ดับแล้ว 177 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก ชาติแอฟริกาอื่นๆ เริ่มเสี่ยง

ดับแล้ว 177 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก ชาติแอฟริกาอื่นๆ เริ่มเสี่ยง

24 พ.ค. 2569 05:30 น.

ดับแล้ว 177 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก ชาติแอฟริกาอื่นๆ เริ่มเสี่ยง

จำนวนผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าเกิดจากไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกเพิ่มเป็น 177 ศพแล้ว ขณะที่ความเสี่ยงจากไวรัสอีโบลาในชาติแอฟริกาประเทศอื่นๆ กำลังเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 ประเทศยูกันดายืนยันพบผู้ติดเชื้ออีโบลาเพิ่มอีก 3 ราย ขณะที่สภากาชาดเปิดเผยว่ามีอาสาสมัครเสียชีวิต 3 รายในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) หรือ ดีอาร์คองโก ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางคำเตือนว่าไวรัสมรณะนี้อาจแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาอีกหลายประเทศ

เมื่อสัปดาห์ก่อน องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงนี้ เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโกแล้ว 177 ศพ และมีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยอีกกว่า 750 ราย

เมื่อวันเสาร์ หน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหภาพแอฟริกาออกมาเตือนว่า มีประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาอีกหลายแห่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากไวรัสอีโบลา เพิ่มเติมจากดีอาร์คองโกและยูกันดา

“เรามีประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีก 10 ประเทศ” ฌ็อง คาเซยา (Jean Kaseya) ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) กล่าว พร้อมระบุรายชื่อประเทศ อันได้แก่ แองโกลา, บุรุนดี, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, สาธารณรัฐคองโก, เอธิโอเปีย, เคนยา, รวันดา, ซูดานใต้, แทนซาเนีย และแซมเบีย

นายคาเซยากล่าวว่า “การเคลื่อนย้ายประชากรในปริมาณสูงและความไม่มั่นคง” ภายในภูมิภาค เป็นปัจจัยที่ช่วยให้โรคนี้แพร่ระบาดออกไป

ศูนย์กลางการแพร่ระบาดในปัจจุบันอยู่ที่พื้นที่ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ซึ่งกำลังเผชิญกับภัยสงครามและความขัดแย้ง โดยมีการตรวจพบเชื้อเป็นครั้งแรกในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ก่อนจะแพร่กระจายไปยังจังหวัดคิวูใต้ (South Kivu)

การพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ได้รับการยืนยันในยูกันดา ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกแห่งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 5 รายแล้ว นับตั้งแต่ตรวจพบโรคในยูกันดาและดีอาร์คองโกเมื่อ 15 พ.ค. โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ผู้ป่วยรายใหม่ในยูกันดาประกอบด้วย คนขับรถ, บุคลากรทางการแพทย์ และหญิงรายหนึ่งที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งทั้งหมดในตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่

เมื่อวันศุกร์ องค์การอนามัยโลกยกระดับความเสี่ยงจากโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกสู่ระดับสูงสุด คือระดับ “สูงมาก” (very high) ขณะที่ประเมินความเสี่ยงในภูมิภาคแอฟริกากลางอยู่ที่ระดับ “สูง” (high) แต่ความเสี่ยงในระดับโลกยังคงอยู่ในระดับ “ต่ำ” (low)

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การระบาดระลอกล่าสุดนี้อาจมีการแพร่กระจายอย่างเงียบๆ มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เกิดจากเชื้ออีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้น้อยกว่า และในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาใดๆ ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังสารเคมีอันตรายรั่วไหล

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังสารเคมีอันตรายรั่วไหล

24 พ.ค. 2569 04:29 น.

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังสารเคมีอันตรายรั่วไหล

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขต ออเรนจ์ เคาน์ตี หลังเกิดเหตุสารเคมีอันตรายรั่วไหล ซึ่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเตือนว่า มีความเสี่ยงที่สารเคมีจะทะลักหรือถึงขั้นเกิดการระเบิด

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เขต ออเรนจ์ เคาน์ตี ในขณะที่ทางรัฐยังคงเดินหน้าสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุสารเคมีอันตรายรั่วไหล ณ สถานประกอบการด้านการบินและอวกาศ จนต้องอพยพผู้อยู่อาศัยในพื้นที่โดยรอบเป็นจำนวนหลายหมื่นคน

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงงานของบริษัท จีเคเอ็น แอโรสเปซ (GKN Aerospace) ในเมืองการ์เดนโกรฟ โดยถังเก็บสาร “เมทิล เมทาคริเลต” ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมการบิน เกิดความร้อนสูงผิดปกติเมื่อวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) ก่อนเริ่มปล่อยไอระเหยปริมาณมากออกสู่อากาศ

เจ้าหน้าที่จึงประกาศอพยพประชาชนในเมืองการ์เดนโกรฟ และขยายพื้นที่อพยพเพิ่มเติมไปยังบางส่วนของอีก 5 เมือง ได้แก่ ไซเปรส, สแตนตัน, อนาไฮม์, บูเอนาพาร์ก และเวสต์มินสเตอร์ รวมประมาณ 40,000 คน

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งการให้สำนักงานบริการภาวะฉุกเฉินของผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย (Cal OES) และหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด สนับสนุน ออเรนจ์ เคาน์ตี รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบเพื่อจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ และเปิดทางให้สามารถนำทรัพยากรและอำนาจการจัดการภาวะฉุกเฉินเพิ่มเติมออกมาใช้ได้

ทั้งนี้ รวมถึงการเปิดพื้นที่ทรัพย์สินของรัฐและพื้นที่จัดงานประจำเมือง เพื่อใช้เป็นสถานที่พักพิงสำหรับผู้ร่วมอพยพตามความจำเป็น

“ความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยใน ออเรนจ์ เคาน์ตี คือสิ่งสำคัญที่สุด เรากำลังระดมทุกทรัพยากรที่รัฐมีเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่ และเพื่อให้มั่นใจว่าชุมชนจะได้รับสิ่งที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย” นายนิวซัมระบุ

ด้านนาง แคโรไลน์ โทมัส เจคอบส์ ผู้อำนวยการ Cal OES กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะผสานการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานภาครัฐเพื่อมุ่งเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัยของชุมชนเป็นหลัก”

ก่อนหน้านี้ นายเครก โคเวย์ ผู้บัญชาการประจำหน่วยงานดับเพลิง ออเรนจ์ เคาน์ตี กล่าวว่า ถังเก็บสารเคมีที่รั่วไหลกำลังจะเกิดความเสียหายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจากสองทางนี้ นั่นคือ เกิดการทะลักของสารเคมีพิษปริมาณหลายพันแกลลอน หรือเกิดการระเบิดขึ้น โดยทางการยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุการณ์นี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใดหรือในรูปแบบใด

“ตอนนี้เหลือทางออกที่เป็นไปได้แค่สองทางเท่านั้น” นายโคเวย์กล่าว “ทางแรกคือ ถังเกิดความเสียหายและทำให้สารเคมีอันตรายร้ายแรงรวมประมาณ 6,000 ถึง 7,000 แกลลอน ทะลักไหลนองเต็มลานจอดรถในบริเวณนั้น หรือทางที่สองคือ ถังเกิดปฏิกิริยาความร้อนสะสมจนควบคุมไม่ได้แล้วระเบิด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อถังอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ที่มีเชื้อเพลิงหรือสารเคมีบรรจุอยู่ด้วยเช่นกัน”

โคเวย์เน้นย้ำว่า “ในขณะนี้ยังไม่มีการรั่วไหลของแก๊ส และไม่มีกลุ่มควันพิษในพื้นที่” แต่เขาได้เตือนให้ประชาชนปฏิบัติตามคำเตือนเรื่องการอพยพอย่างเคร่งครัดและห้ามเข้าไปในพื้นที่เนื่องจากอาจเกิดการทะลักของสารเคมีหรือการระเบิดขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : gov.ca.

ปูตินลั่นจะตอบโต้ หลังกล่าวหายูเครนโจมตีหอพักนักศึกษาดับ 16 ศพ

ปูตินลั่นจะตอบโต้ หลังกล่าวหายูเครนโจมตีหอพักนักศึกษาดับ 16 ศพ

24 พ.ค. 2569 03:04 น.

ปูตินลั่นจะตอบโต้ หลังกล่าวหายูเครนโจมตีหอพักนักศึกษาดับ 16 ศพ

วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียยืนยันว่าจะมีการตอบโต้ หลังกล่าวหายูเครนว่า โจมตีหอพักนักศึกษาในแคว้นลูฮานสค์ที่ถูกรัสเซียยึดครอง ขณะที่ฝ่ายยูเครนอ้างว่า โจมตีเป้าหมายทางทหาร

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวหายูเครนว่าเป็นผู้ลงมือโจมตีหอพักนักศึกษาที่เมืองสตารูบิลสค์ (Starobilsk) ในแคว้นลูฮานสค์ ที่รัสเซียเข้ายึดครอง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 ศพ และบาดเจ็บอีก 42 ราย พร้อมประกาศกร้าวว่าจะมีการตอบโต้อย่างแน่นอน

กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินของรัสเซียเปิดเผย เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันศุกร์ (22 พ.ค.) โดยนอกจากจะทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าวแล้ว คาดว่ายังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 5 คนด้วย

ทางด้านกองทัพยูเครนแถลงว่า พวกเขาได้ทำการโจมตีสำนักงานใหญ่ของ “รูบิคอน” (Rubicon) ซึ่งเป็นหน่วยทหารโดรนระดับหัวกะทิของรัสเซียในเมืองสตารูบิลสค์ ทว่าไม่ได้ระบุว่าเป็นอาคารหลังเดียวกันกับที่ทางรัสเซียกล่าวอ้างหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ปูตินยืนยันว่า “ไม่มีสิ่งปลูกสร้างทางทหาร สิ่งปลูกสร้างของหน่วยข่าวกรอง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดๆ อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเลย … ดังนั้น จึงไม่มีมูลความจริงใดๆ ทั้งสิ้นที่จะมาอ้างว่าขีปนาวุธเหล่านั้นตกลงใส่อาคารเนื่องจากระบบป้องกันภัยทางอากาศหรือระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของเรา”

ปูตินกล่าวในงานเลี้ยงรับรอง ณ ทำเนียบเครมลินในกรุงมอสโกเมื่อวันศุกร์ว่า การโจมตีของยูเครนในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ระลอก โดยใช้โดรนทั้งหมด 16 ลำ และเขายังได้สั่งการให้กองทัพรัสเซียเตรียม “ข้อเสนอ” สำหรับแนวทางการตอบโต้การโจมตีในครั้งนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้น

ทรัมป์เผย อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้น

24 พ.ค. 2569 01:26 น.

ทรัมป์เผย อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้น

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้นแล้ว ขณะที่ฝ่ายเตหะรานก็บอกว่ามีความคืบหน้าเช่นกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นทำข้อตกลงในเร็วๆ นี้

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิหร่านกำลังขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการยุติสงครามกับสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น ขณะที่ทางฝั่งเตหะรานก็ส่งสัญญาณเช่นกันว่ามีความคืบหน้าเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายต่างยังคงสงวนท่าที โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า ประเด็นสำคัญเรื่องอาวุธนิวเคลียร์จะไม่ถูกรวมอยู่ในข้อเสนอขั้นต้นใดๆ

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS News เขาได้เห็นร่างข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว และเมื่อถูกถามว่าร่างดังกล่าวดีพอหรือไม่ เขาตอบว่า “ผมไม่รู้ ผมยังบอกคุณไม่ได้” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างข้อตกลงดังกล่าว แต่ยืนยันหนักแน่นว่า ข้อตกลงใดๆ ก็ตามจะต้องขัดขวางไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่าง “เด็ดขาด”

“ผมจะลงนามในข้อตกลงที่เราได้ทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ต้องการเท่านั้น” ทรัมป์กล่าว “เราจะมีข้อตกลงร่วมกัน ไม่อย่างนั้นเราก็จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีประเทศใดเคยโดนโจมตีอย่างหนักหน่วงเท่ากับที่พวกเขากำลังจะโดน”

ด้านนายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐเมื่อวันเสาร์ว่า จุดยืนของสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มขยับเข้าหากันมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็เตือนว่านั่นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญๆ ได้ พร้อมทั้งกล่าวหาฝ่ายอเมริกันว่ามี “ถ้อยแถลงที่ขัดแย้งกันเอง”

“แผนการของเราคือการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) หรือข้อตกลงในรูปแบบของกรอบการทำงานเบื้องต้นก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยข้อกำหนด 14 ข้อ” สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างคำกล่าวของนายบากาอี

นายบากาอีระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้พวกเขากำลังอยู่ในกระบวนการขั้นสุดท้ายของการจัดทำบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อที่จะสามารถเปิดฉากเจรจารอบต่อๆ ไปได้ภายใน 30 ถึง 60 วัน “และในท้ายที่สุดก็จะสามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสูงสุดได้”

ในขณะเดียวกัน นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ แสดงความหวังอย่างระมัดระวังในระหว่างการเยือนประเทศอินเดียเมื่อวันเสาร์ โดยระบุว่าอาจมีการอัปเดตความคืบหน้าภายในสุดสัปดาห์นี้

รูบิโอยังคงเน้นย้ำถึงจุดยืนของสหรัฐฯ ที่ว่า จะต้องไม่อนุญาตให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด และได้พูดถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งโดยที่อิหร่านจะต้องไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทาง

นอกจากนี้ เขากล่าวว่าอิหร่านจำเป็นต้องส่งมอบยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นสูงทั้งหมดคืนอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

23 พ.ค. 2569 23:25 น.

ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

ฝรั่งเศสสั่งห้าม เบน กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล ไม่ให้เดินทางเข้าประเทศ หลังมีคลิปแสดงให้เห็นว่าชายคนนี้พูดเยาะเย้ยกลุ่มนักเคลื่อนไหวยุโรปที่ถูกจับกุม

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 ฝรั่งเศสประกาศห้าม นายอิตามาร์ เบน กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ หลังจากเขาโพสต์วิดีโอล้อเลียนกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ถูกทหารอิสราเอลจับกุมและมัดมือไว้ บนเรือขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่มุ่งหน้าไปยังฉนวนกาซา

นายฌ็อง-โนแอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ จะถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสู่ดินแดนของฝรั่งเศส” หลังจากมี “การกระทำอันน่ารังเกียจต่อพลเมืองฝรั่งเศสและยุโรป” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือขนส่งสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

เขากล่าวเสริมว่า ฝรั่งเศสและอิตาลีจะร่วมกันเรียกร้องให้มีมาตรการคว่ำบาตรระดับสหภาพยุโรป (EU) ต่อรัฐมนตรีฝ่ายขวาจัดของอิสราเอลรายนี้ด้วย

การสั่งแบนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนายเบน-กวีร์ เผยแพร่วิดีโอเมื่อวันพุธที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติอย่างรุนแรงต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวต่างชาติจากกองเรือดังกล่าว โดยพวกเขาถูกอิสราเอลควบคุมตัวในน่านน้ำสากล และกำลังอยู่ระหว่างการรอส่งตัวกลับประเทศที่ท่าเรืออัชดอดทางตอนใต้

ในคลิปวิดีโอปรากฏภาพนักเคลื่อนไหวหลายสิบคนถูกบังคับให้นั่งคุกเข่า ก้มหน้าผากจรดพื้น และถูกมัดมือไว้ด้านหลัง โดยมีนายเบน กวีร์ พูดล้อเลียนอยู่ใกล้ๆ เช่น “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล” เขายังพูดจาเยาะเย้ยถากถางนักเคลื่อนไหวเหล่านั้นพร้อมกับโบกธงชาติอิสราเอลไปมาด้วย

คลิปดังกล่าวเรียกเสียงประณามเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป โดยก่อนหน้านี้ สเปนเรียกร้องให้สหภาพยุโรปออกมาตรการคว่ำบาตรนายเบน-กวีร์ ขณะที่สหราชอาณาจักรได้เรียกตัวทูตระดับสูงสุดของอิสราเอลประจำอังกฤษเข้าพบ หลังจากมี “วิดีโอที่สร้างความขัดแย้งและยั่วยุ” ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป

ส่วนทางด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ก็ออกมากล่าวเช่นกันว่า การปฏิบัติต่อนักเคลื่อนไหวของนายเบน-กวีร์ นั้น “ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและบรรทัดฐานของประเทศอิสราเอล”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โรคหัดระบาดคร่าชีวิตเด็กมากกว่า 500 รายในบังกลาเทศ

โรคหัดระบาดคร่าชีวิตเด็กมากกว่า 500 รายในบังกลาเทศ

23 พ.ค. 2569 22:15 น.

โรคหัดระบาดคร่าชีวิตเด็กมากกว่า 500 รายในบังกลาเทศ

การระบาดของโรคหัดระลอกปัจจุบันในบังกลาเทศทำให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วกว่า 500 ราย ในขณะที่ทางการกำลังเร่งแคมเปญฉีดวัคซีนให้เด็กๆ เพื่อป้องกันการติดต่อของเชื้อ

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พ.ค. 2569 รัฐบาลบังกลาเทศระบุว่า สถานการณ์โรคหัดระบาดในประเทศส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วมากกว่า 500 ราย นับเป็นการระบาดของโรคหัดครั้งรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษของบังกลาเทศ

โรงพยาบาลต่างๆ ในกรุงธากา เมืองหลวงของประเทศ ตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดอย่างหนัก เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่ล้นทะลัก และต้องจัดตั้งวอร์ดเฉพาะกิจเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ แต่ยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากจากการขาดแคลนเตียงผู้ป่วยหนัก (ICU)

ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเด็กเสียชีวิตเพิ่มอีก 13 รายภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมจากการระบาดครั้งนี้พุ่งสูงถึง 512 รายแล้ว ตามตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขที่เริ่มรายงานนับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมเป็นต้นมา

บังกลาเทศได้เริ่มโครงการระดมฉีดวัคซีนครั้งใหญ่เพื่อต่อสู้กับการระบาด โดย รานา ฟลาวเวอร์ส (Rana Flowers) หัวหน้าองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประจำบังกลาเทศ เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า แคมเปญดังกล่าวสามารถเข้าถึงเด็กๆ ได้แล้วถึง 18 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า กว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่เต็มประสิทธิภาพจากการระดมฉีดวัคซีนนี้ อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

ด้านองค์การยูนิเซฟแถลงเมื่อวันพุธ (20 พ.ค.) ช่องโหว่ในการสร้างภูมิคุ้มกันทวีความรุนแรงขึ้นในระหว่างและหลังเหตุการณ์ความไม่สงบจากการลุกฮือของประชาชนในปี 2567 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการของประเทศ ส่งผลให้เด็กจำนวนมากไม่ได้รับการปกป้องจากวัคซีน

ทั้งนี้ โรคหัดเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยแพร่กระจายผ่านทางไอและจาม และยังไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจงเมื่อติดเชื้อแล้ว โดยภาวะแทรกซ้อนของโรคอาจรวมถึงอาการสมองบวมและปัญหาทางเดินหายใจรุนแรง แม้ว่าโรคนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหาร

ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากกระทรวงสาธารณสุขนี้ มีรายงานออกมาหลังจากที่รัฐบาลเคยอ้างว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว โดยสังเกตจากจำนวนผู้ป่วยที่ลดลงในหลายพื้นที่ที่เคยเผชิญกับการระบาดอย่างหนักก่อนหน้านี้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีการบันทึกสถิติในบังกลาเทศระหว่างการระบาดระลอกปัจจุบัน คือกลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี

ด้าน ไอซุล อิสลาม ข่าน กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลและวิทยาลัยแพทยศาสตร์ชาฮีด ซูห์ราวาดี (Shaheed Suhrawardy) ในกรุงธากา เผยกับสำนักข่าว AFP ว่า “แม้ว่าโรคหัดจะติดต่อกันได้ง่ายมาก แต่เด็กที่มีร่างกายแข็งแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถหายดีได้โดยใช้ยารักษาเพียงเล็กน้อย”

“แต่สำหรับที่นี่ เด็กส่วนใหญ่มาถึงโรงพยาบาลด้วยอาการทางเดินหายใจติดขัด รวมถึงมีการติดเชื้อที่ดวงตา ลำคอ และปอด” ซึ่ง ดร.อิสลาม ข่าน ระบุว่า เป็นอาการที่อยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 90 ศพ เหตุเหมืองถ่านหินจีนระเบิด รัฐบาลสั่งสอบสวนเข้ม

ดับแล้ว 90 ศพ เหตุเหมืองถ่านหินจีนระเบิด รัฐบาลสั่งสอบสวนเข้ม

23 พ.ค. 2569 21:39 น.

ดับแล้ว 90 ศพ เหตุเหมืองถ่านหินจีนระเบิด รัฐบาลสั่งสอบสวนเข้ม

เหตุระเบิดที่เหมืองถ่านหินทางเหนือของจีนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 90 ศพ ขณะที่รัฐบาลจีนสั่งให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้อย่างเข้มข้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 พ.ค. 2569 ว่า เหตุแก๊สระเบิดที่เหมืองถ่านหิน “หลิวเสินยวี่” (Liushenyu) ในมณฑลซานซี ทางตอนเหนือของประเทศจีน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 ศพแล้ว ขณะที่รัฐบาลจีน สั่งให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้อย่างเข้มข้น เพื่อหาตัวคนผิดมาลงโทษ

รายงานระบุว่า มีคนงานปฏิบัติหน้าที่อยู่ 247 คนในขณะที่เกิดเหตุระเบิดเมื่อเวลา 19:29 น. ของวันศุกร์ที่ 22 พ.ค.ตามเวลาท้องถิ่น โดยล่าสุดสามารถช่วยชีวิตผู้คนขึ้นมาได้อย่างปลอดภัยมากกว่า 100 คน และมีการส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยจำนวน 345 นายจากทีมกู้ภัย 6 ทีมไปยังพื้นที่เกิดเหตุแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกู้ภัยต้องเผชิญกับความยากลำบาก เนื่องจากมีน้ำสะสมอยู่ใกล้กับจุดที่เกิดการระเบิด ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่บางส่วนได้ นอกจากนี้ พิมพ์เขียวที่ทางเหมืองจัดหามาให้นั้นยังไม่ตรงกับสภาพพื้นที่จริงอีกด้วย

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวว่า ต้องทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาผู้บาดเจ็บและค้นหาผู้รอดชีวิต หลังจากนั้นคณะรัฐมนตรีของจีนแถลงว่า จะมีการดำเนินการสอบสวนอย่าง “เข้มงวด” และผู้ที่ต้องรับผิดชอบจะถูก “ลงโทษอย่างรุนแรง”

สื่อรัฐบาลระบุว่า ขณะนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 27 คนที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลท้องถิ่น โดยมี 1 คนที่อยู่ในอาการสาหัส ส่วนที่เหลือได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมแก๊สพิษ ทว่ายังไม่แน่ชัดว่าเป็นแก๊สชนิดใด

มีรายงานด้วยว่า สมาชิกทีมผู้บริหารของเหมืองบางส่วนถูกควบคุมตัวแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่ทำให้แก๊สระเบิด แต่สื่อรัฐบาลระบุว่า พบระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นแก๊สพิษร้ายแรงและไม่มีกลิ่น ภายในเหมือง “สูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด”

ทั้งนี้ ในปี 2567 เหมือง “หลิวเสินยวี่” เคยถูกสำนักงานความปลอดภัยเหมืองแร่แห่งชาติของจีน จัดให้อยู่ในรายชื่อหนึ่งในสถานที่ที่มี “อันตรายร้ายแรงด้านความปลอดภัย” และ ถงโจว กรุ๊ป (Tongzhou Group) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการเหมืองแห่งนี้ เคยถูกลงโทษมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2568 จากปัญหาด้านความปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยาน Starship ระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดมหาสมุทรอินเดีย อีลอน มัสก์ชี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทดสอบ

ยาน Starship ระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดมหาสมุทรอินเดีย อีลอน มัสก์ชี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทดสอบ

23 พ.ค. 2569 10:54 น.

ยาน Starship ระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดมหาสมุทรอินเดีย อีลอน มัสก์ชี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทดสอบ

จรวด Starship รุ่นอัปเกรด ของบริษัท SpaceX ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ เกิดลุกไหม้และระเบิดเป็นลูกไฟ หลังลงจอดในมหาสมุทรอินเดีย ระหว่างการทดสอบบินครั้งล่าสุด

การทดสอบดังกล่าวเป็นเที่ยวบินทดสอบครั้งที่ 12 ของโครงการ Starship และถือเป็นการบินครั้งแรกของ Starship เวอร์ชัน V3 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ ทั้งระบบเครื่องยนต์ ระบบป้องกันความร้อน และโครงสร้างจรวด เพื่อรองรับภารกิจในอนาคต ทั้งการส่งดาวเทียม การพามนุษย์กลับดวงจันทร์ และแผนเดินทางสู่ดาวอังคาร 

จรวดถูกปล่อยจากฐาน Starbase รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ หลังเลื่อนกำหนดปล่อยมาแล้ว 1 วัน เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่แท่นยิง โดยภารกิจครั้งนี้ใช้เวลาบินราว 66 นาที และสามารถเดินทางถึงจุดหมายเหนือมหาสมุทรอินเดียได้สำเร็จ 

ระหว่างภารกิจ Starship สามารถปล่อยดาวเทียมจำลอง Starlink ได้ 22 ดวง รวมถึงทดสอบระบบใหม่หลายรายการ เช่น แผ่นกันความร้อนรุ่นปรับปรุง และเครื่องยนต์ Raptor รุ่นใหม่ 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการบินมีรายงานว่า หนึ่งในเครื่องยนต์ Raptor เกิดปัญหาและดับลงกลางทาง ทำให้ระบบต้องชดเชยแรงขับด้วยเครื่องยนต์ที่เหลือ 

แม้สุดท้ายยานจะสามารถกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและลงแตะผิวน้ำได้ตามแผน แต่ภาพจากการถ่ายทอดสดเผยให้เห็นว่า Starship เกิดไฟลุกและระเบิดหลังสัมผัสน้ำทะเล กลายเป็นภาพลูกไฟขนาดใหญ่กลางมหาสมุทรอินเดีย 

อย่างไรก็ตาม SpaceX ระบุว่า เหตุระเบิดหลังลงจอดเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว เนื่องจากภารกิจนี้เน้นทดสอบการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและการลงจอด มากกว่าการกู้ยานกลับมาใช้งานจริง 

ที่ผ่านมา โครงการ Starship เผชิญปัญหาและการระเบิดหลายครั้งระหว่างการทดสอบ โดยเฉพาะปัญหาเชื้อเพลิงรั่ว ระบบแรงดัน และเครื่องยนต์ขัดข้อง ซึ่ง SpaceX ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีจรวดขนาดยักษ์ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก 

Starship ถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนสำรวจอวกาศของ SpaceX โดยองค์การนาซาเลือกใช้ยานรุ่นนี้ในโครงการ Artemis เพื่อพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้งภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ ขณะเดียวกัน อีลอน มัสก์ ยังตั้งเป้าใช้ Starship สำหรับภารกิจส่งมนุษย์ไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารในอนาคต. 

ที่มา : BBC

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนกว่า 40,000 คน หลังสารเคมีรั่วจากโรงงานในแคลิฟอร์เนีย เสี่ยงระเบิดซ้ำ

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนกว่า 40,000 คน หลังสารเคมีรั่วจากโรงงานในแคลิฟอร์เนีย เสี่ยงระเบิดซ้ำ

23 พ.ค. 2569 09:16 น.

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนกว่า 40,000 คน หลังสารเคมีรั่วจากโรงงานในแคลิฟอร์เนีย เสี่ยงระเบิดซ้ำ

สหรัฐฯ สั่งอพยพประชาชนราว 40,000 คน และปิดโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่ตอนใต้ หลังเกิดเหตุสารเคมีอันตรายรั่วไหลจากถังเก็บภายในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน เสี่ยงเกิดการระเบิด

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงงานของบริษัท จีเคเอ็น แอโรสเปซ (GKN Aerospace) ในเมืองการ์เดนโกรฟ เขตออเรนจ์เคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยถังเก็บสาร “เมทิล เมทาคริเลต” ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมการบิน เกิดความร้อนสูงผิดปกติเมื่อวันพฤหัสบดี ก่อนเริ่มปล่อยไอระเหยปริมาณมากออกสู่อากาศ

สำนักงานดับเพลิงออเรนจ์เคาน์ตีระบุว่า ภายในถังมีสารเคมีอยู่ประมาณ 6,000-7,000 แกลลอน หรือราว 22,700-26,500 ลิตร และไม่สามารถหยุดการรั่วไหลได้ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่จึงประกาศอพยพประชาชนในเมืองการ์เดนโกรฟ และขยายพื้นที่อพยพเพิ่มเติมไปยังบางส่วนของอีก 5 เมือง ได้แก่ ไซเปรส, สแตนตัน, อนาไฮม์, บูเอนาพาร์ก และเวสต์มินสเตอร์

เครก โควีย์ หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองการ์เดนโกรฟ เตือนระหว่างการแถลงข่าวว่า สถานการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่มาตรการป้องกันล่วงหน้า แต่เป็นภาวะฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงจริง พร้อมระบุว่า ถังเก็บสารเคมีอาจแตกร้าวจนสารเคมีรั่วไหลลงพื้น หรืออาจเกิดระเบิดขึ้นได้

ด้าน สเตฟานี คลอปเฟนสไตน์ นายกเทศมนตรีเมืองการ์เดนโกรฟ ยอมรับว่าสถานการณ์สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน แต่ย้ำว่าคำสั่งอพยพมีขึ้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้เร่งสร้างแนวกั้นด้วยกระสอบทราย เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีไหลลงท่อระบายน้ำ ลำคลอง หรือไหลลงสู่มหาสมุทรใกล้เคียง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สารเมทิล เมทาคริเลต เป็นสารที่ระเหยง่าย มีความเป็นพิษสูง และติดไฟได้ง่าย โดยก่อนหน้านี้ทีมกู้ภัยสามารถควบคุมถังที่เสียหายได้ 1 จาก 2 ถัง แต่ถังที่เหลือยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตหนักที่สุด

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลว่าเหตุสารเคมีรั่วในแคลิฟอร์เนียครั้งนี้ อาจลุกลามเป็นภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยครั้งใหญ่ได้ หากถังเกิดระเบิดขึ้นจริง.

ที่มา : AP

สเปซเอ็กซ์ปล่อย “สตาร์ชิป V3” จรวดรุ่นใหญ่สุด ขึ้นทดสอบบินครั้งแรก

สเปซเอ็กซ์ปล่อย “สตาร์ชิป V3” จรวดรุ่นใหญ่สุด ขึ้นทดสอบบินครั้งแรก

23 พ.ค. 2569 08:32 น.

สเปซเอ็กซ์ปล่อย “สตาร์ชิป V3” จรวดรุ่นใหญ่สุด ขึ้นทดสอบบินครั้งแรก

สเปซเอ็กซ์ปล่อยจรวด “สตาร์ชิป V3” รุ่นใหม่ขนาดใหญ่และทรงพลังที่สุดขึ้นทดสอบบินครั้งแรก ขณะที่นาซาจับตาใช้ภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ในโครงการอาร์ทิมิส

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 บริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของนายอีลอน มัสก์ ปล่อยจรวด “สตาร์ชิป V3” รุ่นปรับปรุงใหม่จากฐานปล่อยสตาร์เบส ทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส ใกล้ชายแดนเม็กซิโก เพื่อทดสอบการบินครั้งที่ 12 ของโครงการจรวดขนาดยักษ์ที่มุ่งพามนุษย์เดินทางสู่ดาวอังคารในอนาคต โดยการปล่อยจรวดครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังมัสก์ประกาศแผนนำสเปซเอ็กซ์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยสตาร์ชิปลำใหม่บรรทุกดาวเทียมจำลอง “สตาร์ลิงก์” จำนวน 20 ดวง เพื่อปล่อยระหว่างภารกิจทดสอบ

จรวดรุ่น V3 มีความสูง 124 เมตร สูงกว่ารุ่นก่อนหน้า และเพิ่มกำลังขับมากขึ้น พร้อมปรับปรุงระบบควบคุมและระบบนำทางใหม่ ทั้งครีบควบคุมขนาดใหญ่ขึ้น ระบบส่งเชื้อเพลิงที่แข็งแรงกว่าเดิม รวมถึงติดตั้งกล้องและคอมพิวเตอร์เพิ่มสำหรับภารกิจเชื่อมต่อยานในอนาคต

สเปซเอ็กซ์ตั้งเป้าให้สตาร์ชิปเป็นจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด โดยใช้แขนกลยักษ์ที่ฐานปล่อยช่วยรับตัวจรวดกลับสู่พื้นโลก แต่ภารกิจทดสอบครั้งนี้ไม่มีแผนกู้คืนชิ้นส่วนใด โดยบูสเตอร์จะตกลงสู่อ่าวเม็กซิโก ส่วนตัวยานจะสิ้นสุดภารกิจเหนือมหาสมุทรอินเดีย

องค์การนาซา กำลังจับตาความคืบหน้าของสตาร์ชิปอย่างใกล้ชิด เพราะมีแผนใช้เป็นยานลงจอดบนดวงจันทร์ในโครงการ “อาร์ทิมิส” ซึ่งเป็นภารกิจนำมนุษย์กลับไปดวงจันทร์ครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคอะพอลโล โดยนาซาให้เงินสนับสนุนหลายพันล้านดอลลาร์แก่สเปซเอ็กซ์ และบริษัทบลู ออริจิน (Blue Origin) ของนายเจฟ เบซอส เพื่อแข่งขันพัฒนายานลงจอดดวงจันทร์ โดยปัจจุบัน สตาร์ชิปสามารถบินขึ้นสู่ขอบอวกาศได้หลายครั้ง แม้บางภารกิจจบลงด้วยการระเบิดกลางอากาศ ขณะที่ “บลูมูน” ของบลูออริจิน ยังไม่เคยปล่อยบินจริง แต่มีแผนทดสอบภารกิจไปดวงจันทร์ภายในปีนี้.

ที่มา AP