3 โครงการใหญ่ที่ราชพัสดุเดินหน้าดีงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950558


“คีรี” เนรมิต “ศุลกสถาน” เป็นบูติกโฮเต็ล

นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวถึงการดำเนินการพัฒนาที่ราชพัสดุใน 3 โครงการขนาดใหญ่ว่ายังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยทั้ง 3 โครงการขนาดใหญ่บนที่ราชพัสดุ จะมีมูลค่ารวม 33,800 ล้านบาท ซึ่งจะประกอบไปด้วยโครงการพัฒนาศูนย์กลางคมนาคมบริเวณที่ดินที่เป็นสถานีขนส่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือสถานีหมอชิตเก่า, โครงการปรับปรุงอาคารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, และโครงการพัฒนาอาคารศุลกสถาน ซึ่งเป็นอาคารโบราณที่จะถูกพัฒนาเป็นบูติกโฮเต็ล

สำหรับการพัฒนาที่ดินบริเวณสถานีหมอชิตเก่า บนเนื้อที่กว่า 63 ไร่ ปัจจุบันการเจรจากรอบ การลงทุนและผลตอบแทนของรัฐตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน พ.ศ.2556 โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการตรวจร่างสัญญา โดยอัยการสูงสุดก่อนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ทั้งนี้ กรมธนารักษ์สามารถตกลงในประเด็นต่างๆที่เคยเป็นปัญหาได้แล้ว เช่น การให้บริษัท บางกอก เทอร์มินอล ผู้เป็นเจ้าของสัมปทาน สามารถนำพื้นที่ในอาคารไปให้เช่าช่วงต่อได้ สำหรับผลประโยชน์ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการใช้ประโยชน์ ในที่ดิน 550 ล้านบาท, มูลค่าตอบแทนระหว่างก่อสร้าง 509,000 บาท/เดือน, ค่าเช่าปีละ 5.35 ล้านบาท เป็นต้น ส่วนโครงการปรับปรุงศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยบริษัท เอ็นซีซี เมเนจเมนท์ แอนด์ ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด จะทำการปรับปรุงอาคารศูนย์ประชุมเดิม โดยใช้เงินลงทุน 6,000 ล้านบาท ปัจจุบันสัญญาสัมปทานอยู่ในระหว่างการตรวจร่างของอัยการสูงสุด มูลค่าผลตอบแทน 18,900 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงโรงภาษีร้อยชักสาม หรือศุลกสถาน ที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 จะถูกพัฒนาเป็นบูติกโฮเต็ล โดยบริษัท ยู ซิตี้ ของนายคีรี กาญจนพาสน์ ได้ซื้อสิทธิสัมปทานอายุ 30 ปีต่อจากบริษัท เอ็น พาร์ค และยู ซิตี้ ได้ส่งตัวแทนเข้ามาหารือเรื่องมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 900 ล้านบาท พร้อมเสนอผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท.

 

“อิชิตัน” ท้าชนเครื่องดื่มชูกำลัง กระชับพื้นที่ชาเขียวยอดขายตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950548


นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน พาวเวอร์ จำกัด ในเครืออิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เพิ่มไลน์สินค้ากลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง ภายใต้แบรนด์ “T247” เข้ามาทำตลาดเสริมทัพ บุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในรูปแบบ “ไฮบริด เอนเนอร์จี้ ดริงค์” พร้อมดื่ม 2 สูตรพร้อมกัน ได้แก่ “สูตรโสมและน้ำผึ้ง-อึด ทน” และ “สูตรคอลลาเจนและซิงค์-พลังหล่อหน้าใสทั้งแรงทั้งอร่อย” เจาะกลุ่มผู้ใช้พละกำลังทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ชาย วัยทำงานอายุ 20-30 ปี “การกระโดดเข้ามาทำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของอิชิตันครั้งนี้ เพราะเชื่อว่ายังมีโอกาสในการทำตลาดและนำเสนอความแตกต่างให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการพลังงาน แม้จะมีผู้เล่นหลักอยู่บ้าง เพราะผลิตภัณฑ์แนวไฮบริดเอนเนอร์จี้ดริงค์เป็นที่นิยมมากในประเทศแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา โดยตั้งเป้าภายในปี 60 ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลัง T247 จะสามารถสร้างรายได้แตะ 700 ล้านบาทให้กับอิชิตันกรุ๊ปแน่นอน”

นายตันกล่าวอีกว่า ในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา การอัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยภาพรวมตลาดชาเขียวพร้อมดื่มไตรมาสแรกติดลบ 12% รวมถึงอิชิตันทำตลาดเครื่องดื่มหลากหลายขนาดเกินไป จึงมีแผนนำชาเขียวขนาด 290 มิลลิลิตรออกจากตลาด โดยแนวทางการดำเนินธุรกิจจากนี้ ยังคงให้กลุ่มชาเขียวเป็นหัวหอก พร้อมสร้างพอร์ตสินค้าให้มีความสมดุลมากขึ้น โดยมีเป้าหมายออกสินค้าใหม่ต่อเนื่องปีละ 2-3ตัว.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 24/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950507


พีทีทีโออาร์จ่อเลื่อนเข้าตลาด ปตท.กระตุกลงทุนอินโดนีเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950540


นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รองกรรมการผู้จัดการหน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อดำเนินธุรกิจน้ำมันของ ปตท. คือบริษัท พีทีทีโออาร์ จำกัด (บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด) ล่าสุดมีแนวโน้มที่จะเลื่อนเสนอขายหุ้นใหม่ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ไปเป็นปี 2562 จากเดิมคาดว่าจะไอพีโอในปี 2561 เนื่องจากต้องพิจารณาเรื่องการแยกสินทรัพย์ทุกๆรายการให้รอบคอบ โดยเฉพาะต้องดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมทุนกับรัฐ (พีพีพี) ที่ต้องมีความชัดเจนทุกขั้นตอน แต่หากสามารถแยกทรัพย์สินได้เสร็จเร็วและเสร็จทันภายในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ก็มีโอกาสที่จะไอพีโอได้ในปี 2561 ตามแผนเดิมที่กำหนดไว้ ต้องติดตามสถานการณ์อีกครั้ง

สำหรับการประกอบธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียของหน่วยธุรกิจน้ำมัน ปตท.หลังมีกรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซีย ฟ้องร้องบริษัท ปตท.ผลิตและสำรวจปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.กรณีน้ำมันรั่วแหล่งมอนทารา ทำให้การลงทุนใหม่ๆของ ปตท.ในอินโดนีเซียต้องหยุดชะงักไป แต่การลงทุนเดิมของธุรกิจน้ำมันคือ การค้าน้ำมัน ยังดำเนินการต่อเพราะเป็นธุรกิจที่มีมาตรฐานควบคุมคุณภาพน้ำมันชัดเจน

ส่วนยอดขายน้ำมันของ ปตท.ไตรมาสแรกของปีนี้ เติบโต 4% เทียบกับยอดขายรวมของประเทศที่ขยายตัวเพียง 1% เพราะความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลง โดยเฉพาะตลาดภาคการท่องเที่ยว ที่แม้มีวันหยุดจำนวนมาก แต่การใช้น้ำมันเพื่อการท่องเที่ยวไม่ได้ขยายตัวตามไปด้วย รวมทั้งราคาขายปลีกในประเทศที่ทยอยปรับขึ้น ทำให้ประชาชนลดการใช้น้ำมันในระดับหนึ่ง.

 

20 ช่องทีวีดิจิตอล จ่ายค่าประมูลงวดที่ 4 แล้วกว่า 5 พันล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2560 19:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950332


กสทช.รายงาน สรุปจบวันที่ 23 พ.ค. 60 ถึงเวลา 17.00 น. มีผู้ประกอบการดิจิตอลทีวีมาจ่ายเงินค่าประมูลใบอนุญาตงวดที่ 4 แล้ว 20 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,179.014 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2560 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันนี้ (วันที่ 23 พ.ค. 2560) มีผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลทีวีเข้ามาชำระค่าประมูลทีวีดิจิตอล งวดที่ 4 แล้ว เป็นจำนวน 20 ราย รวมเป็นจำนวนเงินที่นำมาชำระทั้งสิ้น 5,179.014 ล้านบาท โดยเป็นผู้ประกอบการที่มายื่นชำระในวันนี้ ได้แก่

1.บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ช่อง 3HD ชำระจำนวน 296.925 ล้านบาท 2.บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่อง PPTV HD ชำระจำนวน 289.435 ล้านบาท 3.บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ช่อง 7HD ชำระจำนวน 559.610 ล้านบาท 4.บริษัท ทริปเปิลวี บรอดคาสท์ จำกัด ช่องไทยรัฐทีวี ชำระจำนวน 278.735 ล้านบาท 5.บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ช่อง MCOT HD ชำระจำนวน 276.595 ล้านบาท 6.บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด ช่อง Amarin TV HD ชำระจำนวน 274.455 ล้านบาท 7.บริษัท จีเอ็มเอ็ม วัน ทีวี จำกัด หรือ จีเอ็มเอ็ม เอชดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด เดิม ช่อง ONE HD ชำระจำนวน 274.455 ล้านบาท 8.บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่อง Workpoint TV ชำระจำนวน 463.310 ล้านบาท 9.บริษัท ทรู ดีทีที จำกัด ช่อง True4U ชำระจำนวน 454.750 ล้านบาท 10.บริษัท จี.เอ็ม.เอ็ม. เอสดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด ช่อง GMM Channel ชำระจำนวน 224.700 ล้านบาท

11.บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ช่อง 3SD ชำระจำนวน 223.095 ล้านบาท 12.บริษัท อาร์ เอส เทเลวิชั่น จำกัด ช่อง 8 ชำระจำนวน 222.025 ล้านบาท 13.บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด ช่อง MONO29 ชำระจำนวน 220.420 ล้านบาท 14.บริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด ช่อง NOW ชำระจำนวน 215.070 ล้านบาท 15.บริษัท เอ็นบีซี เน็คซ์วิชั่น จำกัด ช่อง Nation TV ชำระจำนวน 131.396 ล้านบาท 16.บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด ช่อง Voice TV ชำระจำนวน 130.540 ล้านบาท 17.บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด ช่องสปริงนิวส์ ชำระจำนวน 258.512 ล้านบาท 18.บริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) จำกัด ช่อง TNN24 ชำระจำนวน 258.084 ล้านบาท 19.บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ช่อง 3 Family ชำระจำนวน 63.772 ล้านบาท 20.บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ช่อง MCOT Kid ชำระจำนวน 63.130 ล้านบาท

สำหรับบริษัท ไบรท์ ทีวี จำกัด ช่องไบรท์ทีวี ขณะนี้เจ้าหน้าได้มารอที่สำนักการคลังสำนักงาน กสทช. แล้ว รอเช็คซึ่งกำลังเดินทางมา ส่วนบริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด ช่อง New TV ได้ประสานมายังสำนักงาน กสทช. ว่าจะนำมาชำระในวันพรุ่งนี้ (24 พ.ค.).

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย พุ่งขึ้น 6.96 ดัชนีอยู่ที่ 1,564 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950292


หุ้นไทยปิดตลาดปรับขึ้น 6.96 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,564.69 จุด มูลค่าซื้อขาย 41,869.49 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 23 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น 6.96 จุด เปลี่ยนแปลง 0.45% มูลค่าการซื้อขาย 41,869.49 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,565.61 จุด และต่ำสุดที่ 1,558.07 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)3.บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 5.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

 

ผลสำรวจชี้ 2 ปี ยังคุมราคาสลากไม่สำเร็จ คอหวยยังต้องจ่ายแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2560 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950178


จากการสำรวจปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ผลชี้ยังคุมราคาสลากไม่สำเร็จ คอหวยยังต้องจ่ายแพง พบในวัด-ที่ท่องเที่ยว-ร้านอาหารขายเกินราคามากสุด พุ่งใบละ 150 ขณะที่ผู้ซื้อ 46% ไม่ได้ใส่ใจซื้อเพื่อช่วยคนขาย แต่ 1 ใน 3 จำใจควักกระเป๋าจ่ายเพราะไม่มีทางเลือก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ 23 พ.ค. 60 ที่โรงแรมแมนดาริน มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลาก ร่วมกับ เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน และศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ จัดเสวนาหัวข้อ “2 ปีแก้ปัญหาสลาก 80 บาท ก้าวให้พ้นหวยออนไลน์” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นต่อการทำงานของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลช่วงสองปีที่ผ่านมา นายธน หาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ กล่าวว่า จากการสำรวจปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา งวดวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา

หลังจากที่สำนักงานสลากฯ ได้พิมพ์สลากเพิ่มเป็น 71 ล้านฉบับ พบว่า แม้ประชาชนหาซื้อสลากฯได้ในราคา 80 บาท แต่โดยภาพรวมแล้วพบการขายสลากเกินราคาในทุกที่ เฉลี่ยอยู่ที่ 81.23 บาท โดยสถานที่ขายเกินราคาสูงที่สุด 3 แหล่งคือ ร้านอาหาร เฉลี่ยใบละ 85.26 บาท รองลงมา คือวัดหรือศาสนสถาน ใบละ 85.04 บาท และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ใบละ 84.69 บาท โดยราคาสูงสุดที่มีการจำหน่ายตามแหล่งต่างๆ อยู่ที่ 100-120 บาท ยกเว้นที่วัดหรือศาสนสถานพบว่าราคาสูงสุดถึงใบละ 150 บาทเลยทีเดียว

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่พบคือ การจำหน่ายสลากแบบรวมชุด ซึ่งพบว่าขายอยู่ที่ใบละ 100 บาท และสูงสุดอยู่ที่ใบละ 150 บาท ทั้งนี้เมื่อถามถึงเหตุผลในการซื้อสลากเกินราคา พบว่า ผู้ซื้อ 46% ระบุว่า ไม่ได้ใส่ใจที่ต้องซื้อสลากแพงและยอมซื้อแพงเพื่อช่วยคนขาย ขณะที่ร้อยละ 39.5 ตอบว่า ไม่มีทางเลือก และร้อยละ 14 รู้สึกว่าถูกโกงจากการต้องซื้อสลากแพง

นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดการพนัน กล่าวว่า ปัจจุบันสลากฯได้ครองแชมป์การพนันอันดับหนึ่ง แซงหวยใต้ดินแล้ว เป็นความสำเร็จในการแก้ปัญหาสลากเกินราคา ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของคอพนัน ถึงสลากฯจะขายดีแต่หวยใต้ดินก็ไม่ได้หมดไป และกลายเป็นว่าสลากฯกับหวยใต้ดิน มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเสี่ยงโชคของคนไทย

ส่งผลให้ทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน คนไทยไม่มีแก่ใจจะทำอะไร แม้ว่าการแก้ปัญหาของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันจะน่าชื่นชม แต่ต้องยอมรับว่าก็มีผลข้างเคียงต่อสังคม และดูเหมือนว่าจะไม่เกิดผลที่ยั่งยืน กิจการสลากควรต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าการผลิตและจำหน่ายเพียงเท่านั้น โดยการแก้ปัญหาเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างหวยออนไลน์ อาจนำมาสู่ปัญหาใหม่ เช่น จะมีการเล่นพนันเพิ่มมากขึ้น เกิดการกระทบต่อผู้ค้ารายย่อย ที่จะถูกแย่งชิงตลาด และอาจมีการนำสลากออนไลน์มาขายต่อในราคาที่แพงกว่ากฎหมายกำหนด

สำหรับกิจการสลากฯ เป็นการพนันที่มีอิทธิพลสูงต่อสังคม หากจะทำอะไรต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อปัญหาการพนันในสังคมด้วย การที่รัฐจะแก้ปัญหาโดยเพิ่มจำนวนสลากฯหรือเพิ่มผลิตภัณฑ์ โดยยึดสมมติฐานของการแข่งขันเสรีไม่ใช่วิสัยที่สมควร ตรงกันข้ามรัฐควรควบคุมสินค้า จำนวนผู้ค้า

รวมทั้งรูปแบบและวิธีการจำหน่ายต่างๆ เช่น ห้ามการรวมชุดขาย ห้ามเร่ขาย และคณะกรรมการสลากฯ ควรใช้กองทุนสลากฯเพื่อพัฒนาสังคม ทำงานเชิงรุก สร้างแคมเปญรณรงค์เพื่อแก้ปัญหาการพนัน และกิจการที่คำนึงถึงเด็กและเยาวชน ที่มุ่งสร้างการเรียนรู้เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้เห็นถึงโทษภัยของการพนัน เพราะหากยังใช้โครงสร้างแบบเดิมๆ เมื่อ คสช.จากไปสภาพปัญหาแบบเดิมๆ จะกลับมา

ด้าน ผศ.ดร.รัตพงษ์ สอนสุภาพ ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง กล่าวว่า คณะกรรมการสลากฯชุดนี้มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย จัดระเบียบได้ดีกว่าคณะกรรมการชุดที่ผ่านมา รวมทั้งกลุ่มธุรกิจสลากและผู้ค้าสลากเริ่มปรับตัวเข้าหาระบบ ทำให้ราคาสลากโดยรวมมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องสลากรวมชุด ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องหาทางแก้ต่อไป

“แม้การพิมพ์สลากเพิ่มเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เพราะโควตาองค์กร มูลนิธิ ยังคงอยู่ในระบบ แม้ว่าการทำงานของบอร์ดชุดนี้จะพยายามทลายระบบนี้ลง แต่เป้าหมายหลักของการมีสลากคือหาเงินส่งเข้ารัฐ ด้วยเหตุนี้ทำให้สำนักงานสลากฯยังต้องหาหลักประกันความเสี่ยงในการจำหน่ายสลาก ทั้งนี้ยังมีข้อกังวลใจคือความไม่แน่นอนทางการเมือง เพราะธุรกิจสลากเป็นธุรกิจที่อิงกับการเมือง ดังนั้นควร กระจายสลากอย่างเป็นธรรมไปตามโครงสร้างการค้าสลาก โดยต้องถึงมือผู้ค้าสลากรายย่อยให้มากที่สุด รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายสลากควรนำไปช่วยเหลือทางสังคม ซึ่งเป็นหลักสากลที่ต่างประเทศทำกัน และปกป้องเด็กและเยาวชนในการเข้าถึงสลากก่อนวัยอันควร”

 

เงาะจันทบุรี ราคาร่วง ‘อภิรดี’ สั่งพาณิชย์จังหวัด ช่วยเหลือแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2560 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950130


‘อภิรดี’ สั่งตรวจสอบราคาเงาะจันทบุรี หลังพบราคาตกต่ำ เผยเหตุฝนตกชุก ทำให้เก็บเงาะไม่ได้ จึงมากระจุกตัวในช่วงนี้ แต่ได้แก้ไขปัญหาจนราคาเป็นปกติแล้ว

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน และพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ติดตามสถานการณ์เงาะในจังหวัดจันทบุรี เพื่อแก้ไขปัญหาราคาเงาะตกต่ำ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า ราคาเงาะที่ลดลง เป็นเพราะต้นสัปดาห์ก่อนฝนตกหนัก ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่ต่อมากลางสัปดาห์สามารถเก็บได้ ปริมาณเงาะจึงกระจุกตัว และส่งผลให้ราคาลดลง แต่จากการติดตามและประสานงานเชื่อมโยงให้มีการซื้อขาย ทำให้ราคาเงาะปรับตัวดีขึ้นแล้ว และตลาดค้าขายเข้าสู่ภาวะปกติ โดยราคาหน้าสวนปรับขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 25-26 บาท

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ร่วมกับหน่วยงานราชการ และเอกชนในจังหวัดจันทบุรี เช่น ประธานหอการค้าจังหวัด ประธาน Bizclub เตรียมแผนการกระจายเงาะ ทั้งในประเทศและส่งไปกัมพูชาและเวียดนาม โดย Bizclub ซึ่งเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ในพื้นที่ จะเป็นแกนหลักในการหาตลาด รวมทั้งประสานกับ Bizclub ที่มีอยู่ทั้งใน 77 จังหวัด เพื่อตั้งเป็น Bizshop รองรับผลผลิตส่วนเกิน และมีแผนการขยายตลาดไปตลาดอื่นๆ อีก เช่น อินเดีย และตะวันออกกลาง

ขณะเดียวกัน ยังได้ผลักดันให้เกษตรกรทยอยเก็บเกี่ยว ไม่ให้เก็บเกี่ยวพร้อมกัน เพื่อให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดสมดุลกับความต้องการ และส่งเสริมให้นำเงาะไปแปรรูป โดยใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วย ซึ่งล่าสุดได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สนับสนุนนำผลงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น เทคโนโลยีการคว้านเมล็ดเงาะ ศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์จากเปลือกเงาะ และน้ำตาลสกัดจากเงาะ เป็นต้น เมื่อผลิตออกมาได้แล้ว กระทรวงฯ ก็จะช่วยหาตลาดรองรับให้ต่อไป

ส่วน การจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย กระทรวงฯ ได้ร่วมกับจังหวัดจันทบุรี จัดงานมหานครผลไม้ 2017 ระหว่างวันที่ 3–11 มิ.ย.60 ณ ศูนย์ราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี โดยได้เชิญผู้ค้าจาก 13 ประเทศ รวม 150 ราย เข้าร่วม และยังจัดให้มีตลาดเฉพาะสินค้าผลไม้ (Magnet Market) ในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่มาก เพื่อให้ได้บริโภคบุฟเฟ่ต์ผลไม้ ซึ่งมีแผนเปิดตลาด 6 แห่ง เปิดแล้ว 1 แห่ง ณ ศูนย์การค้า Think Park เชียงใหม่ และจะทยอยเปิดอีก 5 แห่ง ได้แก่ ศูนย์การค้าจังซีลอนจังหวัดภูเก็ต, ศูนย์การค้ามาบุญครอง กรุงเทพฯ, ตลาดเนินสูงจังหวัดจันทบุรี, ตลาดอุดรเมืองทองจังหวัดอุดรธานี และตลาดน้ำคลองแห จังหวัดสงขลา

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานการณ์ผลิตและจำหน่ายเงาะ พบว่า เนื่องจากมีฝนตกในช่วงก่อนหน้า ทำให้เงาะสุกมีปริมาณสะสมมากขึ้น ประกอบกับในช่วงนี้ปริมาณเงาะยังออกสู่ตลาดไม่มาก มีตลาดเปิดซื้อ-ขายเงาะน้อย ทำให้มีเงาะจากจังหวัดระยอง และตราด เข้ามาจำหน่ายในตลาดผลไม้หนองคล้าด้วย ส่งผลให้มีปริมาณเงาะในตลาดผลไม้หนองคล้าเกินความต้องการ แต่ขณะนี้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยราคาเงาะโรงเรียนที่ตลาดผลไม้หนองคล้า ราคาขายส่งกิโลกรัมละ 25 บาท ราคาขายปลีกกิโลกรัมละ 30 บาท

(รูปจากแฟ้ม)

 

รฟม. ย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัย คุมเข้มภายในและพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2560 16:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950107


ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังและเพิ่มมาตรการ ดูแลความปลอดภัยของสถานที่สำคัญ หลังเกิดเหตุระเบิดรพ.พระมงกุฎฯ ทางรฟม.ดำเนินการเฝ้าระวังสถานการณ์และเพิ่มความเข้มงวด ทั้งภายในและพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า วอนประชาชนหากพบเห็นสิ่งผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทันที

วันที่ 23 พ.ค. 60 นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) รักษาการแทน ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เผยว่าภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 60 รฟม. ได้เน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งภายในสถานีรถไฟฟ้า ขบวนรถไฟฟ้า และบริเวณรอบพื้นที่สถานีรถไฟฟ้า

รวมถึงรถไฟฟ้า MRT สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) และสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนเป็นการสร้างความมั่นใจ ในการใช้บริการให้แก่ผู้โดยสาร โดยได้สั่งการให้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า MRT สายเฉลิมรัชมงคล และสายฉลองรัชธรรม

ขณะที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยของ รฟม. ดำเนินการเฝ้าระวังสถานการณ์และเพิ่มความเข้มงวด ของมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งภายในสถานีรถไฟฟ้า ขบวนรถไฟฟ้า บริเวณพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า อาคารและลานจอดรถ รวมถึงศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง ดังนี้

1. จัดวางกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. เพื่อป้องกันเหตุ โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่

2. เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสัมภาระผู้โดยสาร ทั้งผู้โดยสารที่เข้าใช้บริการภายในสถานีรถไฟฟ้า และรถยนต์ที่เข้าใช้อาคารและลานจอดรถทุกแห่ง รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจภายในท้ายกระโปรงรถยนต์ที่เข้าใช้บริการอาคารและลานจอดรถทุกแห่ง

3. เสริมกำลังเจ้าหน้าที่รักษาเขตทางเพื่อการรุกล้ำพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง

4. จัดกำลังหน่วยทำลายวัตถุระเบิด (EOD.) และสุนัข K-9 ตรวจตราและเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

5. เตรียมกำลังหน่วยกู้ภัยพร้อมอุปกรณ์ในที่ตั้งตลอด 24 ชั่วโมง

6. ตรวจตราและเฝ้าระวังสถานการณ์ด้วยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ภายในสถานีรถไฟฟ้าและบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT โปรดให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และหากพบเห็นเหตุการณ์ผิดปกติ สิ่งของต้องสงสัย หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่อยู่ในบริเวณนั้นทันที หรือโทร.แจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุ รฟม. หมายเลขโทรศัพท์ 0-2938-3666 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

แอร์พอร์ตลิงก์ สั่งเข้มรักษาความปลอดภัยหลังเกิดเหตุระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2560 15:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950058


แอร์พอร์ตลิงก์ ย้ำเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย หลังเกิดเหตุวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

วันที่ 23 พ.ค. 60 นายวิสุทธิ์ จันมณี กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทรถไฟฟ้า จำกัด (ร.ฟ.ท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เผยว่า ภายหลังจากเมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 พ.ค. 60 ได้เกิดเหตุการณ์ระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จนทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย

ทั้งนี้บริษัทฯ จึงได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ให้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งบริษัทฯได้ปฏิบัติมาโดยตลอด ในการให้บริการแก่ผู้โดยสารในระบบรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ อย่างเคร่งครัด

เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในการใช้บริการ โดยมีมาตรการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสารบริเวณสถานีรถไฟฟ้าทุกสถานี, เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลและวัตถุต้องสงสัยที่เข้าสู่ระบบรถไฟฟ้า, ประสานงานชุดสุนัขตรวจวัตถุระเบิด (K9), เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ลงพื้นที่ตรวจร่วมในระบบรถไฟฟ้า,

รวมถึงเพิ่มการตรวจใต้ท้องรถยนต์ และท้ายรถยนต์ที่จะเข้ามาในลานจอดรถสถานีรถไฟฟ้ามักกะสัน หากผู้ใดพบเห็นสิ่งผิดปกติ สิ่งของหรือบุคคลต้องสงสัยหรือไม่น่าไว้วางใจ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำสถานีโดยทันที หรือ Call Center 1690.