ซีพีเอฟนำสินค้าอาหารประชันในงาน THAIFEX 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 12:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/959177


“ซีพีเอฟ” ไม่พลาดร่วมงาน THAIFEX 2017 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 โชว์นวัตกรรมอาหาร 4.0 ภายใต้แนวคิด ครัวโลกยั่งยืน…

นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหารธุรกิจอาหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ร่วมงาน THAIFEX- World of Food Asia 2017 มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 โดยในปีนี้นำเสนอนวัตกรรมอาหารตามเทรนด์อาหารโลก เพื่อสร้างความยั่งยืนในคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคบนพื้นฐานของความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ภายใต้แนวคิด Sustainable Kitchen of the World

ทั้งนี้ ซีพีเอฟยังคงตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารปลอดภัย ที่มีกระบวนการผลิตจากเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อให้ได้อาหารคุณภาพสูง ปลอดภัยต่อการบริโภค ตลอดจนคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์เทรนด์อาหารโลกและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความสนใจของผู้บริโภคที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและผู้รักสุขภาพมากขึ้น โดยตลอดห่วงโซ่การผลิตต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย

สำหรับการคิดค้นนวัตกรรมอาหารของซีพีเอฟไม่เคยหยุดนิ่ง ขณะที่ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น จึงมีการคิดค้นอาหารที่จะตอบสนองต่อเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ หรืออาหารเพื่อคนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งอาหารสำเร็จรูปทุกเมนูของซีพีเอฟจะถูกพัฒนาโดยนักวิชาการทางอาหารและนักโภชนาการ สามารถสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยทางอาหารและคุณค่าทางโภชนาการที่ผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ ควรจะได้รับ

นายสุขวัฒน์ กล่าวต่อว่า บูธของซีพีเอฟในงาน THAIFEX ปีนี้ จะเห็นการนำเสนอนวัตกรรมอาหารใหม่ๆ ของซีพีเอฟที่ได้ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้ได้รับยอมรับจากคู่ค้าในแต่ละประเทศอย่างมาก ทั้งในด้านของความปลอดภัยทางอาหาร มาตรฐานการผลิต ตลอดจนรสชาติความอร่อยที่ถูกปากผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ รวมถึงบางประเทศ เช่น สหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญถึงห่วงโซ่การผลิตอาหารด้วย การส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายในประเทศเหล่านี้ได้ ย่อมหมายถึงได้รับการยอมรับในมาตรฐานการผลิตอาหารที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้วย

อย่างไรก็ตาม ซีพีเอฟเป็นบริษัทไทยชั้นนำรายแรกในกลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหารครบวงจรที่ก้าวสู่เวทีความยั่งยืนระดับโลก โดยได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 รวมถึงเป็นสมาชิกของ UN Global compact นอกจากนี้ ภายในบูทซีพีเอฟยังจัดให้มีเวทีสาธิตการปรุงอาหาร โดยในปีนี้ซีพีเอฟได้ร่วมรณรงค์สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอาหารของไทย และเชิญผู้ชนะเลิศจากโครงการ ซีพี สุดยอดแชมป์แกงไทย มาสาธิตการปรุงแกง พร้อมเผยเคล็ดลับเมนูแกงไทย ณ บูธหมายเลข L01, M01 และ N01 อาคารชาแลนเจอร์ฮอลล์ 3 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี.

 

โออิชิจัดเต็มขนสินค้า-นวัตกรรมร่วมงาน THAIFEX

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 11:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/959158


“โออิชิ กรุ๊ป” จัดเต็มขนทัพสินค้าเพื่อธุรกิจสินค้าพร้อมส่งออก แสดงศักยภาพการเป็นผู้นำและสร้างสรรค์ธุรกิจอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ในงาน THAIFEX – World of Food ASIA 2017…

น.ส.กชกร อรรถรังสรรค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้นำสินค้าเพื่อธุรกิจสินค้าพร้อมส่งออกแสดงศักยภาพการเป็นผู้นำและสร้างสรรค์ธุรกิจอาหารสไตล์ญี่ปุ่นในงาน “THAIFEX–World of Food ASIA 2017” งานแสดงอาหารระดับนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสพบปะเจราจา และสร้างเครือข่ายทางการค้าในกลุ่มสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน และกลุ่มสินค้าอาหารพร้อมปรุง ตอกย้ำความเป็นคิงส์ออฟเจแปนนิสฟู้ด โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 พ.ค. – 4 มิ.ย. 2560 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ทั้งนี้ จากเป้าหมายอันท้าทายสู่วิสัยทัศน์ 2020 ทำให้บริษัทฯ ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการรอบด้าน โดยยึดหลักการสร้างตราสินค้าให้แข็งแกร่ง โดดเด่นและมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน ภายใต้แนวคิดหลัก 3 ด้าน คือ 1.นำตลาดด้วยนวัตกรรมเพื่อครองผู้นำตลาดแมสพรีเมียม 2.มอบคุณภาพของสินค้าและบริการด้วยมาตรฐานระดับญี่ปุ่น 3.เป็นแบรนด์ช่างคิด สร้างสรรค์ สนุกสนาน

น.ส.กชกร กล่าวต่อว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ยังคงเน้นการพัฒนารสชาติและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุงและพร้อมทาน ทั้งแบบแช่เย็นและแช่แข็งให้มากขึ้น โดยนอกจากการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์แล้ว บริษัทฯ ได้กำหนดแผนการส่งเสริมการขายเพื่อดึงดูดให้เกิดการทดลองผลิตภัณฑ์อันจะเป็นการขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างมากยิ่งขึ้น โดยในปี 2560 ได้กำหนดแผนกลยุทธ์ในการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในกลุ่มธุรกิจนี้ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทขนมปังและเบเกอรี่ กลุ่มอาหารว่าง และการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปยังช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านการขออนุญาตและการขอรับรองมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สินค้ามีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในต่างประเทศ รวมถึงมีการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคและช่องทางการจัดจำหน่ายในประเทศต่างๆ เพื่อให้สามารถผลิตและจัดส่งสินค้าที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ ได้ โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โออิชิ เกี๊ยวซ่า ในประเทศกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เช่น เมียนมาและกัมพูชา โดยแผนงานการขยายตลาดในต่างประเทศบริษัทฯ เน้นการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง ภายในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก และขยายไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) เช่น ฝรั่งเศส เป็นต้น รวมถึงมีการสร้างโอกาสทางธุรกิจในการพัฒนาสินค้าร่วมกับคู่ค้า เพื่อนำเสนอความแตกต่างของรสชาติเพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมการรับประทานของผู้บริโภคประเทศนั้นๆ อีกด้วย

น.ส.กชกร กล่าวอีกว่า สำหรับการร่วมออกบูธแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ในงาน THAIFEX ครั้งนี้นั้น เพื่อแสดงศักยภาพทางธุรกิจด้านการเป็นผู้นำและสร้างสรรค์ธุรกิจอาหารสไตล์ญี่ปุ่น บริษัทฯ เตรียมสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพมานำเสนอขายหลากหลาย โดยคาดว่าสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่นำไปจัดแสดงจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งคู่ค้าทางธุรกิจและบุคคลทั่วไป นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดชิมอาหารและสาธิตวิธีการทำอาหารแนวฟิวชั่น สร้างสรรค์จากสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ พร้อมมีโปรโมชั่นมากมาย.

 

ยังเนียนอยู่! Uber – GrabCar ขนส่งเตือน ผิดกฎหมาย ชี้ตร.จับกุมได้ทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 11:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958585


รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เผย อูเบอร์ และแกร็บคาร์ ผิดกฎหมายใช้รถผิดประเภท ชี้ ทั้งสองบริษัทแอบซุ่มรับผู้โดยสาร หากพบเห็น ตำรวจสามารถเข้าจับกุมได้ทันที

นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยกับ ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ ว่า อูเบอร์ (Uber) และ แกร็บคาร์ (Grab Car) ผิดกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ตำรวจพบ สามารถเข้าจับกุมได้ทันที ในข้อหาใช้รถผิดประเภท โดยชี้แจงว่า การให้บริการของบริษัทเหล่านี้ เป็นการซุ่ม แอบรับผู้โดยสาร

กรณีที่ผู้ใช้บริการ ยังสามารถเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือได้อยู่นั้น เนื่องจากอยู่นอกเหนืออำนาจจัดการ ของกรมการขนส่งทางบก แต่ได้มีการส่งเสนอกับทางคณะกรรมการฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รับไปพิจารณาเพิ่มเติมแล้ว และขณะนี้ กลุ่มผู้ประกอบการแท็กซี่สาธารณะ กำลังรวมตัวยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์

นายณันทพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนที่เรียกใช้บริการ ไม่ถือว่ากระทำผิดกฎหมาย แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง เพราะกรมฯ รวมทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลรถสาธารณะ ไม่มีข้อมูลผู้ขับรถ ตรวจสอบประวัติไม่ได้เหมือนแท็กซี่ ทำให้ไม่สามารถควบคุมและแก้ปัญหาได้ เพราะเป็นรถนอกระบบ อยู่เหนือการควบคุม และย้ำเตือนให้ระมัดระวังในการใช้บริการ เนื่องจากอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้

สำหรับ อูเบอร์ ได้มีการหารือเรื่องข้อกฎหมายหลายครั้ง ล่าสุด ได้ลงมติร่วมกัน โดยว่าจ้างที่ปรึกษา เพื่อหาข้อมูลเปรียบเทียบข้อกฎหมายระหว่างไทยกับต่างประเทศ ที่ให้การยอมรับอูเบอร์ แต่มองว่ามีความเป็นไปได้น้อย เมื่อมองไปยังประเทศที่ยอมรับ อาทิ สิงคโปร์ ที่มีบริบทต่างกับประเทศไทย มีผู้ประกอบการแท็กซี่น้อยกว่า และกรณีนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมองว่าผู้ประกอบการแท็กซี่ถูกแย่งรายได้อย่างไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่กังวลต่อผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทางกรมฯ ชี้แจงว่า ขณะนี้ มีมาตรการจัดการอยู่หลายช่องทาง ทั้งมาตรการการลงโทษ การส่งเสริมรถให้มีความสามารถสูงขึ้น ตลอดจนพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหาให้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ ได้สอบถามผู้ใช้บริการอูเบอร์ และแกร็บคาร์บางส่วน พบว่า ส่วนใหญ่ยินดีหากถูกกฎหมาย เพราะจะได้มั่นใจในการใช้บริการ เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้ และมีส่วนทำให้ผู้ประกอบการแท็กซี่ ตระหนักในด้านการบริการมากยิ่งขึ้น

 

ทองไทยเปิดตลาดปรับขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 10:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/959040


ทองไทยวันที่ 1 มิ.ย. 2560 เปิดตลาด ราคาปรับเพิ่มขึ้น 100 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท…

วันที่ 1 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 100 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท.

 

เตือนเมาแล้วขับประกันไม่คุ้มครอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2560 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958903

เตือนเมาแล้วขับประกันไม่คุ้มครอง

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ.สนับสนุนมาตรการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน และเสริมสร้างวินัยจราจรแก่ประชาชน โดยเป็นการปรับแก้ข้อยกเว้นตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 22/2551 ลงวันที่ 29 ก.ย.2551 โดยการขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 กำหนดให้ถือว่า เมาสุรา ซึ่งคำสั่งนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับการทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป

“คปภ.ได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆเกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย อย่างรอบคอบแล้ว เห็นว่าการปรับแก้ข้อยกเว้นในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เรื่องลดปริมาณแอลกอฮอล์ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกกำหนดจะเป็นผลดีต่อประชาชนมากกว่า โดยจะเป็นมาตรการที่ช่วยส่งเสริมการรณรงค์เมาไม่ขับและช่วยสนับสนุนความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน”

สำหรับสาระสำคัญของคำสั่งนี้คือ กรณีที่ผู้ขับขี่รถเอาประกันภัยภาคสมัครใจ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประสบอุบัติเหตุจะไม่ได้รับความคุ้มครองทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากกรมธรรม์ แต่ในส่วนของผู้ประสบภัยหรือบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากรถคันที่เอาประกันภัยดังกล่าว ยังคงได้รับความคุ้มครอง โดยบริษัทประกันภัยของรถคันที่เอาประกันภัยฝ่ายผิดจะต้องให้ความคุ้มครองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยบริษัทประกันภัยจะไปไล่เบี้ยเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทจ่ายไปจากผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อไป

“ปัจจุบันอุบัติเหตุบนถนนในประเทศไทย มีสถิติผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน จำเป็นต้องใช้หลายมาตรการในการขับเคลื่อนและมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยจากสถิติข้อมูลพบว่า สาเหตุการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่พบอันดับต้นๆ คือ การเมาแล้วขับ เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้ความสามารถในการขับขี่ลดลง คปภ.จึงทำงานร่วมมือกับหลายฝ่ายและหน่วยงานต่างๆ เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน”.

ปาดเหงื่อปลด “ธงแดง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958902


นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผย ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง ที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยทางด้านการบิน (เอสเอสซี) ตามข้อแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่าง (ไอซีเคโอ) เพื่อปลดธงแดงมาตรฐานการบิน ที่ต้องการให้แก้ไขปัญหา 33 ข้อว่า ได้ทำไปแล้ว 90% จะครบ 100% ในเดือน มิ.ย. เนื่องจากวันที่ 13 ก.ค.-21 ก.ค.นี้ หน่วยงานตรวจสอบและกำกับดูแลระบบรักษาความปลอดภัยสากล (ยูแซพ) ที่ อยู่ในสังกัดองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) จะมาตรวจสอบระบบมาตรฐานรักษาความปลอดภัยสนามบินของไทย แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะตรวจสอบที่สนามบินแห่งใด แต่มั่นใจว่าเมื่อตรวจสอบแล้วเสร็จจะสามารถประเมินผลได้ทันทีว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ กพท.ได้แก้ไขข้อบกพร่อง ตามคำแนะนำ 33 ข้อ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานไอเคโอ เพราะเดือน ก.ค.นี้ ไอเคโอจะเข้ามาตรวจสอบอย่างเป็นทางการ

“การออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ เดือน มิ.ย.นี้ ก็จะผ่านและได้ใบรับรอง 4 สายการบินคือ สายการบินนกแอร์, สายการบินนกสกู๊ต, สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์, และสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ และในส่วนของสายการบินไทยสมายล์ อยู่ระหว่างเตรียมรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม และแยกองค์กรจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) อย่างชัดเจนออกมา คาดว่าจะสามารถตรวจได้ในเดือน มิ.ย.นี้”.

 

ลุ้น “ไทย-ชิลี” พันธมิตรคู่ใหม่ วาดฝันค้าขายข้ามพรมแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958897


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการหารือกับนายเอดัวร์โด เฟรย์ รุยย์ ตักเล ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐชิลี สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ว่า ไทยเล็งเห็นถึงศักยภาพและบทบาทในหลายๆด้านของชิลี โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นร่วมกันว่าศักยภาพของไทยและชิลี ยังมีอีกมากที่สามารถร่วมมือกันได้ ผ่านช่องทางการเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ)

“ชิลีและกลุ่มประเทศละตินอเมริกา เป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูง นักธุรกิจทั้งสองฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญระหว่างกัน และเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันได้ ขณะที่นายเอดัวร์โด กล่าวว่า นักลงทุนชาวชิลีสนใจเข้ามาลงทุนในไทย อีกทั้งกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก ที่ชิลีเป็นสมาชิกก็เห็นถึงความสำคัญของอาเซียน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้ประเทศไทยและชิลีเป็นประตูในการเข้ามาทําการค้าการลงทุนสู่ภูมิภาคของกันและกัน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับชิลีปี 2559 อยู่ที่ 895 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยเป็นฝ่ายส่งออกไปชิลีมูลค่า 544 ล้านเหรียญฯ ขณะที่นำเข้าจากชิลี 351 ล้านเหรียญฯ ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 193 ล้านเหรียญฯ สินค้าที่ไทยส่งออกไปชิลี มีอาทิ รถยนต์ อาหารทะเลกระป๋อง เครื่องจักรกล เครื่องซักผ้า ผลิตภัณฑ์พลาสติกสินค้าที่ไทยนำเข้าจากชิลี มีอาทิ สัตว์น้ำสด หรือแช่แข็งและแปรรูป เยื่อกระดาษ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช ผัก ผลไม้.

 

เกษตรฯปลื้มกฎหมายใหม่ วางแผนดึงรายย่อยร่วมคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958895


น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิด เผยว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตร พันธสัญญา พ.ศ.2560 หรือคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 120 วัน หรือตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.เป็นต้นไป โดยมีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม รวมทั้งกำหนดกลไกในการส่งเสริม และพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา

“เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ประกอบการที่ทำคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งกับเกษตรกรจะต้องมาขึ้นทะเบียนกับสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษปรับสูงสุด 300,000 บาท โดยพระราชกิจจาฯนี้ครอบคลุมการ ผลิตสินค้าเกษตรทุกชนิดทั้งพืช สัตว์ประมง และการบริการด้านการเกษตร”

นายสุรพงษ์ เจียสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ระบบเกษตรพันธสัญญา หมายถึง ระบบ การผลิต ผลิตผล หรือบริการทางการเกษตรที่เกิดขึ้นจากสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรกับบุคคลธรรมดา ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่สิบรายขึ้นไป หรือกับองค์กรทางการเกษตรที่มีกฎหมายรองรับ โดยผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตด้วย

โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ซึ่งมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ และให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลและสภาพปัญหาเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมในระบบเกษตรพันธสัญญาเสนอต่อคณะกรรมการ จัดให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม พิจารณาปัญหาเกี่ยวกับระบบเกษตรพันธสัญญาและนำเสนอคณะกรรมการฯ และเผยแพร่ให้ความรู้แก่เกษตรกรในการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา.

 

ต่างกับแท็กซี่ตรงไหน? ‘Uber – Grab’ ถูกผู้โดยสารร้องเรียนเพียบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 07:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958132


จากกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกสังคมออนไลน์ ถึงประเด็นของ อูเบอร์ (Uber) และแกร็บ (Grab) ทางเลือกใหม่ด้านการเดินทางผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ เป็นที่กล่าวถึงในวงกว้าง ผู้บริโภคให้การชื่นชมทั้งราคาที่เหมาะสมกับผู้บริโภค และมีบริการที่ดีกว่ารถแท็กซี่สาธารณะทั่วไป แต่ทั้ง 2 ธุรกิจนี้ ยังไม่ใช่บริการที่ถูกกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีนักกับคนขับอูเบอร์อีกด้วย (ข่าวที่เกี่ยวข้อง คุมตัวหนุ่มขับอูเบอร์ ถูกล้อมรถ เสียค่าปรับ 2 พัน)

เมื่อเทียบกับกระแสสังคมขณะนี้ อูเบอร์และแกร็บ ยังคงเป็นที่หนึ่งด้านการบริการเมื่อเทียบกับแท็กซี่ที่พบแต่คำก่นด่า วันนี้ ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ จึงขอนำประสบการณ์จากผู้ใช้บริการอูเบอร์และแกร็บ บางส่วน ที่ขอบอกว่า “ไม่น่าประทับใจ” เอาเสียเลยมาให้ชมกันบ้าง โดยไม่ได้เป็นการดิสเครดิตใคร แต่ต้องการให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของการบริการ

เริ่มที่ อูเบอร์

คิดค่าทางด่วนเกิน

ผู้ใช้บริการรายหนึ่ง โดนเก็บค่าทางด่วน ทั้งที่ไม่ได้ผ่าน ซึ่งแจ้งปัญหาผ่านระบบแล้วถึง 4 ครั้ง ยังไม่ได้รับการติดต่อแก้ปัญหา

เก็บค่าโดยสารโดยไม่ได้ใช้บริการ

ผู้ใช้บริการถูก อูเบอร์ เรียกเก็บค่าโดยสาร จำนวนกว่า 600 บาท โดยที่ไม่ได้เรียกใช้บริการ หักอัตโนมัติผ่านระบบบัตรเครดิต ซึ่งมีผู้มาแสดงความคิดเห็นมากมาย เพราะเคยโดนเรียกเก็บค่าบริการเหมือนกัน

คนขับหงุดหงิด ทนฟังเสียงลูกค้าไม่ได้

ผู้ใช้รายหนึ่งโพสต์แสดงความคิดเห็นว่า คนขับรถ ไม่สามารถทนฟังเสียงผู้โดยสารคุยโทรศัพท์ได้ ทั้งที่พูดจาสุภาพ และไม่ได้พูดล่วงเกินใดๆ กับคนขับ และมองว่า อูเบอร์ ไม่สามารถตอบโจทย์ได้

โดนเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม

ผู้ใช้บริการรายนี้ เรียกอูเบอร์ โดยระบบได้หักเงินจากบัตร รวมกับส่วนลดการเดินทางเรียบร้อยแล้ว หลังจากถึงที่หมาย คนขับกลับเรียกเก็บเงินเพิ่มอีก 78 บาท อีกทั้งยังติดต่ออูเบอร์ ให้แก้ไขปัญหาไม่ได้ ทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก ก็ไม่สามารถติดต่อได้

โดนยกเลิกสามคันรวด!

ใครบอกว่า อูเบอร์ ไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร ล่าสุดโดนผู้ใช้บริการประชดจนหงายหลัง เนื่องจากโดนคนขับปฏิเสธสามคันรวด และที่เจ็บใจมากกว่านั้น คือคนขับ บอกให้เจ้าตัวกดยกเลิกเอง อ้างว่า ไม่มีปุ่มยกเลิกภายในแอปพลิเคชัน เพียงเพราะกลัวเสียประวัติ ซึ่งหากผู้ใช้งานยกเลิกหลังจากเรียก 5 นาที ก็จะถูกคิดค่าปรับ 45 บาท และเสี่ยงโดนแบนในการใช้งานครั้งต่อไปอีกด้วย

ค่าโดยสารแพงมาก!

ผู้โดยสารรายนี้ โพสต์เปรียบเทียบราคาค่าโดยสารจากห้วยขวาง ไปดอนเมือง ขาไปนั่งแท็กซี่ จ่ายตามราคามิเตอร์เพียง 190 บาท ขากลับลองใช้บริการอูเบอร์ ปรากฏว่า ค่าโดยสารสูงถึง 367 บาท ทั้งๆ ที่เป็นช่วงเวลากลางคืน การจราจรไม่ติดขัด ถึงกับเข็ดจากการใช้บริการครั้งแรกกันเลยทีเดียว

มาดูด้านของ แกร็บ กันบ้าง ก็ไม่น้อยหน้า

Grab ราคาพุ่งพรวด!

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ผู้โดยสารถึงกับบ่น เพราะปกติใช้บริการเฉลี่ย 70-80 บาท แต่ในครั้งนี้พุ่งสูงถึง 270 บาท ถามหาความยุติธรรม มีการควบคุมราคาตามมาตรฐานบ้างไหม?

คนขับหัวหมอ

ผู้โดยสารรายหนึ่งใช้บริการแกร็บคาร์ ค่าโดยสารจริง 57 บาท และได้จ่ายค่าโดยสารไป 100 บาท แต่คนขับกลับหัวหมอ ทอนเงินให้เพียง 20 บาท โดยอ้างว่าเพิ่งทอนเงินให้ลูกค้าก่อนหน้านี้จนไม่มีเงินเหลือ หลังจากนั้นผู้ใช้บริการโทรศัพท์ไปร้องเรียน ซึ่งทางแกร็บ ได้รับเรื่องไว้ แต่ก็หายเงียบเข้ากลีบเมฆ

ก้นยังไม่ทันติดเบาะ ตัดเงินในบัตรทันที!

ผู้โดยสารรายนี้รู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม โดยเจ้าตัวเรียกรถและตัดเงินผ่านบัตร ซึ่งหลังจากกดเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน พบว่าเงินถูกหักออกจากบัตรทันที ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันนั่งบนรถ โดยแกร็บอ้างว่าเป็นการประกันเงินหรือสำรองเงินไว้ก่อน หากค่าบริการไม่ถึงจำนวนที่หัก จะได้รับเงินคืนภายใน 5-7 วัน แบบนี้ก็ได้เหรอ…

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง อูเบอร์ กรณีการแก้ไขปัญหาด้านกฎหมาย นางสาวศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอูเบอร์ (Uber Thailand) เปิดเผยกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า อูเบอร์ได้มีการหารือ และพูดคุยกับกระทรวงคมนาคม อย่างต่อเนื่อง เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบคมนาคมไทย ตลอดจนคิดค้นนวัตกรรม ช่วยให้คนในสังคมไทยเข้าถึงระบบขนส่งอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ซึ่งจากการหารือเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ภาครัฐได้เข้าใจถึงรูปแบบการให้บริการในระบบ Ride Sharing หรือการใช้รถร่วมโดยสารด้วยกัน และได้มีการสรรหาองค์กรอิสระเข้ามาร่วมศึกษาด้วย โดยระหว่างนี้ต้องใช้เวลานาน 6-12 เดือน ก่อนที่จะออกมาเป็นรูปเป็นร่าง

ทางด้าน แกร็บแท็กซี่ หรือ แกร็บคาร์ ทางทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้มีการติดต่อประสานงานเพื่อพูดคุยในประเด็นดังกล่าว แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ผู้บริโภคสามารถเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันได้ตามปกติโดยไม่ผิดกฎหมาย ส่วนแกร็บคาร์ ยังคงผิดกฎหมายเพราะถือเป็นรถป้ายดำเช่นเดียวกับอูเบอร์ เนื่องจากเป็นการใช้รถยนต์ผิดประเภทจากที่จดทะเบียนไว้.

 

ร่วมมือแก้ทัวร์จีนออนไลน์ถล่มราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958892


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากการที่ตลาดนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) จากจีน เริ่มมีปัญหาจากออนไลน์ ทราเวล เอเย่นต์ (โอทีเอ) จากที่มีการตัดราคาหน้าเว็บในราคาต่ำกว่าทุนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการปรับโครงสร้างตลาดไปสู่กลุ่มคุณภาพ ดังนั้น ททท.เตรียมร่วมมือกับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ที่จัดตั้งเป็นชมรมธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ (ประเทศไทย) ประกอบด้วย ธุรกิจให้บริการ, แหล่งท่องเที่ยว, สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆกว่า 44 ราย แก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านนายนิพนธ์ บุญมาสุวราญ ประธานชมรมธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่า มีโอทีเอหลายราย โดยเฉพาะจากตลาดจีน เริ่มนำสินค้าด้านการท่องเที่ยวไปขายราคาต่ำกว่าที่ผู้ประกอบการกำหนด ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นจากผู้ประกอบการ 19 รายพบว่า ในจำนวนการขาย 2,664 รายการ เป็นการขายในราคาที่ถูกต้องจำนวน 1,748 รายเท่านั้น ส่วนการขายผิดราคาส่วนใหญ่เป็นการขายต่ำกว่าทุน เช่น รับซื้อตั๋วเข้าชมจากผู้ประกอบการไทยมาในราคา 1,500 บาท แต่ไปปล่อยขายในราคา 500 บาท ซึ่งบางบริษัทโอทีเอวางงบประมาณเผื่อชดเชยการขาดทุนของตัวเองไว้ถึง 20-30 ล้านบาท

“จากการร่วมมือกัน และทดลองใช้มาตรการคุมราคากับ 19 แหล่งท่องเที่ยวในช่วง 1 เดือนแรก ยอดขายแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) เพิ่มขึ้นราว 5% โดยกำไรก่อนบังคับใช้มาตรการเฉลี่ยอยู่ที่ 17% แต่หลังบังคับใช้มาตรการคุมราคา กำไรเพิ่มขึ้นถึง 67% นอกจากนั้น หลังจากการล่อซื้อโอทีเอที่ไปขายนักท่องเที่ยวในราคาต่ำเกินกว่าที่ตกลงแล้ว มีการให้บทลงโทษชัดเจน เช่น แบนการขายร่วมกับโอทีเอที่มีปัญหา 1 สัปดาห์ ก่อนประกาศใช้มาตรการมีเว็บไซต์ที่สามารถคุมราคาได้ 12% แต่หลังจากประกาศใช้โดยที่ธุรกิจของไทยร่วมมือกัน มีเว็บไซต์ที่คุมราคาได้ถึง 92%”.