DITP เชิญชวนผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์พบผู้ซื้อจากทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 1 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/955997


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์ อาทิ สินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ของขวัญ ของใช้ในบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ ร่วมเจรจาการค้ากับคู่ค้า นักลงทุน และผู้ซื้อจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ The Most Complete Lifestyle Fair ที่รวมงานแสดงสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง (BIFF & BIL) งานแสดงสินค้าของขวัญและของใช้ในบ้าน (BIG + BIH) และงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ (TIFF) ไว้ในงานเดียว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคม 2560 วันเจรจาธุรกิจ 19-21 ตุลาคม 2560 เวลา 10.00-18.00 น. จำหน่ายปลีก 22-23 ตุลาคม 2560 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ไบเทค บางนา ผู้ประกอบการที่สนใจร่วมโชว์ศักยภาพการผลิตที่มีคุณภาพและการออกแบบที่โดดเด่นสู่สายตากลุ่มเป้าหมายจากทั่วโลก ติดต่อสอบถามและจองพื้นที่แสดงสินค้าได้ที่สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร.0 2507 8361-4, 0 2507 8366-7, 0 2507 8371 หรือ Email : lifestyleunit@ditp.go.th  รับส่วนลดพิเศษเมื่อสมัครภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 นี้ รายละเอียดเพิ่มเติม www.bigandbih.com และ www.thailandfurniturefair.com

 

จับมือเดินเล่นบางกอก สามเสน-เทเวศร์ ททท.แนะนำเส้นทางใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958890


น.ส.สุนันทา หามนตรี หัวหน้าข่าวในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเสนอแหล่งที่น่าเดินท่องเที่ยวยามเช้าจนถึงค่ำคืนของกรุงเทพมหานครตามแผนผัง Walking Bangkok ในเส้นที่ 2…สามเสน-เทเวศร์กันต่อ เธอนำเสนอจุดเริ่มต้นของวันด้วยการไปสักการะศาลเจ้าแม่ทับทิมที่สะพานซังฮี้ (กรุงธน) ไปต่อที่ตลาดเช้าบ้านญวน ด้วยอาหารญวนแท้ๆ จำนวนมาก ตั้งแต่แหนมเนือง หมูทอด ข้าวเกรียบปากหม้อ ไปจนถึงบัวลอยไข่หวาน เดินต่อไปดูโบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ใกล้ๆกันยังมีโบสถ์วัดคอนเซ็ปชัญ

เดินเลียบแม่น้ำไปวัดราชาธิวาสวรวิหาร ไปดูภาพวาดฝาผนังอายุหลายร้อยปี แวะทานข้าวกลางวันกันที่ครัวอัปสรก่อนค่อยเดินต่อไปที่หอสมุดแห่งชาติ จนถึงวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ไปตลาดสดเทวราชที่เต็มไปด้วยแผงขายต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ดอกนานาพันธุ์ โน้ตไว้ด้วยว่า ถ้าจะไปเส้นทางเรือที่ท่าเทเวศร์ก็สามารถเดินย้อนจากตลาดเทวราชไปที่ศาลเจ้าแม่ทับทิมได้ จบทริปช่วงเย็นจะแวะกินอาหารที่ย่านเทเวศร์ ก็มีร้านขึ้นชื่อให้เลือกหลายร้าน

ดูตามแผนที่ไปก็จะพบร้านข้าวหมูแดงนายกิ๊ว มงคลชัยข้าวมันไก่ แม่สุภาพข้าวซอยไก่ ครัวกุ๊กชม ชิฟฟ่อนเบเกอรี่ และคุณดาวขนมเบื้อง ส่วนสถานที่น่าจะแวะถ่ายรูปมาแชร์กันก็คือศาลเจ้าแม่ทับทิม วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ วัดคอนเซ็ปชัญ วัดราชาธิวาสฯ และวัดเทวราช-กุญชรฯด้วย น.ส.สุนันทากล่าว.

 

คลังทบทวนกฎหมายภาษีที่ดิน สนช.รื้อเกณฑ์เก็บเงินคนมีบ้านหลังละ 10 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2560 05:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958908


สนช.หารือคลัง เล็งลดราคาบ้านจากหลังละ 50 ล้านบาท ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลดลงเหลือ 10 ล้านบาท หวังขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น ธอส.ดีเดย์ปล่อยกู้บ้านคนจนดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.43% ต่ำที่สุดในระบบ “ฉัตรชัย” ชี้ หากรายได้ 1.2 หมื่นบาทต่อเดือน กู้เงินได้ 1 ล้านบาท ส่งค่างวดเพียง 4 พันบาท

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในงานสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้กรอบ พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” จัดโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ว่า ล่าสุดคณะกรรมาธิการการเงินการคลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอให้ทบทวนอัตราภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยจากราคาบ้าน 50 ล้านบาทต่อหลังขึ้นไป ลดเหลือหลังละ 10 ล้านบาทขึ้นไปถึงจะเสียภาษีตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งขณะนี้ สศค.กำลังหารือกับ สนช.เพิ่มเติม

ทั้งนี้ จากการสำรวจของ สนช.พบว่า บ้านอยู่อาศัยที่มีราคาเกินกว่า 50 ล้านบาท มี 11,000 หลังทั่วประเทศ หากปรับลดลงมาเป็นบ้านต่ำกว่า 10 ล้านบาทได้รับการยกเว้นภาษี จะทำให้ฐานภาษีมีมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบ้านที่อยู่อาศัยทั้งระบบราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีสัดส่วนสูงถึง 90% โดยประเด็นดังกล่าวจะต้องศึกษาเพื่อสรุปให้ชัดเจน ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในปี 2562

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้กำหนดเพดานอัตราภาษี 3 อัตราคือ 1.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั่วไป ไม่เกิน 0.5% ของราคา 2.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัยของตนเองไม่เกิน 0.1% ของราคา และ 3.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรมไม่เกิน 0.05% ของราคา

ส่วนแนวทางในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นั้นต้องมีเครื่องมือในการประเมินสำรวจที่ดิน เช่น การใช้ที่ดินปลูกพืช หากจะปลูกกล้วยต้องมีขนาดเกิน 200 ต้นต่อไร่ขึ้นไป จึงถือว่ามีอาชีพทำเกษตรเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และเมื่อ อปท.แห่งใดมีความจําเป็นในการพัฒนาท้องถิ่น ต้องออกข้อบัญญัติกําหนดอัตราภาษีเพิ่มขึ้นจากอัตราที่คณะกรรมการฯกําหนดได้ แต่ไม่เกินเพดานอัตราภาษีที่กฎหมายกําหนด กรณีที่ดินว่างเปล่าใน 3 ปีแรกให้เสียภาษีในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราภาษีทั่วไป แต่ไม่เกิน 0.5% ของฐานภาษี

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคาร อาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า วันนี้ (1 มิ.ย.) ธนาคารจะเริ่มปล่อยสินเชื่อสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อย ภายใต้ชื่อโครงการ “For Home” โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยต่ำที่สุดในระบบ 3 ปีอยู่ที่ 3.43% โดยปีแรกอัตราดอกเบี้ยไม่ถึง 3% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 2.9% และปีที่ 3 อยู่ที่ 4.5% ซึ่งจะให้ผู้กู้มีภาระเรื่องดอกเบี้ยลดลง นอกจากนี้ ในโครงการดังกล่าว ธนาคารยังเพิ่มสัดส่วนความสามารถในการชำระต่อราย (Debt Service Ratio : DSR) จากปัจจุบันอนุมัติ 1 ใน 3 ของรายได้ แต่ในโครงการนี้จะเพิ่มเป็น 1 ใน 2 ของรายได้

“อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำและการขยาย DSR จะทำให้ผู้กู้สามารถกู้บ้านได้ง่ายขึ้น และมีภาระในการส่งเงินงวดลดลง ซึ่งสูตรในการคำนวณของโครงการนี้ หากกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนส่งเงินงวดเดือนละ 4,000 บาท จากเดิมหากกู้เงิน 1 ล้านบาทต้องผ่อนเงินงวดเดือนละ 5,800-6,000 บาท โดยมีสาเหตุมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง และดีเอสอาร์ที่ให้มากขึ้น โดยผู้มีรายได้สุทธิเดือนละ 12,000 บาท ก็สามารถกู้เงินได้ 1 ล้านบาท”

นายฉัตรชัยกล่าวว่า ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายวงเงินในโครงการนี้ 10,000 ล้านบาท และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการปล่อยกู้เพียง 1 เดือน หรือสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ วงเงินที่เตรียมไว้จะหมดอย่างแน่นอน เพราะลูกค้าสามารถรีไฟแนนซ์จากธนาคารอื่นได้ด้วย โดยสามารถกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาท และที่สำคัญในแต่ละเดือน ธอส.มียอดปล่อยกู้ใหม่ประมาณ 10,000 ล้านบาทอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากโครงการนี้ เต็มวงเงินแล้ว ลูกค้าก็สามารถกู้บ้าน “โครงการสานรัก” ได้ โดยปีที่ 1 และปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 2.99% ซึ่งยังคงได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง แต่สาเหตุที่ต้องออกสินเชื่อใหม่ เพราะต้องการกระตุ้นยอดสินเชื่อและช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย

ส่วนยอดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในช่วง 5 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.) ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 50,000 ล้านบาท จากเป้าหมายปล่อยสินเชื่อตลอดทั้งปี 178,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ประมาณ 6% ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าเป้าหมายมาก แต่ธนาคารก็มีแผนที่จะกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อจากหลายๆโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

ขณะที่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไตรมาสแรกอยู่ที่ 49,000 ล้านบาท หรือ 5.3% ของยอดสินเชื่อประมาณ 980,000 ล้านบาท โดยในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 354 ล้านบาท เนื่องจากมีการเลื่อนจ่ายหนี้ เพราะในช่วงต้นปีมีวันหยุดยาวเนื่องในวันปีใหม่ เดือน เม.ย.มีเทศกาลสงกรานต์ และต่อเนื่องถึงเดือน พ.ค.-มิ.ย.มีเรื่องค่าเทอมบุตรต่อเนื่องกัน โดยคาดว่า เดือน พ.ค. เอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 500 ล้านบาท.

 

ยันบาทแข็งไม่กระทบส่งออก ธปท.ชี้ปัจจัยสำคัญอยู่ที่กำลังซื้อจากต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958887


นางสาวพรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยล่าสุดในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวในอัตราใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ยังมีแรงส่งที่จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การขยายตัวยังค่อยเป็นค่อยไป และใช้เวลาที่จะกระจายตัวไปสู่การใช้จ่ายภาคเอกชนในอีกระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ ภาคการส่งออกกลับมาเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และคาดว่าจะดีขึ้นต่อเนื่องตลอดไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ โดยในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.9% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน โดย 3 ปัจจัยที่ทำให้ภาคส่งออกดีขึ้นคือ กำลังซื้อที่ดีขึ้นของต่างประเทศ ผลิตผลทางการเกษตรของไทยมีปริมาณมากขึ้นในปีนี้ และกระแสความต้องการสินค้าเทคโนโลยี (อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิง) โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้นเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯนั้น เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งของการส่งออกของไทย และความสามารถการแข่งขันจากเงินบาทนั้น ต้องดูเฉลี่ยเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่งทั้งหมด ซึ่งเท่าที่มีการติดตามพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกมากที่สุด คือ กำลังซื้อจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวที่ดีขึ้นของภาคการส่งออกยังไม่ได้ส่งผ่านมายังการใช้จ่ายภาคเอกชน และการผลิตภาคอุตสาหกรรมมากเท่าที่ควร โดยในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวติดลบ 1.7% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผู้ผลิตพยายามระบายสต๊อกสินค้าเดิมออกไปก่อน เมื่อมีคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นแทนการผลิตใหม่ แต่คาดว่าในอนาคตเมื่อสต๊อกลดลงจนถึงระดับที่น่าพอใจแล้ว การผลิตภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีการอุปโภคและบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมานั้น เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้าบริการรับการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล ขณะที่สินค้าคงทนเพิ่มขึ้นบ้างจากยอดขายมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเกษตรกรที่เริ่มมีรายได้ที่ดีขึ้นจากราคาสินค้าเกษตรที่ดีขึ้นเริ่มใช้จ่าย แต่ในส่วนของสินค้ากึ่งคงทน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าจำเป็นยอดขายยังไม่ดีขึ้น.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 01/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958925


เส้นทางสายไหม มุ่งสู่วันเบลต์วันโรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958202


อภิรดี ตันตราภรณ์

“โครงการเส้นทางสายเศรษฐกิจ” หรือ“วันเบลต์ วันโรด”…One Belt One Road (OBOR) คือความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก

“จีน”…ได้เชิญผู้นำจาก 29 ชาติ รัฐมนตรีกว่า 100 คน ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศกว่า 80 องค์กร และนักธุรกิจระดับโลกเข้าร่วมกว่า 1,200 คนมาประชุมร่วมกัน เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงเส้นทาง…
การเชื่อมโยงการค้า การลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจ ความรุ่งเรืองของประเทศที่เส้นทางพาดผ่านทั้งทางบก ทางทะเล

“ประเทศไทย” อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าและหาโอกาส ช่องทางที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์

เส้นทางวันเบลต์วันโรด…เป็นความริเริ่มมาจากแนวคิดของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน โดยเป็นนโยบายการสร้างความเชื่อมโยงของจีนกับอีก 65 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมจำนวนประชากรราว 4,500 ล้านคน มีจีดีพีรวมกันกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

จีน…พยายามที่จะส่งเสริมความเชื่อมโยงทั้งทางบก โดยมีเส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจจำนวน 3 เส้นทาง และทางทะเล ซึ่งจะมีเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21 อีก 2 เส้นทาง

ทั้งนี้ ตามเส้นทางสายไหม จีนได้ตั้งเป้าให้มีการเชื่อมโยงความร่วมมือในหลายด้าน อาทิ ความร่วมมือด้านนโยบาย การเสริมสร้างสมรรถนะ การอำนวยความสะดวกด้านการค้า…การลงทุน และความร่วมมือด้านการเงิน ซึ่งมีจีนเป็นจุดศูนย์กลาง

ฉายภาพ…เส้นทางทางบกจะเริ่มต้นจากจีนผ่านมองโกเลีย รัสเซีย ไปจนถึงยุโรป จากนั้นแยกเส้นทางผ่านเอเชียกลางเอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง ทะลุไปยุโรป และเส้นทางจากจีนผ่านอินโดจีน ทะลุไปยังเอเชียใต้

ส่วนเส้นทางทะเลจะเริ่มจากชายฝั่งของจีน ผ่านอาเซียน โอเชียเนีย แอฟริกาเหนือ แปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย ไล่ยาวไปจนถึงยุโรป

อภิรดี บอกว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เปิดตัวโครงการนี้ได้อย่างยิ่งใหญ่ และเป็นครั้งแรกที่มีผู้นำจากทุกประเทศบนเส้นทางมาประชุม…มีถึง 29 ประเทศ จาก 65 ประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการที่จะเป็นรูปธรรม ทั้งการเชื่อมทางรถไฟ การเชื่อมทางถนน การเดินเรือ รวมถึงสิ่งที่จีนจะช่วยดำเนินการในประเทศต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางเข้าด้วยกัน

“ตอนนี้จีนเริ่มเข้าไปช่วยเหลือประเทศต่างๆในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค อย่างที่ศรีลังกา ไปช่วยสร้างท่าเรือ ไปช่วยปากีสถานสร้างถนน หรืออย่างในตะวันออกกลาง ก็มีการสำรวจเส้นทาง ใช้เส้นทางในอดีตที่เคยเป็นเส้นทางค้าขาย หรือเส้นทางจากจีนไปรัสเซีย ไปยุโรป ก็เป็นเส้นทางเดิม เป็นเส้นทางสายไหมตั้งแต่ในอดีตอยู่แล้ว ก็ปรับปรุง พัฒนาได้ไม่ยาก”

ในส่วนของเส้นทางที่เชื่อมโยงผ่านไทย จีนใช้นโยบาย “อินโดไชน่า” เป็นเส้นทางที่ผ่านจากจีนเข้ามายังประเทศในกลุ่มอินโดจีน มีหลายประเทศในอาเซียนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย หรือที่เรียกกันว่า “กลุ่ม CLMVT” และยังต่อเนื่องไปยังประเทศในอาเซียนทั้งหมด ทั้งทางบก…ทางทะเล

“ถ้าถามว่า ไทยจะได้ประโยชน์จากเส้นทางนี้ยังไง ตอบได้เลยว่า ไทยได้แน่นอน เพราะไทยเป็นศูนย์กลางในอาเซียน ทุกวันนี้จีนมองไทยเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว ซึ่งไทยต้องแสดงให้จีนเห็นว่าไทยมีความพร้อม

ทั้งแนวเส้นทางที่ไทยมีเส้นทางเศรษฐกิจอีสต์-เวสต์ คอริดอร์ ที่เชื่อมตะวันออกกับตะวันตกจากเวียดนามไปเมียนมา ทะลุไปยังอินเดียได้ และยังเป็นศูนย์กลางในการลงทุน ที่ขณะนี้รัฐบาลกำลังผลักดันเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่จะใช้ในการดึงดูดการลงทุน”

เมื่อเข้ามา “ลงทุน” แล้ว ก็สามารถใช้ “จุดแข็ง” ของไทยในการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าออกไปได้ทั่วโลก เพราะไทยมีทั้งท่าเรือน้ำลึก มีสนามบินอู่ตะเภา ที่กำลังพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

อภิรดี ย้ำว่า การขับเคลื่อนแนวคิดวันเบลต์วันโรดของจีน สอดคล้องกับการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ในด้านนโยบายไทยและจีนต่างให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคการผลิต เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม…เทคโนโลยี กล่าวคือ…นโยบาย Made in China 2025 กับนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรม S–Curves ของไทย กำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

ความเชื่อมโยงด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ โครงข่ายรถไฟ…รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ สนามบิน จะช่วยอำนวยความสะดวก ลดต้นทุนการขนส่ง ช่วยสร้างโอกาสทางการค้า …การลงทุนสำหรับพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ

ความเชื่อมโยงด้านข้อมูลและดิจิทัล เน้นการใช้ประโยชน์จากการบริหารจัดการข้อมูลต่างๆด้วยระบบดิจิทัลและอินเตอร์เน็ต รองรับการค้าสมัยใหม่ผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์…ระบบชำระเงินดิจิทัล

นับรวมไปถึงการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง…ยั่งยืน โดยไทยและจีนต่างให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของธุรกิจขนาดกลาง…ขนาดย่อม และธุรกิจสตาร์ตอัพ เพื่อให้ประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจมีการแบ่งปันอย่างทั่วถึง สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน

ประเด็นสำคัญมีว่า “ภาครัฐ” ต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้อกับการประกอบธุรกิจและการใช้ประโยชน์จากช่องทางการค้าใหม่ๆ อาทิ อีคอมเมิร์ซ เป็นต้น

สำหรับความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน อภิรดี มองว่า ไทยและจีนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ตลอดจนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะช่วยให้ประชาชนมีความเข้าใจ และเป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

ถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถาม…การที่จีนผลักดันโครงการวันเบลต์วันโรด จีนหวังประโยชน์หรือเปล่า? มากน้อยอย่างไร?

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไทยมองว่า “ใช่…แต่จีนได้ ไทยก็ได้…ทุกประเทศได้หมดเพียงแต่ว่า แต่ละประเทศจะไปคว้าโอกาสที่มีอยู่นั้นได้ยังไง เพราะตามแนวเส้นทาง ไม่ใช่แค่ทำการค้าขายกับจีน แต่ยังสามารถค้าขายกับประเทศที่อยู่ตามแนวเส้นทางได้ทั้งหมด หากจับจุดได้ ก็มีแต่ได้กับได้ ส่วนจะได้มากได้น้อย ก็อยู่ที่ว่าจะวางบทบาทตัวเอง ผลักดันตัวเองให้เข้าไปเชื่อมโยงได้อย่างไร”

ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้และการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ยุคนี้ มองประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้งกำลังมุ่งที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง เพื่อเชื่อมโยงเราเข้ากับเวทีโลก เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเส้นทางสายไหม “วันเบลต์วันโรด” ให้ได้มากที่สุด

ประเมินโอกาสในด้านต่างๆ…ในแต่ละเส้นทางเมื่อเกิดเมืองใหม่ ตลาดใหม่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร หรือในด้านการลงทุน จะทำอย่างไรที่จะทำให้นักลงทุนมองเห็นศักยภาพในการเข้ามาลงทุนในไทย…ในฐานะการเป็นศูนย์กลาง สามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางสายไหมได้ โดยเฉพาะการเข้ามาลงทุนในอีอีซี

“แนวคิดวันเบลต์วันโรดของจีนสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการ แน่นอนว่า…จะเป็นโอกาสของไทยไม่แพ้จีนที่มองเห็นโอกาสจากโครงการนี้” อภิรดี ตันตราภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย.

 

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมต่ำสุดในรอบ2ปี “สศอ.”ระบุเจอวันหยุดยาว-ยอดส่งรถวูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958880


นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มอีไอ) เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 100.07 ปรับตัวลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา และเป็นค่าดัชนีฯที่ต่ำสุดในรอบ 2 ปีนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2558 เช่นเดียวกับอัตราใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 53.62 ที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 2 ปี ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาเป็นช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจากการส่งออก โดยเฉพาะในประเทศตะวันออกกลาง ที่ลดต่ำลงมาก แต่ภาพรวมดัชนีผลผลิต 4 เดือนแรกของปีนี้ก็ติดลบ 0.1% โดยอยู่ที่ระดับ 111.94 ทั้งนี้ สศอ.ยังคงเป้าดัชนีผลผลิตตลอดทั้งปีนี้จะยังขยายตัว 0.5-1.5% และอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมจะขยายตัว 1-2%

“ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ สศอ.จัดทำขึ้นมา ได้มีการถ่วงน้ำหนักจากอุตสาหกรรมยานยนต์ค่อนข้างสูงเมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์มีการเติบโตที่ลดลงก็เกิดผลกระทบทันทีแต่ภาพรวมก็ยังมองว่าดัชนีผลผลิตตลอดทั้งปียังเป็นบวก เพราะภาพรวมการส่งออกในหลายๆสินค้าก็จะดีขึ้น”

นายศิริรุจกล่าวว่า อุตสาหกรรมที่มีผลต่อค่าดัชนีผลผลิตลดลงมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อุตสาหกรรมน้ำดื่มยังปรับตัวลดลง 7% จากกระแสคนรักและดูแลสุขภาพที่มาแรง ทำให้ผู้บริโภคหันมาดื่มน้ำบริสุทธิ์มากกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่นๆมากขึ้น และโลหะประดิษฐ์อื่นๆลดลง 17% ทำให้ดัชนีผลผลิตไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาอยู่ในแดนบวกได้ โดยคาดว่าในไตรมาส 3 จะมีโอกาสที่จะเห็นค่าดัชนีผลผลิตในทิศทางบวก เพราะดูจากสัญญาณการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตเริ่มปรับขึ้น.

 

สมาคมโฆษณา เล็ง ตั้งคณะกรรมการเซ็นเซอร์ ตรวจสอบกันเอง เริ่ม ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 พ.ค. 2560 21:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958722


องค์กรวิชาชีพ วงการทีวีดิจิทัล และวงการโฆษณา 10 แห่ง ยกระดับการเซ็นเซอร์โฆษณาไทย ขอกำกับดูแลกันเองในวิชาชีพ ยกเลิกการเซ็นเซอร์จากรัฐ

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 60 นางอ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางสมาพันธ์สมาคมวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ สภาวิชาชีพกิจการแพร่ภาพและการกระจายเสียงแห่งประเทศไทย สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) ซึ่งรวมถึงสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ จะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านการตรวจพิจารณาโฆษณาทางโทรทัศน์ เพื่อยกระดับให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

สำหรับขั้นตอนต่อไปในการดำเนินงาน จะแบ่งเป็นสองส่วนคือ การจัดตั้งคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านการตรวจพิจารณาโฆษณาทางโทรทัศน์ ประกอบด้วย สถานีโทรทัศน์ช่อง 3, 5, 7, MCOT, TPBS, NBT, ผู้แทนจากโทรทัศน์ดิจิทัลที่แต่งตั้งโดยสมาคมโทรทัศน์ดิจิทัล 2 ช่อง, แต่งตั้งโดยสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ฯ 2 ช่อง, และจากสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย รวม 11 ท่าน โดยให้คณะกรรมการ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย ระเบียบการปฏิบัติงาน รวมถึงพัฒนาบุคลากรด้านการเซ็นเซอร์อีกด้วย

“จริงๆ แล้วโลกกำลังเปลี่ยนไป ต่างคนก็รู้ว่ามันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก ฉะนั้นการกำกับดูแลตนเองของวิชาชีพโฆษณาถือเป็นรากฐานสำคัญ และมีคุณค่าสำหรับทุกภาคส่วนที่จะสานต่อ เพื่อที่จะผลักดันเพื่อให้เกิดกระบวนการประสิทธิภาพมากที่สุด มั่นใจว่ายังอยู่ในมาตรฐานที่ตั้งอยู่บนความถูกต้อง เป็นธรรม แล้วก็มีจรรยาบรรณความรับผิดชอบต่อสังคม”

นายวิทวัส ชัยปาณี นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปริมาณการเซ็นเซอร์งานโฆษณาในแต่ละวันค่อนข้างมาก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในวงการทีวีดิจิทัลก็มากขึ้น เช่น สปอตโฆษณามีมากขึ้น บางธุรกิจที่ไม่เคยซื้อโฆษณามาก่อน ก็สามารถทำได้ ฉะนั้นการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเซ็นเซอร์ให้มากขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งแต่เดิมนั้นมีเจ้าหน้าที่ทำงานเซ็นเซอร์น้อยมาก เพียงช่องละ 1-3 คนเท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณงานโฆษณาทางโทรทัศน์ที่เข้ามาในกระบวนการเซ็นเซอร์ปีละกว่า 18,000 ชิ้น โดยที่ผ่านมามีผู้ร้องเรียนเรื่องโฆษณามีปัญหาเพียง 1-2 ชิ้น หรือในบางปีแทบไม่มีเลย

นายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) กล่าวถึงการมีส่วนร่วมในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาในครั้งนี้ ว่า หากช่องทีวีดิจิทัลเป็นช่องน้องใหม่ในวงการโฆษณา แต่ก็เป็นอนาคตของโฆษณาไทย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยเริ่มมีช่องรายการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ในการเผยแพร่โฆษณา เราก็ยึดตามแนวทางของคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาฟรีทีวีที่มีอยู่เดิม และก็มีความยินดีที่จะเรียนรู้จากมาตรฐานที่เข้มแข็งที่มีอยู่แล้ว และช่วยกันปรับปรุงกระบวนการต่อไปให้ดีที่สุด.

 

น้ำตาลไทย โดนเซฟการ์ดจีน ‘พาณิชย์’ คาดกระทบผู้ส่งออกไม่มาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 พ.ค. 2560 17:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958575


พาณิชย์ เผย จีนประกาศเก็บอากรปกป้องการนำเข้าน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นจากทั่วโลก 3 ปี ในอัตรา 45-35% คาด ผู้ส่งออกไทยโดนด้วย แต่คาดกระทบไม่มากนัก เหตุได้เปรียบต้นทุนค่าขนส่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่างบราซิล

นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค.60 กระทรวงพาณิชย์ของจีน ได้ประกาศผลการไต่สวนชั้นที่สุด ของมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) โดยกำหนดให้เรียกเก็บอากรปกป้องฯ เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.60 – 21 พ.ค.63 ในอัตรา 45-35% และให้ผ่อนคลายลงปีละ 5% ซึ่งการเรียกเก็บอากรปกป้องฯ เป็นการเรียกเก็บเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าอยู่แล้วในอัตราในโควตา 15% และนอกโควตา 50%

สำหรับ การประกาศผลการไต่สวนขั้นที่สุด เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้ผลิตน้ำตาลของจีนได้ร้องเรียนต่อกระทรวงพาณิชย์ของจีน ให้เปิดไต่สวนเพื่อใช้มาตรการเซฟการ์ด เพราะได้รับผลกระทบจากการนำเข้าน้ำตาลจากทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จีนได้รับข้อร้องเรียนและเปิดไต่สวนตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.59

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 57-59 จีนนำเข้าจากบราซิล มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ปริมาณ 2,101,227 ตัน 2,741,442 ตัน และ 1,995,934 ตัน ตามลำดับ ส่วนไทยมีการนำเข้ามากเป็นอันดับ 2 ที่ปริมาณ 535,650 ตัน 602,926 ตัน และ 179,554 ตัน ตามลำดับ

“การที่จีนเรียกเก็บอาการปกป้องฯ ครั้งนี้ จะทำให้ผู้ส่งออกน้ำตาลจากทุกประเทศที่ส่งออกไปจีน ต้องเสียอากรในอัตราเดียวกัน แต่ผู้ส่งออกไทยน่าจะได้รับผลกระทบไม่มากนักเมื่อเทียบกับบราซิล และผู้ส่งออกรายอื่นๆ เพราะไทยได้เปรียบในด้านการขนส่ง เนื่องจากอยู่ใกล้จีนมากกว่า อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อติดตามการใช้มาตรการดังกล่าวต่อสินค้าน้ำตาลจากไทยแล้ว”

 

ปิดตลาดบ่าย หุ้นไทยร่วง 6.91 ดัชนีอยู่ที่ 1,561 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 พ.ค. 2560 17:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958588


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับตัวลดลง 6.91 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,561.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 50,316.61 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 31 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับตัวลดลง 6.91 จุด อยู่ที่ 1,561.66 จุด เปลี่ยนแปลง -0.44% มูลค่าการซื้อขาย 50,316.61 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,574.44 จุด และต่ำสุดที่ 1,558.22 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)