‘สมคิด’ มั่นใจไทยส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร ทะลุเป้า 9 แสนล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 พ.ค. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958557


‘สมคิด’ มั่นใจปีนี้ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ทะลุ 9 แสนล้านบาท ขยายตัว 8% ได้แน่ หลังพบคู่ค้าเชื่อมั่นสินค้าไทย มั่นใจผลักดันให้ไทยเป็นครัวของโลก ด้าน ‘อภิรดี’ เผยเตรียมผลักดันผู้ประกอบการใช้นวัตกรรมมาผลิตสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดงานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX-World of food Asia 2017 ว่า ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเฉลี่ยปีละ 800,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่า 26,538 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 900,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เพียง 5% เพราะประเทศคู่ค้ามีความเชื่อมั่นในสินค้าไทยมากขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากไทยมีมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร มีการคุ้มครองแรงงาน นอกจากนี้ ประเทศคู่แข่งในการส่งออกอาหารหลายประเทศ ขณะนี้ประสบปัญหาภัยแล้ง และโรคระบาด ทำให้ผลผลิตลดน้อยลง และส่งออกได้ลดลง ส่งผลให้ผู้นำเข้าหลายประเทศหันมานำเข้าจากไทยมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ผนวกเข้ากับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม เข้ามาพัฒนาภาคอุตสาหกรรม หรือที่เรียกว่า เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) ที่มีเป้าหมายใน 10 อุตสาหกรรม โดยในจำนวนนี้มีอุตสาหกรรมด้านอาหารอยู่ด้วย ซึ่งเป็นการพลิกโฉมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

โดยเฉพาะการส่งเสริมอาหารเพื่อการป้องกันและแก้โรคภัยไข้เจ็บ ที่จะเป็นการเพิ่มมูลค่าอาหารไทยในอนาคต ซึ่งได้ให้นโยบายกระทรวงพาณิชย์ในการเพิ่มช่องทางการนำสินค้าสู่ผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดการค้าขายผ่านออนไลน์ และปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ให้มีความสะดวกมากขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันให้ไทยเป็นครัวของโลกได้อย่างแน่นอน

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังประเทศต่างๆ มากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท และมีสินค้าอาหารของไทยที่อยู่ใน 5 อันดับแรกในตลาดโลก ได้แก่ ข้าว ไก่แปรรูป อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป กุ้งแช่แข็งและแปรรูป และสิ่งปรุงรสอาหาร ซึ่งกระทรวงฯ จะเร่งเดินหน้าและพัฒนาศักยภาพในอุตสาหกรรมอาหารของไทยต่อไป เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นครัวของโลกตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมา ได้เพิ่มความสามารถให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง และมีแผนผลักดันให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วย

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การจัดงานปีนี้มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,200 บริษัท 5,200 คูหา จาก 40 ประเทศ และเป็นปีแรกที่กลุ่มห้างค้าปลีกสมัยใหม่รายใหญ่ เช่น แม็คโคร บิ๊กซี ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต เข้าร่วมงาน และยังมีผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 30% โดยกรมฯ ตั้งเป้าหมายมีผู้เข้าชมงานประมาณ 150,000 คน และมีมูลค่าการสั่งซื้อสินค้าในงานจะไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท เพราะภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญมีแนวโน้มดีขึ้น จึงคาดว่าความต้องการสินค้าอาหารทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น

 

กฟน.มั่นใจระบบไฟฟ้ามั่นคงช่วงหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 31 พ.ค. 2560 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958253


บ้านเราเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ระยะนี้ฝนตกชุกและมีลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ กฟน.จึงแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และสำรวจความแข็งแรงของต้นไม้ที่อยู่ใกล้บ้านเรือน หากพบกรณีสายไฟฟ้าหรือ อุปกรณ์ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงชำรุด หรือไม่อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย สามารถแจ้งที่การไฟฟ้านครหลวงเขตได้ทุกเขต หรือ MEA Call Center โทร. 1130 และแจ้งผ่าน MEA Smart Life Application ตลอด 24 ชั่วโมง


https://www.thairath.co.th/clip/131537

////////////////////////////////

“Smart Life Smart City”

| ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม |

—————–

**กฟน. เชิญดาวน์โหลดฟรี MEA Smart Life App แจ้งไฟดับ, จ่ายค่าไฟ, ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าในแอปเดียวจบ..คลิก http://is.gd/KlyQKF

—————–
ติดตามสื่ออื่น การไฟฟ้านครหลวง ได้ที่

Application : MEA Smart Life

Website: www.mea.or.th

Facebook : การไฟฟ้านครหลวง (MEA)

Twitter : @mea_news

YouTube : MEA Multimedia

Line : @meanews

—————–
MEA Call Center โทร. 1130

 

เป็นไปได้ ก.ม.ภาษีสรรพสามิตใหม่ บุหรี่อาจราคา 5 บาทต่อมวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 พ.ค. 2560 10:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958068


เดือน ก.ย.นี้ มีผลบังคับใช้แน่ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ว่าด้วยอัตราการจัดเก็บภาษีสินค้าต่างๆ โดยรวมไปถึงราคาบุหรี่…

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่าานมา ราชกิจจานุเษกษาได้ออกประกาศพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ซึ่งหลังประกาศจะมีผลบังคับใช้ใน 180 วัน หรือ เดือน ก.ย.2560 และหลังจากนี้ จะออกกฎหมายลูก 80 ฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่ โดยเฉพาะอัตราการจัดเก็บภาษีสินค้าต่างๆ เนื่องจากกฎหมายแม่กำหนดไว้เป็นเพดานสูงสุด แต่อัตราการจัดเก็บจริงจะปรับลดลงมาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันต้องรอฟังประกาศต่อไป

สำหรับภาษีดังกล่าว เป็นการรวมกฎหมายสรรพสามิต 7 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายว่า ด้วยภาษีสรรพสามิต กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต กฎหมายว่าด้วยสุรา กฎหมายว่าด้วยยาสูบ กฎหมายว่าด้วยไพ่ กฎหมายว่าด้วยการจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต และกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรเงินภาษีสุรา ซึ่งกฎหมายทั้ง 7 ฉบับใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมาย มีการเพิ่มเติมบทนิยามที่สำคัญ เช่น คำว่า “ราคาขายปลีกแนะนำ” “ผลิต” “สุรา” “ยาสูบ” และ “ไพ่”, ปรับปรุงวิธีการจัดเก็บภาษี จากจัดเก็บในอัตราตามมูลค่าหรือตามปริมาณ แล้วแต่อัตราใด จะคิดเป็นเงินสูงกว่า เป็นจัดเก็บทั้งตามมูลค่าและตามปริมาณ เช่น  บัญชีพิกัดอัตราภาษียาสูบ หน่วยละ 5 บาทต่อปริมาณหนึ่งมวน สุราแช่ ชนิดเบียร์ หน่วยละ 3,000 บาทต่อปริมาณหนึ่งลิตร ส่วนสถานอาบน้ำ หน่วยละ 1,000 บาทต่อรอบ, เปลี่ยนฐานในการคำนวณภาษีตามมูลค่าจากเดิม” สินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ใช้ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม และสินค้านำเข้า ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ.รวมทั้งสินค้าสุรา ใช้ราคาขายส่งช่วงสุดท้าย เป็นราคาขายปลีกแนะนำ กำหนดอัตราภาษีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และปรับปรุงอายุความประเมินภาษีจาก 2 ปี เป็น 5 ปี กำหนดบทโทษให้เหมาะสมกับปัจจุบัน รวมถึงให้มีผลบังคับใช้ไปในอนาคตอย่างน้อย 20 ปีข้างหน้า.

 

จับปรับ ก.ค.นี้ อายุไม่ถึง 20 ซื้อบุหรี่-ห้ามแบ่งซองขาย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 พ.ค. 2560 10:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958047


สิงห์อมควันต้องใส่ใจ ใกล้มีผลบังคับใช้แล้ว พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบปี 60 เข้ม ห้ามคนอายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อ ห้ามแบ่งซองขาย เพิ่มพื้นที่ห้ามสูบ…

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ซึ่งใกล้จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.ค. 2560 (90 นับแต่มีประกาศ) ฝ่าฝืนมีอัตราโทษทั้งจำ-ทั้งปรับ โดยสาระสำคัญมีดังนี้

1. ห้ามผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อ

2. ห้ามแบ่งซองขาย

3. เพิ่มพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่

 

ทองไทยเปิดตลาดร่วง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 พ.ค. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/958005


ทองไทยวันที่ 31 พ.ค.2560 เปิดตลาด ราคาปรับลง 50 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,300 ขายออกบาทละ 20,400 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 ขายออกบาทละ 20,900 บาท…

วันที่ 31 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,300 ขายออกบาทละ 20,400 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 ขายออกบาทละ 20,900 บาท.

 

“อนันต์”ออกไม่มีผล! ยักษ์ใหญ่ไต้หวันฮุบ แลนด์แอนเฮ้าส์แบงก์ใส่เงิน 1.65 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957885


นายรัตน์ พานิชพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นใหญ่ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยว่า ซีทีบีซี แบงก์ สถาบันการเงินชั้นนำของไต้หวัน ซึ่งเป็นพันธมิตรธุรกิจจะเข้ามาถือหุ้นในบริษัท 7,544.96 ล้านหุ้น คิดเป็น 35.617% ในราคาหุ้นละ 2.20 บาท คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 16,599 ล้านบาท โดยจะใส่เงินเพิ่มทุนก่อนวันที่ 31 ก.ค.นี้ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ทางการไต้หวัน (FSC) ได้อนุญาตให้ซีทีบีซี แบงก์เข้ามาซื้อหุ้นร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทได้ และเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้อนุญาตให้ซีทีบีซีเข้าถือหุ้น และวันที่ 12 ก.ค.นี้ บริษัทจะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่ออนุมัติการออกและจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน

ส่วนกรณีที่นายอนันต์ อัศวโภคิน ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ และประธานกรรมการ แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ปนั้น ทางซีทีบีซี แบงก์ รับทราบแล้ว และไม่ได้ติดปัญหาการเข้ามาร่วมทุนในครั้งนี้ เนื่องจากการลาออกถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธนาคาร อีกทั้งนายอนันต์ไม่ได้ถือหุ้นแอล เอช ไฟแนนซ์เชียลโดยตรง และประธานกรรมการ เดินทางมาประชุมเดือนละครั้ง ขณะที่คณะกรรมการและผู้บริหารต่างเป็นมืออาชีพ ไม่มีคนนามสกุลอัศวโภคินเป็นผู้บริหารธนาคาร นอกจากนี้การดำเนินงานของธนาคารยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) “นายอนันต์ไม่มีหุ้นและไม่ได้ถือแอล เอช ไฟแนนซ์เชียล แม้แต่หุ้นเดียว แต่ถือทางอ้อม 12% และเมื่อซีทีบีซี แบงก์เพิ่มทุนสัดส่วนจะลดเหลือแค่9%”

นายรัตน์กล่าวอีกว่า หลังซีทีบีซี แบงก์เข้ามาถือหุ้น ประธานกรรมการยังเป็นโควตาของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์และคิวเฮ้าส์ ซึ่งอยู่ระหว่างขบวนการสรรหา จากนั้นจะเสนอ ธปท.อนุมัติ ส่วนตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เป็นคนกลางที่ต้องเห็นชอบร่วมกัน ทั้งนี้ หลังซีทีบีซี แบงก์ ใส่เงินเพิ่มทุน เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือบีไอเอส จะเพิ่มเป็น 23.6% รองรับการทำธุรกิจได้อีก 5 ปี.

 

รพ.แห่ซื้อเครื่องรักษามะเร็ง รองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957883


นายสมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บิสซิเนสอะไลเม้นท์ ผู้จำหน่ายและติดตั้งชุดเครื่องมือทางการแพทย์ สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยวิธีรังสีรักษา เปิดเผยในงาน “บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน” ว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจารับงานจำหน่าย ติดตั้งเครื่องฉายรังสีรักษาโรคมะเร็งให้กับโรงพยาบาลรัฐและเอกชน 8-10 โครงการ มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท คาดรู้ผลภายในปี 60-61 เนื่องจากปัจจุบันโรงพยาบาลในไทยมีความต้องการใช้เครื่องฉายรังสีเพื่อรักษาโรคมะเร็งจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐบาล

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ 1,500 ล้านบาท จะรับรู้เป็นรายได้ปีนี้ 300 ล้านบาท จากโครงการของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ 169 ล้านบาท และจากโรงพยาบาลร้อยเอ็ด 85 ล้านบาท รวมถึงงานในกัมพูชามูลค่า 70 ล้านบาท ส่วนงานจำหน่ายและติดตั้งเครื่องรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตรอน ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มูลค่า 1,200 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ภายในระยะเวลา 40 เดือน คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้จากค่าซ่อมบำรุงเพิ่มอีก 100 ล้านบาท และมีรายได้จากการซ่อมบำรุง 200 ล้านบาทในปี 62 “งานในต่างประเทศยังคงเน้นขยายงานในกัมพูชาเป็นหลัก เพราะมีความต้องการใช้เครื่องมือแพทย์เพื่อการรักษาโรคมะเร็งค่อนข้างสูง เนื่องจากเครื่องมือรักษาโรคมะเร็งในโรงพยาบาลที่กัมพูชามีน้อย ทำให้จำเป็นต้องซื้อเครื่องมือใหม่ทดแทน”.

 

ตั้งทีมงานป้องกันความเสี่ยง หอการค้าแนะสมาชิกทำประกันค่าเงินลดผลกระทบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957878


นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้หารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่ง ธปท.ได้แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน (เฮดจ์จิ้ง ฟันด์) ให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ค่าเงินผันผวนมาก พบว่าผู้ประกอบการไทยทำประกันความเสี่ยงค่าเงินไม่ถึง 30% ของธุรกิจทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กแทบไม่ทำเลย “หอการค้าไทย ตั้งคณะกรรมการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินขึ้นมา เพื่อคอยดูแลสมาชิกที่เป็นกลุ่มขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ช่วยเช็กลิสต์ความเสี่ยงให้ว่าต้องกระจายความเสี่ยงอะไรบ้าง เพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินที่ผันผวน โดยค่าเงินบาทมีอยู่ 2 อย่างไม่แข็งค่าก็อ่อนค่า ขอแค่ให้ล้อตามค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งเป็นพอ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งออก ไม่ใช่แค่ค่าเงินเท่านั้น และเชื่อว่า ธปท.พร้อมที่จะดูแล ขณะที่ผู้ประกอบการต้องปรับประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นและผลิตสินค้าตรงตามความ ต้องการของตลาด”

นายกลินท์กล่าวต่อว่า หอการค้าไทยได้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรเปิดตัวโครงการ “ไทยเท่ ทั่วไทย” เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในภูมิภาค สร้างอัตลักษณ์เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น ปั้นผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีศักยภาพในท้องถิ่นให้เกิดขึ้น โดยตั้งเป้าผลักดันให้เครือข่ายสมาชิกหอการค้าไทยที่มีอยู่กว่า 100,000 รายทั่วประเทศ เข้าโครงการไทยเท่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งหรือ 50,000 ราย ภายใน 2 ปี คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจ 10-20% โดยโครงการนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมและโดดเด่นในการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (กลุ่มพร้อมเท่) และกลุ่มที่อยู่ระหว่างการพัฒนา (กำลังเท่) ใน 4 หมวดคือ กิน ใช้ ทำและเที่ยว “ไทยเท่ออกมาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ สอดคล้องกับนโยบาย เทรด แอนเซอร์วิส 4.0 ของหอการค้าไทย วางโรดแม็ปเป้าหมายไว้ว่า ในอนาคตไทยจะสามารถส่งออกสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมได้เหมือนที่เกาหลีใต้ทำได้”.

 

บิ๊กตู่ไม่เล่นตามกระแส เก้าอี้“นิตินัย”เหนียว จบปัญหา“คิงเพาเวอร์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957877


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว แต่ได้อนุญาตให้สื่อมวลชนส่งคำถามและจะตอบผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ (LINE) ของกลุ่มสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล

โดย 1 ใน 11 ข้อคำถามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบกลับมาผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ คือกรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหรือ สปท. ส่งผลการศึกษาและมีข้อเสนอแนะ รวมทั้งเสนอให้ปลดคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย (AOT) และ ยกเลิกสัญญากับบริษัท คิงเพาเวอร์ ผู้ประกอบการสินค้าปลอดภาษี ในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอของ สปท.มีความคืบหน้าอย่างไร รวมทั้งได้สั่งการอะไรเพิ่มเติมและจะได้ข้อสรุปในเรื่องนี้เมื่อไร โดยนายกรัฐมนตรี ตอบว่า “ปลดเรื่องอะไร การสอบสวนและกฎหมายว่าอย่างไร แจ้งความกันหรือยัง ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่รัฐบาลจะเอาเรื่องที่มีกระแสมาทำโดยไม่มีที่มา หลักฐานการทุจริต ผู้เสียหาย กระบวนการยุติธรรมว่าอย่างไร”

ด้านนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวชี้แจงประเด็นที่มีการนำเสนอข่าว บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด ไม่ปฏิบัติตามสัญญาในเรื่องการติดตั้ง POS หรือระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายสินค้าปลอดอากร ว่า ทอท.มีระบบ POS เพื่อรับรู้รายการขายของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด มาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการ โดยระบบ POS ดังกล่าวเป็นระบบที่เชื่อถือได้โดยไม่สามารถแก้ไขข้อมูลรายการได้ และ ทอท.สามารถตรวจสอบข้อมูลการขายย้อนหลังได้ นอกจากนี้ข้อมูลการขายก็เป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่กรมสรรพากรใช้ในการตรวจสอบการชำระภาษีของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด

ซึ่งระบบ POS ดำเนินการจัดหาโดยบริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Airport Information and Management Systems ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตามสัญญาลงวันที่ 4 พ.ย.46 โดยเดิมทีการจัดหาระบบ POS ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงว่าจะนำไปใช้ในกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในรูปแบบสัมปทานต้นแบบ (master concessionair) เนื่องจากในขณะนั้น บทม.ยังไม่ทราบแนวทางในการให้สิทธิการดำเนินกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร สนามบินสุวรรณภูมิ ว่าจะเป็นรูปแบบใด จึงจัดหาระบบ POS โดยอ้างอิงกับรูปแบบร้านค้าที่สนามบินดอนเมืองในขณะนั้น ซึ่งเป็นร้านค้าทั่วไป ระบบ POS ดังกล่าวจึงมีระบบการทำงานขั้นพื้นฐานเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถรองรับการขายแบบมีโปรโมชั่นและระบบสมาชิกของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัดได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการและผู้บริหาร ทอท.ในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้โดยเร่งให้ดำเนินการติดตั้งระบบ POS แบบ Online Real-time มาโดยตลอด ซึ่งในขณะนี้ได้มีการติดตั้งครบทุกท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท.เรียบร้อยแล้ว โดยสนามบินดอนเมืองเริ่มใช้ในเดือนเมษายน 2559 และสนามบินสุวรรณภูมิเริ่มใช้ในเดือนพฤษภาคม 2559 สำหรับสนามบินภูเก็ต สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ เริ่มใช้ในเดือนกันยายน 2559 และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับรายงานยอดขายสินค้าปลอดอากรของกรมศุลกากรพบว่า เมื่อข้อมูลอยู่ในบรรทัดฐานเดียวกัน จำนวนยอดขายถูกต้องตรงกันทุกประการ.

 

ชู“สักการะ 8 เทพ”จุดพลุท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957875


นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) เปิดเผยว่า หลังจากสมาคมได้จับมือร่วมกับพันธมิตรในการสร้างทางเดินเชื่อม หรือราชประสงค์สกายวอล์ก เพื่อเชื่อมสถานประกอบการ 18 แห่งในย่านราชประสงค์แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ล่าสุดได้ร่วมกับการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกับการเดินสักการะมหาเทพ 8 พระองค์ภายใน 30 นาที เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในย่านราชประสงค์ให้มีความคึกคักมากขึ้น

ทั้งนี้ หลังจากประชาสัมพันธ์กิจกรรมดังกล่าวสมาคมมั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเอเชียเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นจีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ และส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในย่านราชประสงค์เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% จาก 6 แสนคนต่อวัน ซึ่งในจำนวนนักท่องเที่ยวดังกล่าวมีการใช้จ่ายเงินไปกับร้านค้า ร้านอาหารภายในย่านไม่ต่ำกว่า 40-50% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยถึงแนวทางการทำธุรกิจของบริษัทว่าได้วางงบไว้กว่า 800 ล้านบาททั้งการจัดอีเวนต์และทำโปรโมชั่นลดราคาสินค้า เพื่อปลุกกำลังซื้อผู้บริโภคและกระตุ้นยอดรายได้สิ้นปีให้เข้าเป้า “ยอมรับว่าที่ผ่านมาลูกค้าคุ้นเคย เริ่มชิน และรอคอยกับการลดราคาสินค้าไปแล้ว ดังนั้นปีนี้บริษัทจึงอัดโปรโมชั่นขนาดใหญ่ที่มีผลตอบรับดีจากกลุ่มลูกค้าของเดอะมอลล์กรุ๊ป และลดเหลือเดือนละ 1 ครั้ง หรือประมาณ 12 ครั้งต่อปี จากเดิม 20 ครั้งต่อปี พร้อมรุกจัดอีเวนต์มากกว่า 300 งาน ซึ่ง 5 เดือนแรกของปีนี้ใช้งบจัดอีเวนต์และทำโปรโมชั่นไปแล้ว 40% และจะใช้หนักในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในครึ่งปีหลังนั้น คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 4-5% ส่งผลต่อการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีก ทำให้เกิดความคึกคักในการจับจ่ายใช้สอยและธุรกิจท่องเที่ยวให้มีความแข็งแกร่งขึ้น.