ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกสมาชิกยากูซาญี่ปุ่น 20 ปี ฐานค้าวัตถุนิวเคลียร์

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกสมาชิกยากูซาญี่ปุ่น 20 ปี ฐานค้าวัตถุนิวเคลียร์

4 มี.ค. 2569 10:51 น.

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกสมาชิกยากูซาญี่ปุ่น 20 ปี ฐานค้าวัตถุนิวเคลียร์

สมาชิกแก๊งยากูซาญี่ปุ่น ถูกศาลนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ตัดสินจำคุก 20 ปี หลังรับสารภาพพยายามขายพลูโตเนียมเกรดอาวุธ และลักลอบค้ายา-อาวุธ หวังจัดหาให้กลุ่มติดอาวุธในเมียนมา 

วันที่ 4 มีนาคม 2569 ศาลรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์กมีคำพิพากษาจำคุก 20 ปี นายทาเคชิ เอบิซาวะ สมาชิกวัย 61 ปีของกลุ่มอาชญากรรมยากูซาในญี่ปุ่น หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานค้าวัสดุนิวเคลียร์ รวมถึงยาเสพติดและอาวุธโดยนายเอบิซาวะถูกตำรวจควบคุมตัวมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 พร้อมกับนาย จำเลยร่วมชาวไทยนายสมภพ สิงหศิริ ในคดียาเสพติดและอาวุธ ภายหลังการสืบสวนยาวนานหลายปีของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐ (Drug Enforcement Administration) หรือ DEA

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เขาถูกกล่าวหาว่าพยายามจำหน่ายวัตถุนิวเคลียร์ระดับที่ใช้ทางทหาร ควบคู่กับการลักลอบค้ายาเสพติด เช่น เฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน เพื่อนำเงินไปจัดซื้ออาวุธ รวมถึงขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ ให้กับกลุ่มติดอาวุธในเมียนมา

รายงานข่าวระบุว่า นายเอบิซาวะรับสารภาพรวม 6 กระทงเมื่อเดือนมกราคม ปีที่แล้ว หนึ่งในข้อกล่าวหาระบุว่า เขาพยายามขายพลูโตเนียมเกรดอาวุธให้อิหร่าน และวางแผนนำยาเสพติดปริมาณมากเข้าสู่นครนิวยอร์ก

ทางด้านผู้ช่วยอัยการสูงสุดฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่า “ทาเคชิ เอบิซาวะ ต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมของเขาเอง รวมถึงความพยายามขายพลูโตเนียมเกรดอาวุธให้อิหร่าน และทำให้นครนิวยอร์กเต็มไปด้วยยาเสพติดอันตราย

คดีนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคดีข้ามชาติที่ร้ายแรง ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งเครือข่ายอาชญากรรมจัดตั้ง อาวุธสงคราม และการค้าวัสดุอันตรายระดับสูง.

ที่มา Japan Times

เครดิตภาพ U.S. Department of Justice

อิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง ธุรกิจเสียหายรุนแรง

อิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง ธุรกิจเสียหายรุนแรง

4 มี.ค. 2569 10:49 น.

อิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง ธุรกิจเสียหายรุนแรง

อิหร่านปล่อยโดรนถล่ม ศูนย์เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ของAmazon 3แห่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงทางด้านความเชื่อมั่นทางธุรกิจและตัวอาคารเก็บข้อมูล

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา อิหร่านปล่อยโดรนโจมตี ศูนย์เก็บข้อมูลที่สำคัญของ Amazon 3 แห่งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเป็นศูนย์เก็บข้อมูลที่สำคัญทางธุรกิจในภูมิภาค

โดยอิหร่านโจมตีไปยัง 2 ศูนย์สำคัญใจกลางประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ 1 ศูนย์สำคัญในประเทศบาห์เรน สร้างความเสียหายอย่างมาก เจ้าหน้าที่ของAmazonให้ข้อมูลว่า ด้านตัวอาคารเสียหายรุนแรงและไฟฟ้าภายในอาคารไม่สามารถใช้งานได้ บางแห่งเกิดไฟไหม้หลังถูกโจมตี

ความเสียหายที่เกิดขึ้นสร้างความไม่เชื่อมั่นในธุรกิจศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon อย่างมาก เนื่องจากการโจมตีในครั้งนี้อาจนำไปสู่ความเสียหายทางข้อมูลได้ ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่ที่ใช้บริการ Amazon มักจะเป็น รัฐบาล มหาวิทยาลัย เเละธุรกิจขนาดใหญ่

เจ้าหน้าที่ IT ของ Amazon บอกว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายด้านข้อมูลเนื่องจากทางAmazonมีศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงที่สามารถดูแลข้อมูลทุกอย่างได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีการโจมตีศูนย์เก็บข้อมูลหลายแห่งก็อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคตได้ 

ด้านAmazon ยังสร้างความเชื่อมั่นกลับมาโดยการบอกว่า ทุกศูนย์ข้อมูลของAmazon มีพลังงาน น้ำ เเละสัญญาณอินเตอร์เน็ตสำรองไว้สำหรับใช้ในเหตุการณ์ฉุกเฉินเสมอ เพราะฉนั้นพวกเขาสามารถเก็บข้อมูลที่สำคัญของลูกค้าทุกท่านไว้ได้อย่างปลอดภัยและทำการโอนย้ายข้อมูลไปยังศูนย์อื่นได้ทันเวลาอย่างแน่นอน

ยังบอกอีกว่า ความปลอดภัยด้านกายภาพก็มีความสำคัญในสถานการณ์ความวุ่นวายแบบนี้ ซึ่งทางAmazonก็มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเเละ พวกเขายังบอกว่าการทำงานของพวกเขาไม่มีอะไรต้องปิดบังเเละพร้อมสร้างความเชื่อมั่นกลับมา.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : AP

ด.ญ.ออสเตรเลียวัย 8 ขวบ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสโนว์โมบิลพลิกคว่ำที่ญี่ปุ่น

ด.ญ.ออสเตรเลียวัย 8 ขวบ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสโนว์โมบิลพลิกคว่ำที่ญี่ปุ่น

4 มี.ค. 2569 10:46 น.

ด.ญ.ออสเตรเลียวัย 8 ขวบ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสโนว์โมบิลพลิกคว่ำที่ญี่ปุ่น

เกิดเหตุสลดที่รีสอร์ตสกีในเขตหุบเขาฮาคุบะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเด็กหญิงชาวออสเตรเลียวัย 8 ขวบจากรัฐควีนส์แลนด์ เสียชีวิตหลังประสบอุบัติเหตุสโนว์โมบิลที่เธอนั่งมากับแม่พลิกคว่ำและทับร่าง นับเป็นชาวออสเตรเลียรายที่ 4 ที่เสียชีวิตในลานสกีญี่ปุ่นในปีนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย เมื่อ เด็กหญิงโคลอี้ เจฟฟรีส์ วัย 8 ขวบ จากเมืองโกลด์โคสต์ รัฐควีนส์แลนด์ ประสบอุบัติเหตุขณะร่วมทัวร์สโนว์โมบิลกับมารดาที่เขตหุบเขาฮาคุบะ จังหวัดนากาโนะ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.)

ตามรายงานจากบริษัทผู้ให้บริการทัวร์ Hakuba Lion Adventure ระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างที่ขบวนสโนว์โมบิลจำนวน 9 คัน พร้อมมัคคุเทศก์ 3 คน กำลังเดินทางผ่านเส้นทางในป่า สโนว์โมบิลคันที่เด็กหญิงนั่งซ้อนท้ายเกิดเสียหลักขณะเข้าโค้งทางขึ้นเขา รถได้ไถลขึ้นไปบนเนินดินข้างทางก่อนจะพลิกคว่ำกลับลงมาบนถนน ส่งผลให้ร่างของเด็กหญิงโคลอี้ถูกตัวรถทับอยู่ด้านล่าง แม้เจ้าหน้าที่หน้าที่จะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทางอากาศอย่างเร่งด่วน แต่เธอได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

นายชินจิ วาดะ ซีอีโอของบริษัททัวร์ได้แถลงแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่ออุบัติเหตุครั้งนี้ พร้อมประกาศระงับการให้บริการทัวร์สโนว์โมบิลและการเดินหิมะทั้งหมดชั่วคราว เพื่อตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยและกระบวนการทำงานอย่างละเอียด ขณะที่ทางสโมสรเนตบอลต้นสังกัดของโคลอี้ได้ร่วมไว้อาลัย โดยจดจำเธอในฐานะเด็กหญิงที่มี “รอยยิ้มที่สดใสและน่ารัก”

เหตุการณ์นี้ถือเป็นชาวออสเตรเลียรายที่ 4 ที่เสียชีวิตในรีสอร์ตสกีของญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้มีกรณีที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ นายไมเคิล ‘มิกกี้’ เฮิร์สต์ วัย 27 ปี เสียชีวิตหลังพลัดหลงกับกลุ่มเพื่อนในภูมิภาคฮอกไกโด และน.ส.บรู๊ค เดย์ วัย 22 ปี เสียชีวิตที่รีสอร์ตในจังหวัดนากาโนะ เนื่องจากสายเป้สะพายหลังไปเกี่ยวกับกระเช้าสกี จนทำให้เธอถูกแขวนลอยกลางอากาศและเกิดอาการหัวใจวาย

ส่วนเมื่อเดือนมกราคม ไรแลน เฮนรี่ ปริบาดี วัยรุ่นลูกครึ่งออสเตรเลีย-อินโดนีเซีย เสียชีวิตที่นิเซโกะ ฮอกไกโด หลังประสบอุบัติเหตุชนเสากั้นเขตเส้นทางสกี

ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศและการค้าของออสเตรเลีย (DFAT) ยืนยันว่ากำลังให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลแก่ครอบครัวของเด็กหญิงโคลอี้อย่างใกล้ชิด ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นกำลังเร่งตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้.

ที่มา BBC

ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังสงครามอิสราเอล-สหรัฐฯ ปะทะอิหร่านทวีความรุนแรง

ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังสงครามอิสราเอล-สหรัฐฯ ปะทะอิหร่านทวีความรุนแรง

4 มี.ค. 2569 10:24 น.

ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังสงครามอิสราเอล-สหรัฐฯ ปะทะอิหร่านทวีความรุนแรง

หลายประเทศในยุโรปเร่งอพยพพลเมืองที่ติดค้างอยู่ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางการสู้รบระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยกระดับความตึงเครียด ส่งผลให้น่านฟ้าหลายพื้นที่ปิดทำการ

สหราชอาณาจักร เพิ่มเที่ยวบินเช่าเหมาลำช่วยผู้เปราะบาง

รัฐบาลสหราชอาณาจักร กำลังประสานงานกับสายการบินต่าง ๆ เพื่อเพิ่มเที่ยวบินอพยพ นางอีเว็ตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เที่ยวบินพาณิชย์บางส่วนเริ่มกลับมาให้บริการจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว โดยรัฐบาลกำลังทำงานร่วมกับทางการท้องถิ่นและสายการบิน พร้อมจัดเครื่องบินเช่าเหมาลำจากโอมาน โดยให้ความสำคัญกับผู้ที่มีความเปราะบางก่อน

ฝรั่งเศส เตรียม 2 เที่ยวบินแรกอพยพประชาชน

ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุว่า ฝรั่งเศสเตรียมเริ่มอพยพพลเมืองออกจากภูมิภาค โดยจะมีเที่ยวบินแรก 2 เที่ยวในช่วงเย็นวันอังคาร ทั้งนี้ มีชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่ในตะวันออกกลางราว 400,000 คน

อิตาลี จัดเที่ยวบินพิเศษจากโอมาน-อาบูดาบี

กระทรวงการต่างประเทศของอิตาลี เปิดเผยว่า ได้จัดเที่ยวบินพาณิชย์พิเศษ 2 เที่ยวจากโอมานมายังกรุงโรม รองรับผู้โดยสารประมาณ 300 คน นอกจากนี้ ยังเตรียมเที่ยวบินอีกหนึ่งเที่ยวจากอาบูดาบี รับผู้โดยสารราว 200 คน รวมถึงนักเรียนจากโครงการ World Students’ Connection ในดูไบ และมีกำหนดเพิ่มเที่ยวบินจากมัสกัตในวันพุธ

สาธารณรัฐเช็ก ส่งเครื่องบินทหารรับพลเมืองกลับประเทศ

ขณะที่เครื่องบินอพยพของรัฐบาลสาธารณรัฐเช็ก ลำแรกลงจอดที่กรุงปรากแล้วเมื่อวันอังคาร ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี เครื่องบินแอร์บัสของกองทัพเดินทางมาจากจอร์แดน รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 40 คน และคาดว่าจะมีอีก 2 เที่ยวบินในวันเดียวกัน

หนึ่งในผู้โดยสาร นายซเดเน็ก วิคโตริน ซึ่งเดินทางพร้อมครอบครัว เปิดเผยไม่คาดคิดว่าสงครามจะปะทุขึ้นระหว่างที่พำนักอยู่ในภูมิภาค โดยเขารู้สึกสับสนกับท่าทีที่วันหนึ่งนักการเมืองบอกว่าการเจรจาเป็นไปด้วยดี แต่อีกวันสงครามกลับเริ่มต้นขึ้น มันยากจะทำความเข้าใจ.

ที่มา : CNN

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ

รัฐฟลอริดาประหารชีวิตคนร้ายยิง 14 นัดสังหารตร.เมื่อปี 2534 นับเป็นนักโทษถูกประหารรายที่ 3 ของปีนี้

รัฐฟลอริดาประหารชีวิตคนร้ายยิง 14 นัดสังหารตร.เมื่อปี 2534 นับเป็นนักโทษถูกประหารรายที่ 3 ของปีนี้

4 มี.ค. 2569 10:05 น.

รัฐฟลอริดาประหารชีวิตคนร้ายยิง 14 นัดสังหารตร.เมื่อปี 2534 นับเป็นนักโทษถูกประหารรายที่ 3 ของปีนี้

รัฐฟลอริดาประหารชีวิตนักโทษชายวัย 53 ปี จากคดียิง 14 นัดสังหารตำรวจเสียชีวิตระหว่างตรวจจราจรเมื่อปี 2534 นับเป็นการประหารชีวิตนักโทษรายที่ 3 ของปีนี้ 

วันที่ 4 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายบิลลี ลีออน เคียร์ส นักโทษประหารวัย 53 ปี มีกำหนดถูกประหารชีวิตด้วยวิธีฉีดยา 3 ชนิดที่เรือนจำรัฐฟลอริดา ใกล้เมืองสตาร์ก เวลา 18.00 น. ของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น หลังศาลสูงปฏิเสธคำอุทธรณ์ครั้งสุดท้าย

โดยนายเคียร์สถูกตัดสินประหารชีวิตจากคดีฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและปล้นทรัพย์ด้วยอาวุธปืน จากเหตุการณ์เมื่อเดือนมกราคม 2534 ระหว่างการตรวจจราจรในเมืองฟอร์ตเพียร์ซ รัฐฟลอริดา โดยเจ้าหน้าที่แดนนี่ เพอร์ริช สั่งหยุดรถของเขาเนื่องจากขับสวนทางบนถนนวันเวย์

บันทึกของศาลระบุว่า หลังเคียร์สไม่สามารถแสดงใบขับขี่ที่ถูกต้องและขัดขืนการใส่กุญแจมือ เกิดการต่อสู้กันขึ้น ก่อนที่เขาจะฉวยปืนของเจ้าหน้าที่และกระหน่ำยิงทั้งหมด 14 นัด กระสุนถูกตัวผู้เสียชีวิต 9 นัด และกระทบเสื้อเกราะอีก 4 นัด อัยการระบุว่า คนขับแท็กซี่ที่อยู่ใกล้เคียงได้ยินเสียงปืนและใช้วิทยุสื่อสารของตำรวจเรียกกำลังเสริม

โดยการประหารชีวิตครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 ของรัฐฟลอริดาในปี 2569 ต่อจากสถิติสูงถึง 19 ครั้งในปีที่แล้ว โดยนายรอน เดอซานติส ผู้ว่าการรัฐลงนามหมายประหารชีวิตมากกว่าผู้ว่าการรัฐคนใดนับตั้งแต่มีการรื้อฟื้นโทษประหารในปี 2519  

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เรือนจำระบุว่า การประหารชีวิตจะดำเนินการตามขั้นตอนมาตรฐานของรัฐ ท่ามกลางการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ.

ที่มา AP

อิหร่านส่งโดรนถล่ม สถานกงสุลสหรัฐในดูไบ สหรัฐฯ ยืนยันทุกคนปลอดภัย

อิหร่านส่งโดรนถล่ม สถานกงสุลสหรัฐในดูไบ สหรัฐฯ ยืนยันทุกคนปลอดภัย

4 มี.ค. 2569 09:50 น.

อิหร่านส่งโดรนถล่ม สถานกงสุลสหรัฐในดูไบ สหรัฐฯ ยืนยันทุกคนปลอดภัย

สถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ในนครดูไบ ถูกอิหร่านใช้โดรนโจมตี มีกลุ่มควันดำลอยคลุ้งในอากาศ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยัน เสียหายไม่มากและทุกคนปลอดภัย

สำนักข่าวเอพี ได้เผยคลิปภาพขณะที่สถานกงสุลสหรัฐฯ ในนครดูไบ ถูกโดรนโจมตีจนมีกลุ่มควันดำลอยคลุ้งในอากาศ  โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โค รูบิโอ เปิดเผยว่า โดรนอิหร่านพุ่งชนลานจอดรถนอกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดเล็ก แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ และเจ้าหน้าที่ทุกคนปลอดภัย

แม้จำนวนการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านจะชะลอลง แต่เหตุการณ์เฉียดเป้าครั้งนี้สะท้อนว่า อิหร่านยังสามารถส่งอาวุธฝ่าระบบสกัดกั้นของสหรัฐฯ ได้

ด้านรัฐบาล UAE ระบุว่า สามารถสกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านได้เกือบทั้งหมด จากมากกว่า 1,000 ครั้งที่ผ่านมา

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งอพยพเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นและครอบครัว ออกจากหลายประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงคูเวต บาห์เรน อิรัก กาตาร์ จอร์แดน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมแนะนำให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากภูมิภาค แม้หลายคนยังติดค้างอยู่ เนื่องจากน่านฟ้าหลายพื้นที่ถูกปิดจากสถานการณ์ความไม่สงบ.

ที่มา : AP

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ

จีนอพยพพลเมืองกว่า 3,000 คนออกจากอิหร่าน หลังเหตุระเบิดใกล้สถานทูต พร้อมเรียกร้องยุติโจมตีทันที

จีนอพยพพลเมืองกว่า 3,000 คนออกจากอิหร่าน หลังเหตุระเบิดใกล้สถานทูต พร้อมเรียกร้องยุติโจมตีทันที

4 มี.ค. 2569 08:54 น.

จีนอพยพพลเมืองกว่า 3,000 คนออกจากอิหร่าน หลังเหตุระเบิดใกล้สถานทูต พร้อมเรียกร้องยุติโจมตีทันที

สถานทูตจีนในอิหร่านเผยพลเมืองส่วนใหญ่ได้รับการอพยพแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงเลวร้ายลง ขณะที่จีนประณามการโจมตีอิหร่านของอิสราเอลและสหรัฐฯ พร้อมเรียกร้องหยุดยิงโดยทันที

วันที่ 3 มีนาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเตหะราน ของอิหร่าน เปิดเผยว่า พลเมืองจีนส่วนใหญ่ได้อพยพออกจากอิหร่านแล้ว หลังเกิดเหตุระเบิดหลายครั้งใกล้สถานทูตและสมาคมชุมชนชาวจีนในพื้นที่ โดยกลุ่มสุดท้ายที่จัดการโดยสมาคมมีกำหนดเดินทางออกในวันที่ 3 มีนาคม และจะมีการจัดอพยพเพิ่มเติมหากจำเป็น

ทางด้าน เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า มีพลเมืองจีนมากกว่า 3,000 คนอพยพออกจากอิหร่านแล้ว โดยตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงที่ร้ายแรงในอิหร่านและมาตรการของรัฐบาลจีน

ขณะเดียวกันนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายกีเดียน ซาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล โดยระบุว่าจีนคัดค้านการโจมตีทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และเรียกร้องให้ยุติการสู้รบในทันที

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนอ้างคำกล่าวของหวัง อี้ว่า กำลังทหารไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง กลับมักสร้างปัญหาใหม่และทิ้งผลกระทบระยะยาวอย่างร้ายแรง คุณค่าที่แท้จริงของอำนาจทางทหารไม่ได้อยู่ในสนามรบ แต่อยู่ที่การป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม.

ที่มา Shanghai Daily

ทรัมป์เล็งส่งกองทัพเรือ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์เล็งส่งกองทัพเรือ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

4 มี.ค. 2569 05:53 น.

ทรัมป์เล็งส่งกองทัพเรือ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งหน่วยงานรัฐ ทำประกันภัยให้กับเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอิหร่านสั่งปิด พร้อมประกาศว่า จะส่งกองทัพเรือคุ้มกันด้วยหากจำเป็น

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้สั่งการให้สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาแห่งชาติของสหรัฐฯ (DFC) จัดทำ “การประกันภัยและการค้ำประกัน” สำหรับเรือที่เดินทางผ่านอ่าวเปอร์เซีย พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะทำการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “หากจำเป็น”

“ผมได้สั่งการให้สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาแห่งชาติของสหรัฐฯ (DFC) จัดทำประกันภัยความเสี่ยงทางการเมืองและการค้ำประกันความมั่นคงทางการเงินสำหรับการค้าทางทะเลทั้งหมด โดยเฉพาะด้านพลังงานที่เดินทางผ่านอ่าวเปอร์เซีย ในราคาที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ซึ่งบริการนี้จะเปิดให้สายการเดินเรือทุกแห่งสามารถใช้ได้ โดยจะมีผลในทันที” นายทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social

ผู้นำสหรัฐฯ เสริมอีกว่า “หากจำเป็น กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มทำการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สหรัฐฯ จะรับรองว่าพลังงานจะไหลเวียนสู่โลกได้อย่างเสรี แสนยานุภาพทางเศรษฐกิจและทางการทหารของสหรัฐฯ นั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก — และจะมีการดำเนินการอื่นๆ ตามมาอีก”

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์มีขึ้นหลังจาก อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ และขู่จะโจมตีเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนหนึ่งถูกโจมตีไปบ้างแล้ว ส่งผลให้บริษัทประกันภัยทางทะเลหลายแห่ง รวมถึง Skuld, Steamship Mutual และ North Standard ได้แจ้งแก่ลูกค้าว่าพวกเขาได้ยุติการคุ้มครองความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับสงครามในน่านน้ำใกล้เคียง

“ผมไม่คิดว่าอิหร่านจะสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่บริษัทประกันภัยและผู้ประกอบการเดินเรือทำได้” ทอม โคลซา นักวิเคราะห์น้ำมันอิสระซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับ Gulf Oil เคยให้สัมภาษณ์กับ CNN ไว้ก่อนหน้านี้

อนึ่ง โครงการของทรัมป์มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองเรือที่สูญเสียการประกันภัยไป ซึ่งหากไม่มีการประกันภัยนี้ พวกเขาจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายของน้ำมันทั้งหมดที่สูญเสียไปหากเกิดการโจมตี

ผลที่ตามมาคือช่องแคบดังกล่าวจะถูกปิดลงโดยปริยาย โดยข้อมูลจาก S&P Global Commodities at Sea ที่แบ่งปันกับ CNN ระบุว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมีเพียง 2 ลำเท่านั้นที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่ตามปกติจะมีเรือแล่นผ่านประมาณ 60 ลำต่อวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลือหึ่ง “มอจตาบา คาเมเนอี” ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่

ลือหึ่ง “มอจตาบา คาเมเนอี” ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่

4 มี.ค. 2569 05:23 น.

ลือหึ่ง “มอจตาบา คาเมเนอี” ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่

สื่อหลายสำนักรายงานว่า มอจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของผู้นำสูงสุดคนก่อนของอิหร่าน ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศแล้ว แต่ยังไม่มีการยืนยันใดๆ จากทางการอิหร่าน

สำนักข่าว นิวยอร์กโพสต์ รายงานอ้างการเปิดเผยของ Iran International สื่อฝ่ายค้านของอิหร่านว่า นาย มอจตาบา คาเมเนอี วัย 56 ปี บุตรชายคนรองของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ ได้รับเลือกจาก “สภาผู้เชี่ยวชาญ” ให้เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่แล้ว

รายงานดังกล่าวได้รับการหยิบยกไปนำเสนออย่างกว้างขวางโดยสื่อของอิสราเอล อย่างไรก็ตาม สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลอิหร่านยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า มอจตาบาเป็นหนึ่งในกลุ่มนายทหารและคนสนิทระดับสูง 40 ราย ที่เสียชีวิตจากการโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการโจมตีที่ปลิดชีพผู้นำทางศาสนาสูงสุดของอิหร่าน แต่ในเวลาต่อมา สื่อของอิหร่านก็ออกมายืนยันว่า นายมอจตาบายังมีชีวิตอยู่

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามที่วนเวียนมานานหลายวันว่าใครจะก้าวขึ้นมาแทนที่ อาลี คาเมเนอี ผู้นำที่สร้างลัทธิบูชาตัวบุคคลและปกครองอิหร่านด้วยกำปั้นเหล็ก พร้อมด้วยนโยบายต่อต้านตะวันตกอย่างรุนแรงมานานหลายทศวรรษ

สำนักข่าว CNN รายงานว่า มอจตาบา เป็นที่รู้จักจากการยึดมั่นในแนวทางอนุรักษนิยมสุดโต่งตามรอยบิดาอย่างเหนียวแน่น และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม

แม้ว่าเขาจะไม่มีบทบาทอย่างเป็นทางการในรัฐบาลของบิดา แต่เขาก็ยังถูกสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรในปี 2562

การแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากอิหร่านมักจะแสดงท่าทีคัดค้านการสืบทอดอำนาจผ่านทางสายเลือดในระดับผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ระบอบการปกครองปัจจุบันก้าวเข้าสู่อำนาจด้วยการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ในการปฏิวัติปี 2522

ทั้งนี้ หลังจากการเสียชีวิตของ อาลี คาเมเนอี อิหร่านก็อยู่ภายใต้การบริหารของ “สภาผู้นำ” ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 3 คน ได้แก่ อยาตอลเลาะห์ อาลีเรซา อาราฟี รองประธานสภาผู้เชี่ยวชาญ, มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ โกลัม-ฮอสเซน โมห์เซนี-เอเจอี หัวหน้าฝ่ายตุลาการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nypost

นอนโลงทองคำ ครอบครัวจัดพิธีศพ “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก

นอนโลงทองคำ ครอบครัวจัดพิธีศพ “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก

4 มี.ค. 2569 04:44 น.

นอนโลงทองคำ ครอบครัวจัดพิธีศพ “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก

ครอบครัวของ “เอล เมนโช” จัดพิธีศพให้กับราชายาเสพติดเม็กซิโกรายนี้แล้ว โดยให้ร่างของเขานอนในโลงทองคำ และฝังร่างของเขาท่ามกลางผู้มาร่วมงานมากมายและการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ครอบครัวของ “เอล เมนโช” หรือชื่อจริงคือ เนเมซิโอ โอเซเกรา เซอร์บันเตส ราชายาเสพติดชื่อฉาวผู้ถูกกองทัพเม็กซิโกสังหารเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ จัดพิธีศพให้แก่เขาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค. 2569) โดยบรรจุร่างของ เอล เมนโช ไว้ในโลงศพทองคำ

ทั้งนี้ เอล เมนโช ซึ่งมีอายุ 59 ปีในตอนที่เขาเสียชีวิต คือผู้ก่อตั้งแก๊ง “ฮาลิสโกเจเนอเรชั่นใหม่” (CJNG) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมที่มีอิทธิพลที่สุดในเม็กซิโก โดยที่ตัวเขาเองเป็นบุคคลที่ทางการเม็กซิโกต้องการตัวมากที่สุด ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเคยตั้งเงินรางวัลนำจับสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การเสียชีวิตของ เอล เมนโช จุดชนวนให้สมาชิกแก๊งของเขาออกมาก่อเหตุความไม่สงบเป็นวงกว้าง โดยสมาชิกแก๊งค้ายาได้ก่อเหตุเผายานพาหนะและปิดล้อมถนนใน 20 รัฐทั่วเม็กซิโก

เจ้าหน้าที่จากกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ได้สนธิกำลังกันอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงระลอกใหม่ในระหว่างพิธีศพของเอล เมนโช ซึ่งจัดขึ้นใกล้กับเมืองกัวดาลาฮารา ในรัฐฮาลิสโก อันเป็นฐานที่มั่นสำคัญของแก๊ง CJNG

ข่าวระบุว่า ก่อนเริ่มพิธีศพ มีการลำเลียงพวงหรีดและดอกไม้ไว้อาลัยขนาดใหญ่จำนวนมากเข้าไปยังสถานที่จัดงาน โดยหนึ่งในนั้นมีรูปร่างเหมือน “ไก่ชน” ซึ่งสื่อถึงความชื่นชอบส่วนตัวของเขาในการตีไก่

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ต้องใช้รถบรรทุกถึง 5 คันในการขนส่งดอกไม้ไว้อาลัยทั้งหมดไปยังสุสาน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งมาโดยไม่ระบุชื่อผู้ส่ง ขณะที่ขบวนแห่ศพดำเนินไปพร้อมกับการบรรเลงของวงดนตรีในแนว “รันเชโร” (Ranchero) และ “นาร์โคคอร์ริโดส” (Narcocorridos) ซึ่งเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาเชิดชูเหล่าเจ้าพ่อค้ายา

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เพลงพื้นเมืองชื่อ “El Muchacho Alegre” (เด็กหนุ่มผู้ร่าเริง) ถูกบรรเลงขึ้นในขณะที่โลงศพสีทองของ เอล เมนโช ถูกเคลื่อนมาถึงโบสถ์ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณสุสาน และหลังเสร็จสิ้นการประกอบพิธี ผู้มารวมงานจำนวนมากที่สวมหน้ากากปกปิดตัวตน ก็เดินตามโลงศพที่ถูกเคลื่อนย้ายไปยังหลุมฝังศพ

สื่อเม็กซิโกตั้งข้อสังเกตว่า หลุมศพของ เอล เมนโช นั้นดูเรียบง่ายเมื่อเทียบกับหลุมศพของเจ้าพ่อค้ายารายอื่นๆ ซึ่งมักจะสร้างเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่หรูหราอลังการ

อนึ่ง ภายใต้การนำของ เอล เมนโช แก๊ง CJNG ได้กลายเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ทรงอิทธิพล ซึ่งขยายอำนาจจากฐานที่มั่นในรัฐฮาลิสโกไปยังรัฐอื่นๆ อีกหลายแห่งในเม็กซิโก โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตและลักลอบค้ายาเสพติด

การที่หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกสามารถสังหารโอเซเกราได้นั้น ถูกมองว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของรัฐบาลประธานาธิบดี คลอเดีย เชนบอม ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เม็กซิโกเพิ่มความจริงจังในปฏิบัติการต่อต้านการค้ายาเสพติด

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าสุญญากาศทางอำนาจที่เกิดขึ้นจากการตายของ เอล เมนโช อาจจุดชนวนให้เกิดความรุนแรงพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากกลุ่มย่อยต่างๆ ภายในองค์กรอาชญากรรมแห่งนี้ ซึ่งคาดว่ามีสมาชิกหลายหมื่นคน อาจเปิดศึกแย่งชิงอำนาจเพื่อขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมแทน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc