อวสานช่อง 3 อนาล็อก ผุดหน่วยธุรกิจช่อง 33-28-13 สู้ศึกดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957873


นายประชุม มาลีนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของช่อง 3เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ทั้งหมด โดยในส่วนของช่อง 3 อนาล็อก หรือบริษัท บางกอก เอนเตอร์เทนเมนท์นั้น จะถูกลดบทบาทลงก่อนสิ้นสุดอายุสัมปทานที่ได้รับจากบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในอีก 2 ปีข้างหน้า

“ต่อไปบางกอก เอนเตอร์เทนเมนท์ ก็คงจะไม่มีหรือกลายเป็นบริษัท บนกระดาษไป ซึ่งขณะนี้เราได้ทยอยแจ้งพนักงานแล้ว แต่ไม่มีนโยบายให้พนักงานออกอย่างแน่นอน เราจะแบ่งธุรกิจทีวีทั้งหมด (ในนามบริษัท บางกอก เอนเตอร์เทนเมนท์เดิม) ออกเป็นหน่วยธุรกิจ (Business Unit) แทน อยู่ภายใต้บีอีซีเวิลด์ทั้งหมด หน่วยธุรกิจใหม่จะประกอบด้วยช่องดิจิทัล ประกอบด้วย ช่อง 33, ช่อง 28, ช่อง 13 และอีก 2 หน่วยธุรกิจเพิ่มเติม ได้แก่ หน่วยธุรกิจโซเชียลมีเดีย และหน่วยธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์รายการ ซึ่งจะเป็นการนำรายการของบีอีซีไปสร้างรายได้ต่อไป”

นายประชุมกล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ชมโดยละเอียด เพื่อจัดกลุ่มผู้ชม (Segmentation) และกำหนดกลุ่มเป้าหมายของแต่ละช่องให้ลึกกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ผิวเผิน เพื่อให้เดินหน้าทำรายการหรือคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของตน ซึ่งจะช่วยด้านการขายโฆษณาด้วย การทำเช่นนี้จะทำให้กำหนด KPI (Key Perfomance Index) เพื่อการวัดผลงานได้อย่างชัดเจน แต่ละช่องแข่งกันตอบสนองผู้ชมและลูกค้าของตัวเอง และจะทำให้เรากลายเป็นบริษัทบันเทิงครบวงจร ไม่ใช่เป็นแค่ช่องทีวีเหมือนเดิม “ต้องยอมรับว่าเมื่อก่อน เราแข่งกับช่อง 7 เป็นหลัก เปรียบเหมือนกับชกมวย เราชกแบบรู้จักคู่ต่อสู้ดี แต่ตอนนี้ต้องเรียกว่าเป็นมวยหมู่ แข่งกับนักมวยหลากหลาย เรามีคู่แข่งเพิ่มขึ้น 400% เข้าชกพร้อมๆกัน เราก็ต้องปรับ ไม่ปรับอยู่ไม่ได้แน่”

สำหรับคู่แข่งในปัจจุบัน บีอีซีเวิลด์ยังคงมองไปที่ช่อง 7 เป็นหลัก นอกจากนั้นเป็นช่องเวิร์คพ้อยท์ ซึ่งทำรายการวาไรตี้ได้ดี ช่องวันซึ่งทำละครได้ดี และช่องโมโนซึ่งมีลิขสิทธิ์หนัง ซีรีส์ต่างประเทศในมือเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากจะพูดจริงๆแล้ว บีอีซีเวิลด์มีรายการที่คู่แข่งมีทั้งหมด แต่จุดแข็งจะอยู่ที่ละครและข่าว ซึ่งก็ยังต้องยึดคุณภาพตรงนี้เอาไว้ ขณะที่จะเสริมด้านรายการวาไรตี้ให้มากขึ้น

นอกจากนั้น ในปีนี้ยังจะเป็นปีที่บีอีซีเวิลด์ลงทุนด้านเทคโนโลยีมากเป็นพิเศษ โดยล่าสุดได้ออกหุ้นกู้มูลค่า 3,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการลงทุนต่อเนื่อง โดยหวังยกระดับพื้นฐานด้านไอที ตอบสนองการผลิตคอนเทนต์รองรับแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ทั้งผ่านหน้าจอ ซึ่งมีทั้งจอทีวี จอแท็บเล็ต จอมือถือ รวมทั้งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียด้วย เนื่องจากพฤติกรรมของคนดูเปลี่ยนแปลงไป

“ผมไม่คิดว่าเราประมูลช่องมามากเกินไป แน่นอนค่าใช้จ่ายอาจจะหนัก แต่ ณ ตอนนั้นที่เราประมูล เราต้องการช่องเพิ่ม เพราะไม่มีเวลาให้กับรายการที่ดีๆ ตอนนี้ทางออกของเราก็คือกำหนดเป้าหมายของช่องให้ชัดเจน เหมือนในต่างประเทศเขามีกันหลายร้อยช่อง ก็ยังอยู่กันได้ เพียงแต่ต้องโฟกัสให้ชัด”

นายประชุมยังกล่าวอีกว่า บีอีซีเวิลด์ยังมีแผนที่จะเปิดตัวแอพพลิเคชั่นทีวีใหม่หรือ OTT (Over The Top) เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างเฟซบุ๊กและยูทูบด้วย.

 

รัฐไฟเขียวปรับโครงสร้างแบงก์อิสลาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957868


แยกหนี้เสียไม่ใช่มุสลิมกว่า 5 หมื่นล้านออก

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอขออนุมัติปรับโครงสร้างทางการเงินของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมามีตัวเลขหนี้เสียในส่วนที่ไม่ใช่ลูกค้ามุสลิมมูลค่า 50,251 ล้านบาท หรือประมาณ 50% จากสินทรัพย์ทั้งหมดประมาณ 100,000 ล้านบาท ขณะที่มีมูลค่าตามบัญชีสุทธิ 22,987 ล้านบาท ดังนั้นจึงต้องปรับโครงสร้างธนาคารให้อยู่ต่อได้ ไม่เช่นนั้นผลขาดทุนสะสมในปัจจุบันจะมากเกินไป โดยอยู่ที่ 28,278 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนของทุน (BIS Ratio) ติดลบที่ 30.64% จากปกติควรอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 8.5% ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย

“แผนการฟื้นฟู คือ การปรับโครงสร้างทางการเงิน ด้วยการโอนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในส่วนที่ไม่ใช่ลูกค้ามุสลิมไปยังบริษัท บริหารสินทรัพย์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด (IAM) และลดทุนเหลือหุ้นละ 0.01 บาท โดยปัจจุบันผู้ถือหุ้นหลัก คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย จากนั้นจะโอนเงินสำรองตามกฎหมาย 473 ล้านบาท และเพิ่มทุน 18,100 ล้านบาท”

ทั้งนี้ เมื่อลดทุน ล้างขาดทุนสะสม และเพิ่มทุนเสร็จแล้ว ก็จะปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อไม่ให้มีปัญหาซ้ำรอยเดิม ซึ่งเป้าหมายต้องการเพิ่มรายได้ โดยการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ามุสลิมและขยายสินเชื่อให้ลูกค้าขนาดใหญ่ที่มีวงเงินมากกว่า 200 ล้านบาท และหน่วยงานภาครัฐรัฐวิสาหกิจ รวมถึงควบคุมค่าใช้จ่ายพนักงาน ลดจำนวนสาขาที่ไม่มีศักยภาพลง ซึ่งจะประหยัดได้สาขาละ 50 ล้านบาท อนาคตคาดว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต้องไม่เกิน 6% ของหนี้รวม “สาเหตุที่โอนเฉพาะสินเชื่อที่ไม่ใช่มุสลิม เพราะหลักการของศาสนาอิสลามสิน ต้องเป็นไปตามกฎหมายชารีอะห์”.

 

อึ้ง!4เขื่อนน้ำใช้การต่ำเกณฑ์ กรมฝนหลวงปรับทัพรับฤดูฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957863


นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ฝนตกค่อนข้างกระจายตัวดีและบางพื้นที่มีฝนตกหนัก ทำให้สถานการณ์น้ำเพื่อการเกษตรมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยขณะนี้มี 4 เขื่อนที่น้ำใช้ต่ำกว่าเกณฑ์ คือ ภาคเหนือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 24% และเขื่อนแม่กวง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 11% ภาคตะวันตก ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 17% และเขื่อนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 17% กรมฝนหลวงฯจึงได้ปรับแผนการปฏิบัติภารกิจในภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้สอดรับกับช่วงฤดูฝน

สำหรับภาคเหนือ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ จะปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนแม่กวง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.60 ส่วนภาคกลาง ยังคงหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำให้กับเขื่อนลำตะคอง “ส่วนศูนย์หรือหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงบางภูมิภาคที่มีการปิดหน่วยปฏิบัติการนั้น เป็นการปิดชั่วคราวเพื่อเติมน้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย”.

 

มาแล้ว!สายเหลือง-ชมพู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957860


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนและร่างสัญญาสัมปทานโครงการถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 34.5 กม. วงเงิน 54,000 ล้านบาท และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม. วงเงิน 52,000 ล้านบาท ที่มีผู้ชนะการประมูลคือ BSR Joint Venture ประกอบด้วยบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมกับอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีในลักษณะการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีไม่เกิน 5 ปี คาดว่าจะลงนามในสัญญาได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้ เปิดใช้งานในปี 63

ส่วนข้อเสนอเพิ่มเติมที่บีทีเอส กรุ๊ป ได้เสนอที่จะต่อเชื่อมสายสีชมพู โดยเชื่อมจากถนนแจ้งวัฒนะเข้าไปยังเมืองทองธานี ระยะทาง 2.8 กม., ส่วนสายสีเหลือง จากสถานีลาดพร้าว MRT ไปเชื่อมกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวบริเวณแยกรัชโยธิน ระยะทาง 2.6 กม. นั้น ส่วนเชื่อมต่อดังกล่าวไม่ได้อยู่ในกรอบมติ ครม.ที่อนุมัติไว้ แต่ในร่างประกาศเชิญชวนให้ยื่นข้อเสนออื่นๆได้ ดังนั้น จะไม่มีการนำข้อเสนอดังกล่าวใส่ไว้ในแนบท้ายสัญญา แต่จะเขียนไว้ในภาพกว้างๆในสัญญาหลัก ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องศึกษาความเหมาะสมของโครงการ และดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2556

ด้านนายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รองผู้ว่าการ รฟม. ในฐานะรักษาการผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า การดำเนินการส่วนต่อขยายทั้ง 2 โครงการนี้ กำหนดกรอบว่าจะต้องจัดทำรายละเอียดตามขั้นตอนและเสนอขออนุมัติจาก ครม.ภายใน 3 ปี 3 เดือน หากไม่ดำเนินการถือว่าเป็นการยกเลิกข้อเสนอนี้ไป.

 

ธปท.เล็งยกเครื่อง“จรรยาบรรณ”แบงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957858


“วิรไท”ขอเอกชนฟื้นเศรษฐกิจ “ปัญญาประดิษฐ์”ขึ้นแท่นผู้บริหาร

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถา เรื่อง “คณะกรรมการบริษัทกับการขับเคลื่อนประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ว่า จากบทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่สถาบันการเงินและบริษัทหลายแห่งต้องปิดตัวลง เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ทำให้ภาคเอกชนตระหนักถึงความจำเป็นในการยกระดับบรรษัทภิบาล หรือธรรมาภิบาลให้ดีขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีกว่าที่ผ่านมา สะท้อนว่าเราสามารถทนทานความผันผวน และแรงปะทะได้ดีระดับหนึ่ง แต่เรายังต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และเตรียมพร้อมเปลี่ยนแปลงสู่โลกยุคใหม่ เพราะในโลกอีกไม่กี่ปีเราอาจจะเห็นการตั้ง Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นคณะกรรมการบริษัท เพราะเชื่อว่าจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าคน ขณะที่ธนาคารทางอินเตอร์เน็ตจะเข้ามาแทนสาขาธนาคารพาณิชย์ อีคอมเมิร์ซเข้ามาแทนศูนย์การค้า สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาแทนสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ และเชื่อว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงในอัตราเร่งที่เร็วและรุนแรงมากใน 3-5 ปีข้างหน้า

“คำถามสำคัญคือ ในปัจจุบันคนกลุ่มใดที่มีพลังและมีศักยภาพช่วยยกระดับคุณภาพสังคมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งผมมองว่าภาคธุรกิจจะทำหน้าที่นี้ได้อย่างดี หลายธุรกิจมีความสามารถทัดเทียมกับคู่แข่งในระดับโลก โดยทำหน้าที่สำคัญใน 3 ข้อ 1.ภาคธุรกิจควรตอบโจทย์ของสังคมไปพร้อมกับการขยายธุรกิจ รวมถึงการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาประเทศ 2.ช่วยเพิ่มผลิตภาพของประเทศ เพื่อลดศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลงและรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเป็นฐานการสร้างนวัตกรรม การวิจัยและการพัฒนา (R&D) 3.ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อดูแลการเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต”

นายวิรไทกล่าวต่อว่า ในขณะนี้ ธปท. และคณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์ไทยได้ร่วมมือกันปรับปรุง “จรรยาบรรณของธนาคารพาณิชย์” ให้ทันสมัยเท่าทันกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป เท่าทันกับความคาดหวังของลูกค้าและการทำธุรกิจสมัยใหม่ โดยหลายเรื่องจะเป็นเรื่องที่ประชาชนมีข้อกังขาหรือประสบปัญหาอยู่ เช่น การเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่ต้องตรงกับความต้องการของลูกค้า การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การเงินอย่างตรงไปตรงมา การรักษาข้อมูลลูกค้าเป็นความลับ การจัดการเรื่องร้องเรียนของลูกค้าด้วยขั้นตอนที่ชัดเจนและเหมาะสม รวมถึงตกลงที่จะไม่ร่วมกันกำหนดราคาการให้บริการอย่างไม่เป็นธรรม โดยคาดว่าจรรยาบรรณดังกล่าวจะออกได้ในไม่กี่เดือนนี้.

ครม.นำร่องระดมทุน 2 ทางด่วน “บิ๊กตู่” เล็งขาย “ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์” รายย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957855


ครม.กดปุ่มเดินหน้าระดมทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ประเดิม 2 โครงการ สร้างทางด่วนของ กทพ. 44,819 ล้านบาท “ประยุทธ์” ย้ำให้ขายหน่วยลงทุนให้ประชาชนรายย่อยก่อน อย่าให้ซ้ำรอยแปรรูป ปตท.

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) เป็นการระดมทุนอันแรกนี้เป็นของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ซึ่ง กทพ.จะนำรายได้ในอนาคตที่ได้จากการจัดเก็บค่าผ่านทางของ 2 เส้นทางคือ โครงการทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) และโครงการทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) มาระดมทุน ซึ่งทั้ง 2 โครงการมีรายได้เข้ามาเป็นประจำอยู่แล้ว โดยจะโอนรายได้ในอนาคต 45% จากทั้ง 2 โครงการในระยะเวลา 30 ปี มาใส่ไว้ในกองทุน

ขณะที่เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปสร้างทางด่วนใหม่ 2 เส้นทาง รวม 44,819 ล้านบาท ได้แก่ โครงการทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันตก วงเงิน 30,437 ล้านบาท และโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N 2 และอีสต์-เวสต์ คอร์ริดอร์ด้านตะวันออก เริ่มต้นจากหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรไปทาง ถ.เกษตรนวมินทร์ไปบรรจบกับวงแหวนตะวันออกวงเงิน 14,382 ล้านบาท ทั้งนี้ จุดประสงค์ของโครงการที่ระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานฯ ก็เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนของงบประมาณของรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานรวมวงเงิน 2.3 ล้านล้านบาท แต่การรักษาวินัยการเงินการคลังกำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ไม่เกิน 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งทำให้มีเพดานให้กู้เงินได้อีก 2.6 ล้านล้านบาทเท่านั้น

“ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำในที่ประชุม ครม.ว่า กองทุนที่ออกมาครั้งนี้จะต้องให้ประชาชนได้มีส่วนได้ซื้อกองทุน เพราะว่ากองทุนนี้จะมีผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากในปัจจุบัน อย่าให้ซ้ำรอยกับการแปรรูป ปตท.ในอดีตที่คนซื้อหุ้นส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารทั้งหลาย ฉะนั้นกองทุนนี้ขอให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ซื้อก่อน”

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แค่กระทรวงคมนาคมกระทรวงเดียวก็มีวงเงินสำหรับโครงสร้างพื้นฐานกว่า 2.3 ล้านล้านบาท และในแผนปฏิบัติการของกระทรวงคมนาคม มีบางโครงการได้ระบุไว้ชัดเจนว่า สามารถใช้แหล่งเงินจากแหล่งใหม่ หรือไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ได้ โดยให้ กทพ.มานำร่องใน 2 โครงการ ซึ่งถือเป็นการเดินหน้าอย่างชัดเจนของกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์

“โครงการทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N 2 วงเงินรวม 44,819 ล้านบาท ถ้าไม่มีกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ก็ต้องไปแย่งเงินงบประมาณ หรือไม่ก็ต้องไปแย่งเงินกู้กับโครงการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ เช่น นำเงินไปสร้างโรงพยาบาล หรือจะใช้เงินของ กทพ.เองก็ต้องรอไปอีก 6-7 ปี แต่ประเทศรอไม่ได้ จึงต้องมีแหล่งระดมทุนอันใหม่ของประเทศไทยเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีมากเพราะดอกเบี้ยของทั้งภูมิภาคและทั้งโลกก็ไม่ได้สูงมาก”

ทั้งนี้ การคืนเงินต้น และผลตอบแทนที่จะได้ กทพ.จะนำรายได้ส่วนหนึ่งในอนาคตของ 2 เส้นทางคือโครงการทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) และโครงการทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) มาเป็นแหล่งระดมทุน นอกจากนั้น กระทรวงการคลังยังตั้งใจไว้ว่า จะใช้เกณฑ์ของ กลต.คือให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นรายย่อยซื้อหุ้นก่อน และเพื่อให้เกิดความมั่นใจกับผู้ลงทุน ทางกระทรวงการคลังได้ถือหน่วยลงทุนวงเงิน 1,000 ล้านบาท ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติวงเงินเพิ่มอีก 9,000 ล้านบาท รวมเป็น 10,000 ล้านบาท เพื่อให้เห็นว่าเป็นกองทุนที่รัฐบาลเข้ามาถือหุ้นด้วย ไม่ใช่มีแต่เอกชนอย่างเดียว

ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์มีต้นทุนดอกเบี้ยที่ 8% แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการที่รัฐบาลค้ำประกันจะอยู่ที่ 3% นั้น ขอชี้แจงว่า คนที่จะมาลงทุนในกองทุนนี้จะได้รับผลตอบแทนจากรายได้จากค่าผ่านทางในอนาคต โดยการใช้การแปลงมูลค่ารายได้ในอนาคตมาเป็นมูลค่าในปัจจุบัน และตามเกณฑ์ของ กลต.กำหนดว่า จะให้ผู้ประเมินอิสระเป็นผู้ประเมินว่า จะใช้อัตราส่วนลดในการแปลงค่ารายได้ หรือดิสเคาต์เรต ว่าอยู่ที่เท่าไหร่ เช่น ถ้าตามสมมติฐานใช้ดิสเคาต์เรตที่ 8% แต่ผลตอบแทนที่แท้จริงอาจจะไม่ใช่ 8% ขึ้นอยู่กับความต้องการของนักลงทุน ที่จะมาประเมินรายได้ที่แน่นอน หรือมีความเสี่ยงขนาดไหน ซึ่งอาจจะมีผลตอบแทนที่ 6% โดยคาดว่าจะนำออกขายให้ผู้ที่สนใจได้ไม่เกินไตรมาส 3 ปีนี้ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป.

 

หอการค้าไทย ปั้นโครงการ ‘ไทยเท่’ เพิ่มมูลค่าสินค้าบริการด้วยวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ค. 2560 21:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957680


หอการค้าไทย เดินหน้าปั้นสมาชิก 5 หมื่นรายเข้าโครงการ ‘ไทยเท่’ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ โดยใช้วัฒนธรรม ภายใน 2 ปี คาดช่วยเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจ 10-20%

นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรเปิดตัวโครงการ ไทยเท่ ทั่วไทย เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในภูมิภาค สร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทำให้ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังเป็นการปั้นผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีศักยภาพในท้องถิ่นให้เกิดขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เครือข่ายสมาชิกหอการค้าไทยที่มีอยู่กว่า 100,000 รายทั่วประเทศ เข้าสู่โครงการไทยเท่ อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง หรือราว 50,000 ราย ภายใน 2 ปี ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ 10-20%

ทั้งนี้ โครงการนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการของไทยจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมและโดดเด่นในการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (กลุ่มพร้อมเท่) และกลุ่มที่อยู่ระหว่างการพัฒนา (กำลังเท่) ใน 4 หมวดคือ กิน ใช้ ทำ และเที่ยว สมัครเข้าร่วมโครงการ และจะประกาศผลในช่วงเดือนส.ค.และต.ค.นี้ ซึ่งผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสในการขายด้วยการเปิดตลาดใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งยังได้รับคำแนะนำในการพัฒนาสินค้าสร้างความแข็งแกร่งด้านดีไซน์ และแบรนด์ด้วย

“โครงการไทยเท่ออกมาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกับนโยบาย เทรด แอนด์เซอร์วิส 4.0 ของหอการค้าไทย ซึ่งดำเนินการโดยผ่านโครงการไทยเท่ ทั่วไทย ในแนวคิด 2 ด้านคือทั้งดีมานด์และซัพพลาย โดยวางโรดแม็ปเป้าหมายไว้ว่า ในอนาคตไทยจะสามารถส่งออกสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมได้เหมือนที่เกาหลีใต้ทำ”

นายกลินท์ กล่าวว่า วัฒนธรรมไทยเป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์และคุณค่า โดยเฉพาะวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนในแต่ละพื้นที่ สามารถสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการไทยหลายรายนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาต่อยอดสร้างสรรค์ให้เกิดสินค้าและบริการเท่ๆ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เช่น เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 จ.กาญจนบุรี สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม ซึ่งได้จำลองเมืองไทยในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้มีประสบการณ์แต่งกายชุดไทย ห่มสไบ ใช้เงินโบราณ ภายใต้บรรยากาศบ้านเรือนและร้านค้าในอดีต

 

พาณิชย์ แจงโลกโซเชียลมั่วแชร์ ข้อมูลบริษัทเลิกกิจการปี 57 ไม่ถูกต้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ค. 2560 20:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957527


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกโรงชี้แจง หลังโลกโซเชียลแชร์มั่ว ปี 57 เกิดรัฐประหาร ทำยอดจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ลดลง และยอดเลิกกิจการเพิ่มอื้อ ยันข้อเท็จจริงปี 57 ยอดตั้งใหม่ลดลง เหตุปี 56 มีการตั้งธุรกิจรองรับโควตาสลาก และทำธุรกิจวิทยุกระจายเสียงเป็นจำนวนมาก แต่ปี 58-60 ตั้งบริษัทใหม่เพิ่มตามเศรษฐกิจฟื้น ส่วนยอดจดเลิก ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจค้าสลาก หลังคุมเข้มการจดทะเบียน ย้ำไม่มีอะไรผิดปกติ

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ว่า ในปี 57 ที่เกิดรัฐประหาร มีจำนวนผู้จดทะเบียนธุรกิจลดลง และตัวเลขการเลิกกิจการกลับเพิ่มขึ้นว่า ขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริงตามที่มีการแชร์กัน โดยในปี 57 ในช่วงก่อนรัฐประหาร อาจทำให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการมีความกังวล และเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หลังเกิดรัฐประหารแล้ว การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยทั้งปี 57 มีนิติบุคคลจัดตั้งทั้งสิ้น 59,468 ราย ลดลง 7,834 ราย เมื่อเทียบกับปี 56 ที่มีจำนวน 67,302 ราย หรือลดลง 12%

ทั้งนี้ สาเหตุที่การจดทะเบียนจัดตั้งในปี 57 ลดลง เพราะปี 56 มีการจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุดในรอบ 7 ปี หรือตั้งแต่ปี 50-56 เนื่องจากมีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจค้าสลาก เพื่อขอรับโควตาการจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาลสูงถึง 5,124 ราย หรือคิดเป็น 8% ของนิติบุคคลที่จัดตั้งในปี 56 และมีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจวิทยุกระจายเสียงตามมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งกำหนดให้ผู้ดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงต้องจดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคล ส่งผลให้มีการจดทะเบียนในส่วนนี้สูงถึง 1,843 ราย คิดเป็น 3% ของนิติบุคคลที่จัดตั้งในปี 56

อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ เริ่มปรับตัวดีขึ้นเมื่อสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น และความเชื่อมั่นฟื้นตัว โดยในปี 58 มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ 60,147 ราย เพิ่มขึ้น 679 ราย หรือเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับปี 57 ซึ่งมีจำนวน 59,468 ราย ในขณะที่ ปี 59 มี 64,288 ราย เพิ่มขึ้น 4,141 ราย หรือเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปี 58 ซึ่งมีจำนวน 60,147 ราย และในช่วง 4 เดือนของปี 60 (เดือน ม.ค.-เม.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่แล้ว 23,585 ราย เพิ่มขึ้น 2,075 ราย หรือเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 59 ซึ่งมีจำนวน 21,510 ราย

สำหรับ จำนวนกิจการที่จดทะเบียนเลิก พบว่ามีจำนวนน้อยกว่าจำนวนกิจการที่จัดตั้งใหม่มาก และสถิติการจดทะเบียนเลิกกิจการตั้งแต่ ปี 57-60 เฉลี่ยต่อเดือนมีปริมาณใกล้เคียงกัน คือ ปี 57 มีการจดทะเบียนเลิก 18,968 ราย เพิ่มขึ้น 1,533 ราย หรือเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปี 56 ซึ่งมีจำนวน 17,435 ราย, ปี 58 จดทะเบียนเลิก 22,576 ราย เพิ่มขึ้น 3,608 ราย หรือ 19 เมื่อเทียบกับปี 57 ซึ่งมีจำนวน 18,968 ราย ในขณะที่ ปี 59 เลิก 20,938 ราย ลดลง 1,638 ราย หรือลดลง 7% เมื่อเทียบกับปี 58 ซึ่งมีจำนวน 22,576 ราย และในช่วง 4 เดือนของปี 60 เลิกแล้ว 3,859 ราย ลดลง 612 ราย หรือลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 59 ซึ่งมีจำนวน 4,471 ราย

“การจดทะเบียนเลิกกิจการเป็นวัฏจักรของการประกอบธุรกิจ โดยปีใดที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งจำนวนมาก จะมีการจดทะเบียนเลิกกิจการมากด้วย โดยธุรกิจที่จดทะเบียนเลิกกิจการระหว่างปี 57-60 ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจค้าสลาก โดยมีการจดทะเบียนเลิกในปี 57 จำนวน 2,498 ราย ปี 58 จำนวน 3,924 ราย ปี 59 จำนวน 2,250 ราย และ ปี 4 เดือนแรกปี 60 จำนวน 496 ราย เพราะกรมฯ ได้เข้มงวด และตรวจสอบการจดทะเบียนจัดตั้ง และยังมีการยกเลิกโควตาสลากของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ทำให้ธุรกิจค้าสลากเลิกกิจการเพิ่มขึ้น”

 

แนะผู้ประกอบการไทย ทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน หลังบาทแข็ง ดอลลาร์อ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ค. 2560 18:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957497


หอการค้าไทย แนะผู้ประกอบการไทยทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน หลังค่าเงินผันผวนหนัก พร้อมตั้งคณะกรรมการป้องกันความเสี่ยงช่วยเช็กลิสต์สมาชิก

นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่ง ธปท.ได้แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedge Funds) ให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ค่าเงินผันผวนมาก ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการไทยทำประกันความเสี่ยงค่าเงินไม่ถึง 30% ของธุรกิจทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กแทบไม่ทำเลย

“หอการค้าไทย ตั้งคณะกรรมการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินขึ้นมา เพื่อคอยดูแลสมาชิกที่เป็นกลุ่มขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) เพื่อช่วยเช็กลิสต์ความเสี่ยงให้ว่า ควรต้องกระจายความเสี่ยงอะไรบ้าง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากค่าเงินที่ผันผวน”

สำหรับ ค่าเงินบาทมีอยู่ 2 อย่าง ไม่แข็งค่าก็อ่อนค่า ขอแค่ให้ค่าเงินบาทล้อตามค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งเป็นพอ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อการส่งออก ไม่ใช่แค่ค่าเงินเท่านั้น และเชื่อว่า ธปท. พร้อมที่จะดูแลค่าเงิน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องปรับประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น และผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด

บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะแบ่งพอร์ตลุย หุ้นเอเชีย ทองคำ รับดอลลาร์อ่อนค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ค. 2560 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/957485


บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะชะลอลงทุนตลาดหุ้นอินเดีย ทยอยลงทุนตลาดหุ้นเอเชีย และสินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นในช่วงขาลง จากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองในหลายประเทศ

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยถึง ภาพรวมการลงทุนในสัปดาห์นี้ ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นเอเชียโดยรวม จากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเร่งตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนประเทศในกลุ่มเอเชียซึ่งเน้นการส่งออก ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ไว้แล้ว ทำให้แรงกดดันต่อตลาดหุ้นเอเชียลดลง

นอกจากนี้ ยังคงแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมตลาดหุ้นที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง เช่น สหรัฐอเมริกา จากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และความเป็นไปได้ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดบ้าง โดยการปรับตัวลงของตลาดถือเป็นโอกาสให้ทยอยสะสม เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบริษัทมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น นอกจากนี้ มีโอกาสเป็นไปได้น้อยที่ทรัมป์จะโดนปลด เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ในสภาคองเกรสมาจากพรรคการเมืองเดียวกับทรัมป์

ขณะที่ ตลาดหุ้นยุโรปเองนั้นประเด็นเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ลดลงไปพอสมควร โดยดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจยุโรปยังคงชี้ถึงการขยายตัวได้ดี ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ส่งผลให้การบริโภคครัวเรือนและความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการบริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม เรายังแนะนำให้ชะลอการลงทุนในหุ้นอินเดีย เนื่องจากราคาของตลาดอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยตัวเองในอดีต และเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาคทำให้โอกาสที่ตลาดจะปรับขึ้นมีจำกัด ขณะที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีในระดับสูง ทำให้ความเสี่ยงขาลงของตลาดมีสูงหากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นออกมา

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลง จากความตึงเครียดและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าปัจจัยที่จะกดดันราคาทองคำ เช่น การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเฟดขึ้นดอกเบี้ยไว้ระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ดอลลาร์ขาดปัจจัยหนุนให้แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วน น้ำมันแนะนำให้ชะลอการลงทุนหลังจากผลการประชุมของกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC เป็นไปตามตลาดคาดการณ์ ทำให้ราคาน้ำมันขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น นอกจากนี้ราคาน้ำมันอาจถูกกดดันจากการปรับเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ