จับ 2 หนุ่มอเมริกัน เล่นพิเรนทร์บุกเข้าส่วนจัดแสดง น้องลิงพันช์ หวังทำคอนเทนต์ป่วนสวนสัตว์

จับ 2 หนุ่มอเมริกัน เล่นพิเรนทร์บุกเข้าส่วนจัดแสดง น้องลิงพันช์ หวังทำคอนเทนต์ป่วนสวนสัตว์

20 พ.ค. 2569 09:13 น.

จับ 2 หนุ่มอเมริกัน เล่นพิเรนทร์บุกเข้าส่วนจัดแสดง น้องลิงพันช์ หวังทำคอนเทนต์ป่วนสวนสัตว์

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจับกุมชายชาวอเมริกัน 2 คน หลังบุกเข้าไปในพื้นที่จัดแสดงลิงของสวนสัตว์อิชิคาวะ ซิตี้ ซู ใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นบ้านของพันช์ลูกลิงชื่อดังที่เป็นไวรัลระดับโลก

ตำรวจเปิดเผยว่า หนึ่งในผู้ต้องหา ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 24 ปี ถูกจับเมื่อวันอาทิตย์ หลังปีนรั้วและกระโดดลงไปในคูน้ำ รอบกรงลิง ขณะที่ชายอีกคน ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นนักร้องวัย 27 ปี ทำหน้าที่ถ่ายคลิปเหตุการณ์

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นชายคนหนึ่งสวมชุดแฟนซี พร้อมหัวหน้ากากหน้ายิ้มสีเหลืองและแว่นกันแดด ปีนรั้วเข้าไปในพื้นที่จัดแสดง จนทำให้ฝูงลิงแตกตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่าทั้งสองไม่ได้เข้าใกล้ตัวสัตว์ และถูกเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เข้าควบคุมตัวได้อย่างรวดเร็ว

ตำรวจระบุว่า ชายทั้งสองถูกดำเนินคดีในข้อหา “ขัดขวางการดำเนินงานโดยใช้กำลัง” แต่ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหา นอกจากนี้ยังพบว่าไม่มีเอกสารยืนยันตัวตน และพยายามให้ข้อมูลชื่อปลอมกับเจ้าหน้าที่ในช่วงแรกของการสอบสวน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสวนสัตว์แห่งนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติหลั่งไหลเข้าชมจำนวนมาก เพราะความโด่งดังของ “น้องพันช์” ลูกลิงที่ถูกแม่ทอดทิ้ง ที่กลายเป็นขวัญใจชาวเน็ต

ก่อนหน้านี้ สวนสัตว์ได้โพสต์ภาพของพันช์กอดตุ๊กตาอุรังอุตังจาก IKEA เพื่อปลอบใจตัวเอง หลังถูกแม่แท้ ๆ ปฏิเสธไม่เลี้ยงดู จนภาพดังกล่าวกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์

ลูกลิงตัวนี้เกิดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมจำลอง ก่อนเริ่มฝึกกลับเข้าสู่ฝูงลิงอีกครั้งเมื่อต้นปีนี้ พร้อมเกิดแฮชแท็ก #HangInTherePunch ที่มีแฟนคลับติดตามจำนวนมาก

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวและครีเอเตอร์ต่างชาติสร้างพฤติกรรมไม่เหมาะสมมากขึ้น ท่ามกลางจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

เมื่อปีที่ผ่านมา ยูทูบเบอร์ชาวยูเครนที่มีผู้ติดตามกว่า 6.5 ล้านคน ถูกจับหลังไลฟ์สดบุกรุกบ้านในเขตอพยพรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

ขณะที่ “จอห์นนี โซมาลี” สตรีมเมอร์ชาวอเมริกันชื่อดัง ก็เคยถูกจับในญี่ปุ่นเมื่อปี 2023 จากข้อหาบุกรุกพื้นที่ก่อสร้างเช่นกัน.

ที่มา: channelnewsasia

ฝรั่งเศสเปิดประมูล “บันไดหอไอเฟล” อายุ 137 ปี คาดราคาพุ่งกว่า 5.7 ล้านบาท

ฝรั่งเศสเปิดประมูล "บันไดหอไอเฟล" อายุ 137 ปี คาดราคาพุ่งกว่า 5.7 ล้านบาท

20 พ.ค. 2569 09:12 น.

ฝรั่งเศสเปิดประมูล “บันไดหอไอเฟล” อายุ 137 ปี คาดราคาพุ่งกว่า 5.7 ล้านบาท

บันไดวนทำจากเหล็กส่วนหนึ่งของหอไอเฟลในกรุงปารีส ซึ่งเคยใช้รับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ยุคงานเวิลด์แฟร์ปี 1889 ถูกนำออกประมูลในฝรั่งเศส คาดราคาสูงถึง 150,000 ยูโร หรือประมาณ 5.7 ล้านบาท   

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สำนักประมูลอาร์ตคูเรียล (Artcurial) ในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส เตรียมนำบันไดเวียนเหล็กของหอไอเฟล ความสูง 2.75 เมตร จำนวน 14 ขั้น ออกประมูลในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ โดยชิ้นส่วนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของบันไดวนดั้งเดิมที่สร้างขึ้นพร้อมหอไอเฟลเมื่อปี 1889 เพื่อใช้ในงานเวิลด์แฟร์ที่กรุงปารีส

นางซาบรินา ดอลลา รองผู้อำนวยการของอาร์ตคูเรียล เปิดเผยว่า ในปี 1983 บริษัทผู้บริหารหอไอเฟลตัดสินใจปรับปรุงโครงสร้างและเปลี่ยนบันไดบางส่วนเป็นลิฟต์ เพื่อให้ทันสมัยและลดน้ำหนักของหอคอย โดยบันไดเดิมความยาวรวม 160 เมตร ถูกตัดแบ่งออกเป็น 20 ชิ้น ก่อนนำบางส่วนออกจำหน่าย โดยความนิยมของบันไดหอไอเฟลไม่ได้มาจากมูลค่าของมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับความทรงจำ การเดินทาง และภาพลักษณ์แห่งความโรแมนติกของกรุงปารีสที่ผู้คนทั่วโลกจดจำ

รายงานข่าวระบุว่า ชิ้นที่นำมาประมูลครั้งนี้เป็น “ชิ้นหมายเลข 1” เดิมถูกซื้อโดยนักธุรกิจชาวฝรั่งเศส และเก็บรักษาไว้ในโกดังนานกว่า 40 ปี ทำให้สภาพยังสมบูรณ์มาก สำหรับบันไดชิ้นนี้ สำนักประมูลประเมินราคาขายไว้ที่ 120,000-150,000 ยูโร หรือประมาณ 4.5-5.7 ล้านบาท

ทั้งนี้ หอไอเฟลใช้เวลาก่อสร้างเพียง 2 ปี 2 เดือน 5 วัน ใช้เหล็กกว่า 7,300 ตัน และหมุดย้ำกว่า 2.5 ล้านตัว ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงปารีส และต้อนรับนักท่องเที่ยวราว 7 ล้านคนต่อปี.

ที่มา Aljazeera

“ปูติน” เดินทางถึงจีน เตรียมพบหารือ “สี จิ้นผิง” สะท้อนสัมพันธ์รัสเซีย-จีนแนบแน่นขึ้น

“ปูติน” เดินทางถึงจีน เตรียมพบหารือ “สี จิ้นผิง” สะท้อนสัมพันธ์รัสเซีย-จีนแนบแน่นขึ้น

20 พ.ค. 2569 08:33 น.

“ปูติน” เดินทางถึงจีน เตรียมพบหารือ “สี จิ้นผิง” สะท้อนสัมพันธ์รัสเซีย-จีนแนบแน่นขึ้น

วลาดิเมียร์ ปูติน ปธน.รัสเซีย เดินทางถึงจีนเพื่อพบปธน.สี จิ้นผิง เพียงไม่กี่วันหลังโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเยือนจีน ท่ามกลางสงครามยูเครน และวิกฤตอิหร่าน

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง ของจีน ในช่วงค่ำวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม เพื่อเริ่มการเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน โดยมีกำหนดหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดจากสงคราม การคว่ำบาตร และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

การเยือนครั้งนี้นับเป็นการพบกันแบบเผชิญหน้าครั้งที่สองของปูตินและสี จิ้นผิง ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี และตรงกับวาระครบรอบ 25 ปี สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือฉันเพื่อนบ้านที่ดี  ปี 2544 ซึ่งเป็นข้อตกลงสำคัญที่ช่วยฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับจีน หลังทั้งสองประเทศเคยมีความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในยุคสงครามเย็น

การเดินทางเยือนจีนของปูตินเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการเยือนจีนและหารือกับสี จิ้นผิงเช่นกัน ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า จีนกำลังพยายามวางบทบาทตัวเองเป็นศูนย์กลางทางการทูตของโลก ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ทั้งรัสเซียและจีนต่างกำลังเผชิญความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศที่คาดเดาได้ยากของทรัมป์ ซึ่งยิ่งผลักดันให้รัสเซียกับจีนกระชับความร่วมมือกันแน่นแฟ้นกว่าเดิม

ขณะเดียวกันความใกล้ชิดระหว่างสองชาติมหาอำนาจยังเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามในยูเครน ความตึงเครียดรอบอิหร่าน และวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานโลก นักวิเคราะห์ยังมองว่า การที่สี จิ้นผิง เปิดบ้านต้อนรับทั้งทรัมป์และปูตินภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการแสดงบทบาทเป็นผู้เล่นสำคัญที่ทุกฝ่ายยังต้องเข้าหา ในยุคที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน.

ผบ.นาโตยืนยัน สหรัฐฯ ถอนทหารจากยุโรป ไม่กระทบการป้องกันของนาโต

ผบ.นาโตยืนยัน สหรัฐฯ ถอนทหารจากยุโรป ไม่กระทบการป้องกันของนาโต

20 พ.ค. 2569 05:18 น.

ผบ.นาโตยืนยัน สหรัฐฯ ถอนทหารจากยุโรป ไม่กระทบการป้องกันของนาโต

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรยุโรปของนาโตยืนยันว่า การที่สหรัฐฯ จะถอนทหารออกจากยุโรปนั้น ไม่กระทบต่อการป้องกันของชาติสมาชิก และว่าจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

เมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ค. 2569 พลเอก อเล็กซัส กรินเควิช ผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรยุโรปขององค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) บอกกับผู้สื่อข่าวว่า การตัดสินใจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการถอนทหารจำนวน 5,000 นายออกจากเยอรมนี ไม่ส่งผลกระทบต่อการป้องกันของชาติพันธมิตรนาโต

“ผมอยากจะเน้นย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานตามแผนการระดับภูมิภาคของเรา” พลเอกกรินเควิชกล่าว พร้อมเตือนว่า น่าจะมีการปรับเปลี่ยนกำลังพลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

“ในขณะที่บรรดาประเทศพันธมิตรต่างสร้างขีดความสามารถของตนเองขึ้นมา สหรัฐฯ ก็สามารถดึงขีดความสามารถบางส่วนกลับคืนไป เพื่อนำไปใช้กับภารกิจสำคัญอื่น ๆ ทั่วโลก ดังนั้นผมจึงรู้สึกสบายใจมากกับสถานการณ์ที่เราเป็นอยู่ตอนนี้”

ความเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันจากวอชิงตันในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างทรัมป์และนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี เรื่องการทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งทำให้บรรดาประเทศพันธมิตรต่างตั้งตัวไม่ติด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของทรัมป์ได้บอกกล่าวกับประเทศในยุโรปมาเป็นเวลานานแล้วว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะถอนกำลังทหารออกไป เนื่องจากต้องการมุ่งเน้นไปที่ภัยคุกคามอื่น ๆ รอบโลก

“เราควรคาดการณ์ไว้เลยว่าจะมีการปรับกำลังพลของกองทัพสหรัฐฯ เกิดขึ้นอีกเมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่ประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ทยอยสร้างขีดความสามารถของตนเองขึ้นมา” นายพลกรินเควิชกล่าว “ผมไม่สามารถระบุระยะเวลาที่แน่นอนกับคุณได้ในตอนนี้ มันจะเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอีกหลายปี”

แม้ว่าสมาชิกนาโตในฝั่งยุโรปจะพยายามลดทอนผลกระทบจากการถอนทหารของสหรัฐฯ แต่ลักษณะการประกาศที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับนี้ ยิ่งตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับข้อผูกพันและความมุ่งมั่นของทรัมป์ที่มีต่อกลุ่มพันธมิตรนาโต

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาโจมตียุโรปอย่างรุนแรงว่าไม่ช่วยเหลือในการทำสงครามกับอิหร่าน โดยสเปนเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศจะไม่เข้าร่วมสงครามอย่างเด็ดขาด ขณะที่ชาติอื่นๆ มีความลังเลในตอนแรกที่จะให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของพวกเขาเป็นจุดส่งเครื่องบินโจมตีอิหร่าน

ยุโรปจะพยายามประสานรอยร้าวและความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลง ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของนาโตซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศสวีเดนในปลายสัปดาห์นี้ โดยจะมี มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UAE ยืนยัน โดรนปริศนาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บินมาจากอิรัก

UAE ยืนยัน โดรนปริศนาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บินมาจากอิรัก

20 พ.ค. 2569 04:02 น.

UAE ยืนยัน โดรนปริศนาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บินมาจากอิรัก

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยืนยันว่า โดรนปริศนาที่มุ่งเป้าโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของพวกเขาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกส่งมาจากอิรัก ซึ่งมีกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุนเคลื่อนไหวอยู่

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 พ.ค.) ว่า โดรนที่มุ่งเป้าโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน เดินทางมาจากประเทศอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านใช้เป็นฐานในการเปิดฉากโจมตีหลายครั้งนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดรนลำหนึ่งซึ่งไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ ตกใส่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าใกล้กับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ “บารากาห์” (Barakah) ในรัฐอาบูดาบี และส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือมีรายงานการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี ส่วนโดรนอีกสองลำถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้

บารากาห์ เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวในโลกอาหรับ ตั้งอยู่ใกล้กับพรมแดนซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ซึ่งเหตุโจมตีในครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดความหวั่นวิตกเกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมาทั่วทั้งภูมิภาคอ่าวอาหรับ

“ส่วนหนึ่งของกระบวนการสืบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ต่อเหตุโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์อย่างอุกอาจเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2026 ผลการแกะรอยทางเทคนิคและการเฝ้าติดตามได้รับการยืนยันแล้วว่า โดรนทั้งสามลำ… ล้วนมีต้นทางมาจากดินแดนของอิรัก” กระทรวงกลาโหมของเอมิเรตส์แถลง

กระทรวงกลาโหมระบุเสริมว่า ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ยังสามารถสกัดกั้นโดรนอีก 6 ลำที่เดินทางมาจากอิรัก ซึ่ง “พยายามที่จะมุ่งเป้าโจมตีพื้นที่พลเรือนและพื้นที่สำคัญระดับประเทศ”

ก่อนหน้านี้ ทางการอิรักได้ออกมาประณามเหตุโจมตีโรงไฟฟ้าบารากาห์แล้ว ก่อนที่รัฐบาลอาบูดาบีจะประกาศเปิดเผยถึงแหล่งที่มาของโดรนดังกล่าว

ทั้งนี้ อิหร่านเปิดฉากโจมตียูเออีและประเทศอื่น ๆ ในแถบอ่าวอาหรับ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยพุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สินของสหรัฐฯ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและพลเรือน

ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 เมษายน กลุ่มติดอาวุธในอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะรานได้เข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยเหลืออิหร่าน และโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในอิรักรวมถึงในภูมิภาคโดยรอบ ซึ่งครอบคลุมถึงกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับด้วย

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้เคยรอดพ้นจากการตกเป็นเป้าหมายมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดเหตุขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แวนซ์แก้ตัวพัลวัน ปมทรัมป์บอกหยุดสงคราม ไม่เกี่ยวการเงินชาวอเมริกัน

แวนซ์แก้ตัวพัลวัน ปมทรัมป์บอกหยุดสงคราม ไม่เกี่ยวการเงินชาวอเมริกัน

20 พ.ค. 2569 03:04 น.

แวนซ์แก้ตัวพัลวัน ปมทรัมป์บอกหยุดสงคราม ไม่เกี่ยวการเงินชาวอเมริกัน

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบโต้สื่อเรื่องที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ไม่ได้คำนึงถึงการเงินชาวอเมริกันในความพยายามยุติสงครามกับอิหร่าน และเรื่องที่ทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า ซื้อขายหุ้นจำนวนมากระหว่างดำรงตำแหน่ง

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 นาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้กระแสวิจารณ์เกี่ยวกับความเห็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่า เขาไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการเงินของชาวอเมริกันในระหว่างที่พยายามคลี่คลายสงครามอิหร่าน โดยแวนซ์บอกสำนักข่าว CNN ว่า ประธานาธิบดี “มีหน้าที่อันชอบธรรมที่จะต้องมุ่งเน้นในหลาย ๆ เรื่องพร้อมกัน”

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์ถูกตั้งคำถามว่าความกังวลด้านเศรษฐกิจของชาวอเมริกันมีส่วนช่วยผลักดันให้เขาพยายามทำข้อตกลงสันติภาพมากน้อยเพียงใด ซึ่งทรัมป์ตอบว่า “ไม่ได้มีส่วนเลยแม้แต่นิดเดียว” และย้ำว่า “สิ่งเดียวที่สำคัญเวลาที่ผมพูดถึงอิหร่าน คือ พวกเขาจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง”

ล่าสุดในวันอังคาร รองประธานาธิบดีอ้างว่าผู้สื่อข่าว “บิดเบือน” บทสนทนาดังกล่าวของประธานาธิบดี รวมถึงคำชี้แจงปกป้องที่แวนซ์เคยให้ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนด้วย

แวนซ์บอก เคตแลน คอลลินส์ ผู้สื่อข่าวของ CNN ว่า ประธานาธิบดี “ถูกกล่าวหาว่าพูดว่าเขาไม่สนใจสถานการณ์ทางการเงินของชาวอเมริกัน — ซึ่งเขาไม่เคยพูดแบบนั้นเลย”

“มันเป็นการตัดตอนคำพูดไปจากบริบทโดยสิ้นเชิง — สิ่งที่ท่านพูดคือเมื่อท่านกำลังเจรจากับอิหร่าน ท่านจะมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ท่านกำลังพยายามทำให้สำเร็จ”

รองประธานาธิบดีย้ำว่า ทรัมป์ยังคง “มุ่งเน้น” ไปที่ปัญหาต่าง ๆ ที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญ พร้อมเสริมว่า “ทุก ๆ วันผมได้พูดคุยกับท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ — ทุก ๆ วัน ท่านมีความเป็นห่วงเพื่อนร่วมชาติชาวอเมริกัน”

“คุณสามารถคิดสองเรื่องในหัวพร้อมกันได้นะ ว่าประธานาธิบดีใส่ใจในความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกัน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อท่านกำลังเจรจากับอิหร่าน ท่านก็กำลังพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความกังวลในความขัดแย้งเฉพาะหน้านั้น ๆ” แวนซ์กล่าว

ขณะเดียวกัน นายแวนซ์เลี่ยงตอบคำถามตรงๆ ในเรื่องที่นายทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า ซื้อขายหุ้นจำนวนหลายพันครั้งในระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยอ้างว่าตัวทรัมป์ไม่ได้เป็นผู้ซื้อและขายหุ้นเหล่านั้นด้วยตนเอง

“ท่านมีที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งอิสระที่คอยดูแลบริหารจัดการเงินให้” แวนซ์กล่าวในระหว่างการแถลงข่าว “ท่านไม่ได้เป็นคนทำการซื้อขายหุ้นเหล่านี้ด้วยตัวเอง”

รองประธานาธิบดีแสดงท่าทีไม่พอใจต่อคำถามเกี่ยวกับรายงานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินล่าสุดของทรัมป์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการซื้อขายหุ้นหลายพันครั้ง รวมถึงการลงทุนในบริษัทต่าง ๆ ที่ทรัมป์เคยยกย่องต่อสาธารณะ หรือบริษัทที่มีผลประโยชน์ผูกพันกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกจี้ถามว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ แวนซ์พยายามลดทอนความสำคัญของประเด็นนี้ลง และโต้กลับว่าทรัมป์เองก็สนับสนุนการจำกัดสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในการซื้อขายหุ้น

“พวกเราทุกคนเชื่อว่าไม่ควรมีใครนำข้อมูลภายในที่ได้รับจากการทำงานบริการสาธารณะไปใช้ในการซื้อและขายหุ้น” เขากล่าว “ผมคิดว่าวิธีที่ควรทำให้เป็นแบบอย่างคือ การสั่งห้ามกระบวนการนั้น ห้ามแนวทางนั้น และทำให้มันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ท่านประธานาธิบดีได้เสนอให้ทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สิงคโปร์ยกระดับป้องกัน หลังอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก-ยูกันดา

สิงคโปร์ยกระดับป้องกัน หลังอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก-ยูกันดา

20 พ.ค. 2569 01:27 น.

สิงคโปร์ยกระดับป้องกัน หลังอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก-ยูกันดา

หน่วยงานโรคติดต่อของสิงคโปร์ประกาศยกระดับมาตรการสาธารณสุข เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้มีนักเดินทางนำเชื้อไวรัสอีโบลา ซึ่งกำลังระบาดใน 2 ประเทศแอฟริกา เข้ามาในประเทศ

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 สำนักงานโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ (CDA) ประกาศยกระดับมาตรการทางสาธารณสุข หลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) และยูกันดา เพื่อป้องกันไม่ให้มีเคสผู้ป่วยติดเชื้อจากต่างประเทศเล็ดลอดเข้ามา

CDA ระบุว่า ตอนนี้มีการจัดทำคำแนะนำด้านสุขภาพ ที่จุดเดินทางเข้า-ออกประเทศทุกแห่งของสิงคโปร์ สำหรับนักเดินทางทั้งขาเข้าและขาออกแล้ว

ผู้เดินทางขาเข้าที่มาจากจุดหมายปลายทางที่ได้รับผลกระทบ จะได้รับคำแนะนำให้เฝ้าระวังอาการของโรคอีโบลาด้วยตนเองเป็นเวลา 21 วัน นับจากวันที่เดินทางออกจากประเทศดังกล่าว และให้รีบไปพบแพทย์ทันทีหากรู้สึกไม่สบาย

ในขณะเดียวกัน นักเดินทางขาออกที่มีแผนจะไปเยือนภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ ได้รับคำแนะนำให้ใช้มาตรการป้องกันที่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

CDA บอกอีกว่า ทางหน่วยงานกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะปรับเปลี่ยนมาตรการทางสาธารณสุขหากผลการประเมินความเสี่ยงมีการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การแพร่ระบาดของอีโบลาในดีอาร์คองโกและยูกันดา เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้ว หลังจากดีอาร์คองโกยืนยันเรื่องการระบาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งจนถึงตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้ว 131 ศพ และมีผู้ป่วยต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 513 คน

แม้ว่าทาง CDA จะระบุว่าไม่มีเที่ยวบินตรงจากดีอาร์คองโกและยูกันดามายังสิงคโปร์ และปริมาณการเดินทางยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็มีการแจ้งเตือนให้แพทย์เพิ่มความเข้มงวดและเฝ้าระวังโรคอีโบลาในผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่าย รวมถึงมีประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเมื่อไม่นานมานี้ด้วย

CDA เผยด้วยว่า แพทย์ผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการทั้งหมดจำเป็นต้องแจ้งให้ทางสำนักงานฯ ทราบในทันทีหากพบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันหรือเข้าข่ายสงสัยว่าติดเชื้อโรคอีโบลา นอกจากนี้ ยังมีการใช้บัตรสำแดงสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (eHDC) ซึ่งกำหนดให้ผู้เดินทางขาเข้าต้องสำแดงสถานะทางสุขภาพและประวัติการเดินทางของตนเองด้วย

“ผู้เดินทางจะต้องเข้ารับการประเมินทางการแพทย์ ณ จุดเดินทางเข้าประเทศ หากมีอาการที่เข้าข่ายโรคอีโบลาและมีประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ” CDA ย้ำ

นายออง ยี คุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกำลังเข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลกประจำปี ณ กรุงเจนีวา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สถานการณ์ในประเทศแถบแอฟริกาที่ได้รับผลกระทบกำลังเลวร้าย และ “เราน่าจะได้เห็นยอดผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากในอีกไม่กี่วันและไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่น จำเป็นต้องทำสงครามอิหร่าน ไม่ว่าจะได้รับความนิยมหรือไม่

ทรัมป์ลั่น จำเป็นต้องทำสงครามอิหร่าน ไม่ว่าจะได้รับความนิยมหรือไม่

19 พ.ค. 2569 23:36 น.

ทรัมป์ลั่น จำเป็นต้องทำสงครามอิหร่าน ไม่ว่าจะได้รับความนิยมหรือไม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า จำเป็นต้องทำสงครามกับอิหร่านเพื่อขัดขวางไม่ให้เตหะรานได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าการทำแบบนี้จะได้รับความนิยมจากชาวอเมริกันหรือไม่ก็ตาม

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาคิดว่าสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่านนั้นได้รับความนิยมจากประชาชน และถึงแม้จะไม่เป็นเช่นนั้น การขัดขวางไม่ให้เตหะรานมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองก็ถือเป็นภารกิจที่คุ้มค่า

“ฟังนะ ใคร ๆ ก็บอกผมว่าเรื่องนี้ไม่ได้รับความนิยม แต่ผมคิดว่ามันจะได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อคุณ—เมื่อพวกเขาได้ยินว่ามันเกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธที่สามารถทำลายล้างลอสแอนเจลิส หรือทำลายล้างเมืองใหญ่ ๆ ได้ในพริบตา” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร

“ไม่ว่ามันจะได้รับความนิยมหรือไม่ก็ตาม ผมก็ต้องทำ เพราะผมจะไม่ยอมให้โลกใบนี้ถูกระเบิดเป็นจุลต่อหน้าต่อตาในระหว่างที่ผมอยู่ในตำแหน่ง” ทรัมป์กล่าว “มันจะไม่มีวันเกิดขึ้น”

คำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดขึ้นในขณะที่คะแนนนิยมของเขาลดฮวบลงนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากสงครามเมื่อ 28 ก.พ. โดยมีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 36 ที่ให้การสนับสนุน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความประกาศว่า เขาจะ “ชะลอ” แผนการโจมตีอิหร่านที่จะมีขึ้นในวันอังคารออกไปก่อน โดยอ้างว่าเป็นคำขอจากผู้นำของกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อย่างไรก็ตามในวันอังคาร เขากล่าวว่าการชะลอการโจมตีดังกล่าวจะมีผลแค่เพียง “ในช่วงระยะเวลาจำกัด” เท่านั้น โดยอาจจะชะลอจนถึงสัปดาห์หน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

WHO เตือน อีโบลาอาจแพร่ระบาดเร็วกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

WHO เตือน อีโบลาอาจแพร่ระบาดเร็วกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

19 พ.ค. 2569 22:52 น.

WHO เตือน อีโบลาอาจแพร่ระบาดเร็วกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้ออาจกำลังแพร่กระจายไปเร็วกว่าที่ประเมินไว้ตอนแรก หลังจำนวนผู้เสียชีวิตจากอีโบลาในดีอาร์คองโกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้ออาจกำลังแพร่กระจายไปเร็วกว่าที่ประเมินไว้ตอนแรก หลังจำนวนผู้เสียชีวิตจากอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ไวรัสชนิดนี้คร่าชีวิตผู้คนในดีอาร์คองโกไปแล้ว 131 ศพ และเจ้าหน้าที่ระบุว่าขณะนี้มีผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยติดเชื้อในประเทศอีกมากกว่า 513 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพในประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา

ดร. แอนน์ แอนเซีย จากองค์การอนามัยโลก ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ยิ่งหน่วยงานของสหประชาชาติเข้าไปสืบสวนการแพร่ระบาดครั้งนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าโรคได้แพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ แล้ว

แบบจำลองจากศูนย์วิเคราะห์โรคติดเชื้อระดับโลก MRC ในกรุงลอนดอน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ชี้ว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ “หลุดรอดการตรวจพบ” อยู่เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่ว่าในปัจจุบันอาจมีผู้ติดเชื้อทะลุ 1,000 รายไปแล้ว

ผลการศึกษาระบุว่า การแพร่ระบาดในปัจจุบันนั้น “มีขนาดใหญ่กว่าที่ตรวจพบในตอนนี้” และ “ขนาดที่แท้จริงของการระบาดยังคงไม่แน่นอน”

ชาวบ้านท้องถิ่นรายหนึ่งในดีอาร์คองโก ซึ่งเรียกตัวเองว่า “บิ๊กบอย” (Bigboy) บอกกับ บีบีซี ว่า ผู้คนกำลัง “หวาดกลัวกันมาก” และปกป้องตัวเองด้วยวิธีการป้องกันต่างๆ เช่น การล้างมือด้วยน้ำสะอาด แต่ก็เสริมว่าเขาอยากให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น หน้ากากอนามัย

ขณะที่ อัลเฟรด กิซา ชาวบ้านอีกรายในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ซึ่งกำลังเกิดการระบาดอย่างหนัก กล่าวว่า คนในชุมชนต่างตระหนักถึงภัยคุกคามนี้และกำลังรอรับหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง แต่ตัวเขาเองก็ยอมรับว่าไม่รู้จะทำอย่างไรดีหากมีสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทติดเชื้อโรคนี้ขึ้นมา

สภากาชาดเตือนว่า ไวรัสอีโบลาสามารถทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่สามารถระบุตัวผู้ติดเชื้อได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ประกอบกับการที่ชุมชนขาดข้อมูลข่าวสาร และระบบสาธารณสุขต้องแบกรับภาระจนเกินขีดความสามารถ และตอนนี้ “เรากำลังเผชิญกับปัจจัยทั้งหมดที่ว่ามา” ในการแพร่ระบาดระลอกปัจจุบัน

ในวันอังคาร ประธานาธิบดีเฟลิกซ์ ชิเซเคดี แห่งดีอาร์คองโก ออกมาเรียกร้องให้ประชาชน “อยู่ในความสงบ” และกระตุ้นให้ชาวคองโกตื่นตัวและเฝ้าระวังอยู่เสมอ หลังจากที่เขาได้เรียกประชุมด่วนเพื่อรับมือวิกฤตการณ์นี้เมื่อเย็นวันจันทร์

ด้าน ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนเพิ่งประกาศให้การระบาดของอีโบลาในดีอาร์คองโกเป็น “สถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ” กล่าวว่าเขารู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับขนาดและความเร็วของการระบาดใหญ่ในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพอิหร่านเตือน พร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนโจมตีอีกครั้ง

กองทัพอิหร่านเตือน พร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนโจมตีอีกครั้ง

19 พ.ค. 2569 22:01 น.

กองทัพอิหร่านเตือน พร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนโจมตีอีกครั้ง

กองทัพอิหร่านเตือนว่า พวกเขาพร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนกลับมาโจมตีอีกครั้ง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความขู่เพื่อบีบให้อิหร่านยอมทำข้อตกลง

เมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ค. 2569 นาย โมฮัมหมัด อัครามินิอา โฆษกกองทัพอิหร่านออกมาเตือนว่า พวกเขาพร้อม “เปิดแนวรบใหม่” เพื่อต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาหากมีการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความว่า เขาสั่งระงับการโจมตีอิหร่านที่ควรจะเกิดขึ้นในวันนี้ ตามคำขอของชาติอ่าวอาหรับ ด้วยความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาสหรัฐฯ) ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เปิดเผยเรื่องการระงับการโจมตีดังกล่าว แต่ย้ำด้วยว่า เขาสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ “เตรียมพร้อมที่จะเดินหน้าโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบและเป็นวงกว้างในทันที หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่สามารถยอมรับได้”

ต่อมาในวันอังคาร นาย โมฮัมหมัด อัครามินิอา โฆษกกองทัพอิหร่านก็ออกมาเตือนว่า จะ “เปิดแนวรบใหม่เพื่อต่อต้าน” สหรัฐฯ หากสหรัฐฯ กลับมาเปิดฉากโจมตีพวกเขาอีกครั้ง พร้อมเสริมด้วยว่า กองทัพอิหร่านได้ใช้โอกาสในช่วงที่มีการหยุดยิงนี้ “ในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการรบ” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การหยุดยิงที่ยังคงเปราะบาง หลังบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. โดยวอชิงตันและเตหะรานต่างฝ่ายต่างยื่นข้อเสนอของตัวเองให้อีกฝ่ายเพื่อหาทางยุติสงคราม แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าการเจรจาอย่างเป็นทางการรอบใหม่จะเกิดขึ้น

ทางด้านกาตาร์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการโจมตีของอิหร่านหลังจากสงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ออกมาแสดงการสนับสนุนความพยายามของปากีสถานในการเป็นตัวกลางผลักดันการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ

“เราสนับสนุนความพยายามทางการทูตของปากีสถาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการดึงทุกฝ่ายมาร่วมมือกันและหาทางออก และเราเชื่อว่ากระบวนการนี้ยังต้องการเวลามากกว่านี้” มาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวในงานแถลงข่าว

ในขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านแถลงว่า ได้ยื่นข้อเสนอตอบกลับไปยังข้อเสนอล่าสุดของสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งสื่อของอิหร่านพากันระบุว่าข้อเสนอของสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ “เกินกว่าเหตุ” และ “ไม่มีการผ่อนปรนที่เป็นรูปธรรมใด ๆ ให้เลย”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักข่าว Fars ของอิหร่านรายงานว่า วอชิงตันได้ยื่นข้อเสนอมาเป็นรายการทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งรวมถึงข้อเรียกร้องให้อิหร่านคงเหลือโรงงานนิวเคลียร์ที่เปิดใช้งานได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น และต้องส่งมอบคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงทั้งหมดให้แก่สหรัฐอเมริกา

Fars รายงานเสริมอีกว่า สหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ แม้กระทั่ง 25% ก็ไม่ยอม และไม่ยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามหรือค่าชดเชยความเสียหายจากสงครามใด ๆ ทั้งสิ้น

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ ยังแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะยุติการสู้รบก็ต่อเมื่อเตหะรานยอมเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อิหร่านประกาศกร้าวว่ายังคงยืนกรานในข้อเรียกร้องของตนเอง ซึ่งรวมถึงการปลดปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัด, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่มีมาอย่างยาวนาน และการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม

แต่ในเวลาต่อมา สำนักข่าว Tasnim รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อซึ่งใกล้ชิดกับทีมเจรจาของอิหร่าน โดยระบุว่า สหรัฐฯ ยอมถอยให้ก้าวหนึ่งในร่างข้อเสนอล่าสุด โดยตกลงที่จะงดเว้นมาตรการคว่ำบาตรด้านน้ำมันในระหว่างที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna