จ่อ “ปฏิรูปแลกเปลี่ยนเงิน” หนุนธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960040


นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในงาน The Greater Mekong Invester Forum ซึ่งจัดโดยยูโร มันนี ว่า กลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้เป็นปีที่ 25 ของความร่วมมือ Ffp หากพิจารณาการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของกลุ่มอนุภูมิภาคแม่โขงจะเห็นว่า มีอัตราการขยายตัวในระดับต้นๆของโลก เพราะเป็นประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมเมือง และมีประชากรในวัยทำงานสูง ซึ่งที่ผ่านมาในอนุภูมิภาคนี้ได้มีการลงทุนในภาคการผลิตและมีการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำต่อไป คือการเชื่อมโยงในด้านธุรกรรมทางการเงินและระบบการชำระเงินระหว่างกันเพื่อสนับสนุนการค้าการลงทุนให้อนุภูมิภาค รวมทั้งดำเนินการตามมาตรฐานการเปิดธนาคารในอาเซียน (QAB) ซึ่งจะทำให้การเปิดธนาคารพาณิชย์จากต่างประเทศในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสะดวกมากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้คาดว่าจะเริ่มเห็นการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในครึ่งปีหลังของปีนี้

“ความท้าทายคือจะต้องทำให้กฎเกณฑ์ให้เป็นเกณฑ์เดียวกัน หรือใกล้เคียงกันมากที่สุด ทั้งในเรื่องการทำธุรกรรมการเงิน และการแลกเปลี่ยนเงิน แต่ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละประเทศด้วย โดยสิ่งที่พยายามให้เกิดขึ้นคือการสร้างความเชื่อมโยงให้ทำธุรกิจได้ เช่น กรณีที่ ธปท.ผ่อนคลายการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามพรมแดนไปก่อนหน้า”

ผู้ว่าการ ธปท.ยังได้กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปกฎเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.จะมีการแถลงในวันจันทร์ที่ 5 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ด้วยว่า จะมีการปฏิรูปเกณฑ์ทั้งในส่วนของการผ่อนคลายการไหลเข้าของเงินทุน และการไหลออกของเงินทุน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจให้ง่ายและสะดวกขึ้น ขณะที่ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยนั้น นายวิรไทกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ฟื้นตัวดีขึ้น ตัวหลักคือการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่องมา 2-3 เดือน และที่สบายใจคือเป็นการส่งออกที่ดีขึ้นในทิศทางเดียวกับภูมิภาค ซึ่งทำให้มองไปข้างหน้าว่าขยายตัวได้ต่อเนื่อง ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหลายคนเป็นห่วงว่าจะเกิดฟองสบู่นั้น ธปท.ยังไม่เห็นการเกิดฟองสบู่.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 02/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/959982


รัฐชื่นมื่น 3 ปีอันดับแข่งขันพุ่ง “IMD” ประกาศปี 60 ไทยขึ้นลำดับ 27 โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960035


IMD ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ปรากฏไทยดีขึ้น 1 อันดับจากลำดับที่ 28 ในปีก่อนมาเป็น 27 ในปีนี้ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่ได้เกิน 80 คะแนน เมื่อเทียบในอาเซียนไทยอยู่อันดับ 3 เป็นรองสิงคโปร์และมาเลเซีย “เทวินทร์” เผยโครงการอีอีซีช่วยหนุนให้มีคะแนนดีขึ้น “สมคิด” ปลื้มอันดับดีขึ้นตลอด 3 ปีของรัฐบาลชุดนี้ อัดกลับคนชอบพูดบั่นทอนความเชื่อมั่นและให้ประชาชนไขว้เขว

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานคณะอนุกรรมการด้านการจัดการข้อมูลและการสื่อสารประชาสัมพันธ์ และประธานศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA Center for Competitiveness) เปิดเผยว่า ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศของ World Competitiveness Center โดย International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2560 มีการสำรวจและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันประเทศต่างๆ 63 ประเทศทั่วโลก ปรากฏว่าประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่อันดับที่ 27 ดีขึ้น 1 อันดับจากในปี 2559 ที่อยู่ที่อันดับที่ 28 และปี 2558 อยู่อันดับที่ 30 ขณะที่ปีนี้ฮ่องกงครองอันดับ 1 สวิตเซอร์แลนด์อันดับ 2 เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา และสิงคโปร์เลื่อนเป็นอันดับ 3 ทำให้สหรัฐฯตกไปเป็นอับดับ 4

“ในปี 2560 ผลการจัดอันดับของไทยดีขึ้นทั้งโดยคะแนนและอันดับ โดยคะแนนภาพรวมในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 80.095 คะแนน สูงกว่าระดับ 74.681 คะแนนในปีก่อน ถือว่าเป็นครั้งแรกที่คะแนนความสามารถในการแข่งขันของไทยปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่า 80 คะแนน อีกทั้งคะแนนดีขึ้น 15 คะแนนจากปี 2558”

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนที่อยู่ในการจัดอันดับนี้ ไทยยังคงอยู่ในอันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยไทย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียมีอันดับดีขึ้น ขณะที่มาเลเซียมีอันดับลดต่ำลงและคะแนนของไทยใกล้เคียงกับคะแนนของมาเลเซียที่ได้คะแนนรวม 83.5 คะแนน ซึ่งหากมีการเร่งดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยมีอันดับความสามารถการแข่งขันที่สูงขึ้นและสามารถขยับอันดับขึ้นไปในอันดับขึ้นไปเป็นประเทศชั้นนำได้

สำหรับการจัดอันดับฯของ IMD มีการพิจารณา 4 ด้าน คือ สภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยที่ไทยมีอันดับดีที่สุดคือ สภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 10 จาก 63 ประเทศ โดยมีอันดับดีขึ้นถึง 3 อันดับจากปี 2559 สะท้อนว่าแม้เราจะมองการเติบโตของเศรษฐกิจที่ 3% กว่าไม่สูงนัก แต่เมื่อไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในโลก เรากลับมีลำดับที่ดีกว่าหลายประเทศ แสดงว่าในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจประเทศอื่นขยายตัวแย่กว่าเรา ขณะที่ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับดีขึ้น 3 อันดับเช่นเดียวกัน ทำให้อยู่ในอันดับที่ 20 ในปีนี้ ส่วนปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานมีอันดับคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีอันดับที่ 25 และ 49 ตามลำดับในปี 2560

นอกจากนี้ หวังว่าอันดับในการจัดอันดับประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานจะมีอันดับดีขึ้นในการจัดอันดับในปี 2561 เนื่องจากผลของการผลักดันนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในโครงการสำคัญๆ เช่น รถไฟความเร็วสูง กทม.-ระยอง รถไฟทางคู่ และการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังในระยะที่ 3 เป็นต้น ขณะที่การจัดอันดับประสิทธิภาพธุรกิจก็คาดว่าจะได้รับการปรับอันดับดีขึ้น หลังจากที่การผลักดันเรื่องของการอำนวยความสะดวกเรื่องธุรกิจ ตามคำแนะนำของธนาคารโลกอย่างเต็มที่ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมีอันดับที่ดีขึ้นในปีนี้ แต่ประเทศอื่นๆในโลกต่างก็เร่งพัฒนาตนเองไปเช่นเดียวกับเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามทำให้มากขึ้นและเร็วขึ้น โดยประเด็นท้าทายที่เราต้องขับเคลื่อนให้ก้าวหน้าไปให้ได้ คือการพัฒนาคนให้มีความรู้เหมาะสมกับโลกยุคใหม่และการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไปด้วย

ด้านนางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การได้คะแนนและการจัดอันดับที่ดีขึ้นของไทย หากพิจารณาในรายละเอียดด้านสภาวะเศรษฐกิจ ที่มีปัจจัยย่อยที่มีอันดับดีขึ้นถึง 3 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ ที่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 33 จากอันดับที่ 37 ในปี 2559 การค้าระหว่างประเทศ อยู่ในอันดับที่ 3 จากอันดับที่ 6 ในปี 2559 ราคาและค่าครองชีพ ที่อันดับดีขึ้นมากจากอันดับที่ 45 เป็นอันดับที่ 28 ในขณะที่ด้านการจ้างงานยังอยู่ในอันดับที่ดีมากคืออันดับที่ 3 เช่นเดียวกับปีก่อน ส่วนเรื่องที่มีอันดับลดลงคือ การลงทุนระหว่างประเทศ จากอันดับที่ 28 ในปี 2559 เป็นอันดับที่ 37 ในปีนี้

“ผลการประเมินสมรรถนะทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของภาครัฐได้รับการจัดอันดับดีขึ้นถึง 3 อันดับ สะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจระดับมหภาคที่ส่งสัญญาณดีขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงในด้านกฎระเบียบและกฎหมายธุรกิจที่ส่งผลดีขึ้น ช่วยให้ดำเนินธุรกิจมีความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น”

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความพอใจผลการจัดอันดับดังกล่าว และเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นอันดับต้นๆ โดยได้กำหนดให้การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นวาระแห่งชาติ และบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน และขอชื่นชมทุกภาคส่วนที่มุ่งมั่นทำงานจนเกิดผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง 3 ปีติดกัน และฝากกำชับเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สาธารณสุข และการศึกษา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาหาแนวทาง ในการพัฒนาให้มีอันดับดีขึ้นเช่นเดียวกันกับสภาวะทางด้านเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดอันดับที่ออกมาเป็นความจริงที่ต่างชาติมีมุมมองต่อประเทศไทย และดีขึ้นตลอด 3 ปีของรัฐบาลนี้ จึงไม่ต้องไปฟังที่มีบางคนในประเทศชอบออกมาพูดทำให้ประชาชนไขว้เขว และบั่นทอนความเชื่อมั่น จากนี้ไปเป็นข้อดีที่อยากให้ทุกคนช่วยกันสร้าง ทำงานหนักกว่าปีก่อน เพราะนายกฯพยายามขับเคลื่อนทุกอย่างก็ต้องช่วยกันแก้ไข และเชื่อว่าในปีต่อไป เมื่อผลของการลงทุนในโครงการรถไฟและอินเตอร์เน็ตออกมา อันดับเราจะทะลุแน่นอน.

 

เตือนใช้กรอบป้ายทะเบียน เลียนแบบป้ายประมูล มีความผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 18:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/959637


ขนส่งทางบก เตือนใช้กรอบป้ายทะเบียนรถเลียนแบบป้ายประมูล มีความผิดตามกฎหมาย พร้อมดำเนินการแจ้งความเอาผิดทางอาญากับผู้ผลิตและผู้จำหน่ายทุกราย ฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ และหลอกลวงประชาชน ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายแก่ราชการ

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบก ตรวจสอบพบการโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการจำหน่ายกรอบป้ายทะเบียนสกรีนลวดลายกราฟิก (Graphic) เลียนแบบแผ่นป้ายทะเบียนรถประมูล ซึ่งเมื่อนำไปใช้ครอบแผ่นป้ายทะเบียนรถ จะทำให้มองเห็นเป็นป้ายทะเบียนกราฟิก ที่กรมการขนส่งทางบกออกให้ สำหรับหมายเลขทะเบียนรถสวยที่ผ่านการประมูลกับกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น ไม่สามารถใช้กับป้ายทะเบียนรถทั่วไปได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด กรมการขนส่งทางบกดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทุกกรณี

โดยรวบรวมเบาะแสจากประชาชนที่ร้องเรียนผ่านทุกช่องทาง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายอาญาอย่างเด็ดขาดกับผู้ผลิตและผู้จำหน่าย ฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ หลอกลวงประชาชน และสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ผู้พบเห็น ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นป้ายทะเบียนประมูล ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายแก่ราชการ

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อการโฆษณาเชิญชวน เนื่องจากการใช้กรอบป้ายทะเบียนสกรีนลวดลายกราฟิกเลียนแบบแผ่นป้ายทะเบียนรถประมูล มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 11 ฐานแสดงแผ่นป้ายไม่ถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นป้ายทะเบียนประมูล ต้องระวางโทษตามมาตรา 60 ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ส่วนกรณีทำป้ายใหม่ทั้งแผ่น เลียนแบบแผ่นป้ายทะเบียนกราฟิก แต่เป็นหมายเลขทะเบียนเดิม มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 11 ฐานติดป้ายทะเบียนรถที่ไม่ใช่ป้าย ซึ่งนายทะเบียนออกให้ ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ หากตรวจสอบพบว่าเป็นป้ายทะเบียนปลอม หมายเลขทะเบียนไม่ตรงกับป้ายวงกลม ไม่ตรงกับสำเนารถ และรายละเอียดของตัวรถซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใช้เอกสารราชการปลอมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท และอาจถูกยึดรถ เพื่อส่งตรวจพิสูจน์หลักฐานหาที่มาของตัวรถ เนื่องจากอาจเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมา หรือนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรม หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน โทร.1584

 

เจ๊ติ๋มเฮ! ศาลปกครอง สั่ง กสทช. ระงับเก็บเงินค่าทีวีดิจิตอล ชั่วคราว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/959730


เจ๊ติ๋ม เฮ! ศาลปกครองสูงสุด สั่งให้ กสทช.ระงับบังคับตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารของ บริษัทไทยทีวี จำกัด ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิตอลงวดที่เหลือ จนกว่ามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. เวลา 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยสั่งไม่ให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดำเนินการใด ๆ เพื่อบังคับตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ค้ำประกันให้กับบริษัทไทยทีวี ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล เลขที่ 02118140000101 ถึง 02118140000116 ลงวันที่ 10 ก.พ. 57 จำนวน 16 ฉบับ ตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เลขที่ B1-S20031-0017-57 และเลขที่ B1-S20031-0024-57 ลงวันที่ 25 เม.ย. 57 ในงวดที่เหลือไว้จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

คดีดังกล่าว บริษัท ไทยทีวี จำกัด ยื่นฟ้อง กสทช. ต่อศาลปกครองกลาง ว่า กสทช.ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย หรือแผนแม่บทและคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในการเชิญชวนให้เข้าร่วมประมูลโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ซึ่ง บริษัทไทยทีวี จำกัด ได้ขอยกเลิกใบอนุญาตและเลิกประกอบกิจการไปแล้ว แต่ กสทช. ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและเรียกให้บริษัทไทยทีวีจำกัด ชำระค่าธรรมเนียมที่ค้างชำระ ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต รวมทั้งให้ กสทช.คืนเงินค่าธรรมเนียมที่ชำระไปแล้ว และระงับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมงวดที่เหลือ และเรียกค่าเสียหาย พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการ หรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยห้ามมิให้มีการบังคับและให้ระงับการจ่ายค่าธรรมเนียมงวดที่ 3 ถึงงวดที่ 6 และการดำเนินการเพื่อบังคับตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด (มหาชน) ที่บริษัทไทยทีวีจำกัด นำมาวางไว้ แก่ กสทช. จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุด ให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติว่า บริษัทไทยทีวีไม่ได้ประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ตามที่ได้รับอนุญาตแล้ว แต่คดีมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า บริษัทไทยทีวี หรือ กสทช.ปฏิบัติผิดข้อตกลงหรือสัญญาที่มีต่อกัน สำหรับ กสทช.นั้น จะมีสิทธิเรียกให้ธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันก็เฉพาะแต่ในกรณีที่ กสทช.ไม่ได้ผิดข้อตกลงหรือสัญญาเท่านั้น ซึ่งกรณีบริษัทไทยทีวีจำกัด หรือ กสทช. เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงหรือสัญญาเป็นปัญหาที่ศาลจะต้องวินิจฉัยต่อไป กสทช.จึงยังไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันเสมือนบริษัทไทยทีวีจำกัด เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงหรือสัญญาได้ เนื่องจากหากดำเนินการไปแล้ว ธนาคารย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับบริษัทไทยทีวีจำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ ซึ่งมีผลเท่ากับบริษัทไทยทีวีจำกัด เป็นฝ่ายแพ้คดี ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาล การใช้สิทธิของ กสทช.จึงเป็นการกระทำซ้ำและกระทำต่อไปซึ่งการผิดสัญญา และการที่ศาลจะมีคำสั่งดังกล่าวมีผลเพียงทำให้ กสทช.ยังไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมในทันที เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เท่านั้น ซึ่งตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตก็ได้กำหนดให้ชำระค่าธรรมเนียมเป็นงวดๆ อยู่แล้ว ศาลปกครองสูงสุด จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยให้ กสทช.ระงับการดำเนินการเพื่อบังคับตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ผู้ฟ้องคดีนำมาวางไว้แก่บริษัทไทยทีวีจำกัดในงวดที่เหลือ จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

 

ปิดตลาด หุ้นไทยเพิ่ม 1.45 ดัชนีอยู่ที่ 1,563.11 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 17:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/959763


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับเพิ่มขึ้น 1.45 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,563.11 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,117.43 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 1 มิ.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับเพิ่มขึ้น 1.45 จุด อยู่ที่ 1,563.11 จุด เปลี่ยนแปลง +0.09 มูลค่าการซื้อขาย 41,117.43 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,565.63 จุด และต่ำสุดที่ 1,559.51 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 5. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

 

ดันจดจีไอ ‘ส้มบางมด-ลิ้นจี่บางขุนเทียน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 16:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/959628


“สนธิรัตน์” เผยเตรียมดัน “ส้มบางมด” และ “ลิ้นจี่บางขุนเทียน” ขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอของกรุงเทพฯ ส่วนอีก 7 จังหวัดที่เหลือ ที่ยังไม่มีสินค้าจีไอ มั่นใจทำได้ครบภายในปีนี้แน่นอน …

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปยังเขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร เพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดทำโครงการส่งเสริมหนึ่งจังหวัดหนึ่งสิ่ง บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) หลังจากได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้ 77 จังหวัดของไทย มีสินค้าจีไอครบทุกจังหวัด และจนถึงขณะนี้เหลือเพียง 8 จังหวัด ที่ยังไม่ได้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจีไอ ได้แก่ กรุงเทพฯ สระแก้ว สิงห์บุรี สมุทรสาคร สตูล กาญจนบุรี ระนอง และกระบี่ ซึ่งในครั้งนี้ เป็นที่น่ายินดีที่กรุงเทพฯ โดยวิสาหกิจชุมชนจอมทองพัฒนาได้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจีไอ “ส้มบางมด” และ “ลิ้นจี่บางขุนเทียน” ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ทำให้เหลืออีกเพียง 7 จังหวัด ที่จะผลักดันให้จัดทำคำขอขึ้นทะเบียนจีไอต่อไป โดยตั้งเป้าให้สำเร็จภายในปีนี้

สำหรับส้มบางมด เป็นส้มเขียวหวาน มีทรงผลกลมมน หรือแป้นเล็กน้อย ผิวผลเรียบ เปลือกบาง เนื้อส้มภายในเป็นสีส้มอมทอง ฉ่ำน้ำ ซังนิ่ม กลีบแยกออกจากกันได้โดยง่าย เมื่อแกะออกมาแล้วกลิ่นจะติดจมูก มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย จากประวัติพบว่าส้มบางมดนำมาปลูกในพื้นที่ตำบลบางมด ปัจจุบัน คือ แขวงบางมดในเขตทุ่งครุ และเขตจอมทอง กรุงเทพฯ เมื่อปี 2468 และมีการปลูกทั่วไปในพื้นที่จนเป็นที่นิยมและมีชื่อเสียง แต่ตั้งแต่ปี 2526 เกิดน้ำท่วมใหญ่ บางปีมีน้ำทะเลหนุน เกิดภัยแล้ง และโรคระบาด ทำให้สวนส้มบางมดล่ม

แต่สำนักเขตจอมทอง กรุงเทพฯ สนองพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดทำโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสวนส้มบางมด (Chom Thong Model) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ และได้เชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ ทำให้เกษตรกรสนใจ และปลูกส้มบางมดมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้สวนส้มบางมดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านเกษตร และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย จวบจนปัจจุบันมีพื้นที่การปลูกใน 8 เขตของกรุงเทพฯ ได้แก่ เขตจอมทอง เขตบางขุนเทียน เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ เขตบางบอน เขตภาษีเจริญ เขตบางแค และเขตหนองแขม

ส่วน ลิ้นจี่บางขุนเทียน ถูกนำมาปลูกตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 จากการสำรวจและเก็บข้อมูลสายพันธุ์ลิ้นจี่บางขุนเทียน จะพบพันธุ์ทางการค้าที่มีการปลูกมากที่สุด คือ พันธุ์กะโหลกใบยาว สำหรับพันธุ์พื้นเมืองที่คนทั่วไปมักไม่คุ้นหู เช่น พันธุ์กระโถนท้องพระโรง พันธุ์กะโหลกในเตา พันธุ์กะโหลกไฟไหม้ พันธุ์กะโหลกใบอ้อ พันธุ์สาแหรกทอง พันธุ์บางหญ้าแพรก เป็นต้น โดยสภาพดินในพื้นที่เป็นดินลักจืดลักเค็ม ทำให้ได้ผลผลิตลิ้นจี่บางขุนเทียนที่มีรสชาติหวาน กลิ่นหอม แห้งน้ำ ไม่มีรสฝาดเจือ

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ในด้านการหาตลาดให้กับสินค้าจีไอ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ร่วมมือกับบริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จัดมุม GI Corner เพื่อขยายช่องทางการตลาดสินค้าจีไอไทย โดยได้นำร่องใน 2 สาขา คือ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ สาขาเซ็นทรัล ชิดลม และท็อปส์ มาร์เก็ต สาขาเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ คาดว่าสิ้นปี 60 จะมี GI Corner ครบ 100 สาขา

นอกจากนี้ ยังมีแผนช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สินค้าจีไอให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคสมัยใหม่ โดยปีนี้จะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 16 ราย หากได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป ขณะเดียวกัน จะเร่งประชาสัมพันธ์ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสินค้าจีไอ เพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่นิยมสินค้าคุณภาพสูง เป็นของดี ของแท้ และของหายากของท้องถิ่น

 

เมโทรฯ เสริมแกร่งธุรกิจยุค 4.0 นำโซลูชั่นด้าน IoT ใช้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 16:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/959697


เมโทรซิสเต็มส์ฯ จับมือ ThingWorx® ผู้นำโซลูชั่นด้าน IoT ขับเคลื่อนธุรกิจยุค 4.0 เพื่อมอบประสบการณ์ทางเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ให้แก่ลูกค้า…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอรุณ ต่อเอกบัณฑิต ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์โซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนายฐิติพงศ์ จรณะจิตต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์โซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่นฯ ลงนามสัญญาความร่วมมือกับ Mr. Jason Lee ผู้บริหารจาก บริษัท PTC เพื่อนำ ThingWorx® โซลูชั่นด้าน IoT เข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุค 4.0 ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนและเพิ่มกำไรในธุรกิจมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับ Internet of things (IoT) ที่ช่วยเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแสดงผลแบบเรียลไทม์ จึงทำให้การวิเคราะห์คาดการณ์ต่างๆ แม่นยำขึ้น อีกทั้งผูกกับเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ที่แสดงข้อมูลเป็นภาพสามมิติ สามารถสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับผู้ใช้งาน

ปัจจุบัน ThingWorx® เป็นผู้นำเทคโนโลยีด้าน IoT Platform สำเร็จรูปที่มีความพร้อมสำหรับองค์กรมากที่สุด ช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมต่อและติดตั้งระบบ Internet of Things ได้รวดเร็ว และง่ายดาย มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 80% และได้รับรางวัลด้านเทคโนโลยี IoT มีผู้ใช้งานกว่า 1,000 รายทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมหลากหลายกลุ่มธุรกิจ.

 

กรมทางหลวง เผยซ่อมสะพานเข้าห้างฟิวเจอร์ฯ รังสิต ปิดนาน 1 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 15:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/959548


กรมทางหลวง ชี้แจงสาเหตุซ่อมสะพานเข้าห้างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต คาดว่าใช้เวลาปิด 1 เดือน สั่งตรวจสอบทั้งสะพาน ก่อนเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมร่วมตรวจสอบ…

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2560 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า หลังลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีสะพานเข้าห้างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต มีการเคลื่อนตัวออกและได้ปิดการจราจรสะพานดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 พ.ค.60 เวลา 14.30 น. ว่าสาเหตุการเคลื่อนตัวดังกล่าวเบื้องต้นพบว่ามีจุดติดตั้ง Pot Bearing ซึ่งมีหน้าที่ถ่ายน้ำหนักบนสะพานลงตอม่อไม่ถูกต้อง และพบการบิดตัวของสะพาน คาดว่าจะใช้เวลาซ่อมประมาณ 1 เดือน

โดยทั้งนี้ขอเรียนว่าสะพานดังกล่าว ทางห้างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ซึ่งเป็นผู้ขออนุญาตและก่อสร้าง โดยมีบริษัท a21 คอนซัลแตนส์ จำกัด เป็นผู้ออกแบบ บริษัท ซีอีแอล เอ็นจิเนียส์ จำกัด เป็นผู้ควบคุมงาน และบริษัท อทาโส คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ก่อสร้าง ซึ่งในการดำเนินการซ่อมแซมสะพานดังกล่าว ทางกรมทางหลวงจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาและแนะนำแก่ทางห้างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

นอกจากนี้ ในการดำเนินการซ่อมแซม ได้แนะนำให้ทางห้างฯ เชิญ third party ร่วมตรวจสอบก่อนเปิดใช้งาน เช่น วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) หรือบริษัทตรวจสอบที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นใจแก่ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าว อธิบดีกรมทางหลวงยังเปิดเผยต่อไปอีกว่า ที่ผ่านมาทางกรมทางหลวงได้สั่งให้สำนักก่อสร้างสะพานตรวจสอบสะพานข้ามแยกขนาดใหญ่รอบๆ กรุงเทพฯ และปริมณฑล แล้วพบว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นโครงสร้างของถนนหรือสะพานที่คาดว่าจะมีปัญหา หรือพบว่าผิดปกติ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรี 24 ชม. ซึ่งทางกรมทางหลวงจะเร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุหรืออันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดแก่ผู้ใช้เส้นทาง.

 

เงินเฟ้อ พ.ค.60 ลดลง 0.04% ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2560 14:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/959527


พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อ พ.ค. ดิ่ง 0.04% ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน เหตุราคาอาหารลดลงแรง หลังปีนี้ไม่มีปัญหาภัยแล้ง เตรียมปรับประมาณการเงินเฟ้อปี 60 ใหม่ หลังราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น บาทแข็ง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลเร่งการจับจ่ายใช้สอย

นางสุรีย์พร สหวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือนพ.ค.60 ว่า เท่ากับ 100.64 ลดลง 0.04% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.59 ซึ่งเป็นการกลับมาขยายตัวติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือนนับจากเดือน มี.ค.59 ที่ติดลบ 0.46% และเมื่อเทียบกับเดือน เม.ย.60 เพิ่มขึ้น 0.15% ส่วนเฉลี่ย 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ของปี 60 เพิ่มขึ้น 0.81%

สาเหตุที่เงินเฟ้อในเดือน พ.ค.60 ลดลง เพราะราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 1.38% จากการลดลงของผักสดมากสุดถึง 26.56% ผลไม้ลดลง 2.55% เพราะปีที่แล้วเกิดภาวะภัยแล้ง ทำให้ผักและผลไม้ราคาสูงขึ้น แต่ปีนี้ไม่เกิดภัยแล้ง ส่วนสินค้าหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 0.74% จากการสูงขึ้นของน้ำมันเชื้อเพลิง 4.99% เป็นสำคัญ

“เงินเฟ้อเดือน พ.ค. ที่กลับมาลดลง เพราะหมวดอาหารเป็นตัวฉุด โดยเฉพาะกลุ่มผักที่ราคาปรับลดลงมาก ปีนี้ไม่มีปัญหาภัยแล้ง ราคาก็เลยปกติ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มีภัยแล้ง แต่เดือนต่อไป ราคาผักอาจจะสูงขึ้นก็ได้ เพราะขณะนี้เกิดภาวะน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตเสียหาย ส่วนหมวดไม่ใช่อาหาร มีแค่ราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนรายการอื่นๆ ทรงตัว”

อย่างไรก็ตาม สนค. จะประเมินเป้าหมายเงินเฟ้อทั้งปี 60 ใหม่ในการแถลงข่าวเงินเฟ้อเดือนมิ.ย.60 ในวันที่ 1 ก.ค.60 เพราะขณะนี้ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบดูไบ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น หลังกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเป็นสินค้าออก (โอเปก) ได้ลดกำลังการผลิตลง ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และนโยบายรัฐบาลที่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ มีผลทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งล้วนแต่มีผลกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ โดยเป้าหมายเงินเฟ้อปัจจุบัน คาดการณ์ขยายตัว 1.5-2.2% โดยมีสมมติฐานจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย 3.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 55 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และค่าเงินบาท 36.5 บาท/เหรียญฯ

สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักกลุ่มอาหารสดและพลังงานออกจากการคำนวณ เท่ากับ 101.14 เพิ่มขึ้น 0.46% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.59 ส่วนเมื่อเทียบเดือน เม.ย.60 เพิ่มขึ้น 0.01% และเฉลี่ย 5 เดือน เพิ่มขึ้น 0.58%