ฟิล์ม ธนภัทร รับได้ผลกระทบ จากข่าว มิน พีชญา ยืนยันทำหน้าที่ตัวเองดีสุดแล้ว

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2820688

ฟิล์ม ธนภัทร รับได้ผลกระทบ จากข่าว มิน พีชญา ยืนยันทำหน้าที่ตัวเองดีสุดแล้ว

18 ต.ค. 2567 12:01 น.

ฟิล์ม ธนภัทร รับได้ผลกระทบ จากข่าว มิน พีชญา ยืนยันทำหน้าที่ตัวเองดีสุดแล้ว

หลังจากเป็นกระแสข่าวดัง ดิไอคอนกรุ๊ป ทำให้ถูกลือสนั่นว่าจะส่งผลกระทบให้ผลงานละครของนางเอกสาว มิน พีชญา และ แซม ยุรนันท์ อย่าง เกมรักปาฎิหาริย์ ที่กำลังออกอากาศ ทางช่องวัน31 อาจจะถูกถอดออกจากผังกระทันหันนั้น

ล่าสุดพระเอกหนุ่ม ฟิล์ม ธนภัทร กาวิละ มาร่วมงานแถลงข่าวงาน ปรากฏการณ์ ONE สนั่นจอ ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเอสพลานาด รัชดา

ซึ่ง หนุ่มฟิล์ม ได้เปิดใจถึงประเด็นดังกล่าว ในฐานะที่เป็น 1 ในนักแสดงนำของเรื่องนี้ว่า “ถามว่าได้รับผลกระทบไหม ตัวเองก็มีความกังวลบ้าง แต่ในฐานะนักแสดง ตนทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว

และเราก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะจริงๆ ละครได้ถ่ายทำจบไปก่อนที่จะออนแอร์แล้ว มันก็สิ้นสุดหน้าที่ของผมแล้ว ซึ่งอาทิตย์หน้า เกมรักปาฎิหาริย์ จะยังออกอากาศตามปกติ ฝากให้แฟนๆ ที่ติดตามมาตลอดรอลุ้นได้เลยเพราะเนื้อเรื่องจะสนุกเข้มข้นขึ้นแน่นอน”

ซึ่งเป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าแฟนๆ จะได้ชม เกมรักปาฎิหาริย์ จนถึงตอนจบแน่นอน

อาร์ต พศุตม์ เล่าประสบการณ์ตรง รอดทุกเคสธุรกิจเครือข่ายเพราะทฤษฎีตกทอง

https://www.thairath.co.th/entertain/celeb/2820684

อาร์ต พศุตม์ เล่าประสบการณ์ตรง รอดทุกเคสธุรกิจเครือข่ายเพราะทฤษฎีตกทอง

18 ต.ค. 2567 11:48 น.

อาร์ต พศุตม์ เล่าประสบการณ์ตรง รอดทุกเคสธุรกิจเครือข่ายเพราะทฤษฎีตกทอง

เรียกว่าแคล้วคลาด เกือบไปอยู่ทุกคดีดังเกี่ยวกับการลงทุน ธุรกิจขายตรง สำหรับนักแสดงหนุ่ม อาร์ต พศุตม์ บานแย้ม ทั้งกรณี Forex-3D แชร์แม่มณี ทองแม่ตั๊ก กรกนก รวมถึงคดีล่าสุดที่เป็นข่าวสะเทือนวงการบันเทิงอย่าง ดิไอคอนกรุ๊ป ล่าสุด อาร์ต มาร่วมรายการ “แฉ” ทางช่อง GMM25 โดยมี มดดำ คชาภา, เชาเชา ชวลิต, ดาด้า วรินดา เป็นพิธีกร เลยเล่าประสบการณ์ตรงถึงเรื่องดังกล่าว

เรื่องเคส Forex-3D?
“จริงๆ คาแรกเตอร์ผมมันตรงเกือบทุกอันเลย ไม่ว่าจะ Forex-3D ซึ่งจริงๆ ก่อนจะเป็นเพื่อนผมคนที่เข้าไปอยู่ข้างในตอนนี้ เขามาชวนผมก่อน สตอรี่เดียวกับเพื่อนผมเลย ตอนนั้นผมไปศูนย์รถเหมือนกัน แล้วเขาก็ชวนผมลงทุนหาเครือข่าย ทำธุรกิจหุ้นไหม เล่าเป็นภาษาผมนะ ตอนนั้นก็แอบโง่ เราเคยโดนสอนเรื่องการตกทอง หมายถึงว่าเอาเหยื่อเล็กไปล่อเหยื่อใหญ่ ผมก็รู้สึกว่าผลประโยชน์ตอบแทนมันผิดปกติ เราเลยไม่เอา ก็ปฏิเสธไป แล้วก็ได้มารู้ว่าเขาชวนเพื่อนผมที่อยู่ข้างในตอนนี้ สรุปแล้วมันก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริงๆ ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ถ้ามันรวยง่าย เขาจะมาบอกมึงง่ายๆ มั้ย นี่คือเซ้นส์แรกของผมที่พ่อแม่ผมสอนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ถ้ารวยง่าย เขาก็บอกญาติเขาเองดิ

ผ่านมาจนผมเห็นเขามีเครือข่าย เห็นความเจริญรุ่งเรืองของเขา ผมยังเฮ้ย เออ เวลามันนานกว่าที่เราคิด สงสัยมันจะถูกจริงๆ มีแวบนึงว่าเฮ้ย เห็นเพื่อนเราเจริญรุ่งเรือง หรือเราจะกลับไปขอเขาทำดีวะ แต่อีกใจตอนนั้นมันก็คิดว่าหรือมันจะเป็นกลโกงอย่างนึงที่ใช้เวลานานมาก ก็เกือบ 10 ปีเลยนะ เขาจะบอกว่าลงทุน 10,000 บาท ได้กลับมา 5,000 บาท จากนั้นจะให้ลงทุน 100,000 บาท ได้กลับมา 50,000 บาท คราวนี้ลง 1 ล้านบาท 500,000 บาทเผลอๆ ก็ยังได้อยู่ มันก็จะจูงไปที่ 10 ล้านแล้ว คราวนี้เขารวบกินหางหมดเลย เอาเงินเราทำงานให้เรา อย่าเอาเงินเราไปทำงานให้คนอื่น”

เคสแม่มณีส่วนใหญ่หนุ่มๆ ไม่พลาดกัน มีไปเที่ยวกับเขาไหม?
“แม่มณีไลน์มาหาผมชวนไปร่วมงาน เล่นละคร 3 เรื่อง หนัง 3 เรื่อง ชวนไปเป็นพระเอก ทำไปทำมา ก็มาชวนลงทุน ตอนนั้นเราอยู่ช่อง 3 เราขอทำรายการเล็กๆ จากช่องยังยากเลย แล้วมึงเป็นใคร มึงถึงเปิดละครทีเดียว 3 เรื่อง หนัง 3 เรื่อง เป็นใครวะ มันก็มีความเอะใจ ตอนนั้นก็เห็นแม่มณีเขาไปตามอีเวนต์ต่างๆ ก็ดูน่าสนใจนะ แต่มันเอ๊ะอีกทีเพราะเราเห็นพี่ก้อง (ก้อง ปิยะ) เราเห็นพัฒนาการของเขาว่ากว่าเขาจะมาอยู่ตรงนี้ได้ เขาผ่านอะไรมา แต่คนนี้อยู่ๆ โดดมาเลย ใครวะ ก็เลยไม่เอาพี่ ให้ผมลงทุนผมไม่เอา แต่ถ้าให้เล่นละคร 6 เรื่องผมเทคิวให้หมดเลย ขอให้มีจริงเถอะ

ผมก็บอกว่ารับครับ ค่าตอนเท่านี้ๆ แต่ผมจะนิสัยเสียอย่างหนึ่ง สมมติถ้าพี่มดดำมาติดต่องานผมจะราคานึง แต่ถ้าเป็นคนที่ผมไม่รู้จัก ผมเรียกราคาสูงเลย ถ้าจะเปิดหนัง โอนก่อน 100% อันนี้คือนิสัยผมอยู่แล้ว ผมก็เลยรอด ตอนนั้นแม่มณีมีงานที่เกาะเสม็ด ผมไม่ชอบไปไหนอยู่แล้ว ถ้าจำไม่ผิด เคสนั้นผมต้องไปด้วยนะ แล้วผมติดถ่ายละคร ก็เลยต้องเปลี่ยนตัว งานนั้นแม่มณีก็โดนตำรวจรวบ คือสิ่งที่เขาทำอย่างเปิดละคร มีอีเวนต์ เพราะเขาอยากมีภาพกับดาราหลายๆ คนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เขาจะเอาภาพไปลงเฟซบุ๊ก ซึ่งจริงๆ กลโกงโซเชียลเดี๋ยวนี้เลย คือการมีรูปกับดาราเพื่อสร้างตัวตน สร้างความน่าเชื่อถือ”

มาถึงเคสทองแม่ตั๊ก ตอนนี้ยังไม่ได้ประกันตัวเลย ตอนนั้นเขาก็มาชวน?
“เป็นช่วงที่หมูกรอบดังแล้ว เขาชวนผมไปไลฟ์เรื่องโปรตีนหรืออะไรสักอย่าง คืออะไรที่สุ่มเสี่ยงเกี่ยวกับทอง เกี่ยวกับลงทุน ผมไม่เอาอยู่แล้ว แต่นี่เป็นโปรตีน ตอนนั้นผมบอกว่า ผมสร้างหุ่น สร้างอะไรด้วยตัวผมเอง อยู่ดีๆ จะมาโฉบ ตอนนั้นบอกตรงๆ ว่าผมเรียกราคาแพง ผมก็เลยเรียกเขาชั่วโมงละ 300,000 บาท 2 เท่าจากเรตทั่วไปที่คนอื่นๆ ที่เขาได้ แต่เขาไม่สู้ สักประมาณแค่ไม่เกิน 6 เดือนก็เกิดคดีนี้ขึ้น”

ล่าสุด “ดิไอคอนกรุ๊ป” เขาต้องเคยติดต่อแน่นอน?
“เคยครับ เมื่อประมาณสัก 3-4 ปีที่แล้ว แต่ไม่ใช่บอสใหญ่นะ จะเป็นแม่ทีมหัวๆ ติดต่อผมมา แต่ผมจำเรื่องราวเป๊ะๆ ไม่ได้ เขาบอกว่ามีบริษัทนี้เกิดขึ้น ชวนผมมาเป็นพรีเซนเตอร์ แล้วผมก็กลับไปทำการบ้านว่าบริษัทนี้มันของใคร ซึ่งผมก็ได้ไปเจอหัวใหญ่ มันเป็นเพจนึงลงข่าวถึงหัวใหญ่ในทางไม่ค่อยดี แล้วเราก็ดูอีก เห็นว่าเริ่มมีปัญหา เฮ้ย ไม่เอาดีกว่า ก็เลยถอนตัวออกมาและไม่ได้สนใจบริษัทนี้อีก ด้วยความที่เราเคยถูกโกงเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงมาแล้ว เราก็เลยไม่อยากจะเข้าไปอยู่ในวงโคจรของคนที่มีปัญหาแค่นั้นเอง

ก็ยังย้ำคำนี้อยู่ ถ้าเขารวยง่ายๆ เขาไม่มาบอกเราง่ายๆ หรอก จำคำนี้ไว้เลยครับ ถ้าหนทางที่มันจะรวยง่าย เขาไม่บอกมึงง่ายๆ เขาบอกญาติเขาสิ ตรงๆ เลยนะ ขนาดขายหมูกรอบ ที่เขาสอนทำในยูทูบต่างๆ เขายังบอกไม่หมดเลย เขาหมกเม็ดบางอย่างไว้ เขาไม่บอกทั้งหมดหรอก”

ดีเจภูมิ เล่าช่วงวัยเด็ก เผยจุดแย่สุดในชีวิต เป็นแผลติดตัว กลัวสังคมรังเกียจ

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2820410

ดีเจภูมิ เล่าช่วงวัยเด็ก เผยจุดแย่สุดในชีวิต เป็นแผลติดตัว กลัวสังคมรังเกียจ

18 ต.ค. 2567 11:14 น.

ดีเจภูมิ เล่าช่วงวัยเด็ก เผยจุดแย่สุดในชีวิต เป็นแผลติดตัว กลัวสังคมรังเกียจ

เป็นอีกหนึ่งเจ้าพ่อคอนเทนต์ขวัญใจลูกเผ่า สำหรับหัวหน้าเผ่าอย่าง ดีเจภูมิ ภูมิใจ ตั้งสง่า เจ้าของช่องยูทูบ DJ Poom ที่ไม่ว่าจะทำคลิปอะไรออกมา ก็ได้รับความสนใจจากแฟนๆ เป็นอย่างมาก

ล่าสุด ดีเจภูมิ ออกมาเล่าประสบการณ์ชีวิตแต่ละช่วงอายุ ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง ในรายการ “Level up” EP.15 ทางยูทูบ Thairath Online Originals โดยมี มิ้นท์ อรชพร เป็นผู้ดำเนินรายการ

และบางช่วงบางตอนของรายการ ดีเจภูมิ ได้เผยชีวิตช่วงวัยเด็ก ถึงเหตุการณ์ที่รู้สึกแย่สุดในชีวิตว่า “ชีวิตวัยเด็กคือคนละคนกับตอนนี้เลย เบื้องลึกของดีเจภูมิกับสิ่งที่เห็นตอนนี้มันเป็นคนละคนกัน ตอนเด็กเราเป็นเด็กเนอส เป็นเด็กอ้วนที่เติบโตจากครอบครัวที่อบอุ่นมาก และเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจเท่าไหร่

เราเป็นเด็กที่ติดอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นยุคที่ไม่มีเทคโนโลยี สิ่งเดียวที่เราสามารถเล่นด้วยได้นั่นคือการปีนต้นไม้ ยิงนก ตกปลา ก็จะเป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ทำได้ พอ 7 ขวบ เราก็ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย หลังจากนั้นเราก็ย้ายไปอยู่ที่อังกฤษตอนอายุ 11 ปี จนเรียนจบที่นั่นถึงย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองไทย

ชีวิตในตอนนั้นเราไม่ได้คิดเยอะและไม่ได้กังวลอะไร เพราะมันไปกันทั้งครอบครัว ในวัยนั้นเราไปอยู่ที่ไหนก็ได้ถ้ามันมีพ่อกับแม่และพี่น้อง ซึ่งเราก็ไม่ได้กังวลอะไรมากในวัยนั้น 7 ขวบ เราเป็นเด็กไม่ได้มีกำแพง ไม่ต้องมาพิสูจน์หรือต้องเป็นที่ยอมอะไร เพราะฉะนั้นการย้ายไปต่างประเทศถือว่าสบายมาก ไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่เรามีความทุกข์หรือเศร้าเลย

ซึ่งคุณแม่มีความฝันตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้วว่าในวัยนั้นเค้าอยากจะเป็นแม่ของมนุษย์คนหนึ่ง อยากจะเป็นแม่ของลูกสักคนนึง เค้าก็เหมือนเตรียมพร้อมตัวเอง เรียกว่าชีวิตต้นทุนมาดี ครอบครัวก็อบอุ่น เราก็อยู่สุขสบาย ไปไหนเราก็มีคนคอยซัพพอร์ต

ส่วนเรื่องที่แย่สุดและเสียใจมากที่สุดในวัยนั้น ซึ่งเราเป็นประสาทแดกอยู่ช่วงหนึ่ง หรือมันอาจจะเป็นจิตปรุงแต่งของความกลัว จำได้ว่าในวัยนั้นประมาณ 8-9 ขวบ ที่เราอยู่ออสเตรเลีย และเราเป็นโรคผิวหนังรู้สึกว่าจะชื่อโรคเอ็กซ์ม่า ซึ่งทุกวันนี้เรายังเป็นอยู่เลย ยังมีแผลเป็นติดตัวอยู่ตามข้อศอก ข้อมือ หัวเข่า และขา ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีแผลเก่าๆ อยู่ แต่ตอนนี้ก็เริ่มหายไปเยอะแล้ว ซึ่งมันก็เป็นจ้ำๆ อยู่ตามตัวเรานั่นแหละ เหมือนขี้กาก 

จำได้ว่าไม่กล้าไปเรียนพละ ไม่กล้าว่ายน้ำ กลัวว่ามันจะน่าเกลียด เราก็ไม่อยากโดนรังเกียจ ก็จะพยายามหนีวิชาพละและว่ายน้ำ เวลายืนก็จะยืนบิดเพื่อปิดรอยแผล ซึ่งตอนนั้นเรายอมรับว่าเป็นทุกข์ ร้องห่มร้องไห้บอกแม่ว่าไม่อยากเรียนแล้ว และจำได้ว่าคุณย่าก็จะใช้วิถีไทยมาช่วยเรา

ตอนนั้นคุณย่าไปทำบุญที่เมืองไทย 100 วัด และเก็บสะสมน้ำมนต์ส่งมาให้ เพื่อให้เราทาและบอกเราว่าเป็นน้ำวิเศษ 100 วัด บอกเราว่าศักดิ์สิทธิ์มาก บอกว่าเป็นน้ำมนต์ที่ย่าสวดมาอย่างดี ทาแล้วมีพลังงานบังตาได้ไม่มีใครเห็นแผล เอาไสยศาสตร์ใส่สมอง เราก็เลยพรมๆ ตามตัว แล้วก็สาธุ 3 จบ คิดว่าคงไม่มีใครเห็น

แต่เรื่องของเรื่องคงไม่มีใครสนใจหรอก เด็กคนนึงมีแผลเป็นที่ขานิดหน่อยมันไม่มีใครมอง ไม่มีใครมาสนใจอยู่แล้ว แต่เราก็คิดว่ามันโคตรศักดิ์สิทธิ์เลย ไม่มีใครมองเลย ซึ่งก็ไม่มีใครสนใจ ตอนนั้นยอมรับว่าปัญหาในชีวิตน้อยมาก”

“แก้ม ญาณิศา” สวยสมใจได้ดั้งใหม่! ยอมรับเป็นสาวสายรุก

https://www.thairath.co.th/entertain/celeb/2820505

"แก้ม ญาณิศา" สวยสมใจได้ดั้งใหม่! ยอมรับเป็นสาวสายรุก

18 ต.ค. 2567 07:15 น.

“แก้ม ญาณิศา” สวยสมใจได้ดั้งใหม่! ยอมรับเป็นสาวสายรุก

โดนทักสวยผิดหูผิดตา แก้ม ญาณิศา ธีราธร นักแสดงสาวจากละคร “ไฟน้ำค้าง” ทางช่อง 7HD เจ้าตัวออกมายอมรับแบบตรงไปตรงมาเพิ่งไปอัปดั้งมาใหม่ ได้จมูกที่ตรงปก ตรงใจ หลังจมูกเบี้ยว จมูกคดเป็นปมในใจมานาน

แก้ม เล่าว่า “แก้มไปอัปจมูกที่เกาหลี อยากทำตั้งนานแล้ว ตอนแรกจมูกเก่ามีความเอียงๆนิดนึงก็ไปทำ หลังไปทำมาแล้วตอนรับน้องที่มหาวิทยาลัยแก้มโดนฟุตบอลอัดหน้า หลังจากนั้นรู้สึกจมูกเบี้ยว แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นจังหวะที่ผู้ใหญ่มอบโอกาสดีๆให้เรา แก้มไม่อยากพักตรงนี้ ถ้าแก้มขอพักแล้วเกิดถูกเปลี่ยนตัว เราเลยรู้สึกไม่ได้ ขอทำงานก่อน ก็เลยอยู่กับแกนเบี้ยวมา 4-5 ปี แล้วเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่มั่นใจ แต่เราทำให้ดีขึ้นได้ เป็นโอกาสที่แก้มถ่ายละครทุกเรื่องจบหมดแล้ว หลังปิดละครพ่อตาปืนโตก็เลยบินไปทำที่เกาหลี ประมาณ 3 เดือนที่แล้ว ก็ได้ตามที่ต้องการทุกอย่าง”

ทำให้หน้าเปลี่ยนไปมั้ย?

“ก็ยังเป็นแก้มอยู่ แต่มีความละมุนขึ้น สวยขึ้น ถือว่าทำแล้วดีกว่าเดิม ปัญหาเรื่องภูมิแพ้ลดลงเลย ตอนแรกจมูกคดฝั่งซ้ายจะเหมือนคัดจมูก เหมือนหายใจไม่สะดวกก็คุยกับหมอขอเอาให้ตรง ไม่ได้อยากเปลี่ยนอะไรมาก อีกอย่างเอาหลังหูกับซี่โครงมาทำ ของตัวเองเลยปลอดภัยไม่มีการทะลุแน่นอน ทำให้เราหน้าหวานขึ้นก็ชอบด้วย ตอนแรกกลัวพุ่งเกิน”

หวั่นใจคอมเมนต์ทำไมเพราะของเก่าก็ดีแล้ว

“ทุกคนพูดค่ะ เรารู้ตัวเองดีมันคด มันทำให้ดีขึ้นได้แล้วทำไมเราไม่ทำ จังหวะเวลาทุกอย่างพร้อมหมด ทุกคนกลัวออกมาไม่สวย”

หลายๆคนที่ไปทำจมูกมามีข่าวทำออกมาไม่ตรงปก กลัวมั้ย?

“แก้มถึงขั้นไปมูมาเยอะมากเลยค่ะ กลัวมากเหมือนกันจะมีปัญหาอะไรมั้ย โชคดีออกมาสวยถูกใจ หลังจากนี้ก็คงไม่ทำอะไรเพิ่มอีกแล้วค่ะ ไม่อยากให้หน้าเปลี่ยนไปจากตัวเองเยอะ เพราะชอบตอนนี้ทุกอย่างแล้ว อายุเยอะๆค่อยว่ากัน”

ในเรื่องไฟน้ำค้าง เราจะเป็นสายบุกจีบผู้ชายก่อน เจอบทแบบนี้เป็นยังไงบ้าง?

“ถนัดค่ะ (หัวเราะ) คล้ายๆชีวิตจริงด้วย นึกออกว่าเล่นประมาณไหน เพราะมันคล้ายๆตัวตนเรา มันจะมีฉากแอบพูดคนเดียว อุ๊ย! ทำไมเค้าน่ารักอย่างนี้ ซึ่งชีวิตจริงๆก็เป็นอย่างนั้น จะหันมาพูดกับกล้อง 2 อุ๊ย…ยยยน่ารักมาก มันมีความเป็นตัวเองอยู่”

พอเป็นบทสายบุกเข้าหาผู้ชายก่อน บอส–ชนกันต์ เค้าไม่กลั้นขำแย่เหรอ?

“คือ ผกก.บอกทำยังไงก็ได้ให้พี่บอสเขิน ซึ่งบทของเขาจะเป็นคนนิ่งๆเนิร์ดๆ ชีวิตฉันรู้แค่กฎหมายเท่านั้น ไม่รู้เรื่องความรัก เราถึงขนาดยิ่งเขาไม่รู้ตัวเรายิ่งบุกหนัก ถึงขั้นวางแผนไปชนรถเค้าได้เบอร์จากประกัน ถอดต่างหูหล่นไว้ เป็นมารยาสุดเลย จริงๆเห็นแหละแต่แกล้งไปชน สร้างสถานการณ์ให้เหมือนบังเอิญเจอกันตลอด คล้ายชีวิตจริงๆ เหมือนจะเนียนแต่ตั้งใจ (หัวเราะ)”

ถ้าเป็นชีวิตจริงเกิดปิ๊งใครสักคนเราจะทำยังไง?

“คงไม่ถึงขนาดในละคร คงไม่ถึงขั้นแกล้งขับรถชน เพราะมันเสียเวลาเราด้วยต้องไปซ่อมรถ แต่ถ้าเจอคนที่เราชอบก็จะดูว่าเขาชอบทำอะไร ชอบไปที่ไหน กิจกรรมคล้ายๆ เราคืออะไร ก็จะไปที่ๆนั้นซ้ำๆ จะได้ดูเหมือนเราเจอกันอีกแล้ว เป็นเพื่อนกัน ทีนี้อยู่ที่ว่าเขาจะชอบมั้ย”

เป็นสายคลั่งรักจีบก่อนแบบนี้ มีสมหวังบ้างมั้ย?

“นกตลอดเลย (หัวเราะ)”

ทำไมล่ะเราก็สวยได้อยู่

“อาจจะเขาไม่รู้มั้งว่าเราตั้งใจจีบ อาจจะเนียนเกินไป ถ้าไม่ชอบจะไม่ยุ่งเลย แต่ถ้าชอบเราจะพยายามไปอยู่ในแวดวงที่ทำให้เจอกันได้คุยกัน”

หนุ่มๆที่เราจีบเค้าก่อนเป็นเพื่อนกันก่อนหรือทั่วไป

“ส่วนมากจะเริ่มจากเพื่อนค่ะ เราจะคิดฝ่ายเดียว สุดท้ายเรากลายเป็นเพื่อนกันไปจริงๆ กลายเป็นเหมือนเรานกเอง อกหักเอง เจ็บเอง ตัวเขาไม่รู้เรื่องอะไรกับเราเลย”

ตอนนี้จริงๆมีคนที่เรากำลังคุยๆ

“ถามว่ามีคนคุยๆมั้ยก็มีตลอด ส่วนคนพัฒนาเป็นแฟนเลยยังค่ะ เพราะรู้ตัวเป็นคนจริงจัง คบใครขึ้นมาจริงๆจะคิดไกลถึงอนาคต ถ้าคนที่เราคุยอยู่ถือว่าเป็นคนพิเศษแน่นอน ซึ่งก็ต้องดูไปนานๆ ความพิเศษนี้ยังทำให้ใจเราเต้นอยู่มั้ย”

เพราะอะไรอยากมีแฟน แต่ดูกล้าๆกลัวๆ

“เป็นฟีลกลัวเขาไม่เข้าใจเรื่องของเวลา เราทำงาน 7 วัน คนเข้าใจยากอยู่แล้ว จะเจอกันยังไง ยิ่งเมื่อก่อนแก้มถ่ายละคร 7 วัน ไม่มีเวลา คนเข้ามาต้องเข้าใจตรงนี้มากๆค่ะ”.

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่

คนแห่ซัพพอร์ต ซี ศิวัฒน์ เป็นพิธีกรร้องข้ามกำแพงครั้งแรกแทน กันต์ กันตถาวร

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2820620

คนแห่ซัพพอร์ต ซี ศิวัฒน์ เป็นพิธีกรร้องข้ามกำแพงครั้งแรกแทน กันต์ กันตถาวร

17 ต.ค. 2567 21:53 น.

คนแห่ซัพพอร์ต ซี ศิวัฒน์ เป็นพิธีกรร้องข้ามกำแพงครั้งแรกแทน กันต์ กันตถาวร

หลังจากที่ กันต์ กันตถาวร โดนคดีความและเป็นผู้ต้องหาคดี ดิไอคอนกรุ๊ป ซึ่งตอนนี้ทางศาลได้ส่งตัวเข้าเรือนจำแล้ว โดยก่อนหน้านี้ ทางเวิร์คพอยท์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ก็ได้โพสต์จดหมายประกาศแจ้งยุติสัญญากับ กันต์ กันตถาวร เป็นที่เรียบร้อยแล้วอีกด้วย

เลยทำให้เป็นที่ถูกจับตามองว่า ใครจะมาทำหน้าที่พิธีกรในรายการ “ร้องข้ามกำแพง” แทน “กันต์ กันตถาวร” ก่อนจะมีการเปิดเผยตามมาว่า “ซี ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์” มานั่งแท่นพิธีกรคนใหม่รายการ “ร้องข้ามกำแพง” ทางช่องเวิร์คพอยท์ แทนพิธีกรหนุ่ม กันต์ กันตถาวร นั่นเอง

และล่าสุดรายการ ร้องข้ามกำแพง ได้ออกอากาศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อช่วงเวลา 2 ทุ่ม ของวันพฤหัสบดีที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยมี ดีเจนุ้ย และแขกรับเชิญของรายการคนอื่น ได้ทำการต้อนรับพิธีกรคนใหม่ คือ ซี ศิวัฒน์ นั่นเอง

ซึ่ง ซี ได้พูดในรายการว่า ถึงกับขนลุก เพราะตัวพิธีกรจะทำหน้าที่เปิดตัวแขกรับเชิญมา แต่ครั้งนี้แขกรับเชิญเป็นคนเชิญพิธีกร เมื่อถามว่ารู้สึกยังไงบ้างที่ได้เป็นพิธีกรของร้องข้ามกำแพง ซี บอกว่า “รู้สึกภูมิใจ และเดี๋ยวคำนี้ก็จะไปดังในโซเชียลแน่นอน” เมื่อดีเจนุ้ยถามต่อว่า เตรียมตัวยังไงบ้าง ซี บอกว่า “ก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก เป็นแฟนคลับของรายการอยู่แล้ว เราทำหน้าที่ ก็มาจอย มาสนุกกับทุกคน ตอนที่ทีมงานบอกให้มาทำไม่ตื่นเต้นเลย เริ่มตื่นเต้นตอนที่นุ้ยถามเยอะๆ เนี่ย”

สำหรับยอดวิวการดูสดของแฟนรายการ ร้องข้ามกำแพง พุ่งไปกว่า 60,000 คนเลยทีเดียว ซึ่งทุกคนที่เข้ามาดู ต่างก็บอกว่า เข้ามาให้กำลังใจ ซี ศิวัฒน์ กับการเป็นพิธีกร และชื่นชม ซี ศิวัฒน์ ในความเก่ง และจัดรายการสนุกมากอีกด้วย

บอย ถกลเกียรติ พูดชัด ไม่ถอด เกมรักปาฏิหาริย์ มิน-แซม โดนสังคมลงโทษแล้ว

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2820616

บอย ถกลเกียรติ พูดชัด ไม่ถอด เกมรักปาฏิหาริย์ มิน-แซม โดนสังคมลงโทษแล้ว

17 ต.ค. 2567 21:08 น.

บอย ถกลเกียรติ พูดชัด ไม่ถอด เกมรักปาฏิหาริย์ มิน-แซม โดนสังคมลงโทษแล้ว

กำลังตกเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอยู่ในตอนนี้ กับประเด็นที่ มิน พีชญา และ แซม ยุรนันท์ ได้เข้าไปพัวพันกับธุรกิจขายตรง ดิไอคอนกรุ๊ป และได้ถูกฝากขังที่เรือนจำแล้ว ทำให้เป็นที่จับตาของแฟนละครอย่างมากว่าละครเรื่อง เกมรักปาฏิหาริย์ ที่กำลังออนแอร์ทางช่องวัน 31 ซึ่งมีชื่อของ มิน และ แซม เป็นนักแสดงนำของเรื่องจะเป็นยังไงต่อไป

ล่าสุด บอย ถกลเกียรติ หัวเรือใหญ่ของ ช่องวัน 31 ก็ได้ให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้ ในงาน ปรากฏการณ์oneสนั่นจอ 2025 ที่เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเอสพลานาด รัชดา เผยว่า

– ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่เสียหายในเรื่องของ ดิไอคอน มากๆ ในส่วนเรื่องของละคร เกมรักปาฏิหาริย์ ที่มี มิน พีชญา กับ แซม ยุรนันท์ ที่มาร่วมแสดงด้วย อยากจะบอกว่า คิดว่าทุกวันนี้คนดูและสังคมแยกแยะออก ว่าอะไรคือชีวิตจริง อะไรคือละคร

– ละครไม่ได้มีแค่ มิน กับ แซม แสดง แต่ยังมีนักแสดงคนอื่นๆ อีกเยอะแยะที่เล่นเรื่องนี้ และนักแสดงคนอื่นๆ ยังมีบทเด่นๆ อีกมากมาย และเรื่องเนื้อก็สนุกสนาน ในขณะเดียวกันยังมีทีมงาน คนเบื้องหลังอีกมากมายที่ถ้าละครโดนถอด จะได้รับผลกระทบ ได้รับความเสียหาย คิดว่าเราไม่น่าจะอยากให้มีความเสียหายเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีกจากกรณีนี้

– ถ้าละครจะโดนถอด อยากถามกลับว่า เราต้องการจะลงโทษใคร ถ้าบอกว่าเราต้องการลงโทษคุณแซมกับคุณมิน คิดว่าถ้าในวันนี้ในเรื่องของชื่อเสียง เขาโดนสังคมลงโทษมากมายอยู่แล้ว ยังไม่นับของคดีความที่อาจจะตามมา

– การถอดละครไม่ได้มีผลอะไรกับ มินและแซม เลย แต่ถ้าเราถอดละคร มันจะมีผลกระทบ และเป็นการลงโทษคนอื่นอีกหลายคนที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ไม่รู้เห็นอะไรด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงคนอื่นๆ ทีมงานเบื้องหลังอีกหลาย 100 ชีวิต ที่มีความเกี่ยวข้องกับละครเรื่องนี้

– เชื่อคนดูที่กำลังติดตามละครเรื่องนี้ แยกแยะออกว่าชีวิตจริงกับละครคืออะไร

– มองว่า ถ้าถอดละครเรื่องนี้ออกมันจะไม่แฟร์

– พร้อมประกาศขอฉายละครเรื่องนี้ต่อจนจบ

“คาร์ล่า ปอร์เทอร์” อดีตนางงามซิงเกิลมัม เปิดใจไม่จำเป็นต้องอยู่กับคนไม่รักเราเพื่อลูก

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2820554

"คาร์ล่า ปอร์เทอร์" อดีตนางงามซิงเกิลมัม เปิดใจไม่จำเป็นต้องอยู่กับคนไม่รักเราเพื่อลูก

17 ต.ค. 2567 20:16 น.

“คาร์ล่า ปอร์เทอร์” อดีตนางงามซิงเกิลมัม เปิดใจไม่จำเป็นต้องอยู่กับคนไม่รักเราเพื่อลูก

ยกให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่สวยและสตรองมากๆ สำหรับ คาร์ล่า ปอร์เทอร์ อดีตรองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2009 ซึ่งปัจจุบัน คาร์ล่า มีลูกสาวแล้ว 1 คน และนอกจากจะเป็นคุณแม่ที่ดูแลลูกสาวด้วยมือของตัวเองแล้ว คาร์ล่า ยังเป็นดีเจ พิธีกร อีกด้วย

ล่าสุด คาร์ล่า ปอร์เทอร์ ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์ของการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ในรายการ Sisterhood EP.2 “เพราะลูกก็สอนให้เราเติบโตและกลายเป็น Best Version ได้เช่นกัน” ทางช่องยูทูบ Mirror Thailand พร้อมเผยมุมมองการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับลูกสาว โดยมี แนท ธนวลัย วัชรพล เป็นผู้ก่อตั้ง และพิธีกรดำเนินรายการ

ชีวิตเปลี่ยนไปตั้งแต่มีลูก
โดยมีกูเกิล ยูทูบเป็นไกด์นำทาง

“คาร์ล่า จะเป็นคนที่มีลูกคนแรกของกลุ่มเลย มันไม่มีครูสอนเรื่องการเลี้ยงลูก เหมือนเราไปงมเข็มในมหาสมุทรเลย เราก็จะต้องไปพึ่งยูทูบ กูเกิล ในการเปิดหาข้อมูล ส่วนคุณแม่ของเรา ก็มีเรามานานแล้ว ประมาณ 30 – 40 ปี ในเวลานั้นก็เอามาปรับใช้กับในปี 2018 ก็ได้บ้าง แต่ 100% ไม่ได้ แต่สุดท้ายแล้ว คุณแม่ของเราก็เป็นคุณแม่มือใหม่เหมือนกันในเวลานั้น เขาไม่มียูทูบ ไม่มีกูเกิล แต่เขาเลี้ยงเรามาจนโตได้ในวันนั้น ก็เก่งแล้ว ดังนั้นเราโชคดีกว่าคุณแม่รุ่นเก่ามาก ที่เรามียูทูบ กูเกิล มีคุณหมอที่สามารถให้ความรู้เราได้

พอมีลูกแล้ว ชีวิตมันเปลี่ยนไป ทุกอย่างยื่นมาให้เรา เราเป็นดีเจมา 20 ปี ถามว่าเราอยากเป็นดีเจเหรอ ไม่ แต่โอกาสมันยื่นมาให้เรา เราก็รับไว้ ก็ทำให้ดีที่สุด การมีลูกก็เหมือนกัน เขามาหาเรา เราก็เลือกที่จะเดินหน้าต่อไปแบบดีที่สุด ในชีวิตนี้เราไม่รู้เลยว่า ทำแบบไหนจะถูก แบบไหนจะผิดเราไม่รู้เลย และไม่รู้จริงๆ ว่าอนาคตจะเป็นยังไง พอทุกอย่างหยิบยื่นมาให้ เรามีความรู้สึกว่า เราต้องทำให้ดีที่สุด แล้วชีวิตก็เปลี่ยนเลย เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่เรารู้ว่า มันมาถึงจุดนี้ เราต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

แล้วชีวิตมันเปลี่ยนเลย เราไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรในชีวิต เราไม่รู้อนาคตเราอยากเป็นดีเจ หรือเป็นแม่คนรึเปล่า แต่เรารู้ว่ามันมาถึงจุดนี้ เรารู้ว่าเราต้องทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมันก็เลยกลายเป็นว่าจากไม่มีจุดเป้าหมายในชีวิต เรารู้ว่าตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำให้ดีที่สุด คือเป็นแม่ที่ดีที่สุด และเราต้องเป็นเราเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดสำหรับลูก

ไกด์บุ๊กของบ้านอื่น เราไม่สามารถเอามาปรับให้เข้ากับบ้านของเราได้ เพราะทุกบ้านมันไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราต้องเป็นตัวอย่างดีที่ให้กับลูกก่อน แล้วมันจะค่อยๆ ปรับลูกของเราให้เป็นบุคลากรที่ดี ตามที่เราอยากตั้งใจสอน เราอาจจะเป็นคนใจร้อน คนเกรี้ยวกราด พูดอะไรตามที่คิด แต่เราก็ไม่ได้อยากเห็นลูกเป็นเหมือนเรา แต่มาตอนนี้เราเห็นแล้วว่า เมื่อก่อนเราก็เป็นแบบนี้ เราก็ไม่ได้อยากให้ลูกเราเกรี้ยวกราดเหมือนเรา สุดท้ายมันก็วนกลับมาว่าเราต้องเปลี่ยน มันไม่ได้ฝืนหรอก แต่มันเป็นธรรมชาติ และเราก็เต็มใจ เราอยากดีเพื่อลูกด้วย และดีเพื่อตัวเรา เราอยากจะเป็นคนที่ดี อยากดีขึ้นเพื่อเขา อยากชาร์จแบตให้ตัวเราด้วย อยากกลับมาถอยหลังสูดอากาศ แล้วกลับไปเลี้ยงลูกด้วยประสิทธิภาพที่เต็ม 100″

ลูกทำให้รู้ว่าความสุข
มาจากสิ่งเล็กๆ รอบตัว ได้ง่ายๆ

“จริงๆ ความสุขมันไม่มีอะไรเลย หรือแม้แต่ตอนที่เราบ่นว่าเราอยากกรี๊ด อยากร้องไห้ บ่นคัดนม เจ็บนม ท้อ รู้สึกเหนื่อย แต่ว่าพอลูกหลับได้แทนที่เราจะหลับตามลูก กลับไปนั่งเปิดวิดีโอดูลูกตอนหลับ น่ารักจังเลย ไม่หลับไม่นอน ดูแต่ลูก ความรักของแม่อยู่ดีๆ มันก็มีสัญชาตญาณความเป็นแม่ ซึ่งไม่เคยคิดว่ามันจะมี อยู่ดีๆ มันมีมาจากไหนก็ไม่รู้ จากที่แต่ก่อนเป็นคนที่นอนเยอะมาก แต่พอมามีลูก ต้องตื่นมาให้นมทุก 1-2 ชม. ไม่รู้สิ่งเหล่านี้มันทำได้ยังไง

ส่วนตัวไม่เคยไปเข้าคอร์สเลี้ยงลูก แต่อยู่ๆ มันก็มาเอง ถ้าถามว่า พร้อมไหมกับการเป็นแม่ ก็ไม่พร้อม แต่พอเวลามันมาถึง อยู่ดีๆ เราก็ทำได้ แต่ต้องบอกเลยว่า โชคดีมากที่มีคุณยายคอยช่วย เพราะไม่งั้นคนเดียวมันเหนื่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของจิตใจ อารมณ์ และทุกอย่าง อย่างตอนที่เราผ่าคลอดมา เรากลับมาที่บ้าน ก็จะมีคุณแม่ช่วยทำอาหารขึ้นมาเสิร์ฟให้ข้างบนทุกมื้อ ก็เหมือนเรามีคนคอยซัพพอร์ตดีมากๆ และนอกจากคุณแม่แล้ว ยังมีเพื่อนเป็นซัพพอร์ตที่ดีของเรา แม้ว่าเขาจะยังไม่รู้ว่าการเป็นแม่มันเป็นยังไง แต่เขาให้กำลังใจเรา ให้มีกำลังในการสู้”

แม่เลี้ยงเดี่ยวต้องการแค่กำลังใจ
ไม่ต้องการความสงสาร

“บอกอย่างหนึ่งเลย ว่าหนึ่งอย่างที่คนมักจะทำเกี่ยวกับแม่เลี้ยงเดี่ยว และขอบอกเลยว่าอย่าทำแบบนี้คือ เรารู้สึกว่าการที่คนๆ หนึ่งมาทราบว่า คนๆ หนึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แล้วมาจับแขน และพูดว่า ไม่เป็นไรนะ เหนื่อยหรือเปล่า โอเคหรือเปล่าที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ไม่ต้องทำ เขาไม่ได้อยากได้ยิน

สิ่งที่เราอยากได้ยินคือ ทำได้ไง สู้นะ สู้ต่อไป แต่ไม่ต้องไปเอ็นดู ไม่ต้องไปสงสารเขา คนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ต้องการคำสงสาร เราต้องการกำลังใจ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ไหว เพราะเขาต้องเป็นทั้งคุณพ่อและคุณแม่ในเวลาเดียวกัน ยังไงเขาต้องไหว ไม่ต้องไปถามว่าไหวไหม แค่ให้กำลังใจก็พอ

มันจะมีแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เป็นแบบว่า เลิกกันกับอีกฝ่ายไปแล้ว แต่เขายังซัพพอร์ตเงิน กับอีกที่ต่างฝ่ายต่างแยกกันไปเลย ไม่ได้ซัพพอร์ตอะไร ซึ่งก็คือ คาร์ล่า ที่ไม่ได้รับการซัพพอร์ตจากอีกฝั่งเลย แต่สุดท้ายแล้วเราไหว เราสามารถเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูกได้

นิยามคำพูดครอบครัว ที่เวลาลูกไปโรงเรียนแล้วครูให้วาดรูปครอบครัว มันมักจะเป็นพ่อแม่แล้วก็ลูก แต่มาถึงยุคนี้แล้ว มันก็จะเป็น พ่อลูก แม่ลูก มีแม่ลูกยาย พ่อแม่ลูก แม่ลูกหมา น้องหมาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวได้ คือยุคสมัยมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว มันไม่มีคำจำกัดเรื่องของเพศ หรือเรื่องกรอบของครอบครัว ว่าต้องเป็นแบบนี้หรือแบบไหน”

อย่าเริ่มต้นโกหกลูก
เพราะเป็นการทำร้ายโดยไม่รู้ตัว

“ตอนนี้ลูก 5 ขวบแล้ว ก่อนหน้านี้เราจะไม่ได้ใช้คำว่าหลอกลูก แต่เราจะบอกว่า พ่อเขาไปทำงาน จนกระทั่งวันหนึ่งลูกถามว่า ก็เคยไปที่ทำงานพ่อ แล้วทำไมวันนี้ไปไม่ได้ เราก็ เออเนอะ ไม่น่าไปพูดแบบนั้น แล้ววันคริสต์มาสปีที่ผ่านมา เขาขอไอโฟน เราก็บอกว่า ไม่ได้หรอก ไม่มีเงิน มันแพง สิ่งที่เราบอกลูกตลอดว่าพ่อทำงาน ลูกเขาก็คิดแล้วว่า พ่อมีตังค์ ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปขอพ่อก็ได้ เราก็ไม่อยากให้ลูกคิดว่า ทำไมพ่อมีตังค์ แต่พ่อไม่มาหา

จากคริสต์มาสนั้นก็เลยล้มล้างทุกอย่างเลย ลูกถามว่าพ่ออยู่ไหน ก็เลยเริ่มพูดความจริงว่า ไม่รู้พ่ออยู่ไหน และบอกว่ามันเป็นอย่างนี้ๆ เริ่มจากการพูดความจริง เราต้องไม่หลอกตัวเอง เราหลอกตัวเองไป เราทำร้ายเขา หรือถ้าวันหนึ่งเขามารู้ความจริงที่เราเคยหลอก มันมีแต่ผลร้ายกับเราทั้งนั้น เพราะว่าเราโกหกเขา สุดท้ายคนที่เจ็บคือเรา เพราะว่าเราตั้งใจจะปกป้องเขา

มันต้องเริ่มจากการพูดความจริง ว่าเป็นแบบนี้นะ แต่ลูกยังมีแม่ มียาย พวกเราคือครอบครัว และยังมีน้องหมา ทำให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้ขาดอะไรไป ทุกวันนี้เรารู้เลยว่า ลูกเราไม่ได้ขาดอะไรเลย

เชื่อว่าพ่อแม่หลายคน ยังอยู่ในจุดที่ตัดสินใจยังไม่ได้ว่าจะพูดความจริง หรือเดินออกมา คาร์ล่า คิดว่าการที่เรารู้จุดหนึ่งในชีวิต แล้วเราเดินออกมา นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในชีวิต เด็กเขาฉลาดมาก เขารู้เยอะ เราจะมานั่งหน้าตึงหรือเฟคใส่กันขนาดไหน คิดเหรอว่าลูกเราจะไม่รู้ เขารู้ เขาไม่โง่ เด็กไม่โง่”

ไม่จำเป็นต้องอยู่กับคนที่ไม่รักเราเพื่อลูก
สุขภาพจิตของลูกสำคัญสุด

“คิดว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องอยู่เพื่อลูก หลายครอบครัวที่พ่อแม่ถอยออกมา แล้วกลับมาช่วยกันดูแลลูก เขาเป็นครอบครัวที่มีความสุข มากกว่าตอนที่เป็นสามีภรรยาอีก สุขภาพจิตของลูก มันสำคัญมากกว่าคำว่า อดทนเพื่อครอบครัว จริงๆ แล้วทำเพื่อครอบครัว เราอาจจะต้องถอยหลังกันคนละก้าว แล้วมองเข้ามาอีกทีว่า ถ้าเราช่วยกันเลี้ยงลูกแบบนี้ ลูกเราจะมีความสุขมากกว่าหรือเปล่า มันเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน

แต่ก็พูดยาก เพราะบางคนอาจจะออกมาไม่ได้ อยู่ไม่ได้ อันนี้ต้องยอมรับความจริง เราอยู่ในยุค 2024 แต่มันจะเป็นเรื่องราวของการไม่กล้าเสียหน้า ก็ยังเป็นอย่างนี้อีกหลายครอบครัว แต่สุดท้ายแล้วอย่าลืมว่า สิ่งที่ลูกเก็บไว้ในใจ ทุกวันนี้เขายังไม่เห็นหรอก แต่ไม่แน่ใจว่าในอนาคตเขาจะมีเรื่องของพ่อ เรื่องของแม่รึเปล่า ที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต จริงๆ แล้วเราต้องเริ่มจากการพูดความจริงกับลูกก่อน ค่อยๆ สอนเขา”

เรื่องเล็กของเรา
เป็นเรื่องใหญ่สำหรับลูก

“อย่างงานโรงเรียนของลูก ครอบครัวอื่นก็จะมีพ่อแม่ไปเป็นคู่ แต่คาร์ล่าไปคนเดียว เราก็คิดว่าเป็นงานแค่นี้ ไม่ต้องให้คุณยายมาด้วยหรอก พอถึงเวลา 8 โมง เราก็เดินไปบอกลูกว่า หม่ามี๊ไปก่อนนะ เดี๋ยวไปทำงาน ลูกเขาก็มองเพราะเห็นว่าพ่อแม่คนอื่นยังอยู่ และเราเป็นคนเดียวที่เดินออก แต่เราก็คิดว่าเราทำหน้าที่ตรงนี้ดีที่สุดแล้ว แต่แค่จุดเล็กๆ ที่เรามองว่ามันเล็กแค่นี้ คิดว่างานเสร็จแล้ว ขอกลับไปทำงานต่อก่อน แต่ความจริงคือ ลูกเรามองว่าไม่เหลือใคร ดังนั้นเลยเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คิดว่า ไม่ว่าเรื่องอะไร อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กสำหรับเด็ก บางสิ่งที่เล็กสำหรับเรา แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับลูก ต้องเปลี่ยนตัวเองนะ เพราะเราคือโลกทั้งใบของเขา

อย่างเราเคยถ่ายวิดีโอ แล้วลูกหันมามองว่าเราอยู่ไหน พอหันมาเจอเรา แววตาเขาสปาร์กขึ้นมา รู้เลยว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลูก คือเราแค่อยู่ตรงนั้น ยืนโบกมือให้เขา เขาก็อุ่นใจแล้ว หลังจากนั้นเลยรู้ว่าอะไรที่เกี่ยวกับลูก เราต้องให้เขาคูณสอง

จนบางทีเราอาจจะน้อยใจชีวิตว่าทำไมเราต้องมาแบกรับภาระคนเดียว ซึ่งมันยากไปหมดเลย แต่พอย้อนกลับไป เรามีแรงฮึดมาจากไหนก็ไม่รู้ ว่าให้เปลี่ยนตัวเอง เราอยากอยู่ตรงนั้น และให้เขาเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ไม่อยากให้เขามีปมอะไรในใจเรื่องพ่อ มันเป็นอะไรที่เซนซิทีฟมาก เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่

ทุกวันนี้ก็จะคุยกับเขา เขาจะถามว่า วันนี้แม่ไปทำอะไรมาหลังจากที่ไปส่งไปโรงเรียน เราก็จะแลกเปลี่ยนกัน ไม่เหมือนสมัยเราที่ไม่กล้าบอกพ่อแม่ว่าคิดอะไรอยู่ เราอยากให้เหมือนเราเป็นเพื่อนกัน แต่ยังให้เคารพความเป็นแม่อยู่ ซึ่งเรามีเป้าหมายอยู่ว่า อยากเป็นทั้งพ่อแม่และเพื่อน เป็นเซฟโซนที่ดีที่สุด เราไม่อยากเอาสิ่งที่พ่อแม่เราทำกับเรา มาทำกับลูก”

ลูกเปรียบเหมือนเป็นครู
ที่สอนให้แม่โตขึ้น

“สิ่งหนึ่งที่เรารู้เลยคือ เมื่อก่อนเราเป็นคนบอกรักคนยาก ขอโทษคนยาก แต่พอมีลูก เราจะรู้เลยว่า มันง่ายมากกับการที่เราขอโทษคน บอกรักคน มันไม่ได้ยากขนาดนั้น และทุกอย่างสมัยนี้ เราคุยกับเด็กด้วยเหตุและผลหมดเลย แล้วทุกวันนี้เด็กเขาโตเร็วมาก

ลูกเราคือครูที่ดีมากๆ อีกหนึ่งคน คือสอนให้เราโตขึ้น สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญในชีวิต อะไรที่ไม่สำคัญให้ตัดทิ้งออกไปได้เลย อะไรที่ท็อกซิกตัดออกไป และเราจัดเรียงชีวิตเราได้ดีขึ้น เอาลูกตั้งต้น

เมื่อก่อนคนมาพูดว่า คุณไม่มีลูก ไม่มีวันเข้าใจ มาวันนี้รู้เลยว่าจริง เพราะหลายๆ อย่างที่พ่อแม่เคยสอนมา เราไม่เข้าใจ จนเรามามีลูกเอง ตอนที่เรามีลูก เราเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เราคิดว่าเราทำไม่ได้หรอก แต่มาตอนนี้เราทำได้ คนที่สำคัญที่สุดคือลูก ไม่ใช่คนที่เราพยายามกลับไปแก้ มันคือการทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตเป็นบุคลากรที่ดี นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด

เคยน้อยใจว่าทำไมเราต้องอยู่คนเดียว โชคไม่เข้าข้างเรา ทำไมชีวิตห่วย แต่สุดท้ายแล้วก็มองกลับมาเหมือนกันว่า พอเพื่อนเริ่มมีครอบครัว มีลูก เพื่อนที่มีลูก ก็จะมาปลอบใจเราว่า ไม่มีพาร์ทเนอร์ ดีกว่ามีพาร์ทเนอร์ที่ใช้ไม่ได้นะ ตอนแรกก็คิดว่าปลอบใจ แต่พอมองเข้าไปจริงๆ คุณพ่อบางครอบครัวก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเลี้ยงลูก และคุณแม่บางคนก็เลี้ยงลูกคนเดียว เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวอยู่ดี สุดท้ายแล้วเราก็ย้อนกลับมาเลยว่า ไม่มีเลยมันก็ดีเหมือนกัน การตัดสินใจทุกอย่างมีแค่เราคนเดียว และมีพ่อเรา แม่เรา เป็นซัพพอร์ตที่ดี”

ทุกอย่างมีข้อดีเสมอ
อยู่ที่เราต้องเปลี่ยนมุมมอง

“ทุกอย่างมันมีข้อดีเสมอ เราต้องเปลี่ยนมุมมอง มันทำให้เราตัดสินใจได้คนเดียวไปเลย โดยไม่ต้องถามคนอื่น เช่น การเอาลูกเข้าโรงเรียน ก็คิดเองคนเดียวไปเลยว่า โรงเรียนนี้มันดีที่สุดแล้ว อย่างเคยเห็นบางครอบครัวมีแฟมิลี่ทริป เราก็อยากมีบ้าง เพราะมันดี แต่ถ้าไม่มี ลูกเราไม่ขาดเลย นั่นคือสิ่งที่เราภูมิใจมาก จนทุกวันนี้ และลูกเราเข้าใจว่า ถึงอาจจะไม่ได้เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก แต่เขาเป็นเด็กที่มีความสุข เข้ากับใครก็ได้ แล้วในที่โรงเรียน ก็จะสอนลูกเลยว่า ถ้ามีใครมาบูลลี่ ก็อย่าไปโต้กลับ ให้เดินไปหาครูเลย และอธิบายว่าเขาทำแบบนี้ ถ้าไม่ได้อีก ให้มาบอกแม่เลย

รู้สึกว่าโชคดีที่โรงเรียนไม่ได้เป็นสมัยใหม่ ไม่ได้มีวันพ่อวันแม่ เพราะมันตรงกับวันหยุด แต่จะมีการทำของขวัญมาให้พ่อให้แม่ อย่างวันที่ต้องทำของขวัญมาให้พ่อ เขาก็จะถามว่า เอาไปให้พ่อได้มั้ย เราก็จะแค่ถ่ายรูปแล้วส่งไป ให้รับรู้ว่าลูกทำให้ อยากจะโทรก็โทรมา ไม่เคยปิดกั้นความสัมพันธ์ของพ่อและลูก

ถ้าวันหนึ่งลูกถามว่า ไปอยู่กับพ่อได้มั้ย มันคงบีบหัวใจเหมือนกัน แต่เราก็เคารพในการตัดสินใจของลูก ไม่ว่าลูกจะไปในทางไหน แต่สุดท้ายแล้วลูกไม่เอาหรอก เคยคุยกับใครหลายคนที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ลูกเขาจะรู้ว่านี่คือครอบครัวของเขา เพราะเขาโตมากับคนนี้”

ไม่เคยคิดจะไปยัดเยียด
ความท็อกซิกให้กับลูก

“ถามว่ารับมือยังไงกับวันพ่อ คืออะไรที่เกี่ยวกับพ่อ ก็จะเก็บไว้ ไม่เคยทิ้ง แต่สิ่งที่ไม่ค่อยเห็นด้วยก็คือ คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวบางคน มักจะพูดในสิ่งที่ไม่ดีของอีกฝ่ายให้ลูกฟัง เป็นการกรอกหู เรารู้สึกไม่โอเค ในฐานะที่เลี้ยงลูกมาคนเดียว เราไม่เคยพูดกรอกหูในเรื่องที่ไม่ดี เรื่องที่มีปัญหาให้ลูกได้ยิน เพราะมันเป็นสิ่งที่ท็อกซิกให้กับลูก จะไม่มีวันไปแตะถึงบุคคลที่ 3 ให้ลูกได้ยินเด็ดขาด เพราะรู้สึกว่ามันมีแต่ผลร้ายให้กับลูก เดี๋ยวเขาโตไปก็จะรู้เอง ถ้าอีกฝ่ายเขาไม่อยากจะมาเลี้ยงลูกเรา หรืออยากมาอยู่ในช่วงชีวิตที่ลูกยังเอาเราอยู่ เพราะเด็กสมัยนี้แป๊บเดียวเดี๋ยวเขาก็โตแล้ว ไม่เอาเราแล้ว”

ไม่เห็นด้วยกับโรงเรียน
ที่จัดกิจกรรมวันพ่อวันแม่

“รู้สึกไม่เห็นด้วยกับโรงเรียนที่มีกิจกรรมวันพ่อวันแม่ เพราะบางครอบครัวเขาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือแม้แต่บางคนเขาเสียพ่อแม่ไป แล้วให้ทำพวงมาลัยไปไหว้เก้าอี้เปล่าเหรอ หรือบางคนเขามีคุณอา คุณป้าเลี้ยงมา แต่เขาไม่ว่างมา ก็ให้ไปยืนร้องไห้เหรอ หรือให้เอาพวงมาลัยไปไหว้แม่ของเพื่อนเหรอ มันก็ไม่ได้ คือเขาตั้งใจทำเพราะเขาถูกบังคับให้ทำ

เราต้องสอนให้เห็นว่านี่คือวันแม่นะ อาจจะไม่มีคุณแม่อยู่บนโลกแล้ว แต่ก็โอเค สอนให้เขารำลึกว่าเขาเกิดมาจากแม่ หรือถ้าวันพ่อ ก็สอนให้เขารำลึกเช่นกัน ว่าถ้าไม่มีพ่อ เขาก็เกิดมาไม่ได้ ถ้าเป็นคาร์ล่า ก็จะไม่เอาลูกไปทำอะไรแบบนี้ ให้เป็นวันหยุดไปเลย ทำอะไรสนุกๆ ดีกว่า และบางโรงเรียนเขาจะไม่ให้เอาเค้กมาเป่าในวันเกิดเลย เพราะบางคนเล่นใหญ่ บางคนไม่มี มันก็จะเกิดเป็นข้อเปรียบเทียบ”

เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด
ถ้าไม่ไหวก็พักก่อน

“ที่ผ่านมา ก็จะมีแม่เลี้ยงเดี่ยวมือใหม่ทักมาหาว่า จะไปยังไงต่อดี ซึ่งเราก็ไม่สามารถบอกได้ว่า ให้เลิกกับสามีคุณเลย แต่จะให้เขาเช็คเป็นข้อๆ เลยว่า โลกนี้มันห่วยจริงๆ จะทำยังไงก็ได้ ให้ลูกเราโตมาเป็นบุคลากรที่ดี ไม่หลงไม่เป๋ไป ที่ผ่านมาเราเจอมาหนักมาก แต่เราก็ไม่ได้ไปพูดให้ใครฟัง บางทีการที่เราแชร์ประสบการณ์ของตัวเองออกไป เขาก็มาขอบคุณที่เราได้คุยกันในวันนี้ ไม่รู้หรอกว่า ช่วยฮีลใจได้มากแค่ไหน และเราไม่อยากฝากถึงแม่เลี้ยงเดี่ยวคนอื่นว่า คาร์ล่าทำได้ คุณก็ทำได้ เพราะแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน

ถามว่า อยากจะให้แนะนำอะไร ก็อยากจะให้เริ่มพูดความจริงกับลูก อยากจะให้ลองวิเคราะห์ตัวเอง ว่าเราอยากจะเป็นคนแบบไหน และเราอยากเป็นคนแบบไหนให้ลูก หรือจะเป็นตัวเองนี่แหละ ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด แล้ววันนั้นถ้าไม่ไหว ก็ไม่เป็นไร มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย แล้วถอยตัวเองออกมา หยุดพักก่อน ไม่ต้องรีบ แล้วกลับมาใหม่ เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด เพราะว่าสุดท้ายแล้ว เราต้องการเลี้ยงลูกให้ได้เป็นบุคลากรที่ดีที่สุด อีกอย่างหนึ่งคือเราต้องมูฟออน อะไรที่มันเคยไม่ดี ก็ปล่อยไป และเราไม่ต้องไปเดินตามใคร

อีกอย่างที่คนมักจะบอกว่า เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องสตรอง ต้องเข้มแข็ง โอเค เข้มแข็งถูกแล้ว แต่อย่าลืมดูแลใจตัวเอง ไม่ว่าจะเข้มแข็งขนาดไหน มันก็มีวันที่บางทีมันไม่มีแรงที่จะลุกแล้ว คุณต้องเลี้ยงลูกในวันที่ใจแตกสลาย เพราะโดนความรักที่ห่วยๆ มันยากมากที่จะต้องสตรอง และสิ่งหนึ่งที่คนทำเยอะคือการเข้าไปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่เขาไม่พูดเท่านั้นเอง”

แม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ใช่สิ่งที่เพอร์เฟ็คสำหรับมนุษย์
แต่เราพยายามทำให้เพอร์เฟ็คมากที่สุดสำหรับลูก

“สุดท้ายแล้ว ยังมีคนที่เจอปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เจอมา หรือปัญหาที่จะเดินต่อไปดีรึเปล่า บางครอบครัวที่เราเห็นว่าเพอร์เฟ็คในอินสตาแกรม เราก็ไม่รู้ว่าหลังบ้าน สุดท้ายแล้วเขาเป็นยังไง ดังนั้นแล้ว อยากจะให้รู้ว่า คุณไม่ใช่ตัวคนเดียว ถ้ามีปัญหาทักหา คาร์ล่า ได้ ถ้าตอบได้ก็จะช่วย เป็นกำลังใจให้ ช่วยเป็นกระบอกเสียง ในกลุ่มของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว จริงๆ แล้วยังมีคนอีกมากมายที่เจอปัญหา ดังนั้นสู้ให้สุด และเป็นเวอร์ชั่นของเราที่ดีที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เจ้าตัวน้อยของเรา หรือลูกของเรานั่นเอง

ถามว่า ทรอปิกเรื่องแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นเรื่องที่เซ้นซิทีฟมั้ย มันก็ยังเซ้นซิทีฟอยู่ ปีนี้ปี 2024 แล้ว คนก็ยังมองว่าแม่เลี้ยงเดี่ยว เป็นผู้หญิงที่ไม่สมบูรณ์ หรือบางคนใครรู้ว่าเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ก็จะหนีหมด ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ทำผิดตรงไหนเลย แค่เส้นทางชีวิตเราไม่ได้ราบรื่นเหมือนคนอื่น แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันทำให้เราสู้ชีวิต อดทนและแข็งแกร่งมากขึ้น แม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ใช่สิ่งที่เพอร์เฟ็คสำหรับมนุษย์ แต่เราพยายามทำให้เพอร์เฟ็คมากที่สุดสำหรับลูกเรา”.

ย้อนคลิป มิน พีชญา ใส่สร้อยคอเส้นละ 10 กว่าล้าน พร้อมเผยเหตุผลที่ซื้อ

https://www.thairath.co.th/entertain/celeb/2820592

ย้อนคลิป มิน พีชญา ใส่สร้อยคอเส้นละ 10 กว่าล้าน พร้อมเผยเหตุผลที่ซื้อ

17 ต.ค. 2567 19:43 น.

ย้อนคลิป มิน พีชญา ใส่สร้อยคอเส้นละ 10 กว่าล้าน พร้อมเผยเหตุผลที่ซื้อ

เป็นนางเอกชื่อดังระดับแถวหน้าของเมืองไทยอีกคน สำหรับ มิน พีชญา วัฒนามนตรี แต่เมื่อมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นบอสดาราของ ดิไอคอนกรุ๊ป ธุรกิจขายตรงบริษัทดัง และตกเป็นผู้ต้องหาในเวลานี้ ก็ทำเอาหลายคนเสียดาย เพราะแท้จริง มิน มีฐานะดีมาตั้งแต่ก่อนเข้าวงการบันเทิงอยู่แล้ว โดยครอบครัวประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีโครงการบ้านจัดสรร และเป็นตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ที่ จ.ขอนแก่น

ล่าสุดโลกออนไลน์แชร์คลิปรายการ “เกลือ วัน เด้อ” ทางช่องวัน 31 เมื่อ 13 พ.ย. 2564 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ มิน พีชญา จะเข้ามาร่วมงานและเซ็นสัญญากับ ดิไอคอนกรุ๊ป โดย มิน ยอมรับว่าตอนเด็กๆ ทำงานหนัก 7 วัน 7 คืน เวลาเครียดเลยช็อปปิ้งครั้งละ 6-7 ล้านบาท แต่เป็นเงินของตัวเอง แต่พอโตขึ้น เราเข้าใจรูปแบบการใช้เงินมากขึ้น เลือกเอาเงินมาลงทุนมากกว่า ศึกษาการลงทุนทุกรูปแบบ

เมื่อพิธีกรสอบถามถึงสร้อยคอที่สวยสะดุดตาว่าราคา 15 ล้านจริงหรือไม่ มิน ตอบว่า “ประมาณ 10 กว่าล้านค่ะ แต่อันนี้เป็นการลงทุนนะ หลายคนจะถามว่าซื้อมาทำไม ใช้ได้น้อยครั้ง แต่ถ้าเรามองในมุมของการลงทุน 10 20 30 ปี ในรุ่นลูกเรา มันจะกลายเป็นมูลค่าเท่าไร มันกลายเป็นสมบัติเลยนะ แล้วมันเป็นเงินที่เราหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงค่ะ”

เปิดภาพ กันต์-แซม เครียดอิดโรย มิน พีชญา สวมเสื้อหลายชั้น ใส่แมส-แว่นดำ ขึ้นรถตู้ฝากขัง

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2820561

เปิดภาพ กันต์-แซม เครียดอิดโรย มิน พีชญา สวมเสื้อหลายชั้น ใส่แมส-แว่นดำ ขึ้นรถตู้ฝากขัง

17 ต.ค. 2567 16:25 น.

เปิดภาพ กันต์-แซม เครียดอิดโรย มิน พีชญา สวมเสื้อหลายชั้น ใส่แมส-แว่นดำ ขึ้นรถตู้ฝากขัง

หลังจากที่ทีมบอส ดิไอคอนกรุ๊ป ได้ถูกจับกุมเมื่อวานนี้ (16 ต.ค.) รวม 2 บอสดารา ที่มี แซม ยุรนันท์ และ มิน พีชญา ส่วน กันต์ กันตถาวร ได้เดินทางมามอบตัวที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ใน 2 ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ

ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้ต้องหา 18 คน รวม 3 บอสดารา กันต์, มิน, แซม พักที่ห้องขังของที่ตำรวจสอบสวนกลาง อาคารประชาอารักษ์ ห้องชายหญิงแยกคนละฝั่ง ช่วงเช้ามาสอบปากคำอีกครั้ง ผู้ต้องหาได้กินข้าวเช้าเที่ยงเรียบร้อยแล้ว เป็นสิทธิพื้นฐานที่พึงได้รับ

และล่าสุดเมื่อเวลา 15.40 น. ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำผู้ต้องหาทั้ง 17 คน รวมไปถึง 3 ดารา กันต์, แซม และมิน พีชญา เดินขึ้นรถตู้ เพื่อส่งตัวไปยื่นฝากขังที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

โดยในกลุ่มสุดท้ายที่ขึ้นรถตู้ ได้มี แซม ยุรนันท์ เดินออกมาคนแรก สวมหมวก ใส่แมสก์ และใส่แว่นดำ พร้อมกับยกมือไหว้สื่อมวลชนที่มารอทำข่าว ด้าน กันต์ กันตถาวร ได้สวมแมสก์สีดำ พร้อมกับยกมือไหว้สื่อมวลชนที่มารอทำข่าวเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 คนมีสีหน้าที่เรียบเฉย

ขณะที่ มิน พีชญา เดินออกมาคนสุดท้าย ได้ใส่เสื้อกันหนาว เสื้อฮู้ด เสื้อสีดำ ทับกันหลายชั้น สวมหมวก ใส่หน้ากากอนามัย และรีบขึ้นรถตู้อย่างรวดเร็ว

สำหรับการส่งตัวฝากขังนั้นจะแบ่งเป็นผลัดๆ ไม่มีกำหนด ผลัดแรก 12 วัน แล้วก็เป็นผลัด 2 เบื้องต้นตำรวจค้านประกันตัว เมื่อถึงศาลอาญารัชดา จะอยู่ที่ดุลพินิจของศาล

ส่วน พลอย อัยดา ภรรยาของ กันต์ กันตถาวร จะตกเป็นผู้ต้องหาในล็อต 2 หรือไม่ เจ้าหน้าที่ยังไม่ขอพูดถึงรายละเอียดให้อยู่ในระหว่างการสอบสวน ซึ่งทั้ง 3 คน ได้ให้การในบางคำถาม และบางคำถามจะขอให้การในชั้นศาล

เอส กันตพงศ์ หัวใจเต้นเร็ว 200 ครั้งต่อนาที เสี่ยงหัวใจหยุดเต้นถ้าไม่มีเครื่องกระตุ้น

https://www.thairath.co.th/entertain/celeb/2820478

เอส กันตพงศ์ หัวใจเต้นเร็ว 200 ครั้งต่อนาที เสี่ยงหัวใจหยุดเต้นถ้าไม่มีเครื่องกระตุ้น

17 ต.ค. 2567 12:39 น.

เอส กันตพงศ์ หัวใจเต้นเร็ว 200 ครั้งต่อนาที เสี่ยงหัวใจหยุดเต้นถ้าไม่มีเครื่องกระตุ้น

เอส กันตพงศ์ อัปเดตอาการล่าสุด หลังหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อาการคล้ายกับครั้งแรกที่ทรุดลงไป ทำเอาหลายคนตกอกตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อเครื่องกระตุ้นหัวใจของ เอส กันตพงศ์ เพิ่งทำงานเป็นครั้งแรก เนื่องจากหัวใจของพี่เอสเต้นเร็วกว่า 200 กว่าครั้งต่อนาที ทำให้เจ้าตัวถึงกับทรุด โดยเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ต้องบอกว่าเสี่ยงมาก ถ้าไม่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจ คุณเอสหัวใจหยุดเต้นได้เลยทันที

ล่าสุด เอส ได้อัปเดตอาการตัวเองผ่านทางรายการ “คุยแซ่บ Show” ทางช่องวัน 31 ที่มีชมพู่ ก่อนบ่าย และ ดีเจพุฒ พุฒิชัย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ตอนนี้อยู่บ้านแล้ว?

เอส : ใช่ครับ เพิ่งกลับมาเมื่อวาน

อัปเดตอาการหน่อย เป็นยังไงบ้าง?

เอส : ตอนนี้เพิ่งได้ข้อมูลใหม่ๆ มาเยอะมาก อาการปัจจุบันตอนนี้ไม่มีอะไรเลย เลยเป็นคำถามที่คุณหมอว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง คุณหมอให้บริษัทที่ทำเครื่องมาตรวจเลยว่าผิดพลาดหรือเปล่า หรือว่าเกิดอะไรขึ้น พอเขามาเช็ก หัวใจผมเต้น 200 ครั้งต่อนาที เครื่องเลยทำงาน ความผิดพลาด ณ ตอนนี้คุณหมอมีหลายความเห็น แต่ความเห็นหลักน่าจะเป็นกรรมพันธุ์ ก็เลยเป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยให้สัมภาษณ์ที่ไหน พอผมถามว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง คุณหมอบอกว่าไม่สามารถทราบได้

แสดงว่ามันมีมูลเหตุ ไม่จำเป็นต้องเหนื่อย หัวใจจะเต้นเร็ว มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา?

เอส : ใช่ครับ ณ ตอนนี้เป็นแบบนั้น พอไปถึงโรงพยาบาลตรวจเช็กทุกอย่าง ทุกอย่างทำงานปกติหมดเลย

ตอนนั้นที่เครื่องกระตุ้นหัวใจทำงาน พี่เอสทำอะไรอยู่?

เอส : เพิ่งตีแบดกับเพื่อนบ้านประมาณ 4-5 นาที ไม่เกิน 10 นาที แล้วยืนอยู่เฉยๆ ตอนแรกผมคิดว่ามันทำงานแค่ตรงหัวใจ มันแรงขึ้นมาถึงฟันล่างเลย

เครื่องนี้ถูกติดตั้งตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลรอบที่แล้วใช่ไหม แล้วครั้งนี้คือการทำงานครั้งแรกที่มันสั่นแรงขึ้นหัวเลยใช่ไหม?

เอส : มันสั่น 2 ครั้ง แล้วขึ้นมาที่ฟันล่าง เหมือนโดนต่อย พอทรุดก็ฟุบลงนั่งเลย เพราะมันเจ็บมาก

แล้วเครื่องกระตุ้นหัวใจของพี่เอส เพิ่งรู้เลยว่ามันไม่ได้แค่กระตุ้นหัวใจ มันช่วยให้หัวใจที่เต้น 200 ครั้งต่อนาที เครื่องกระตุ้นมันทำให้หัวใจมันเต้นช้าลง ถูกต้องไหม?

เอส : ใช่เลยครับ ตอนแรกผมเข้าใจว่าเครื่องจะทำงานตอนหัวใจผมหยุดเต้น หรือเต้นช้า เขาบอกว่าคุณสมบัติหลักของมันคือ ถ้าหัวใจผมเต้นเร็ว เขาบอกว่าโรคที่ผมเป็นคือหัวใจเต้นเร็วเกินปกติ หน้าที่หลักของเครื่องนี้ ถ้าหัวใจเต้นเร็วเกิน 200 ครั้ง เครื่องเลยทำงาน

ความเสี่ยงครั้งนี้มันขนาดไหน มันคล้ายกับครั้งแรกที่ล้มลงไปเลยไหม?

เอส : ครั้งแรกผมจำไม่ได้ว่าอาการเป็นยังไง แต่พอมาศึกษาข้อมูล มันก็เหมือนกันเลย ยืนเฉยๆ ไม่ได้มีอะไร วันนี้ก็มีหาข้อมูลจากเพื่อนบ้านที่ถ่ายคลิปประมาณนึง คือยืนเฉยๆ ฟังคนอื่นเขาพูดคุย แล้วทรุดลงไปเลยโชคดีที่มันมีเครื่อง ตัวเครื่องมันทำงาน

พอเจอคุณหมอ คุณหมอมีเตือนไหมว่ากิจกรรมไหนที่ห้ามทำ หรือเจอภาวะความเครียด คุณหมอมีแนะนำไหม?

เอส : คุณหมอไม่สามารถให้คำตอบได้เลย ณ ตอนนี้ คุณหมอก็พูดตรงๆ เลย ผมก็คิดว่าเป็นเพราะอาหารหรือเปล่า ตอนนี้ผมกลับมาทานโปรตีนเยอะขึ้น หรือว่านอนน้อยไม่น่าใช่แล้ว ผมนอนวันละ 7 ชม. ออกกำลังกาย คุณหมอเลยให้น้ำหนักไปที่กรรมพันธุ์ ตอนนี้คุณหมอแนะนำการรักษาอีกแบบ คือทำ MRI จะเป็นอีกวิธีที่ใช่ในการรักษา เดี๋ยวจะไปเช็กหัวใจ น่าจะเร็วๆ นี้จะลองใช้วิธีรักษาอีกแบบนึง

ได้ข้อมูลมาว่า หัวใจคุณแม่เต้นช้า แต่ของคุณเอสเต้นเร็ว?

เอส : ใช่ครับ ผมได้กรรมพันธุ์จากคุณแม่ ของคุณแม่เต้นช้า ของผมคือเต้นเร็ว ผมถามคุณหมอมีอะไรห้ามไหม ห้ามออกกำลังกายอะไรไหม คุณหมอบอกว่ายังไม่มีห้ามอะไรเลย