สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ อดีตจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น มีพระชนมายุครบ 91 พรรษา

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ อดีตจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น มีพระชนมายุครบ 91 พรรษา

21 ต.ค. 2568 09:28 น.

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ อดีตจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น มีพระชนมายุครบ 91 พรรษา

“สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ” จักรพรรดินีพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น เจริญพระชนมายุครบ 91 พรรษา หลังทรงหายจากอาการพระเพลาหัก ใช้เวลาส่วนใหญ่ภายในที่ประทับ อ่านหนังสือ ติดตามความเคลื่อนไหวของโลก 

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ อดีตจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น และเป็นสมเด็จพระชนนีในสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 91 พรรษา

เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังระบุว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะทรงฟื้นจากพระอาการประชวรพระเพลาหักเมื่อปีก่อน และปัจจุบันทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ภายในที่ประทับ โดยทรงโปรดการอ่านหนังสือและติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองและข่าวสารของโลกอย่างต่อเนื่อง 

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า “มิจิโกะ โชดะ” ทรงเป็นสามัญชนพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของญี่ปุ่นที่ได้เสกสมรสกับรัชทายาทแห่งราชวงศ์จักรพรรดิ โดยทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2502 ภายหลังความสัมพันธ์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นรักกลางสนามเทนนิส

หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ทรงสละราชสมบัติเมื่อปี 2562 เพื่อเปิดทางให้สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ เสด็จขึ้นครองราชย์ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ทรงเป็นจักรพรรดินีองค์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ ภายหลังการสละราชสมบัติ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ ทรงลดการเสด็จออกงานสาธารณะ และประทับอย่างสงบเรียบง่ายภายในที่ประทับในกรุงโตเกียว โดยมีประชาชนชาวญี่ปุ่นยังคงแสดงความจงรักภักดีและเทิดทูนในพระเมตตาและพระจริยวัตรอันงดงามของทั้งสองพระองค์อย่างต่อเนื่อง.

นทท.ต่อคิวเก้อ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังปิดทำการชั่วคราว จากเหตุโจรกรรมสะท้านโลก

นทท.ต่อคิวเก้อ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังปิดทำการชั่วคราว จากเหตุโจรกรรมสะท้านโลก

21 ต.ค. 2568 09:18 น.

นทท.ต่อคิวเก้อ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังปิดทำการชั่วคราว จากเหตุโจรกรรมสะท้านโลก

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมพิพิธภัณฑ์ ลูฟวร์ ต่างต้องเดินทางกลับอย่างผิดหวัง หลังพิพิธภัณฑ์ประกาศปิดให้บริการต่อเนื่องในวันจันทร์ หลังเกิดเหตุโจรกรรมอัญมณีล้ำค่าเมื่อวันอาทิตย์ 

พิพิธภัณฑ์ ลูฟวร์ หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในโลก ประกาศปิดให้บริการในวันจันทร์ (20 ต.ค.) หลังเกิดเหตุโจรกรรมอัญมณีล้ำค่ากลางวันแสก ๆ ภายในตัวอาคารเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับทั้งเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวทั่วโลก

โดยเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์มาแจ้งให้นักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ และประกาศคืนเงินให้ผู้จองตั๋วเต็มจำนวน โดยยังไม่ได้ระบุชัดว่าจะกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันใด ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่จองตั๋วล่วงหน้า และมารอต่อคิว ต้องผิดหวังไปตามๆ กัน

เหตุการณ์นี้ถูกยกให้เป็น หนึ่งในคดีโจรกรรมพิพิธภัณฑ์ที่อุกอาจที่สุดของฝรั่งเศสในรอบหลายปี โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าโจรใช้เวลาเพียง 4 นาทีในการก่อเหตุ ก่อนหลบหนีไป หนึ่งในของที่ถูกขโมยคือ มงกุฎจักรพรรดินีอูเชนี ประดับเพชรกว่า 1,300 เม็ด ซึ่งภายหลังพบถูกทิ้งไว้ในสภาพแตกหักและอาจจะไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับคืนสภาพเดิมได้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะกำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามอัญมณีที่สูญหายไป ซึ่งบางชิ้นอาจมีอายุกว่า 150 ปี และถือเป็นสมบัติระดับชาติของฝรั่งเศส.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

ชง “วาระแห่งชาติ” ลุยสแกมเมอร์ “อนุทิน” ยันเอาจริง เสนอเข้าครม.เพิ่มทีมอนุกก.ปราบเด็ดขาด

ชง "วาระแห่งชาติ” ลุยสแกมเมอร์ "อนุทิน" ยันเอาจริง เสนอเข้าครม.เพิ่มทีมอนุกก.ปราบเด็ดขาด

ชง “วาระแห่งชาติ” ลุยสแกมเมอร์ “อนุทิน” ยันเอาจริง เสนอเข้าครม.เพิ่มทีมอนุกก.ปราบเด็ดขาด

21 ต.ค. 2568 08:53 น.

“อนุทิน” ยันรัฐบาลไม่ได้อยู่นิ่งเฉยในการปราบแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ชงเข้า ครม.เป็นวาระแห่งชาติ ยืนยันสัญญาณต่างๆที่ส่งไปฝั่งโน้นในทางตรงปิดหมดแล้ว และยังไม่ตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มให้ ตร.-ยธ-ปปง.-ดีอี-มท.เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการ พร้อมยืนยันให้ไปตรวจสอบชื่อนักการเมือง-จ่อถอน

พรรค LDP ญี่ปุ่นรับเงื่อนไข จับมือพรรคเล็ก JIP ตั้งรัฐบาลผสมใหม่ ก่อนลงมติโหวตนายกฯ วันนี้

พรรค LDP ญี่ปุ่นรับเงื่อนไข จับมือพรรคเล็ก JIP ตั้งรัฐบาลผสมใหม่ ก่อนลงมติโหวตนายกฯ วันนี้

21 ต.ค. 2568 08:43 น.

พรรค LDP ญี่ปุ่นรับเงื่อนไข จับมือพรรคเล็ก JIP ตั้งรัฐบาลผสมใหม่ ก่อนลงมติโหวตนายกฯ วันนี้

“ทาคาอิจิ ซานาเอะ” ปิดดีล พรรค LDP ญี่ปุ่น จับมือพรรคเล็ก JIP เตรียมนั่งเก้าอี้นายกฯ หญิงคนแรก ตั้งรัฐบาลผสมใหม่ หลังโคเมอิโตะแยกทางครั้งแรกในรอบ 26 ปี

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 พรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party-LDP) ภายใต้การนำของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ ได้บรรลุข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างเป็นทางการกับพรรค นวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation Party – JIP) เพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนให้เพียงพอสำหรับการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 

โดยนางทาคาอิจิ และนายโยชิมูระ ฮิโรฟูมิ หัวหน้าพรรค JIP ได้พบกันที่อาคารรัฐสภา และลงนามในข้อตกลงจับมือร่วมรัฐบาล โดยทั้งสองพรรคจะร่วมกันผลักดันนโยบายด้านเศรษฐกิจ การคลัง ความมั่นคงระหว่างประเทศ ความมั่นคงแห่งชาติ และพลังงาน

นางทาคาอิจิ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ กล่าวว่า นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สองพรรคจะร่วมกันเสริมสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้แข็งแกร่ง และเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้สามารถรับผิดชอบต่ออนาคตของคนรุ่นต่อไปได้ และเธอตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกันเพื่อสิ่งนี้ 

ด้านนายโยชิมูระกล่าวเสริมว่า พรรค JIP จะเดินหน้าปฏิรูปตามแนวทางที่ยึดมั่นมาโดยตลอด ตามเป้าหมายที่มีร่วมกันในการทำให้ญี่ปุ่นดีขึ้น และเขาอยากให้ญี่ปุ่นเป็นสถานที่ที่เด็กๆ เติบโตขึ้นมาแล้วรู้สึกภาคภูมิใจว่า  ญี่ปุ่นคือประเทศที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ

โดยการจับมือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พรรค โคเมอิโตะ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ประกาศถอนตัวเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สิ้นสุดความร่วมมือยาวนานถึง 26 ปี เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากทาคาอิชิเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP

ทั้งนี้ รัฐสภาญี่ปุ่นมีกำหนดลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันนี้ (21 ต.ค.) โดยแม้ว่า LDP จะยังคงเป็นพรรคที่มีจำนวนที่นั่งมากที่สุดในสภา แต่ยังไม่ถึงเสียงข้างมาก การร่วมมือกับ JIP ทำให้สองพรรคมีจำนวนที่นั่งใกล้เคียงเกณฑ์เสียงข้างมากมากขึ้น.

ที่มา NHK

พายุทอร์นาโดพัดถล่มชานกรุงปารีส เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 4

พายุทอร์นาโดพัดถล่มชานกรุงปารีส เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 4

21 ต.ค. 2568 08:23 น.

พายุทอร์นาโดพัดถล่มชานกรุงปารีส เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 4

เกิดเหตุพายุทอร์นาโดลูกใหญ่พัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงปารีส เมื่อวันจันทร์ ส่งผลให้เครนก่อสร้าง 3 ตัวล้มครืนลงมา คร่าชีวิตคนงาน 1 ศพ และมีผู้บาดเจ็บสาหัส 4 ราย 

พายุทอร์นาโดลูกใหญ่ที่มีความรุนแรงอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในฝรั่งเศส พัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงปารีส เมื่อวันจันทร์ (20 ต.ค.) ส่งผลให้เครนก่อสร้าง 3 ตัวล้มครืนลงมา เป็นเหตุให้คนงานเสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้บาดเจ็บสาหัส 4 ราย 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมือง แอร์มงต์ (Ermont) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงปารีสราว 20 กิโลเมตร โดยพายุทอร์นาโดได้พัดสร้างความเสียหายกินพื้นที่กว่า 10 เขตในบริเวณโดยรอบ

ด้านอัยการเขตในพื้นที่เกิดเหตุ เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ผู้เสียชีวิตเป็นคนงานก่อสร้างวัย 23 ปี ที่อยู่ในไซต์งานขณะเกิดเหตุ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 10 คน ในจำนวนนี้ 4 คนอาการสาหัส

พายุได้พัดล้มเครนก่อสร้างและพัดหลังคาอาคารจำนวนมากออกไป หนึ่งในเครนได้ล้มทับคลินิกแห่งหนึ่ง แต่โชคดีไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บภายใน ส่วนอีกตัวล้มทับอาคารที่พักอาศัย ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ตำรวจ และทีมแพทย์จำนวนมากต้องเร่งเข้าพื้นที่ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ด้านรัฐมนตรีมหาดไทยฝรั่งเศส ลอรองต์ นูเนซ กล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า พายุครั้งนี้เป็นพายุที่มีความรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างกะทันหันในระดับที่พบได้น้อยมาก

ขณะที่คลิปวิดีโอที่แชร์บนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็น ช่วงเวลาที่เครนทั้งสามตัวล้มลงเกือบพร้อมกันภายในไม่กี่วินาที ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนในละแวกนั้นอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายเพิ่มเติมในหลายพื้นที่รอบกรุงปารีส และเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงระมัดระวังสภาพอากาศแปรปรวนที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์นี้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทอร์นาโดฝรั่งเศส

รมต.เกาหลีใต้ยันไม่ลดโควตาแรงงานกัมพูชา ชี้ต้องรักษาความเป็นธรรม

รมต.เกาหลีใต้ยันไม่ลดโควตาแรงงานกัมพูชา ชี้ต้องรักษาความเป็นธรรม

21 ต.ค. 2568 06:05 น.

รมต.เกาหลีใต้ยันไม่ลดโควตาแรงงานกัมพูชา ชี้ต้องรักษาความเป็นธรรม

รัฐมนตรีแรงงานเกาหลีใต้ยืนยัน ไม่มีแผนลดโควตาแรงงานกัมพูชาในประเทศ ย้ำแรงงานทุกคนควรได้รับการปกป้องโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือถิ่นกำเนิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 20 ต.ค. 2568 นายคิม ยอง-ฮุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อเสียงเรียกร้องให้ตัดโควตาวีซ่า E-9 สำหรับแรงงานกัมพูชา ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น จากเหตุการณ์การลักพาตัวและอาชญากรรมอื่น ๆ ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ในการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงโซล นายคิมปฏิเสธข้อเสนอที่ว่ารัฐบาลกัมพูชาควรต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองเกาหลีใต้ หรือข้อเสนอที่ว่าเกาหลีใต้ควรลดโควตาแรงงาน E-9 ของกัมพูชาเพื่อเป็นการตอบโต้

นายคิมกล่าวว่า “ขณะนี้เราไม่มีแผนที่จะปรับโควตา E-9 ของกัมพูชา” พร้อมเตือนว่า การลดโควตาแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือจำกัดใบอนุญาตการจ้างงานโดยอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบแยกเดี่ยวนี้ อาจทำให้แรงงานกัมพูชาที่อาศัยและทำงานอยู่ในเกาหลีอยู่แล้วถูกตีตราอย่างไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกันก็บ่อนทำลายความสัมพันธ์ด้านแรงงานทวิภาคีด้วย

ความคิดเห็นของเขามีขึ้นในขณะที่อาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองเกาหลี โดยแก๊งอาชญากรรมที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา เกิดขึ้นหลายระลอก จนจุดประกายให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตของความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ วีซ่า E-9 อนุญาตให้นายจ้างชาวเกาหลีจ้างแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน เช่น การผลิต การเกษตร การประมง และการก่อสร้างได้ โดยในปีนี้ รัฐบาลได้กำหนดโควตาวีซ่า E-9 ทั้งหมดไว้ที่ 130,000 คน

นับตั้งแต่เกาหลีใต้ลงนามในข้อตกลงการจัดส่งแรงงานกับกัมพูชาในปี 2006 แรงงานกัมพูชาก็กลายเป็นผู้ใช้วีซ่า E-9 มากที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากเนปาล

นายคิมกล่าวด้วยว่า ท่ามกลางปัญหาการลดลงของจำนวนแรงงาน และการลดลงของประชากรในเกาหลีใต้ แรงงานต่างชาติถือว่าเป็นผู้ร่วมมือที่ขาดไม่ได้ในการรักษาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

และรัฐบาลของประธานาธิบดีอี แจ มยอง มุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคง ครอบคลุม และปลอดภัย ซึ่งแรงงานทุกคน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้เป็นพลเมืองก็สามารถทำงานได้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ

“เรากำลังเตรียมกรอบการบริหารจัดการแรงงานที่เป็นระบบมากขึ้นและกลไกสนับสนุนแบบบูรณาการสำหรับแรงงานต่างชาติ ขณะเดียวกันก็ยังคงเสริมสร้างการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของพวกเขาอย่างต่อเนื่องด้วย” นายคิมกล่าว

เนื่องจากมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเกลียดกลัวชาวต่างชาติ (xenophobia) และข้อมูลเท็จที่มุ่งเป้าไปที่แรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีน นายคิมจึงได้ยืนยันหนักแน่นอีกครั้งว่า “แรงงานทุกคนสมควรได้รับความเคารพ และแรงงานทุกคนควรได้รับการปกป้องโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือถิ่นกำเนิด”

เขากล่าวเสริมว่า “คำพูดที่สร้างความเกลียดชังและการมีอคติบนพื้นฐานของถิ่นกำเนิดและเชื้อชาติ ไม่ถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออก แต่เป็นอาชญากรรมและไม่สามารถยอมรับได้”

เมื่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามเรื่องการละเมิดสิทธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่นายจ้างในเกาหลี ยึดหนังสือเดินทางของแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย นายคิมยอมรับว่าการละเมิดดังกล่าวยังคงมีอยู่และได้กล่าว “ขอโทษในนามของรัฐบาล” พร้อมสัญญาว่าจะมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้นและมาตรการป้องกันที่เข้มแข็งขึ้น

“เราจะจัดตั้งช่องทางการรายงาน รวมถึงความร่วมมือกับกลุ่มพลเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของแรงงานข้ามชาติจะได้รับการรับฟัง และความกังวลของพวกเขาจะได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ” นายคิมกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : koreatimes

Amazon เผย ระบบกลับมาออนไลน์แล้ว กูรูคาดเสียหายหลักแสนล้าน

Amazon เผย ระบบกลับมาออนไลน์แล้ว กูรูคาดเสียหายหลักแสนล้าน

21 ต.ค. 2568 04:57 น.

Amazon เผย ระบบกลับมาออนไลน์แล้ว กูรูคาดเสียหายหลักแสนล้าน

Amazon เผย แก้ไขปัญหาที่เป็นสาเหตุทำให้ระบบคลาวด์ของพวกเขาหยุดชะงักได้แล้ว แต่ยังมีเว็บไซต์กับแอปพลิเคชันมากมายที่ยังประสบปัญหา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าความเสียหายอาจสูงถึงหลักแสนล้าน

บริษัท Amazon เปิดเผยเมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ (20 ต.ค. 2568) ตามเวลาสหรัฐฯ ว่า ระบบส่วนใหญ่ของพวกเขากลับมาออนไลน์ได้แล้ว หลังจากเกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ของบริการคลาวด์ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งส่งผลให้แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีชื่อเสียงหลายพันแห่งต้องล่มตามไปด้วย

Amazon ระบุว่า พวกเขาแก้ปัญหาที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการหยุดชะงักได้แล้ว แต่ยอมรับว่ายังมีข้อผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญสำหรับบริการบางอย่าง “เรายังคงติดตามการฟื้นตัวในบริการ AWS ทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง”

แอปพลิเคชันบางส่วนสามารถกลับมาออนไลน์ได้หลังจากเกิดการหยุดชะงักนานกว่า 6 ชั่วโมง โดยมีบริษัทได้รับผลกระทบมากกว่า 1,000 แห่ง รวมถึง Snapchat, Duolingo, และ Roblox

ขณะที่เว็บไซต์ติดตามความขัดข้องของแพลตฟอร์มอย่าง Down detector ระบุว่า ผู้ใช้ยังคงรายงานปัญหาระหว่างการใช้แอป Grok, Lyft, และ Hulu

อีกหนึ่งบริการของ Amazon ที่ยังมีรายงานว่าเกิดปัญหาอยู่คือ Lambda ซึ่งเป็นบริการที่ให้ลูกค้าสามารถเขียนโค้ดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มของตนได้ โดย Amazon กำลังดำเนินการแก้ไขเพื่อให้บริการนี้กลับมาออนไลน์ได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ นายเมห์ดี ดาวูดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Catchpoint ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบประสิทธิภาพอินเทอร์เน็ต ประมาณการว่า ผลกระทบทางการเงินรวม จากการหยุดชะงักของบริการ AWS อาจมีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

“เหตุการณ์นี้เน้นให้เห็นถึงความซับซ้อนและความเปราะบางของอินเทอร์เน็ต รวมถึงการที่ทุกแง่มุมของการทำงานของเราต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตอย่างมาก” ดาวูดีกล่าวในแถลงการณ์ต่อ CNN

“ผลกระทบทางการเงินของการหยุดชะงักครั้งนี้สามารถสูงถึงหลายแสนล้านดอลลาร์ได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากการสูญเสียผลิตภาพ ของพนักงานหลายล้านคนที่ทำงานไม่ได้ บวกกับการดำเนินธุรกิจที่ต้องหยุดชะงักหรือล่าช้า ตั้งแต่สายการบินไปจนถึงโรงงาน”

เหตุการณ์การหยุดชะงักนี้ได้ส่งผลให้เกิดเที่ยวบินล่าช้า ผู้บริโภคไม่สามารถทำการซื้อบนแอปพลิเคชันบางตัวหรือเข้าถึงบริการทางการเงินได้ และสร้างปัญหาให้กับคนงานที่พยายามทำงานของตนตลอดทั้งวันจันทร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา หลังถูกลักพาตัวจากไทย

นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา หลังถูกลักพาตัวจากไทย

21 ต.ค. 2568 03:19 น.

นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา หลังถูกลักพาตัวจากไทย

(ภาพจาก Vera Kravtsova / Daily Mail)

นางแบบสาวชาวเบลารุส ถูกสแกมเมอร์หลอกมาไทย ก่อนถูกลักพาตัวไปเมียนมา พร้อมบังคับให้ทำงานกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์ สุดท้ายถูกฆาตกรรมแล้วชิงอวัยวะไปขาย คนร้ายไม่วายเรียกค่าไถ่ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรวมถึง เดลีเมล รายงานว่า น.ส.เวรา คราฟต์โชวา นางแบบและนักร้องสาวชาวเบลารุสวัย 26 ปี ถูกฆาตกรรมและชิงอวัยวะ หลังจากเธอตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงออนไลน์ และถูกลักพาตัวจากประเทศไทยไปยังศูนย์สแกมเมอร์ของแก๊งอาชญากรรมในประเทศเมียนมา

น.ส.คราฟต์โซวา เดินทางมายังกรุงเทพมหานคร ของประเทศไทย เมื่อ 20 ก.ย. เพื่อสัมภาษณ์งานหลังจากได้รับข้อความเสนองานถ่ายแบบแบบพาร์ทไทม์

แต่ข่าวระบุว่า ทันทีที่เธอเดินทางมาถึงประเทศไทย น.ส.คราต์โซวาก็ถูกลักพาตัวไปโดยแก๊งอาชญากรรมท้องถิ่น และถูกพาไปยังชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา พร้อมกับถูกยึดหนังสือเดินทางและโทรศัพท์มือถือ ถูกทำร้ายร่างกายและถูกข่มขู่ให้ทำงานเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการ “โรแมนซ์สแกม” (หลอกให้รักแล้วตบทรัพย์) ทางออนไลน์

ข่าวระบุอีกว่า สถานที่ที่ น.ส.คราฟต์โซวาถูกพาตัวไปนั้น เป็นพื้นที่ไร้กฎหมายที่เรียกว่า “แคมป์” (camp) ตั้งอยู่ทางเหนือของเมียนมา เป็นศูนย์ปฏิบัติการอาชญากรรมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่บริหารร่วมกันโดย แก๊งชาวจีนกับกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่น

ผู้คนที่ถูกพาไปที่นั่นจะถูกควบคุมตัวและถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยหากไม่ทำตามที่สั่งหรือทำกำไรไม่ได้ตามเป้าหมาย พวกเขาจะถูกทำร้ายร่างกาย, ถูกทรมาน หรือถูกขู่บังคับให้ขายบริการทางเพศ และชิงอวัยวะไปขาย

ข่าวระบุว่า น.ส.คราฟต์โซวาทำกำไรไม่ได้ตามเป้าหมาย แก๊งอาชญากรจึงตัดการสืบสวนกับภายนอกของเธอทั้งหมด ไม่นานจากนั้น แก๊งก็ติดต่อไปยังครอบครัวของ น.ส.คราฟต์โซวา และอ้างว่า เธอเสียชีวิตแล้ว พร้อมเรียกร้องเงินจำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการส่งร่างกลับคืน

เมื่อครอบครัวคราฟต์โซวาไม่ทำตาม แก๊งอาชญากรจึงส่งข้อความเพิ่มโดยระบุว่า ร่างของคราฟต์โซวาถูกฌาปนกิจแล้ว และบอกว่าไม่จำเป็นต้องตามหาเธออีก

ครอบครัวคราฟต์โซวายังได้รับข้อความจากบุคคลปริศนาอ้างว่า คราฟต์โซวาถูกขายให้กับแก๊งค้าอวัยวะในช่วงต้นเดือนตุลาคม และถูกนำอวัยวะออกไป ก่อนจะถูกสังหารและร่างถูกฌาปนกิจ

กระทรวงการต่างประเทศของเบลารุสยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และกำลังให้ความช่วยเหลือครอบครัวคราฟต์โซวาผ่านช่องทางทางการทูต และมีรายงานด้วยว่า มารดาของคราฟต์โซวาพยายามเจรจากับแก๊งอาชญากร ซึ่งตกลงจะคืนอัฐิลูกสาวของเธอให้โดยไม่เรียกเงินค่าไถ่ โดยเธอวางแผนจะเดินทางไปเมียนมาเพื่อจัดการเรื่องอัฐิ

ทั้งนี้ รายงานของสหประชาชาติในปี 2566 ประเมินว่า มีเหยื่อการค้ามนุษย์ประมาณ 120,000 คนถูกควบคุมตัวอยู่ในเมียนมา โดยส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม อินเดีย ศรีลังกา และมีบางส่วนมาจากรัสเซียและประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงในฐานะ “ทาสยุคใหม่” (modern slave)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chosun , the standard.hk

ทรัมป์-นายกฯ ออสเตรเลีย ลงนามข้อตกลงแร่หายาก หวังลดพึ่งพาจีน

ทรัมป์-นายกฯ ออสเตรเลีย ลงนามข้อตกลงแร่หายาก หวังลดพึ่งพาจีน

21 ต.ค. 2568 01:41 น.

ทรัมป์-นายกฯ ออสเตรเลีย ลงนามข้อตกลงแร่หายาก หวังลดพึ่งพาจีน

ผู้นำสหรัฐฯ กับออสเตรเลียลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับแร่หายากร่วมกันแล้ว หลังจีนเพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกแร่ดังกล่าวมากขึ้น จนโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เพิ่มกำแพงภาษี

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ลงนามข้อตกลงเรื่องแร่หายาก (Rare Earths) และแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้มั่นใจว่าจะมีการจัดหาวัสดุเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จีนกำลังพยายามควบคุมอุปทานทั่วโลกมากขึ้น

นายทรัมป์เปิดทำเนียบขาวต้อนรับนายอัลบาเนซี โดยนี่นับเป็นการประชุมกันต่อหน้าครั้งแรกของทั้งคู่ โดยนายทรัมป์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ได้มีการเจรจากันมาเป็นเวลา 4-5 เดือนแล้ว ขณะที่นายอัลบาเนซีระบุว่า ท่อส่งมูลค่า 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐของพวกเขา พร้อมที่จะใช้งานแล้ว

ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลงดังกล่าว แต่ผู้นำทั้งสองกล่าวว่าส่วนหนึ่งของข้อตกลงเกี่ยวข้องกับการแปรรูปแร่ธาตุ โดยนายอัลบาเนซีระบุว่าทั้งสองประเทศจะร่วมกันสนับสนุนเงินทุน 1 พันล้านดอลลาร์ให้แก่โครงการร่วมนี้ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กำลังมองหาเส้นทางใหม่ในการเข้าถึงแร่หายากและแร่ธาตุทั่วโลก หลังจากจีนกำลังเพิ่มการควบคุมอุปทานทั่วโลก โดยจากข้อมูลของสำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) จีนมีปริมาณแร่หายากสำรองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ออสเตรเลียก็มีแร่ธาตุสำรองมากเช่นกัน

นอกจากข้อตกลงเรื่องแร่ธาตุแล้ว ผู้นำทั้งสองยังมีแผนจะหารือเกี่ยวกับข้อตกลง AUKUS มูลค่า 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบรรลุข้อตกลงในปี 2566 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดนในขณะนั้น โดยออสเตรเลียจะซื้อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ในปี 2032 ก่อนที่จะสร้างเรือดำน้ำคลาสใหม่ร่วมกับสหราชอาณาจักร

นายจอห์น ฟีแลน เลขาธิการทบวงทหารเรือของสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ และออสเตรเลียกำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับปรุงกรอบการทำงาน AUKUS เดิมสำหรับทั้งสามฝ่าย “และชี้แจงความคลุมเครือบางอย่างที่อยู่ในข้อตกลงก่อนหน้านี้”

ด้านเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียมั่นใจว่า ข้อตกลง AUKUS จะดำเนินต่อไป โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ริชาร์ด มาร์ลส์ กล่าวว่าเขารู้ว่าการทบทวนจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

20 ต.ค. 2568 23:30 น.

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

สส.เกาหลีใต้เผย มีชาวเกาหลีที่เดินทางไปกัมพูชาแล้วไม่กลับประเทศปีละหลายพันคน ทำให้เกิดคำถามว่า อาจมีพลเรือนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชามากกว่าที่คิด

นาย พัค ชาน-แด สส.จากพรรคประชาธิปไตย พรรครัฐบาลของเกาหลีใต้ เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 20 ต.ค. 2568 ว่า ชาวเกาหลีใต้จำนวนหลายพันคนที่เดินทางไปกัมพูชาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เดินทางกลับประเทศ บ่งชี้ว่า มีพลเมืองของพวกเขาทำงานในศูนย์หลอกลวงในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้มากกว่าที่เคยเชื่อกัน

ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ที่ยื่นให้แก่ สส.พัคระบุว่า ส่วนต่างของจำนวนชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชาและจำนวนผู้ที่กลับจากกัมพูชาอยู่ที่ 3,209 คนในปี 2565, 2,662 คนในปี 2566 และ 3,248 คนในปี 2567 เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2564 ที่มีส่วนต่างเพียง 113 คนเท่านั้น

ชาวเกาหลีจำนวนมากที่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศนี้ ทำให้เกิดคำถามว่าจำนวนพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงซึ่งมีฐานอยู่ในกัมพูชา อาจสูงกว่าตัวเลขประมาณการของรัฐบาลซึ่งระบุไว้ประมาณ 1,000 คน หรือไม่

ขณะที่ตัวเลขของปี 2568 นี้ นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคม มีชาวเกาหลีใต้เดินทางไปกัมพูชา 67,609 คน แต่เดินทางกลับมา 66,745 คน ทำให้มีส่วนต่างอยู่ที่ 864 คน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชาชี้ว่า ในปี 2567 มีชาวเกาหลีใต้เดินทางเข้าประเทศ 192,305 คน ขณะที่ข้อมูลฝั่งเกาหลีใต้ระบุว่า มีพลเมืองเดินทางออกจากประเทศไปกัมพูชาในปีเดียวกันนั้นจำนวน 100,820 คนเท่านั้น

สำนักข่าว ยอนฮัป รายงาน อ้างการเปิดเผยของผู้ที่รู้จักพนักงานในเครือข่ายอาชญากรรมแห่งหนึ่งในกัมพูชา ว่า มีชาวเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการหลอกลวงในประเทศนี้ อย่างน้อย 2,000 ถึง 3,000 คน

“ไม่ได้มีแค่คนที่เดินทางออกไปโดยเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังมีคนที่ลักลอบเข้ากัมพูชาโดยผ่านประเทศจีนด้วย” แหล่งข่าวระบุ

แหล่งข่าวอีกคนที่อ้างว่าเคยทำงานในศูนย์อาชญากรรม อ้างว่ามีชาวเกาหลีอยู่ในศูนย์ดังกล่าวประมาณ 50 คน โดยบางคนหาเงินได้แล้วก็ย้ายไปตั้งบริษัทใหม่ในภูมิภาคอื่น

ด้านนายพัค กล่าวว่า มีแนวโน้มว่าจะมีเหยื่อชาวเกาหลีจากอาชญากรรมในกัมพูชาอีกมาก พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศ

“รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศซ้ำ โดยการเปรียบเทียบประวัติการเข้าและออกของแต่ละบุคคลกับบันทึกของกงสุลและตำรวจ” นายพัคกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : koreatimes