห่างจากบริเวณเกิดเหตุ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

สลดใจ ตำรวจญี่ปุ่นบุกช่วยเด็กหญิงไทย 12 ปี ถูกแม่พาไปค้ามนุษย์ในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

สลดใจ ตำรวจญี่ปุ่นบุกช่วยเด็กหญิงไทย 12 ปี ถูกแม่พาไปค้ามนุษย์ในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

6 พ.ย. 2568 13:39 น.

สลดใจ ตำรวจญี่ปุ่นบุกช่วยเด็กหญิงไทย 12 ปี ถูกแม่พาไปค้ามนุษย์ในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

ตำรวจญี่ปุ่น จับกุมเจ้าของร้านนวดเป็นชายอายุ 51 ปี ข้อหาล่อลวงเด็กไทยอายุ 12 ไปค้าบริการ เผยแม่เด็กเป็นคนพาไป ก่อนที่เด็กจะทนไม่ไหวไปแจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง

เด็กหญิงชาวไทยวัยเพียง 12 ปี ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น หลังตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ถูกแม่แท้ ๆ พามาทำงานที่ร้านนวด ในเขตบุนเคียว กรุงโตเกียว ก่อนที่เด็กจะทนไม่ไหว ไปแจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง นำไปสู่การจับกุม นายมาซาโนริ โฮโซโนะ อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน

โดยกรมตำรวจนครบาลได้รับแจ้งว่าเด็กหญิงคนดังกล่าวถูกบังคับให้บริการลูกค้าประมาณ 60 คนภายในเวลาประมาณหนึ่งเดือน ยอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 627,000 เยน ซึ่งตกเป็นของเจ้าของร้านชายและแม่ของเธอ

การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเจ้าของร้านถูกตั้งข้อหาละเมิด พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน แต่ยังไม่ได้เปิดเผยว่าผู้ต้องหายอมรับข้อกล่าวหาหรือไม่ โดยเด็กหญิงรายนี้นับเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ชาวต่างชาติที่อายุน้อยที่สุดที่ถูกจับกุมโดยกรมตำรวจนครบาลโตเกียว

ทั้งนี้ สื่อของญี่ปุ่นระบุว่าเด็กถูกแม่ทิ้งให้อยู่ลำพังและถูกบังคับให้ทำงานในร้านดังกล่าว ซึ่งภายในร้านยังมีการให้บริการทางเพศบางประเภทอีกด้วย โดยเด็กหญิงและมารดาเดินทางเข้าญี่ปุ่นช่วงปลายเดือนมิถุนายนด้วยวีซ่าพำนักระยะสั้น 15 วัน หรือวีซ่าท่องเที่ยว  การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอมาเยือนญี่ปุ่น และเธอไม่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ ต่อมาในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม มารดาของเธอได้เดินทางกลับประเทศไทย ทิ้งให้ลูกสาวอยู่ลำพัง หลังจากนั้น เด็กหญิงถูกบังคับให้ทำงานอยู่ในห้องที่ร้านจัดหาให้ ได้รับเพียงค่าอาหารเล็กน้อย จนกระทั่งในช่วงกลางเดือนกันยายน เธอจึงเดินทางไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโตเกียวและขอความช่วยเหลือ โดยเล่าว่าถูกบังคับให้ทำงาน ทำให้เหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผย

ล่าสุดมีรายงานว่าเด็กหญิงอยู่ในความคุ้มครองของหน่วยงานดูแลเด็ก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังให้การดูแลสภาพจิตใจและเตรียมช่วยเหลือเพื่อส่งตัวกลับประเทศต่อไป.

ที่มา : Asahi

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหยื่อค้ามนุษย์