ผู้จัดการกองทุน แนะลงทุนหุ้นไทยเพิ่ม พบปัจจัยบวกหนุนตลาดอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 08:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950718


บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะทยอยลงทุนในหุ้นไทย และตลาดหุ้นจีน A-Share เพิ่มหลังปัจจัยบวกทั้งราคาน้ำมัน ตัวเลขเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกมีลดลง

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยถึง ภาพรวมการลงทุนในสัปดาห์นี้ แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มการลงทุนในหุ้นไทยหลังจากตลาดปรับตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ราคา (valuation) มีความน่าสนใจ โดยตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อเนื่อง และข่าวดีจากราคาน้ำมันจะช่วยเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น และแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มการลงทุนหุ้นจีน A-Share จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและความเสี่ยงเงินทุนไหลออกลดลง

นอกจากนี้ ยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐอเมริกา จากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งซึ่งสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และความเป็นไปได้ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดบ้าง โดยการปรับตัวลงของตลาดถือเป็นโอกาสให้ทยอยสะสม เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบริษัทมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น และมีโอกาสเป็นไปได้น้อยที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะโดนปลด เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ในสภาคองเกรสมาจากพรรคการเมืองเดียวกับทรัมป์

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า แนะนำให้ทยอยสะสม หุ้นประเทศเกิดใหม่ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรปและจีน ที่ออกมาดีต่อเนื่อง สอดคล้องกับตัวเลขการส่งออกในกลุ่มประเทศเอเชียที่ขยายตัวดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการใช้จ่าย และเป็นตัวสนับสนุนผลประกอบการบริษัท

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่าปัจจัยที่จะกดดันราคาทองคำ เช่น การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเฟดขึ้นดอกเบี้ยไว้ระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ดอลลาร์ขาดปัจจัยหนุนให้แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนน้ำมันนั้น แนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสม โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มลดลงตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงหน้าร้อน ทำให้ความต้องการน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และคาดว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะตกลงต่ออายุการลดกำลังการผลิตในการประชุมช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เพื่อชดเชยกับอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตในสหรัฐฯ

 

“บิ๊กตู่” พร้อมจัด ม.44 แก้เศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950627


คสช.อนุมัติคำสั่งเพิ่มปลดล็อกลงทุนกระตุ้น“อีอีซี”

คสช.จ่อออกมาตรา 44 เร่งรัดการลงทุนในอีอีซีรอบสอง ให้บอร์ดสิ่งแวดล้อมร่นขั้นตอนการทำงานเพื่อออกอีไอเอ พร้อมให้บอร์ดอีอีซีอนุมัติ โครงการพีพีพี ฟาสต์แทร็ก ได้เลย รวมถึงการยกเว้นปฏิบัติตามกฎหมายทางเดินอากาศเรื่องคนไทยถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ นายกฯ สั่งไปแต่ละกระทรวงไปสังคายนานโยบายสำคัญหากติดขัดอะไรให้เสนอมาจ่อจัดมาตรา 44 ปลดล็อกให้ได้

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งเป็นคำสั่งครั้งที่ 2 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการจัดตั้งอีอีซีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีโครงการสำคัญที่ต้องดำเนินการ ไม่อาจรอร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. … ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญและจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 3 เดือน ทำให้จากเดิมที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือน เม.ย.นี้ขยายไปมีผลประมาณเดือน ต.ค.2560 ได้

สำหรับคำสั่ง คสช.ครั้งนี้ ประกอบด้วย 3 เรื่องคือ คำสั่งที่ 1.พิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เป็นแบบเร่งรัด (ฟาสต์แทร็ก) โดยกำหนดให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีกระบวนการทำงานแบบเร่งรัดเฉพาะโครงการสำคัญเร่งด่วนในอีอีซี โดยให้แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการเพื่อพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการหรือกิจการสำคัญและเร่งด่วนเป็นการเฉพาะ พร้อมให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษเพิ่มเติม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษให้แก่คณะกรรมการผู้ชำนาญการได้ ซึ่งผู้ที่จะมาจัดตั้งบริษัทหรือลงทุนพร้อมเสียเงินเพิ่มอยู่แล้ว ขอให้รวดเร็วทันใจ และให้ใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 1 ปี นับจากวันที่ได้รับรายงาน ทั้งนี้ กรณีที่ไม่มีผู้ชำนาญการหรือมีน้อยกว่า 3 ราย ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมอนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยที่มีประสบการณ์ทำนองเดียวกับกิจการนั้นเป็นผู้ชำนาญการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

“กระบวนการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันออกแบบไว้ใช้กับโครงการทั่วไปจึงใช้เวลานานและผู้ได้รับใบอนุญาตมีน้อย รวมทั้งการให้ผลตอบแทนกับคณะกรรมการผู้ชำนาญการค่อนข้างต่ำจึงทำให้ใช้เวลาค่อนข้างมากในการพิจารณา จึงเป็นกระบวนการที่ไม่เหมาะสมสำหรับโครงการเร่งด่วนในอีอีซี”

คำสั่งที่ 2.สำหรับกระบวนการพิจารณาการร่วมทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (พีพีพี) ซึ่งปัจจุบันใช้เวลานานมาก เพราะใช้กับโครงการทั่วไป กรณีนี้เห็นว่าแตกต่างจากโครงการสำคัญในอีอีซีที่เป็นประโยชน์สูงกับประเทศ เช่น โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือสัตหีบและท่าเรือมาบตาพุด จึงต้องกำหนดให้มีกระบวนการทำงานภายใต้ระบบพีพีพีในอีอีซี โดยใช้เฉพาะกับโครงการเร่งด่วนสำคัญ ที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้อนุมัติ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วขึ้น โดยให้รักษาเจตนารมณ์ตามพระราชบัญญัติร่วมทุนกับเอกชน แต่เพิ่มความรวดเร็ว โดยจะขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละโครงการซึ่งแตกต่างกันไป ตามกระบวนเร่งรัดกระบวนการพีพีพี ฟาสต์แทร็กของรัฐบาล จาก 15 เดือน ให้เหลือ 8-9 เดือน

คำสั่ง 3.เป็นกรณีของหน่วยซ่อมอากาศยานให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมตามลักษณะการลงทุน ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตหน่วยซ่อมต้องมีสัญชาติไทย คือ มีคนไทยถือหุ้นเกินกว่า 50% แต่กิจการหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมเครื่องบินอะไหล่ชิ้นส่วนอากาศยานนั้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีสูงและมีสิทธิบัตรสำหรับผลิตภัณฑ์นั้นๆ จึงจะไม่ยอมลงทุน โดยมีผู้ถือหุ้นอื่นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ดังนั้น จึงให้ปรับปรุงลักษณะ ของผู้รับใบรับอนุญาตการประกอบธุรกิจนี้ในอีอีซี ไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ภายหลังการประชุม คสช.ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวในที่ประชุมว่า ขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาโครงการรัฐที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น ที่เกี่ยวข้องกับระบบการขนส่ง การบริการสาธารณะ และกิจการที่เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลควรเร่งรัด ให้เกิดผลในการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ซึ่งในบางครั้งอาจจะติดขัดข้อกฎหมายหรือมีปัญหาการบูรณาการระหว่างกระทรวง จึงขอให้แก้ปัญหาเรื่องนี้โดยจัดทำข้อเสนอมาที่นายกรัฐมนตรี เพื่อที่นายกรัฐมนตรีจะนำมาพิจารณาออกมาตรา 44 เพื่อปลดล็อกปัญหาให้ได้.

 

“พาที” ดิ้นดึงจีน-สิงคโปร์สวม บินไทยหักปีก!กลับลำไม่เพิ่มทุนนกแอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950618


บอร์ดการบินไทยประชุมนัดพิเศษหักปีกไม่เพิ่มทุนนกแอร์ อ้างแผนฟื้นฟูไม่ชัดเจน ด้าน “พาที” เร่ขาย หวังดึงสิงคโปร์แอร์ไลน์และสายการบินจากจีนเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนแทน บอกพรุ่งนี้ประกาศข่าวดี!!

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์ที่การบินไทยได้รับสิทธิ์ในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนในสัดส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ที่ราคาหุ้นละ 2.40 บาท จากปัจจุบันที่การบินไทยถือหุ้นในนกแอร์ 39.2% โดยนกแอร์ได้เปิดจองให้ซื้อหุ้นเพิ่มทุน ระหว่างวันที่ 16-22 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเมื่อสิ้นสุดวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา การบินไทยได้ยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช้สิทธิ์เข้าเพิ่มทุนดังกล่าว

ซึ่งการตัดสินใจในครั้งนี้ ถือเป็นการกลับลำในโค้งสุดท้าย จากก่อนหน้านี้บอร์ดการบินไทยเคยมีมติให้เข้าเพิ่มทุนในนกแอร์มาแล้ว โดยสาเหตุที่มีการกลับมติ เป็นผลจากการเรียกประชุมบอร์ดนัดพิเศษเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา เพียงวันเดียวก่อนหมดเวลาใช้สิทธิ์เพิ่มทุน

โดยในที่ประชุมบอร์ดได้มีการถกเถียง ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน แต่ในที่สุดก็เห็นควรไม่ให้มีการซื้อหุ้นเพิ่มทุน โดยให้เหตุผลว่าแผนการปฏิรูปและบริหารงานของนกแอร์ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการขาดทุนยังขาดความชัดเจน และไม่สามารถการันตีได้ว่า หากการบินไทยลงเงินไปแล้วจะได้ ผลตอบแทนคืนกลับมาได้อย่างไร และยังมีเงื่อนไขว่า หากการบินไทยเพิ่มทุน จะต้องมีการเปลี่ยนตัวกรรมการบางคน โดยเฉพาะตัวผู้บริหารคือนายพาที สารสิน ออกจากตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้วย เพื่อหาผู้บริหารมืออาชีพ เข้ามาบริหารจัดการแทน ซึ่งนายพาทีไม่เคยมีท่าที ยินยอม ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนเพิ่มทุน เพราะเกรงว่านกแอร์จะมีผู้ร่วมทุนใหม่จากสิงคโปร์เข้ามาเป็นคู่แข่งและมีอิทธิพลในกิจการการบินของไทย และจะทำให้ทุนสิงคโปร์ได้เส้นทางการบินที่การบินไทยยกให้นกแอร์มาบินแทน และอาจจะทำให้นกแอร์และนกสกู๊ตย้ายฐานกลับไปที่สุวรรณภูมิ ซึ่งจะเข้ามาแข่งกับการบินไทยด้วย

ผู้บริหารระดับสูงในวงการการบินยังเปิดเผยด้วยว่า การพลิกมติถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจมาก นอกจากนั้นฐานะของนกแอร์ยังอยู่ในฐานะย่ำแย่ ขาดทุนติดต่อกัน 4 ปี นับตั้งแต่ปี 57 ขาดทุน 471 ล้านบาท, ปี 58 ขาดทุน 726ล้านบาท, ปี 59 ขาดทุน 2,080 ล้านบาท และปี 60 ไตรมาส 1 ขาดทุน 295.57 ล้านบาท แม้เพิ่มทุนในครั้งนี้สำเร็จ ก็ยังไม่ครอบคลุมหนี้และต้องกู้เงินเพื่อทำธุรกิจต่อด้วย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดพบว่าขณะนี้มีสายการบินต่างชาติ 2 รายได้รับการชักชวนและเสนอตัวให้เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนในส่วนของการบินไทยแทน ซึ่งเป็นสายการบินขนาดใหญ่ในเอเชีย คาดว่าจะเป็นบริษัทในกลุ่มสิงคโปร์แอร์ไลน์และสายการบินจากจีน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจารายละเอียด ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกรายใดรายหนึ่ง ขณะที่มีรายงานว่ายังมีความพยายามกดดันให้การบินไทยกลับมาใช้สิทธิ์เพิ่มทุนหลังจากนี้ด้วย

ทั้งนี้ หลังการบินไทยไม่ได้เข้ามาซื้อหุ้นใน สัดส่วนเดิมจะส่งผลให้กลุ่มจุฬางกูรขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 โดยนายณัฐพล จุฬางกูร ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 หรือ 12.08% นายทวีฉัตร จุฬางกูร ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 อีก 10.21% เมื่อรวมทั้ง 2 คน จะทำให้กลุ่มจุฬางกูรมีหุ้นในสายการบินนกแอร์ 22.29%

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายพาที โดยนาย พาทีได้ตอบกลับเป็นข้อความภาษามือว่าโอเค พร้อมแจ้งว่าให้รอความชัดเจนจากการบินไทย และวันที่ 24 พ.ค.นี้ จะมีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แต่ยืนยันว่าเป็นข่าวดีแน่นอน.

 

เร่งแก้กฎหมายประมงรับมือ”ไอยูยู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950608


นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้มีการอนุมัติในหลักการร่างพระราชกำหนดการเดินเรือ พ.ศ. … และร่างพระราชกำหนดเรือไทย พ.ศ. … และให้ถอนร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ.2481 และร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ที่ ครม. มีมติเมื่อวันที่ 7 มี.ค.2560 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยการเสนอยกร่างกฎหมายใหม่ทั้ง 2 ฉบับ ได้รวบรวมข้อเสนอการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเดิมทั้งหมด รวมกับคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 10/2558 เป็นการยกร่างเป็นกฎหมายใหม่เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณา ขั้นตอนจากนี้จะเสนอสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาและส่งกลับมา ครม.เห็นชอบก็สามารถประกาศบังคับใช้ได้ คาดว่าภายในปีนี้

ทั้งนี้ การเร่งรัดยกร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะมีผลต่อการประเมินของสหภาพยุโรปในเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งรัฐบาลคาดหวังได้รับการปลดล็อกใบเหลืองเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในการทำประมงอย่างยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการประมงของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และรองรับการตรวจประเมินขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) “ที่ผ่านมามีการแก้ไขบางประเด็น บางมาตรา แต่การยกร่างกฎหมายใหม่จะเน้นการปรับปรุงโครงสร้างของรัฐเจ้าของธง (Flag State Jurisdiction) รัฐชายฝั่ง (Coastal State Jurisdiction) และรัฐเมืองท่า (Port State Jurisdiction) ซึ่งการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ถือเป็นการพัฒนากฎหมายของประเทศให้มีความเป็นสากล และให้การประมงของไทยได้มาตรฐานของยุโรป ซึ่งมีผลต่อการส่งออกสินค้าประมงของไทยที่มีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี”

นางจิราภรณ์ จันทรศิริ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) ด้านมาตรฐานการขนส่งทางน้ำ กล่าวว่า ภายในปีนี้น่าจะประกาศบังคับใช้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว แต่อาจไม่ทันเดือน ก.ค.นี้.

 

โตโยต้า ร่วม IUCN เผยแพร่ความสำคัญ การอนุรักษ์ทางชีวภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 07:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950692


บริษัท โตโยต้าฯ จับมือองค์การระหว่างประเทศ เปิดเสวนา ส่งเสริมภาคธุรกิจเอกชน อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างความตระหนักต่อสาธารณชน ต่อวิกฤติการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต

วันที่ 23 พ.ค. 60 ที่โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท 24 นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดการเสวนา THE ROAO AHEAD : TOYOTA and THE IUCN RED LIST OF THREATENED SPECIES เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักและความเข้าใจถึงวิกฤติการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทางธรรมชาติ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เป็นการร่วมมือระหว่าง โตโยต้า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN)

สำหรับความท้าทายของโตโยต้าในครั้งนี้ คือการร่วมมือกับ IUCN ซึ่งเริ่มต้นสนับสนุนงบประมาณ ราว 41 ล้านบาท สำหรับวิเคราะห์แนวโน้มและสถานภาพการถูกคุกคามของสิ่งมีชีวิต ภายใต้โครงการ บัญชีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ดร.เจน สมาร์ท ผู้อำนวยการกลุ่มงานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและแผนงานชนิดพันธุ์ขององค์การระหว่างประเทศ เผยว่า การจัดบัญชีแดง หรือ IUCN Red List เพื่อรายงานข้อมูลถึงการคุกคามของชนิดพันธุ์ต่างๆ และกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์ความหลากหลายของชีวภาพ โดยเชื่อว่าบัญชีแดงของ IUCN จะเป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่สมบูรณ์แบบสามารถช่วยคนได้ และช่วยเหลือสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ รวมถึงสามารถดูการดำรงชีวิตของสัตว์เหล่านั้นได้

“จากการประเมินสถานภาพของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน พบกว่า 85,600 ชนิด ซึ่งถูกคุกคามมากถึง 24,300 ชนิด ประกอบด้วย ชนิดพันธุ์กลุ่มปรง 63% กลุ่มสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 42% กลุ่มไม้จำพวกสน 34% กลุ่มปะการังในเขตน้ำอุ่น 33% กลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 26% และกลุ่มสัตว์ปีก 13%”

ด้าน นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เผย หวังว่างานครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้างจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนชาวไทย

นอกจากการสนับสนุนองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแล้ว โตโยต้า ยังคงเดินหน้าเพื่อสร้างความตระหนักถึงความหลากหลายทางชีวภาพผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการ โตโยต้าเมืองสีเขียว เป็นกิจกรรมสำคัญคือจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืน ในชื่อ ชีวพนาเวศ สำหรับเผยแพร่การเรียนรู้ระบบนิเวศ รวมทั้งได้สัมผัสประสบการณ์จริงในห้องเรียนธรรมชาติ โดยมีนักเรียนเข้าเรียนรู้แล้วกว่า 15,000 คนต่อปี.

เว้นภาษีน้ำมันหล่อลื่น รัฐยอมเฉือนรายได้ปีละ 1,800 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950593


พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันที่คล้ายกัน กลุ่มที่ใช้เพื่อการผลิตอุตสาหกรรมและกลุ่มที่ใช้แล้วไปผ่านกรรมวิธีการผลิตอุตสาหกรรม ตาม พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ.2535 โดยลักษณะการดำเนินการเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม หรือการรีไซเคิล จากปกติที่ต้องจัดเก็บในอัตรา 5 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ เนื่องจากกระทรวงการคลัง ได้ศึกษาและประเมินผลจากการบริหารการจัดเก็บภาษีน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันที่คล้ายกันแล้วพบว่า มีผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมสะท้อนปัญหาว่าน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันที่คล้ายกันนั้นมีหลายวัตถุประสงค์ในการใช้ ทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาคุณสมบัติที่ต้องพิจารณาเพื่อเสียภาษี และบางชนิดก็ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต เช่น ยางสังเคราะห์ ยางรถยนต์ เทียนไข น้ำยาขัดเงา ดินน้ำมัน สิ่งประสานไม้อัด ส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ จึงมีการยกเว้นภาษีสรรพสามิตให้ “การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันที่คล้ายกัน จะส่งผลให้รายได้ของรัฐลดลง 1,867 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 20% ของรายได้จากภาษีน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันที่คล้ายกัน แต่จะส่งผลในด้านบวก คือ ลดต้นทุนในภาคอุตสาหกรรม และจัดการน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ”.

 

ครม.ผ่านหลักการตั้งกองทุนชราภาพ ปั้นฝันเพิ่มเงินผู้สูงอายุรายได้ต่ำ (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950587


 สบช่องคนรวยสละสิทธิ์ช่วยคนจน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจากเดือนละ 600-1,000 บาท ตามช่วงอายุเป็น 1,200-1,500 บาทตามช่วงอายุ ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมต่อสภาพค่าครองชีพ โดยหลักการจะนำมาจากการสละสิทธิ์ของผู้สูงอายุที่ประสงค์ไม่รับเบี้ยผู้สูงอายุเพื่อตั้งเป็นกองทุนชราภาพ แต่มีประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนในหลายเรื่อง ครม.จึงสั่งการให้กระทรวงการคลังกลับไปจัดทำรายละเอียดให้ชัดเจนอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความรอบคอบในทุกด้าน โดยเฉพาะวิธีการหาเงินมาจ่ายเพิ่มให้กับคนชราที่ยากจนและเงินที่ใช้ตั้งกองทุนที่มีจำนวนเพียงพอ


https://www.thairath.co.th/clip/129428

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังชี้แจงว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอายุเกินกว่า 60 ปี จำนวน 10.3 ล้านคน หรือ 16% ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าปี 2568 จะเพิ่มเป็น 20% โดยในจำนวนนี้มี 3.5 ล้านคน ที่เป็นผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย หรือมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี ขณะเดียวกันยังพบว่ามีผู้สูงอายุที่มีฐานะจำนวนมากยินยอมสละสิทธิ์ไม่รับเบี้ยสูงอายุ ซึ่งกระทรวงการคลังประเมินว่าหากมีผู้สละสิทธิ์เพียง 10% จะมีเงินเข้ากองทุนชราภาพได้มากถึง 4,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนออื่นๆ เช่น การสนับสนุนให้ครอบครัวมีลูกมากขึ้น โดยอาจนำค่าใช้จ่ายมาขอลดหย่อนภาษีได้ เพื่อสนับสนุนให้มีประชากรวัยทำงานมากขึ้นและลดจำนวนผู้สูงอายุลง รวมทั้งมีข้อเสนอให้มอบเหรียญหรือเกียรติบัตรต่างๆให้กับผู้สูงอายุที่สละสิทธิ์ แต่ในที่ประชุมต่างตั้งคำถามกันมาก ทั้งกรณีที่ผู้สูงอายุสละสิทธิ์ แล้วสามารถกลับมาใช้สิทธิ์เหมือนเดิมได้หรือไม่ หรือจำนวนผู้สูงอายุที่สละสิทธิ์จริงๆ มีจำนวนเท่าใด และผลจากการสละสิทธิ์ทำให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยได้รายได้เพิ่มมากขึ้นเท่าใด ดังนั้น เพื่อความชัดเจน ครม.จึงต้องการให้กระทรวงการคลังกลับไปทำตัวเลขข้อเสนอให้ชัดเจนก่อนนำกลับมาเสนอ ครม.ต่อไป.

 

ไฟเขียวแผนแม่บทอุ้มเกษตรกร “ฉัตรชัย”ขัดใจ!สั่งย้ายด่วนข้าราชการนอกฤดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950577


พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560-2564 ตามที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับแผนแม่บทฯ ไปบูรณาการร่วมกับแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560-2564) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแผนของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของประเทศมีความเชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

“ร่างแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560-2564 มีวัตถุประสงค์ คือ 1.กลุ่ม/องค์กรเกษตรกรสามารถพัฒนาดำเนินกิจกรรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและดำเนินธุรกิจอเนกประสงค์ 2.เกษตรกรยากจนที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความจนมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอแก่การเลี้ยงชีพ 3.ทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรทั่วถึงและเพียงพอ 4.เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต 5.เกษตรกรได้รับสวัสดิการการเกษตร โดยมี 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและความเข้มแข็งขององค์กร 2.การพัฒนาและคุ้มครองทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร 3.การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการรักษาเสถียรภาพด้านราคา 4.การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคเกษตรและสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการด้านกองทุนการเกษตร”

ทั้งนี้ วันเดียวกัน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้นำโผโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งถือเป็นการโยกย้ายนอกฤดูกาล เสนอ ครม.ในวาระจร โดยรายชื่อมีดังนี้ น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โยกมานั่งเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ, นายนำชัย พรหมมีชัย รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ โยกมานั่งเป็นเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.), นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โยกมานั่งรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และนางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โยกมานั่งเลขาธิการ มกอช.

 

โซเชียลสนั่น 2,500 ล้านข้อความ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950568


นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โธธ โซเชียล จำกัด ผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ เปิดเผยในงาน “Thailand Zocial Awards 2017” ว่า ในปี 2559 ประเทศไทยมีการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายโซเชียลมากถึง 2,500 ล้านข้อความ เฉลี่ย 82 ข้อความต่อวินาที ซึ่งหากมีการคัดแยกข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์ จะเกิด ประโยชน์ต่อธุรกิจมหาศาล จึงมั่นใจว่าธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูลจะมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันธุรกิจบริการข้อมูลมีราว 3-4 ราย และโธธถือเป็นรายใหญ่ที่สุดในขณะนี้ เพราะทำธุรกิจมาแล้ว 9 ปี

“ปัจจุบันโธธ มีลูกค้าที่มาใช้ข้อมูลราว 70-80 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค ธนาคาร บริษัทโทรคมนาคม รถยนต์ เป็นต้น เพราะกลุ่มสินค้าเหล่านี้ นอกจากต้องการรับรู้ยี่ห้อสินค้าของตัวเองจากรูปภาพต่างๆที่มีการโพสต์แล้ว ยังต้องการทราบความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงการบริการด้วย โดยในปีนี้จะมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นธุรกิจบันเทิง ธุรกิจท่องเที่ยวที่มีข้อมูลจำนวนมหาศาล หากใช้ให้เกิดประโยชน์ก็สามารถต่อยอดธุรกิจได้

ด้านนายพเนิน อัศววิภาส ผู้ก่อตั้งบริษัท วันบิต แมทเทอร์ ที่ปรึกษาด้านการใช้ข้อมูลบนโซเชียล กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้โซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้น โดยเฟซบุ๊กมีผู้ใช้ 47 ล้านราย เพิ่มขึ้น 15% จากปีที่ผ่านมา อินสตาแกรม 11 ล้านราย เพิ่มขึ้น 41% ทวิตเตอร์ 9 ล้านราย เพิ่มขึ้น 90% จากเดิม 3.1 ล้านราย เนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นหันไปใช้ทวิตเตอร์มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้ใหญ่หันมาใช้เฟซบุ๊กมากขึ้น ขณะที่ทวิตเตอร์ถูกใช้เป็นช่องทาง การโปรโมตรายการสดของดาราต่างประเทศ นอกจากนี้คนไทยยังหันมานิยมใช้แมสเซนเจอร์ (Messenger) กันมากขึ้นถึง 26 ล้านราย ถือเป็นอันดับ 5 ของโลก ยังไม่รวมการใช้บริการไลน์ ซึ่งมีการใช้เกิน 30 ล้านรายแล้ว.

 

สินเชื่อต่างจังหวัด-เอสเอ็มอีโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950565


น.ส.ธิดา แก้วบุตตา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสินเชื่อ เปิดเผยว่า คาดว่าช่วงที่เหลือของปีความต้องการสินเชื่อของประชาชนและธุรกิจ ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เป็นผลจากธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดเรื่องการปล่อยสินเชื่อหลังตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้เงินของประชาชนในต่างจังหวัดยังมีอยู่ตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่แรงนัก บริษัทจึงยังคงตั้งเป้าการเติบโตของการปล่อยสินเชื่อปีนี้ไว้ที่ 20-30% จากปีก่อนหน้าคิดเป็นเม็ดเงินปล่อยสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท รักษาระดับเอ็นพีแอลให้ไม่เกิน 3% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปัจจุบัน

ขณะที่การขยายกิจการไปต่างประเทศนั้น ทั้งปีคาดว่าจะมีสาขาที่เวียดนามเพิ่มเป็น 10 สาขา ที่พม่า 8 สาขา ลาว 1-2 สาขา และขยายสาขาในไทยเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีสาขาทั้งสิ้น 2,300 สาขา ตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะมีสาขาทั้งสิ้น 3,500 สาขา มีรายได้จากต่างประเทศเป็น 15-20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1-2% มีลูกค้ามาใช้ธุรกรรมทางการเงินประมาณ 2-3 ล้านราย จากปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าราว 400,000 ราย โดยกว่า 80% เป็นลูกค้าที่มีธุรกิจส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทได้เพิ่มบริการทางการเงินใหม่หลังจากเข้าซื้อบริษัท เงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) โดยได้ตั้งบริษัท เงินทุนศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะเป็นสถาบันการเงินทางเลือกภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยการปล่อยสินเชื่อหลังจากนี้จะดำเนินการภายใต้ “เงินทุนศรีสวัสดิ์” และสามารถรับเงินฝากในรูปแบบตั๋วเงินฝาก ที่ปัจจุบันให้อัตราดอกเบี้ย 1.70% สำหรับตั๋วเงินฝากอายุ 16-18 เดือน ส่วนอัตราการเติบโตของเงินฝากนั้นจะสอดคล้องไปตามความต้องการการปล่อยสินเชื่อ

สำหรับการให้บริการสินเชื่อนั้น จะมีสินเชื่อลูกค้ารายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก ซึ่งปัจจุบันบริษัทมียอดปล่อยสินเชื่อต่อรายในลูกค้ารายย่อยเฉลี่ย 7,000 บาทต่อราย สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางเฉลี่ยอยู่ที่ 100,000 บาทต่อราย ส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีปล่อยได้มากถึง 70 ล้านบาทต่อราย ส่วนการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้น ยังคงประเมินตามความเสี่ยงเป็นหลัก มั่นใจว่าอัตราดอกเบี้ยของบริษัทสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ที่เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลงมาแล้ว นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการสินเชื่อส่วนบุคคลด้วย.