‘อาคม’ ย้ำ บินไทยไร้ผลกระทบ หากไม่เพิ่มทุนนกแอร์ ยันไม่ทิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 18:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951465


“รมว.คมนาคม” ย้ำ ไม่มีผลกระทบ หากการบินไทยไม่เพิ่มทุนนกแอร์ ชี้ อาจต้องหาพันธมิตรร่วมทุนใหม่ ยืนยันไม่ได้ทิ้ง อนาคตมีโอกาสกลับไปเจรจาซื้อหุ้น

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่คณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์นั้น นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการการบินไทย เป็นผู้พิจารณาว่าเพิ่มทุนหรือไม่ ซึ่งถ้าหากไม่เพิ่มทุน จะต้องสรรหาพันธมิตรเพื่อร่วมทุนใหม่ และเข้ามาถือหุ้นในสายการบินนกแอร์ และเชื่อว่าจะไม่กระทบการทำงานของการบินไทย เนื่องจากการบินไทย มีแผนยุทธศาตร์การทำธุรกิจของตนเองอยู่แล้ว ทั้งการทำตลาดการบินในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ การบินไทย ยังมีสายการบินไทยสมายล์ ส่วนสายการบินนกแอร์ การบินไทยยังคงถือหุ้นอยู่ ไม่ได้ทิ้ง แต่ผลดำเนินงานของการบินไทย จะดีขึ้นหรือไม่จากการลดสัดส่วนการถือหุ้น ต้องดูว่ามีส่วนแบ่งตลาดอย่างไร หากผลประกอบการยังคงขาดทุนต่อเนื่อง ส่วนแบ่งรายได้ก็อาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

นายอาคม กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานในภาพรวม ซึ่งในอนาคตมีโอกาสที่การบินไทย จะเข้าไปเจรจาซื้อหุ้นกับสายการบินนกแอร์เพิ่มเติมอีกครั้งได้ โดยการขายหุ้นเพิ่มทุนของนกแอร์ครั้งนี้ ส่งผลให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น นกแอร์ จะต้องจัดทำแผนการบริหารและแก้ไขปัญหาฐานะทางการเงินใหม่ โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบการบริหารงานภายใน

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับบวก 1.46 ดัชนีอยู่ที่ 1,566.15 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 17:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951455


หุ้นไทยปิดตลาดปรับขึ้น 1.46 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,566.15 จุด มูลค่าซื้อขาย 39,943.89 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 24 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่าย พบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น 1.46 จุด เปลี่ยนแปลง 0.09% มูลค่าการซื้อขาย 39,943.89 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,567.92 จุด และต่ำสุดที่ 1,563.49 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน).

 

‘นีโอ’ จับมือพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน ลุยขับเคลื่อน ‘Thailand 4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951355


“นีโอ” จับมือพันธมิตรภาครัฐ-เอกชนคับคั่ง ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย “Thailand 4.0” เดินหน้าจัดใหญ่งานแสดงธุรกิจบริการด้านอีคอมเมิร์ซครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “e-Biz Expo Asia 2017” พร้อมโชว์ศักยภาพสู่ฮับ อี-คอมเมิร์ซ “แห่งภูมิภาคอาเซียน”

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.60 บริษัท เอ็น.ซี.ซี.เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด หรือ นีโอ ผู้จัดงานนิทรรศการรายใหญ่ของไทย รุกตลาดจัดงานนิทรรศการธุรกิจบริการด้านอีคอมเมิร์ซ ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในการใช้อีคอมเมิร์ซต่อยอดธุรกิจ เดินหน้าจัดงานรวมบริการและเทคโนโลยีด้านอีคอมเมิร์ซครบวงจร e-Biz Expo Asia 2017 เป็นปีที่ 3 ขานรับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้ธีม GATEWAY TO ASEAN E-COMMERCE & DIGITAL BUSINESS “เปิดประตูสู่อาเซียนด้วยอีคอมเมิร์ซและดิจิทัล” ระหว่างวันที่ 15-17 มิถุนายน 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือ การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการ สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลซึ่งเป็นหัวใจหลัก ทำให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม Value-Based Economy โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

โดยงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน), สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และภาคเอกชน อาทิ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), Ready Planet, SCG Packaging, Lalamove, Texca, Aramex, Everex, Leo Self Storage เป็นต้น

ทั้งนี้ภายในงานจะได้พบกับผู้ให้บริการธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย ที่รวมพลังกันมานำเสนอโซลูชั่นส์และบริการเพื่อธุรกิจของคุณอย่างครบวงจร กว่า 115 บริษัท จาก 5 หัวใจสำคัญในธุรกิจออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ กับ 5 โซนธุรกิจ 1) e-Commerce Show 2) e-Payment Show 3) e-Logistic Show 4) Digital Marketing และ5) Cross-Border e-Commerce นอกจากนี้ ยังมีงานสัมมนาทางด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซโดยกูรูชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ไปรษณีย์ไทย, ธนาคารกรงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), LINE, Facebook, Youtube, Google, Amazon, Aliexpress, Paypal เป็นต้น การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) รวมไปถึงโอกาสในการพบปะกับผู้คนแนวหน้าในวงการธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 13,000 คน

ด้าน น.ส.บุษยา ประกอบทอง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นีโอฯ เปิดเผยว่า e-Biz Expo 2016 ที่จัดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้รับความร่วมมืออย่างดีทั้งจากภาครัฐและเอกชนในการร่วมสนับสนุนผู้ประกอบชาวไทย รวมถึงได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 11,000 คน เกิดมูลค่าซื้อขายภายในงานกว่า 170 ล้านบาท โดยคาดว่าปีนี้มูลค่าซื้อขายภายในงานเพิ่มขึ้นอีก 10% คิดเป็นมูลค่ากว่า 187 ล้านบาท และ ปีนี้ภายในงาน e-Biz Expo Asia 2017 จะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลาง e-Commerce ของภูมิภาคอาเซียน GATEWAY TO ASEAN E-COMMERCE & DIGITAL BUSINESS มุ่งเน้นการเปิดมุมมองทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการทำการค้าออนไลน์แบบไร้พรมแดน (Cross Border e-Commerce) โอกาสของ SMEs ไทยในยุคดิจิทัลสู่ตลาดโลก โดยมีการเชิญผู้ให้บริการ Service Provider ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการประกอบธุรกิจ ให้ผู้ประกอบการไทยที่สนใจสามารถใช้เทคโนโลยีด้าน e-commerce ใหม่ที่นำมาจัดแสดงในงาน

ภายในงาน e-Biz Expo Asia 2017 พบกับ 5 โซนธุรกิจที่รวบรวมผู้ให้บริการด้าน e-Commerce ชั้นนำ E-Commerce Show-e Market Place ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อให้คำแนะนำและคำปรึกษาการวางแผนธุรกิจอีคอมเมิร์ซ รวมทั้งเป็นแพลตฟอร์มที่รองรับการค้าขายออนไลน์, E-Payment Show ครอบคลุมระบบความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อสร้างความมั่นใจและตอบโจทย์ทางธุรกิจของผู้ประกอบการ, E-Logistics Show ผู้ให้บริการระบบขนส่งที่สนับสนุน และรองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ให้คำปรึกษาการบริการด้านสินค้าออนไลน์ พื้นที่จัดเก็บสินค้า บริการขนส่งสินค้าและบรรจุหีบห่อ เพื่อให้การขนส่งสินค้าทำได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น, Digital Marketing การทำตลาดออนไลน์มีกูรูที่จะคอยแนะนำเทคนิคการขาย และการวางแผนการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุด และ Cross-Border e-Commerce เปิดโอกาสทางการค้าในการจับคู่เจรจาธุรกิจค้าขายข้ามพรมแดนสามารถขายสินค้าไปได้ทั่วโลก

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ปณท ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญจากการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนอีคอมเมิร์ซ จากชุมชนทั่วประเทศผ่านบริการ “Prompt Post” การฝากส่งล่วงหน้าจากบ้านหรือร้านค้า โดยใช้ช่องทางร้านค้าในชุมชนเป็นจุดรวมของผู้ที่ต้องการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่ง ปณท จะเข้าไปให้ความรู้และคำปรึกษา เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สามารถขาย ชำระเงิน และจัดส่ง โดย “Prompt Post” ของ ปณท มีเครือข่ายสาขาของไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศกว่า 3,400 สาขา ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรไปรษณีย์ระหว่างประเทศครอบคลุมกว่า 94 ประเทศทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนและทั่วโลก ปณท จึงพร้อมรองรับและตอบสนองทุกความต้องการในการจัดส่งสิ่งของระหว่างประเทศ ทั้งในรูปแบบเอกสารและสิ่งของแบบเร่งด่วน และประหยัด เช่น บริการ EMS World บริการ Small Packet บริการ One Price Box บริการ Logispost World และบริการพัสดุไปรษณีย์ทั้งภาคพื้นและทางอากาศเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการทุกระดับ

นางสมร กล่าวต่อว่า ด้วยจุดแข็งของการมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ ปณท สามารถเข้าถึงได้ทุกครัวเรือน ผ่านการให้บริการที่ทันสมัยในแต่ละขั้นตอน พร้อมทั้งมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างโอกาสทำการตลาด และคงความเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ในตลาดขนส่งอย่างยั่งยืน โดย ปณท พร้อมที่จะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการนำสินค้าจากทุกชุมชน ทุกหมู่บ้านของประเทศไทยไปสู่ตลาดโลก และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเป็นผู้นำในการทำ E-Commerce ของภูมิภาคอาเซียน

ขณะที่ นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรุงศรี สนับสนุนการให้ความรู้ทั้งด้านเทคโนโลยีการเงินและด้านธุรกิจแก่ผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนทั่วไป เพื่อร่วมผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 และได้นำนวัตกรรมทางการเงินเพื่อธุรกิจมาให้ผู้เข้าร่วมงาน e-Biz Expo Asia 2017 ได้เรียนรู้และทดลองใช้ อาทิ Krungsri Biz Online บริการธุรกรรมออนไลน์สำหรับธุรกิจ Krungsri Biz Mobile Application แอปพลิเคชันที่จะช่วยให้ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวทางการเงิน Krungsri Biz Payment Gateway บริการรับชำระค่าสินค้าและบริการ เพื่อรองรับผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรือบริการ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่โดยเฉพาะ เช่น Krungsri Supply Chain Dealer Financing ผ่านทาง e-Payment, Krungsri Host-to-Host หรือ Krungsri e-Fund Registrar เป็นต้น อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นพิเศษ อาทิ โอนฟรีจนถึงกลางปี 2561 เมื่อสมัครพร้อมเพย์นิติบุคคลกับกรุงศรี และรับเครื่องรับชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยบัตรเครดิตและบัตรเดบิต (EDC) ฟรี เมื่อผู้ประกอบการสมัครขอใช้บริการที่บูธกรุงศรี

นอกจากนี้ ภายในงาน กรุงศรียังได้เชิญกูรูมาร่วมให้ความรู้และเล่าถึงประสบการณ์ทั้งในเรื่องของดิจิทัลเทรนด์ เครื่องมือดิจิทัลและการเลือกใช้ให้ถูกสื่อ การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Payment) และความสำคัญของ IOT (Internet of Things) รวมไปถึงความสำคัญของการออกแบบบรรจุภัณฑ์ในการขายสินค้าออนไลน์ และการถ่ายภาพสินค้าออนไลน์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการธุรกิจได้

 


ขับเคลื่อนข้าวไทยยุคใหม่ ด้วยนวัตกรรม อวดโฉมผลิตภัณฑ์ล่าสุดใน Thailand Rice Convention 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 24 พ.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951193


ในขณะที่ทุกภาคส่วนกำลังเร่งดำเนินงานเต็มสูบเพื่อผลักดันประเทศไปสู่ Thailand 4.0 งานตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาล กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ก็เดินหน้ายกระดับและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวไทย อย่างต่อเนื่อง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-based Economy)

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ หน่วยงานซึ่งมีภารกิจหลักในการส่งเสริมสินค้าข้าวและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ของไทยสู่ตลาดโลก เปิดเผยว่า สถานการณ์การค้าข้าวของไทยในปัจจุบันเป็นไปในทิศทางที่ดี ทั้งในด้านปริมาณและราคา โดยหลายประเทศเริ่มกลับมาสั่งซื้อข้าวจากไทยเพิ่มมากขึ้น อาทิ อิหร่านซึ่งหายไปนานมาก และ ฮ่องกงที่เคยหันไปสั่งซื้อข้าวประเทศอื่น ส่งผลให้ไทยสามารถดึงส่วนแบ่งการตลาดกลับคืนมาได้ร้อยละ 60-70 จากที่ลดลงไปเหลือเพียงร้อยละ 30 ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศ ยังมุ่งขยายตลาดเฉพาะ (niche market) เนื่องจากไทยมีข้าวหลากหลายสายพันธุ์ที่สามารถตอบโจทย์คนรักสุขภาพได้เป็นอย่างดี

นอกจากข้าวหอมมะลิไทยซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลกแล้ว ประเทศไทยยังเต็มไปด้วยพันธุ์ข้าวคุณภาพอีกมากมาย ทั้งข้าวกลุ่มที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) หรือข้าว GI รวมถึงข้าวคุณลักษณะพิเศษ (Specialty Rice) หลายสายพันธุ์ซึ่งมีคุณสมบัติที่สามารถตอบโจทย์ตลาดเฉพาะได้ดี ข้าวไทยยังเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในบรรดาธัญพืชที่เป็น Superfood หรือสุดยอดอาหารที่ให้คุณค่าสูง มีคุณสมบัติต้านโรค ดีต่อสุขภาพ และช่วยลดอ้วน อันเป็นแนวโน้มของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในปัจจุบัน

นางดวงพร กล่าวด้วยว่า “กรมการค้าต่างประเทศกำลังเร่งขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมข้าว โดยมีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม หรือ สกน. ตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว หรือ นบข. ที่มุ่งเน้นผลักดันการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและสนับสนุนด้านการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้านวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง”

ข้าวไทยในวันนี้ได้รับการต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมจนสามารถเพิ่มมูลค่าหลายเท่าตัว เช่น พัฒนาเป็น “น้ำมันรำข้าว” น้ำมันพืชทางเลือกเพื่อสุขภาพมูลค่าสูง การผลิตแป้งสตาร์ช หรือ “แป้งดัดแปร” จากข้าว ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าจากข้าวสารกิโลกรัมละ 10 บาท เป็นแป้งข้าวดัดแปรสารพัดประโยชน์กิโลกรัมละถึง 1,000 บาท

หรือล่าสุด การคิดค้นวิจัยโดยการสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ผลิตผงสีจากรำข้าวเหนียวดำเพื่อใช้เป็นส่วนผสมผลิตภัณฑ์อาหาร อาหารเสริม และเครื่องสำอาง ผงสีจากรำข้าวนี้นับว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินอีและซีถึง 2 เท่า อีกทั้งตอบโจทย์ความต้องการสีที่ได้จากธรรมชาติ จึงไม่ประหลาดใจที่นวัตกรรมรำข้าวเหนียวดำสามารถเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบข้าวจากกิโลกรัมละ 70 บาท เป็นสารสกัดราคากิโลกรัมละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท และผลสำเร็จนี้กำลังรอการต่อยอดเพื่อนำออกสู่ตลาดโลกต่อไป

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ในวงการข้าวไทยคือ ความสำเร็จในการคิดค้นสารสกัดธรรมชาติที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจมูกข้าว หรือ “สเต็มเซลล์ข้าว” (Rice Stem Cell Extract) เซลล์ต้นกำเนิดที่มีความแข็งแรง มีฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชั่น ช่วยชะลอริ้วรอยที่เกิดจากอนุมูลอิสระ (Free Radicals) รวมถึงช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากผิว สเต็มเซลล์ข้าวจึงกลายเป็นสารตั้งต้นชั้นเลิศในการผลิตเครื่องสำอางคุณภาพสูง

นวัตกรรมใหม่ล่าสุดในอุตสาหกรรมข้าวไทยเหล่านี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้ค้าข้าว ผู้ผลิตข้าว และผู้ประกอบการนวัตกรรมจากนานาประเทศใน “Thailand Rice Convention 2017” (TRC 2017) เวทีการค้าข้าวที่ใหญ่ที่สุดเวทีหนึ่งของเอเชียและของโลก

ผู้ที่สนใจสามารถแวะมาสัมผัสผลิตภัณฑ์ข้าว ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมข้าวไทย และองค์ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมข้าวไทย ในนิทรรศการ “Rice Plus : ข้าวไทย ก้าวใหม่…ด้วยนวัตกรรม” ที่ลานอีเดน 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2560 นี้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TRC 2017คลิก www.thailandriceconvention.go.th หรือที่เฟซบุ๊ก dft2go

 

รฟม.ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณี ‘วิลาศ’ อ้างสัญญาว่าจ้างรถไฟฟ้าทับซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950977


รฟม.ชี้แจงกรณี วิลาศ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เฟซบุ๊กแสดงความเห็นเรื่อง สัญญาจ้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายรถไฟสีต่างๆ ทับซ้อนแสนล้านบาท ยืนยันความถูกทุกกระบวนการทุกต้องตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 60 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ทำหนังสือชี้แจงกรณีที่นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงความผิดปกติในการทำสัญญาว่าจ้างเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ที่ส่อผลประโยชน์ทับซ้อนเสียหายแสนล้านนั้น

ทั้งนี้ รฟม.ขอชี้แจงดังนี้ ประเด็นที่ 1 กรณีการแต่งตั้ง รศ.ดร.นพดล เพียรเวช เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในตำแหน่งกรรมการคัดเลือก (มาตรา 35) และกรรมการกำกับดูแล (มาตรา 43) แห่ง พ.ร.บ.ร่วมลงทุนฯ ปี 2556 ที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเป็นผู้จัดทำ และเป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิศวกรรมธรณีเทคนิค เป็นอาจารย์สอนหนังสือนักศึกษาปริญญาโทและเอกที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)

นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยด้านวิศวกรรมธรณีเทคนิคเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติมากมาย นอกจากนี้ยังได้รับเชิญและให้คำปรึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศไทยอยู่เสมอ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน โครงการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ โครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำขนาดใหญ่ ในลักษณะการบริการให้คำปรึกษาและเเนะนำด้านวิศกรรมเฉพาะด้านเท่านั้น ไม่ใช่เป็นที่ปรึกษาประจำของบริษัทผู้รับเหมาแต่อย่างใด

ประเด็นที่สองคือ กรณีการแต่งตั้งนายภคพงศ์ ศิริกัทรมาศ รองผู้ว่าฯ (วิศวกรรมและก่อสร้าง) เป็นประธานคัดเลือกฯ สายสีน้ำเงิน ในขณะที่สายสีชมพูและสายสีหลืองเป็นผู้ว่าการฯ (กลยุทธ์และแผน) ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยให้ รฟม. ชดเชยเงิน 290 ล้านบาท ให้ ช.การช่างนั้น

ทั้งนี้ รฟม.ขอชี้แจงว่า การแต่งตั้งประธานกรรมการคัดเลือกเอกชนฯโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ของ รฟม. เป็นการพิจารณาจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ ในอดีตจะพิจารณาแต่งตั้งรองผู้ว่าการในด้านวิศวกรรมและก่อสร้าง ด้านกลยุทธ์และแผน มาเป็นประธานสลับหมุนเวียนตามความเหมาะสม ซึ่งการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนงานระบบรถไฟฟ้าและเดินโครงการสายสีม่วงและสายสีน้ำเงินนั้น รฟม.เคยตั้งประธานกรรมการในตำแหน่งผู้ว่าด้านปฏิบัติการเเละรองผู้ว่าด้านวิศวกรรมและก่อสร้าง ซึ่งตำแหน่งงานนั้นมีภาระเกี่ยวข้องกัน

สำหรับ กรณีการสั่งงานเพิ่มเติมให้ผู้จ้างสัญญาที่ 2 ช.การช่างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย เป็นเงิน 290 ล้านบาท ทาง สตง.มีหนังสือให้ รฟม. พิจารณาทบทวนตามข้อสัญญาและข้อกฎหมาย แต่ในขณะนั้นคณะกรรมการ รฟม. ได้แต่งตั้งอนุคณะกรรมการฯ สอบข้อเท็จจริงแล้วและแจ้งผลพิจารณายืนยันความถูกต้องให้ สตง.และ ป.ป.ช.ทราบตั้งแต่ปี 2558 แล้ว

 

คดีพลิก! บขส.ย้ำไม่ใจร้ายไล่คนตาบอดลงรถ หนำซ้ำ พนง.ให้เงินติดตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 15:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951207


เจ้าตัวพร้อม บขส.ยืนยันตรงกันไม่มีกรณีไล่หนุ่มตาบอดลงจากรถโดยสารที่ตลาดวังน้อย โดยให้โดยสารฟรีเข้าหมอชิต และยังออกตั๋วให้ต่อรถไปเชียงแสน ขณะที่ พนง.ประจำรถยังมอบน้ำใจควักเงินให้ติดตัวด้วย…

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวถึงกรณีสื่อสังคมออนไลน์นำเสนอข่าวรถทัวร์ไล่ผู้โดยสารตาบอดลงจากรถที่ ตลาดวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า บขส.สอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจาก นายณัฐวัชร์ เจริญรักษ์ คนพิการตาบอด ที่ได้เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ บขส. เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา และได้บันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐานยืนยันการให้บริการของ บขส. ณ อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2

ทั้งนี้ นายณัฐวัชร์ แจ้งว่า ข่าวที่นำเสนอตนเองโดนพนักงานไล่ลงจากรถโดยสารไม่เป็นความจริง ไม่มีใครไล่ลงจากรถ แต่ตนเองเป็นผู้แจ้งความประสงค์ขอลงรถที่ อ.วังน้อยเอง โดยที่พนักงานประจำรถไม่รู้เรื่อง และเป็นความเข้าใจผิดของตนเองที่คิดว่าสามารถต่อรถโดยสารจากวังน้อยได้ ปกติตนจะนั่งรถโดยสารของ บขส.เป็นประจำเนื่องจากเป็นผู้ให้บริการเดินรถรายเดียวที่ให้สิทธิประโยชน์ลดค่าโดยสาร 50% แก่คนพิการทุกประเภท แต่การเดินทางในครั้งนี้ตนไม่มีเงินจึงโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือไปยังตำรวจ ซึ่งตำรวจจึงทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ส่งตัวขึ้นรถโดยสารเข้ามายังสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 ได้โดยสารมากับรถโดยสาร บขส. เส้นทางสระบุรี–กรุงเทพฯ พนักงานประจำรถดูแลเป็นอย่างดี และมอบเงินส่วนตัวให้ตนเองด้วย

นายณัฐวัชร์ ระบุอีกว่า เมื่อถึงสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 ได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ บขส. เพื่อขอออกบัตรโดยสารเส้นทางกรุงเทพฯ–เชียงแสน ซึ่ง บขส. ได้ออกบัตรโดยสาร เที่ยวเวลา 19.30 น. ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ข่าวที่มีการนำเสนอในสื่อต่างๆ ได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง รวมทั้งภาพลักษณ์ของ นายณัฐวัชร์ และ บขส.

 

ก.แรงงานผนึกบริษัท-มหาวิทยาลัยสร้างคนรับไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 14:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951155


กระทรวงแรงงานเดินหน้าจับมือผู้ประกอบการเอกชนและมหาวิทยาลัย 152 แห่ง สร้างกำลังแรงงานรับไทยแลนด์ 4.0 เน้นให้มีทักษะฝีมืออันเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน…

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวระหว่างเป็นประธานลงนามความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาฝีมือแรงงานสาขาเทคโนโลยีชั้นสูง ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สถานประกอบการ และมหาวิทยาลัย ว่า รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเน้นให้ความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านกำลังแรงงานให้มีทักษะฝีมือเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศจึงประสานความร่วมมือกับสถานประกอบการ และมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญทางวิชาการและสาขาเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานให้มีความรู้ความสามารถและทักษะฝีมือสูงขึ้นเป็นแรงงานที่มีคุณภาพในการรองรับการขยายตัวด้านเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งจะสอดคล้อง 8 วาระปฏิรูป กระทรวงแรงงาน

พล.อ.ศิริชัย กล่าวต่อว่า เป็นการเปิดมิติใหม่ในการเชิญสถานประกอบการ และมหาวิทยาลัยกว่า 152 แห่ง เข้าร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) กับกระทรวงแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กรอบความร่วมมือในครั้งนี้ จะมีตั้งแต่การใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น วิทยากร ครูฝึกและอาคารสถานที่ เป็นต้น ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาฝีมือแรงงานในหลักสูตรที่เกี่ยวกับสาขาเทคโนโลยีชั้นสูง โดยรองรับการพัฒนาทักษะให้แก่พนักงานของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและเป็นไปตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันตามภารกิจที่เหมาะสม กพร. จะให้การสนับสนุนเงินกู้ยืมและให้เงินช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานแก่บริษัทเพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่พนักงาน รวมทั้งส่งเสริมระบบทวิภาคีและสหกิจศึกษา ตลอดจนร่วมมือเพื่อเข้าสู่ธุรกิจ Green Jobs ด้วย เป็นงานที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจ ช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และในที่สุดจะนำไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม ให้แก่องค์กรและประเทศชาติ

“ความร่วมมือในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างมาก สถานประกอบการจะมีพนักงานที่มีความรู้ความสามารถเพิ่มมากขึ้นในสาขาเทคโนโลยีชั้นสูงและยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ด้านมหาวิทยาลัยจะสามารถจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรที่เกี่ยวกับสาขาเทคโนโลยีชั้นสูงให้แก่นักศึกษาของตนเพื่อป้อนสู่ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ โดยสาขานี้ยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากและที่สำคัญที่สุดประเทศจะได้ประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อแรงงานมีการพัฒนาทักษะฝีมือเป็นกำลังแรงงานยุคประเทศไทย 4.0 แล้ว ก็จะต่อยอดในการมีงานทำ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอนาคตต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว.

 

สินค้าตู้เย็น-ทีวีไม่เหงา อีเลคโทรลักซ์-แอลจี ส่งของใหม่ลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 13:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951060


ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเดินหน้าทำตลาดในไทยต่อเนื่อง โดยอีเลคโทรลักซ์แนะนำตู้เย็นนวัตกรรมใหม่ชูจุดขายประหยัดพลังงานได้ 37% ส่วนแอลจีลุยตลาดทีวีเปิดตัวทีวีระดับไฮเอนด์ใหม่…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรายใหญ่เดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่ในประเทศไทยต่อเนื่อง โดยอีเลคโทรลักซ์เปิดตัวตู้เย็นที่มาพร้อมระบบนูทริเฟรช อินเวอร์เตอร์ นวัตกรรมล่าสุดที่ช่วยให้ตู้เย็นประหยัดพลังงานได้ถึง 37% เก็บความสดใหม่ของผักผลไม้นานถึง 7 วัน และคงความชุ่มชื่นให้ผักผลไม้ได้ถึง 95% เมื่อเทียบกับการแช่ตู้เย็นทั่วไป นอกจากนี้ เทคโนโลยีการกระจายความเย็นรอบทิศทางแบบ 360 องศา ทำให้ทุกส่วนตู้เย็นมีอุณหภูมิความเย็นใกล้เคียงกันสม่ำเสมอ และช่วยกำจัดกลิ่น ลดแบคทีเรียได้ถึง 99.8% รับประกันคอมเพรสเซอร์นาน 10 ปี

ด้านบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำทีวีระดับไฮเอนด์ LG SUPER UHD TV รุ่น SJ850T ขนาด 65 และ 55 นิ้ว พร้อมความสามารถในการเก็บรายละเอียดของภาพได้อย่างคมชัดครบถ้วนด้วยเทคโนโลยี Multi Active HDR ที่รองรับเทคโนโลยี Dolby Vision HDR, HDR 10 และ HLG โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Nano Cell เทคโนโลยีใหม่ของหน้าจอ LED TV ที่สามารถแสดงเฉดสีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสีดำสนิท หรือ สีสันสดใส.

 

ทองไทยยังผันผวน ร่วงลง 100 รูปพรรณขาย บาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 10:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950833


ทองไทยเปิดตลาดร่วง 100 ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายบาทละ 20,950 ส่วนทองนิวยอร์ก ปิดลบเมื่อคืนนี้ 5.9 ดอลลาร์ ที่ระดับ 1,255.50 ดอลลาร์/ออนซ์…

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับร่วงลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950

ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (23 พ.ค.) จากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร และการปรับขึ้นของตลาดหุ้นนิวยอร์ก รวมถึงความแข็งแกร่งของดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนลดความต้องการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยสัญญาทองคำตลาดโคเมกซ์ ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 5.9 ดอลลาร์ หรือ 0.47% ปิดที่ระดับ 1,255.50 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

น้ำตาลมิตรผล รุกไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ เพิ่มช่องขายออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 08:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950773


น้ำตาลมิตรผล เปิดเกมรุกเข้มข้นต่อยอดกลยุทธ์ไลฟ์สไตล์แบรนด์ สู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มครบวงจรเต็มรูปแบบเข้าถึงผู้บริโภคกระตุ้นการมีส่วนร่วม พร้อมเปิดช่องขายทางออนไลน์ ชูสินค้าพิเศษ
…

น.ส.สิรินิจ โชคชัยฤทธิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์การตลาด กลุ่มธุรกิจน้ำตาล กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา น้ำตาลมิตรผลได้เริ่มจากสร้างการรับรู้ในมุมมองใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์น้ำตาล จากสินค้าบริโภคในชีวิตประจำวันสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ เป็นสิ่งที่เติมความสุขให้ชีวิตได้หลากหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่าง โดยกำลังก้าวไปอีกขั้นเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้น การสื่อสารแนวใหม่ที่มีแพลตฟอร์มและคอนเทนต์ใหม่ๆ ซึ่งมีมิติที่หลากหลายยิ่งขึ้น

นอกจากการสร้างความรับรู้ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ยังต้องสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคอย่างรอบด้าน เป็นสิ่งที่ผู้อ่านรู้สึกว่าน่าสนใจ มีประโยชน์ ให้ความรู้ ทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็น หรือนำไปแชร์ต่อ และยังมีการเปิดช่องทางการจำหน่ายแบบออนไลน์ เพื่อให้ความสะดวกสบายในการซื้อสินค้ายิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในปีนี้ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเสริมกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการเพิ่มรสชาติ ยังได้ปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สู่รูปแบบ Intelligent Packaging เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้งานน้ำตาลแต่ละชนิดได้อย่างถูกต้อง การสื่อสารการตลาด มีการพัฒนาเนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในช่องทางออนไลน์ต่างๆ นำเอาไลฟ์สไตล์ ความสนใจ ความชอบของผู้บริโภคในปัจจุบันมาสร้างเป็นเรื่องราวในการสื่อสารเพื่อให้เกิดความมีส่วนร่วม และการเปิดช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์ในระบบ E-Commerce ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคยุคใหม่เข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งช่วยประหยัดเวลา และให้ความสะดวกสบายในการซื้อสินค้ายิ่งขึ้น พร้อมสินค้าพิเศษที่จำหน่ายเฉพาะในช่องทางออนไลน์

“ปีที่แล้ว ผู้บริโภครับรู้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์น้ำตาลที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ปีนี้ ผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงมิตรผลได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมผ่านชีวิตประจำวันของตนเอง” น.ส.สิรินิจ กล่าว