ถอดเคล็ดลับ ‘YP2G’ โครงการพัฒนา ‘คนเจนวาย’ ที่ปตท.คว้ารางวัลในเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2560 12:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/947033


งานวิจัยหลายๆ ชิ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับคน Generation Y หรือ Millennials เรียกกันสั้นๆ ว่า คนเจนวาย ซึ่งเกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523-2538 ลักษณะพิเศษ ของคนเจนวาย คือ เติบโตและใช้ชีวิตท่ามกลางการสื่อสารแบบดิจิทัล คนเหล่านี้มีความคิดสร้างสรรค์ ยืดหยุ่นในการทำงาน ชอบความท้าท้าย และชอบความก้าวหน้า

อย่างไรก็ตาม คนเจนวาย กำลังก้าวเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในสังคม หน่วยงาน และองค์กรต่างๆ ซึ่งหลายงานวิจัย ก็ให้ข้อมูลตรงกันว่า คนเจนวาย กำลังเป็นฟันเฟืองสำคัญในองค์กร และหน่วยงานต่างๆ ที่จะร่วมเปลี่ยนแปลง และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ กำหนดทิศทางร่วมกับคนรุ่นเก่า หรือคนระดับบนในองค์กร ด้วยบริบทเหล่านี้ จึงทำให้หลายองค์กรให้ความสำคัญกับกลุ่มคนเจนวายมากขึ้น

เฉกเช่นเดียวกับ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นองค์กร มีพนักงานหลากหลายอายุ และเจนเนอเรชั่นและพนักงานแต่ละเจน มีความต้องการและวีถีการทำงานที่แตกต่างกัน การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ต้องใช้ความเข้าใจ และต้องพยายามทำให้คนเจนวาย สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้เต็มที่ และในขณะเดียวกันก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรให้ได้

กฤษณ์ อิ่มแสง เล่าถึงที่มาโครงการ ‘YP2G’

คุณกฤษณ์ อิ่มแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรัพยากรบุคคลและศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) อธิบายถึงเหตุผลการพัฒนาคนในองค์กร และคนเจนวาย ว่า ปตท.เชื่อว่าการสร้างทรัพยากรมุนษย์ (Human Capital) ให้มีความรู้ และพัฒนาศักยภาพให้สูงขึ้น ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ พันธกิจ และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และการส่งเสริมคนดีและคนเก่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญ

ทั้งนี้ ปตท.มีพันธกิจ SPIRIT ซึ่งเป็นค่านิยมของ กลุ่ม ปตท. โดยเริ่มที่
S : Synergy ของการสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน
P : Performance Excellence เพื่อร่วมมือกันสู่ความเป็นเลิศ
I : Innovation การสร้างนวัตกรรม
R : Responsibility for Society การสร้างสำนึกดีให้กับสังคม
I : Integrity & Ethic เพื่อสร้างจริยธรรม และความซื่อสัตย์
T : Trust & Respect สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในองค์กร

ทั้งนี้ ด้วยพันธกิจดังกล่าว จะช่วยให้บริษัทในกลุ่ม ปตท. ผู้บริหาร และพนักงาน มีความเชื่อในการสร้างวิถีและทิศทางการทำงานที่สอดคล้องร่วมกัน จะช่วยสร้างความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์สู่สายตาคนภายนอกและนำองค์กรสู่การเป็นองค์กรแห่งความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน

คุณกฤษณ์ กล่าวต่อว่า การให้ความสำคัญกับคนเจนวาย ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ และเราก็ร่วมพัฒนาไปกับคนเจนอื่นๆ เพื่อการเติบโตของบริษัทในอนาคต เราจึงจัดทำโครงการพัฒนาคนเจนวายขึ้นมา ภายใต้ชื่อโครงการ Young People to Global (YP2G)

ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานทุกกลุ่มทุกฝ่ายอาชีพ ที่มีศักยภาพ ได้มีโอกาสแสดงออกถึงคุณสมบัติการเป็น Next generation Leaders ผ่านการปฏิบัติงานจริง (On-the-job training) และเน้นการพัฒนา Core Competency เพื่อสร้างผู้นำที่สามารถรองรับภารกิจขององค์กร โดยเฉพาะในต่างประเทศ ซึ่งกำหนดระยะเวลาการพัฒนา จำนวน 2 ปี และใช้เวลา 6 เดือนต่อ 1 การหมุนเวียน

สำหรับ โครงการ YP2G นั้น ได้รับการตอบรับที่ดีจากพนักงานตั้งแต่ปี 2557 มีพนักงานสนใจเข้าสมัครร่วมโครงการ 475 คน แบ่งได้ดังนี้ ปี 2557 มีพนักงานเข้าสมัครโครงการจำนวน 167 คน ปี 2558 มีพนักงานเข้าสมัครโครงการจำนวน 116 คน ปี 2559 มีพนักงานเข้าสมัครโครงการจำนวน 77 คน ปี 2560 มีพนักงานเข้าสมัครโครงการจำนวน 115 คน โดยการคัดเลือกพนักงานนั้นก็ค่อนข้างเข้มข้นพอสมควร

ปัจจุบัน มีพนักงานที่อยู่ในโครงการ YP2G จำนวน 32 คน โดยเรามีการส่งพนักงานไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ และในประเทศ ที่ปตท.ได้ไปทำกิจการอยู่ ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ จีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และสหรัฐอเมริกา

“โครงการ YP2G นั้น เป็นการดึงศักยภาพให้พนักงานที่เข้าร่วมโครงการ มีประสบการณ์ในการทำงานที่หลากหลาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้พนักงานมีโอกาสในการเรียนรู้ และการค้นพบความถนัด จุดแข็ง และจุดอ่อนของตนเอง มีคอนเน็กชั่น ในการทำงานหลากหลายระดับ ตั้งแต่ผู้ปฏิบัติงานถึงระดับผู้บริหาร ทั้งภายในและภายนอกบริษัท”

นอกจากนี้ เราต้องมีระบบการบริหารจัดการความสามารถพิเศษ (Talent) ของผู้ที่เข้าร่วมโครงการ YP2G โดยใส่ใจทุกขั้นตอน สิ่งสำคัญคือ เมื่อได้พนักงานที่มีความสามารถพิเศษเหล่านี้กลับเข้ามาในระบบปกติ เราจะต้องพัฒนาทักษะ โดยการมอบหมายงานที่เหมาะสม ดูแลความก้าวหน้าในอาชีพ และติดตามผลการทำงานอย่างใกล้ชิด (Coaching, Mentoring System) รวมทั้งต้องสร้างความผูกพันในองค์กรให้กับพนักงาน และที่สำคัญจะต้องไม่ลืมพนักงานส่วนใหญ่ขององค์กรอีกด้วย

คุณกฤษณ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าภาคภูมิใจมากที่สุดคือ The Association for Talent Development (ATD) ที่เป็นองค์กรด้านพัฒนาบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับโลก และมีประเทศสมาชิกกว่า 120 ประเทศก่อตั้งในปี 1944 ได้มอบรางวัล ATD Excellence in Practice (Honorable Mention Citation) ในประเภท Career Development เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 60 ที่ผ่านมา ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

โดยปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ปตท.ได้นำโครงการ YP2G เข้าร่วมประกวดกับ ATD Excellence in Practice เป็นปีแรก และเมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา ATD ได้ประกาศผลพิจารณารางวัลผลงานโครงการที่บริษัทองค์กรต่างๆ เข้าร่วมประกวดกว่า 220 หัวข้อทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม รางวัลนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับคนในองค์กรปตท. เพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ที่ปตท.ยึดถือมาอย่างต่อเนื่อง และยังแสดงว่า องค์กรสามารถสร้างโปรแกรมพัฒนาความสามารถพิเศษของพนักงาน ให้เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานโลกได้ ‘ความสำเร็จขององค์กรที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือส่วนสำคัญต่อพนักงานที่ถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุด’

คุณกฤษณ์ กล่าวอีกว่า ปตท.เองก็พยายามสร้างและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มของสังคมโลก และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ล่าสุดมีการจัดตั้งหน่วยงาน ExpresSo หรือ Express Solution เพื่อเป็นหลักในการวิเคราะห์ และคัดเลือกแนวคิดธุรกิจใหม่ๆ คล้ายกับ Venture Capital หรือ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน ซึ่งจะมองหานวัตกรรมที่มีอยู่ในปตท.อยู่แล้ว หรือ มองหาคนมีไอเดีย การคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ มาร่วมธุรกิจกัน (Startup) ซึ่งหน่วยงาน ExpresSo นี้เองจะมีพนักงานที่มาจากโครงการ YP2G เข้าร่วมงานเป็นส่วนใหญ่

สำหรับตัวแทนพนักงานโครงการ YP2G รุ่นแรกคือ เธียร ธนะพรพันธุ์ รักษาการผู้จัดการส่วนด้านการตลาดในบริษัทลูกของ ปตท. ที่ประเทศพม่า และ ณัฐชา ตู้จินดา รักษาการผู้จัดการส่วนการเงิน ปฏิบัติการที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 ยังคงอยู่ในโครงการ YP2G

เธียร อธิบายให้ฟังว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือการไปเรียนภาษา และเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ ของประเทศที่เราต้องไปอยู่ โดยก่อนหน้านี้ ตนเองเป็นนักเรียนทุนของปตท.ด้วย ส่วนหนึ่ง ก็อยากจะลองดูศักยภาพของตนว่าเป็นอย่างไร จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ

“สิ่งที่ภาคภูมิใจมากที่สุด ผมมีโอกาสได้นำเสนองานเกี่ยวกับพลังงานให้กับรมต.พลังงานของพม่า ซึ่งผมดีใจมากที่มีโอกาสเช่นนี้ เนื่องจากผมมาจากครอบครัวคนชั้นกลาง การได้นำเสนองานให้กับผู้บริหารของประเทศ ก็เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจมากที่สุด”

สำหรับโครงการ YP2G นั้น เป็นโครงการที่ดีมาก ทำให้ตนรู้จักศักยภาพของตัวเอง ค้นพบตัวตน และได้เรียนรู้การแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ประสบการณ์ในการร่วมงานกับคนที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ช่วงอายุ วัฒนธรรม และการทำงาน อีกด้วย

ส่วน ณัฐชา กล่าวว่า ตนก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงเจนวาย ชอบความท้าทาย จึงร่วมสมัครเข้าร่วมโครงการ YP2G หลังจากผ่านการคัดเลือกแล้ว ก็ไปปฏิบัติงาน โดยจะต้องเข้าเรียนภาษาที่ใช้ในประเทศนั้นๆ ก่อน ซึ่งตนถือเป็นความท้าทาย และเป็นการทดสอบขั้นแรก

“เรียกได้ว่า แต่ละโปรเจกต์ที่เราได้รับมอบหมาย มักจะเป็นโปรเจกต์ที่ต้องการให้จัดการเร็วที่สุด หรือมีปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ แต่เราไม่ได้เดินอยู่ลำพัง จะมีหัวหน้างาน หรือโค้ช เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ หลังจากนั้น ทางโครงการก็จัดการประชุม เพื่อประเมินผลอยู่เสมอ หลังจากปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้น เพื่อติดตามผลว่าเราเป็นอย่างไร หลังจากได้รับมอบหมายงาน และเพื่อดูศักยภาพว่าเราปฏิบัติงานได้หรือไม่ ซึ่งเพื่อนร่วมโครงการบางคนก็ค้นพบศักยภาพของตนเองในระหว่างนี้” ณัฐชา กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม โครงการ YP2G นอกจากจะดึงศักยภาพของผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว ยังสามารถผลิตผู้นำ ผู้บริหารยุคใหม่ที่มีคุณภาพทั้งเก่ง และดี ควบคู่กันไป ซึ่งการพัฒนาบุคลากรของปตท.ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่โครงการนี้ แต่ยังมีโครงการอีกจำนวนมากที่ช่วยพัฒนาพนักงานในองค์กร รวมทั้งมีการหล่อหลอมให้เกิดคนดี และคนเก่ง เพื่อพัฒนาองค์กร และประเทศชาติต่อไปอีกด้วย

 

นครชัยแอร์ เอาใจสาวกทุเรียน หิ้วขึ้นรถไปด้วยได้ แนะวิธีห่อเก็บกลิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2560 12:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949803


‘นครชัยแอร์’ ส่งเสริมตลาดผลไม้ไทย ยินดีต้อนรับ “ทุเรียน” ร่วมเดินทางไปกับรถโดยสาร เพียงแจ้งล่วงหน้าก่อนจัดส่ง มั่นใจไร้กลิ่นรบกวน

นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทในฐานะผู้นำด้านการเดินทาง เล็งเห็นว่า ในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูกาลทุเรียนของประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกค้ามีความต้องการจัดส่งทุเรียนไปกับรถสาธารณะ เพื่อไปฝากครอบครัว หรือเพื่อเป็นการจำหน่าย แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีทั้งคนชื่นชอบ และคนที่ไม่ชื่นชอบ เพราะด้วยความที่ทุเรียนมีทั้ง “รูปลักษณ์” และ “กลิ่น” ที่มีเอกลักษณ์

ทั้งนี้ นครชัยแอร์ จึงได้จัดหาวิธีเก็บกลิ่นทุเรียนให้สามารถร่วมเดินทางไปกับรถโดยสารของนครชัยแอร์ได้ และมีความยินดีต้อนรับ ทุเรียน โดยจัดเป็นสัมภาระในการเดินทาง หรือการจัดส่งแบบพัสดุด่วน เพียงแจ้งพนักงานก่อนการจัดส่ง พร้อมบรรจุหีบห่อตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ เพื่อรักษาความสดใหม่ตลอดการเดินทาง และเพื่อป้องกันกลิ่นรบกวนในห้องโดยสาร

นางเครือวัลย์ กล่าวว่า ลูกค้าที่ต้องการนำทุเรียนร่วมเดินทางไปกับรถ หรือจัดส่งเป็นพัสดุ เพื่อเป็นการรักษาบรรยากาศที่ดีตลอดการเดินทาง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการ การจัดการ เพียงแจ้งพนักงานล่วงหน้าทุกครั้ง เมื่อมีสัมภาระเดินทางหรือพัสดุจัดส่งเป็นทุเรียน โดยบรรจุหีบห่อตามที่บริษัท กำหนดด้วยการนำทุเรียนห่อด้วยหนังสือพิมพ์ เพื่อลดความคมของหนามไม่ให้เจาะถุง

จากนั้นนำทุเรียนที่ห่อด้วยหนังสือพิมพ์ บรรจุลงกล่องโฟม ปิดกล่องลังโฟม และติดด้วยเทปกาวให้แน่นหนา แล้วห่อกล่องด้วยพลาสติกใสอีกครั้ง โดยบริษัทฯ มีพื้นที่จัดเก็บทุเรียนบริเวณใต้ท้องรถเท่านั้น ไม่สามารถนำทุเรียนไปในห้องโดยสารบนรถทุกกรณี

สำหรับ ค่าบริการเป็นไปตามมาตรฐานของบริษัท โดย นครชัยแอร์ ได้อำนวยความสะดวกในส่วนของอุปกรณ์การแพ็กทุเรียน โดยได้นำอุปกรณ์ที่ต้องใช้มาจัดเซต และทำราคาลดพิเศษ เพื่อลูกค้าไม่ต้องยุ่งยากในการจัดเตรียมมาเอง แต่หากลูกค้าท่านใดเตรียมอุปกรณ์มาจากบ้าน ทางบริษัทฯ ก็ยินดีแต่ขอให้การห่อเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ทั้งนี้ บริการ ยินดีต้อนรับทุเรียนร่วมเดินทางไปกับรถโดยสารของเรา นั้นนครชัยแอร์ได้จัดทำขึ้นเป็นปีที่ 2 หลังจากได้เริ่มครั้งแรกในช่วงเดือนมิถุนายน 2559 ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี เพราะทำให้ลูกค้ามีทางเลือกที่จะส่งทุเรียนกลับบ้าน หรือนำไปฝากคนที่รัก ซึ่งสถิติที่ผ่านมาจังหวัดที่มีการจัดส่งทุเรียนเป็นจำนวนมาก ได้แก่ จังหวัดระยอง และที่กรุงเทพฯ

 

ทองไทยเปิดตลาดพุ่ง 100 รูปพรรณ ขายบาทละ 21,050

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2560 10:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949642


ทองไทยเปิดตลาดราคาปรับขึ้น 100 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,450 ขายออกบาทละ 20,550 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,087 ขายออกบาทละ 21,050

วันที่ 23 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาเพิ่มขึ้น 100 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,450 ขายออกบาทละ 20,550 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,087 ขายออกบาทละ 21,050

ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (22 พ.ค.) จากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญข้อกล่าวหาแทรกแซงการทำงานของสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังถูกกดดันจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้ทองคำมีราคาที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น โดยสัญญาทองคำตลาดโคเมกซ์ ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 7.8 ดอลลาร์ หรือ 0.62% ปิดที่ระดับ 1,261.40 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

ปตท.มุ่งปั้นรายการ “คนมันส์พันธุ์อาสา ปี 2” ขยายเครือข่ายพลังความดีทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 23 พ.ค. 2560 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949632


“คนมันส์พันธุ์อาสาปี 2” รายการโทรทัศน์ที่ตอบสนองเจตนารมณ์ในการสร้างเครือข่าย
จิตอาสา “พลังความดีเริ่มต้นที่ตัวเรา” โดย คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช CEO ปตท. ร่วมพูดคุยถึงวัตถุประสงค์และความเป็นมาของรายการ “คนมันส์พันธุ์อาสา ปี 2” ร่วมกับ คุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ประธานกรรมการบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด และคุณสรัญ รังคสิริ ประธานชมรมพลังไทยใจอาสาของ ปตท. ขึ้นเสวนาร่วมกับเครือข่ายจิตอาสาที่เคยได้ร่วมกิจกรรมกับทางรายการในปีที่ผ่านมา อาทิ ประธานชมรมคนรักษ์สัตว์-ป่า และเครือข่ายชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นต้น

ติดตามชมรายการ “คนมันส์พันธุ์อาสา ปี 2” ได้ทุกวันศุกร์ เวลา 22.30 น. ทาง MCOT HD ช่อง 30 และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและสมัครร่วมกิจกรรมจิตอาสาได้ที่ Facebook Fanpage คนมันส์พันธุ์อาสา ปตท. ร่วมสร้างเครือข่าย “พลังความดี” ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

 

ตั้งทีมรับมือเมกาป่วนการค้า พาณิชย์ปลื้ม! ส่งออกจุดติดไม่ตกขบวนโลกฟื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ค. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949445


“พาณิชย์” เผยมูลค่าส่งออกไทย 4 เดือนสูงสุดรอบ 6 ปี พุ่ง 5.7% ชี้เป็นสัญญาณขาขึ้นหลังการค้าโลกเดือน มี.ค.พุ่งสูงสุดรอบ 67 เดือน เร่งตั้งคณะทำงานติดตามมาตรการการค้าสหรัฐฯ เตรียมรับมือผลกระทบ

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในช่วง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) ปีนี้การส่งออกมีมูลค่า 73,320.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี ถือเป็นสัญญาณสำคัญของภาคการส่งออกที่กลับมาฟื้นตัวชัดเจน ตามแนวโน้มการค้าโลกเดือน มี.ค.60 ที่ขยายตัว 12.4% สูงสุดในรอบ 67 เดือน โดยเมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 2.564 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.10% ส่วนการนำเข้า 69,211 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 14.47% คิดเป็นเงินบาท 2.450 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.86% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 4,109 ล้านเหรียญฯ หรือเกินดุล 114,282 ล้านบาท

“เศรษฐกิจโลกขณะนี้กำลังเริ่มฟื้นตัว โดยประเทศสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน ขยายตัวดีขึ้น ทำให้เป้าหมายการส่งออก 5% ที่กระทรวงตั้งไว้ น่าจะขยายตัวได้ใกล้เคียง หลังจากนี้รัฐบาลต้องเร่งเครื่องผลักดันการส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมาย และไม่ตกขบวนการค้าโลกที่ฟื้นกลับมา เพราะการส่งออกไทยเริ่มจุดไฟติดแล้ว”

สำหรับการส่งออกในเดือน เม.ย.60 มีมูลค่า 16,864.3 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 8.49% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมูลค่าสูงขึ้นกว่าเกณฑ์เฉลี่ยในรอบ 5 ปี เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 581,717 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.76% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 16,807.5 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 13.38% คิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 586,892.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.64% เกินดุลการค้า 56.8 ล้านเหรียญฯ แต่ขาดดุล 5,175.7 ล้านบาท

ส่วนรายละเอียดการส่งออกรายสินค้าเดือน เม.ย.60 พบว่า สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 2,831 ล้านเหรียญฯเพิ่มขึ้น 16.8% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม 13,179 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 7.9% ด้านตลาดส่งออก พบว่า ตลาดหลักเพิ่ม 1.8% เช่น สหรัฐฯ เพิ่ม 3.5% ญี่ปุ่น เพิ่ม 3.3% เว้นสหภาพยุโรป (15 ประเทศ) ลบ 1.7%, ตลาดศักยภาพสูง เพิ่ม 13.8% เช่น อาเซียน เพิ่ม 13.2% จีน เพิ่ม 20.2% อินเดีย เพิ่ม 9.0%, ตลาดศักยภาพรอง เพิ่ม 3.5% เช่น ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 8.8% แอฟริกา เพิ่ม 9.1% เว้นตะวันออกกลาง ลด 7.1% เป็นต้น ขณะที่สินค้านำเข้า พบว่าสินค้าทุน เพิ่ม 10.4% สินค้ากึ่งวัตถุดิบและสำเร็จรูป เพิ่ม 16% สินค้าเชื้อเพลิง เพิ่ม 34.7% เป็นต้น

น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า กระทรวงเตรียมตั้งคณะทำงานภายใน เพื่อติดตามมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯจะประกาศใช้ เบื้องต้นมี 2 จุดที่ต้องเร่งแก้ไขคือ กรณีที่เอกชนสหรัฐฯ ได้แจ้งสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ขอให้ใช้มาตรการทางการค้าที่เข้มข้นกับไทย และกรณีที่สหรัฐฯ แจ้งสภาคองเกรสเกี่ยวกับการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) กับแคนาดา และเม็กซิโก แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯต้องการแก้ปัญหา และเจาะลึกลงมากขึ้น

“ประกาศที่แจ้งสภาคองเกรส คือสหรัฐฯ จะเน้นดิจิตัล เทรด โดยจะปรับการค้าสหรัฐฯให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ และการปรับบทบัญญัติด้านทรัพย์สินทางปัญญา ภาคบริการ พิธีการศุลกากร แรงงาน สุขอนามัย เอสเอ็มอี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องติดตามว่าสหรัฐฯจะมีมาตรการอะไรออกมาเพิ่มเติมหรือไม่ ส่วนการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี/ซีวีดี) ก็ต้องดูเช่นกัน”.

 

“อุตตม” รับอีอีซีเจอโรคเลื่อน มั่นใจไม่กระทบความเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949442


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และจะกลับมาสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ขณะเดียวกันก็ยังต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่เมื่อเสร็จเรียบร้อย จึงจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยขั้นตอนทั้งหมดนี้ ต้องใช้เวลา คาดว่าทุกๆขั้นตอนจะแล้วเสร็จในเดือน ต.ค.นี้ จากเดิมภายในเดือน มิ.ย.นี้ อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าไม่กระทบต่อความเชื่อมั่น

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอให้ ป.ย.ป.พิจารณา 3 เรื่อง ได้แก่ 1.สนับสนุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยานที่ไทยกำลังมุ่งพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และที่สำคัญคือพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยานในประเทศไทยในพื้นที่อีอีซี ที่จะต้องลงทุนจากบริษัทชั้นนำด้านอากาศยานจากต่างประเทศ เช่น ในประเทศสิงคโปร์ ที่มีเงื่อนไขที่ทำให้บริษัทที่เข้าไปมาลงทุนมั่นใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เหมาะสม จึงได้เสนอ ป.ย.ป.พิจารณาเป็นพิเศษ โดยกรณีที่ประเทศไทยอาจพิจารณาให้ต่างชาติถือหุ้นได้มากกว่า 50% โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอากาศยานและชิ้นส่วนอากาศยาน ภายใต้เงื่อนไขที่ประเทศไทยดูเทคโนโลยีการผลิตที่มีนวัตกรรมจริง 2. กระบวนการดำเนินงานอีอีซี เฉพาะในส่วนประกาศเขตส่งเสริมฯพิเศษในอีอีซี ได้แก่ จัดทำรายงานผลประทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ให้รวดเร็ว แต่ไม่ได้เป็นการลดขั้นตอน 3.เร่งรัดกระบวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ในพื้นที่เฉพาะของอีอีซีให้รวดเร็ว.

 

คนไทยมึนยอดหลอกลวงการเงินพุ่ง แนะ ธปท.โละค่าธรรมเนียมสุดโหด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ค. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949437


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานผลการดำเนินการในการให้ข้อมูล คำปรึกษา และรับเรื่องร้องเรียน ระหว่าง 1 ม.ค.-31 ธ.ค.59 โดยในปี 59 ที่ผ่านมา มีประชาชนติดต่อมาที่ ศคง.ทั้งสิ้นรวม 46,194 รายการ ลดลงจากปี 58 13,401 รายการ โดยช่องทางที่ติดต่อมากที่สุดคือ ผ่านทางโทรศัพท์, อีเมล, เว็บไซต์, จดหมายและติดต่อโดยตรงด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ในปี 59 ที่ผ่านมา กรณีที่ประชาชนติดต่อเข้ามามากที่สุดคือ ขอข้อมูลและปรึกษาเกี่ยวกับพันธบัตร ตราสารหนี้ และสินเชื่อทั้งสิ้น 42,820 ราย ขณะที่มียอดร้องเรียนทั้งสิ้น 1,588 ราย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงิน ขณะเดียวกัน มีข้อเสนอแนะที่ประชาชนเสนอแนะต่อ ธปท.มากที่สุดคือ การเสนอให้ลดค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แม้การร้องเรียนการให้บริการทางการเงินเรื่องอื่นๆ ในปี 59 จะลดลง แต่กรณีการรับปรึกษา รับเรื่องร้องเรียน และรับแจ้งเบาะแสที่เกี่ยวกับภัยทางการเงินยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีการติดต่อทั้งสิ้น 1,125 รายการ เพิ่มขึ้นจากปี 58 โดยส่วนใหญ่เกิดจากการหลอกลวงทางโทรศัพท์ การหลอกลวงในรูปแบบอื่นๆ เช่น หลอกลวงว่ามีโครงการปล่อยเงินกู้ รวมทั้งการที่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่น อย่างไรก็ดี ประชาชนส่วนมากเข้าใจมากขึ้น และไม่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงทางโทรศัพท์

สำหรับการร้องเรียนด้าน Cross sell หรือขายพ่วงนั้น ในปีที่ผ่านมามี 112 รายงาน โดยเรื่องร้องเรียนหลัก คือ บังคับซื้อประกัน หรือผลิตภัณฑ์อื่นร่วมกับเงินฝาก ปัญหาการบังคับขายบัตรเดบิตพ่วงประกัน นอกจากนั้น ในด้านการร้องเรียนด้านพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน รวมเจ้าหน้าที่ Outsource ในปี 59 ที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้นมาก แต่ยังพบปัญหาทุจริตหลอกลวง โดยเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินและ Outsource แอบทำธุรกรรมแทนลูกค้า

ขณะที่การหลอกลวงที่เกิดใหม่ในช่วงนี้ คือ การหลอกลวงว่ามีโครงการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งร้องเรียนเข้ามาถึง 94 รายการ โดยอ้างว่ามีเงินทุนจากต่างประเทศและได้รับการตรวจสอบและรับรองจาก ธปท. เพื่อปล่อยสินเชื่อประเภทไม่มีหลักประกัน ผ่านศูนย์วิสาหกิจชุมชน/ชมรมพัฒนาอาชีพ โดยมีวงเงินให้ประชาชนกู้รายละ 1 ล้านบาท ซึ่งมีเจตนาทำให้ประชาชนหลงเชื่อเพื่อเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการสมัครเป็นสมาชิก ซึ่ง ศคง.ขอให้ประชาชนมีความระมัดระวังในเรื่องภัยการเงินต่อเนื่อง.

 

เร่งอำนวยสะดวกธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ค. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949428


นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบใน 3 เรื่อง และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ได้แก่ 1.การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการทำธุรกิจ ซึ่งนายกฯสั่งการให้สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางรวบรวมข้อมูลจากทุกกระทรวงสำหรับการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจให้เสร็จเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งประชาชนดาวน์โหลดแบบฟอร์มเดียวกับที่ขอจากหน่วยงานราชการ โดยใช้เพียงเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เป็นการลดเวลาและขั้นตอน ทำให้การอนุมัติคำขอจัดตั้งธุรกิจสะดวก ง่าย และลดการทุจริต ส่วนเรื่องที่ 2 คือ การแก้กฎหมายเพื่อยกเครื่องโครงสร้างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และเรื่องที่ 3 คือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ระหว่างนี้อาจออกมาตรการบางอย่างมาใช้ก่อน

ด้านนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า แม้ไทยปลดล็อกข้อจำกัดบางเรื่องด้วยมาตรา 44 เพื่อให้การเริ่มต้นทำธุรกิจง่ายขึ้น แต่ธนาคารโลกมองว่า ยังไม่เป็นบริการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (วัน สต๊อป เซอร์วิส) ที่แท้จริง เพราะเมื่อทำธุรกรรมในเว็บไซต์แล้ว เมื่อมีเรื่องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น เช่น ประกันสังคม ต้องออกจากเว็บไซต์เพื่อเข้าเว็บไซต์ประกันสังคม ซึ่งการทำวัน สต๊อป เซอร์วิส หรือการมีแบบฟอร์มเดียว (ซิงเกิล ฟอร์ม) ต้องทำระบบสนับสนุน โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะสนับสนุนงบให้ 4,000 ล้านบาท “ประเทศพัฒนาแล้วจะมีแบบฟอร์มเดียว อย่างสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ เมื่อทำธุรกรรมในเว็บไซต์แล้วไม่ต้องออกจากเว็บไซต์นั้น เข้าไปครั้งเดียวกรอกข้อมูลได้หมด นายกฯเห็นชอบต้องเร่งใช้ซิงเกิล ฟอร์มโดยด่วน และให้เวลาดีอีทำแผนงานมาเสนอใน 3 เดือน”.

 

เชิญซื้อสินค้าธงฟ้าถูกกว่าปกติ 20%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949422


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดตัวร้านค้าธงฟ้าประชารัฐอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 5 ราย อาทิ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดส่งสินค้าให้ร้านค้าปลีก และมีร้านค้าปลีกที่พร้อมจำหน่าย 700 แห่งทั่วประเทศ จากเป้าหมาย 6,500 แห่ง สำหรับสินค้าที่จะขาย ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าและจัดส่งให้กับร้านค้าปลีก 18 ชนิดสินค้า จำนวน 48 รายการ ประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ตามร้านค้าปลีกที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติทั่วประเทศ

“เพื่อให้มีจำนวนร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าเพิ่มมากขึ้นผมจึงได้เชื่อมโยงผู้ผลิตสินค้าทั้ง 5 ราย กับร้านค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ช่วยกระจายสินค้า โดยได้เชิญผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ 8 แห่ง อาทิ ร้านซุปเปอร์ชีป จังหวัดภูเก็ต, ร้านไชยแสง จังหวัดสิงห์บุรี, ร้านตั้งงี่สุน จังหวัดอุดรธานี, ร้านแสงทอง จังหวัดระยอง, ร้าน ส.ล.โฮเซลล์ จังหวัดนครสวรรค์, ร้านธนวิริยะ จังหวัดเชียงราย, ร้านเอกภาพซุปเปอร์ จังหวัดปราจีนบุรี ร้านยงสงวน จังหวัดอุบลราชธานี มาหารือเพื่อร่วมกันกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีก 20,000 แห่งในปีนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สินค้าที่นำไปจำหน่ายมีราคาถูกกว่าร้านค้าทั่วไป 15-20% เช่น บะหมี่ยี่ห้อซื่อสัตย์, คนอร์สูตรสำเร็จ, ปลากระป๋องซื่อสัตย์, ผงซักฟอกซื่อสัตย์, โอโม่สูตรมาตรฐาน, ยาสีฟันคอลเกต แชมพูยี่ห้อ รีจอยส์ ริช, บรีสเอ็กเซล, น้ำยาล้างจานซันไลต์ เนเจอร์, ครีมอาบน้ำลักส์, แป้งเด็กแคร์, แป้งโพรเท็กซ์, ซิตร้าโลชั่น, กระดาษชำระชิลค์ม้วนเดี่ยว เป็นต้น.

 

ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย บริษัททัวร์ป่วนคนไทยหนีเข้าเกาหลีใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949417


บริษัททัวร์ระส่ำหนัก คนไทยแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวลักลอบ เข้าไปทำงานในเกาหลีใต้ เพราะไม่มีวีซ่าและอยู่ได้นาน 90 วัน ชี้ภาคเอกชนควบคุมได้ลำบากเพียงฝ่ายเดียว เรียกร้องให้รัฐบาล 2 ประเทศร่วมมือกันแก้ไขที่ต้นทาง แจงเป็นเพราะเศรษฐกิจในประเทศไม่ฟื้นตัว แรงงานไทยจึงแห่ไปทำงานต่างประเทศ

นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวของชาวไทยที่จะเดินทางไปเกาหลีใต้ ที่ต้องผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองที่เคร่งครัดมากขึ้น ตนเข้าใจถึงความจำเป็นของเกาหลีใต้ที่ต้องคัดกรองคนขาเข้า หลังจากที่ผ่านมามีกระบวนการของคนไทยกลุ่มหนึ่งลักลอบ เข้าไปทำงานโดยผิดกฎหมาย ประกอบกับระยะเวลาพำนักที่ยาวนานถึง 90 วัน หรือ 3 เดือน ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งอาศัยการยกเว้นวีซ่าไปทำงานชั่วคราว และหลายกลุ่มอยู่เกินกำหนด โดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย หากรัฐบาลของทั้งสองประเทศมีการทบทวนในหลักเกณฑ์การตรวจคนเข้าเมือง เช่น จัดให้มีการทำวีซ่าตั้งแต่ต้นทาง ก่อนเดินทางไปถึง เพื่อให้เกิดการคัดกรองเบื้องต้นระดับหนึ่งก่อน ก็จะเป็นผลดีกว่าการไปแก้ปัญหาที่ปลายทาง

“ที่ผ่านมาธุรกิจนำเที่ยวมีผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ในแง่ความน่าเชื่อถือ เนื่องจากกระบวนการค้าแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย มักจะแฝงมากับการซื้อทัวร์เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป และหลบหนีไปในภายหลัง เมื่อเกิดการหลบหนีของลูกทัวร์บ่อยๆครั้ง ก็ส่งผลต่อประวัติและความน่าเชื่อถือของบริษัทนำเที่ยว สิ่งที่ทำได้ขณะนี้คือต้องคัดกรองลูกค้าที่มาซื้อทัวร์ให้มากขึ้น และยอมรับว่าการควบคุมดูแลบริษัททัวร์ ไม่ให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดฉากบังหน้าเพื่อนำแรงงานไทยไปทำงานผิดกฎหมาย ภาคเอกชนทำได้ยากโดยลำพัง เนื่องจากบริษัททัวร์ที่มีเจตนาดังกล่าว มักไม่ใช่กิจการที่จดทะเบียนถูกกฎหมาย”

นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า การตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มข้นขึ้น เป็นสิทธิของเกาหลีใต้ เนื่องจากยอดคนไทยที่พำนักเกินกำหนดสูงกว่า 100,000 คน แต่การเสนอให้ทำวีซ่า อาจจะกระทบต่อนักท่องเที่ยวในภาพรวม ที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวจริง ทำให้มีกระบวนการและค่าใช้จ่ายตามมา รัฐบาลทั้งสองฝ่ายควรมีการแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และจัดการไม่ง่าย

ทั้งนี้ การหลบหนีของคนไทยเพื่อไปทำงานต่างประเทศ ไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้นกับเกาหลีใต้เท่านั้น ในญี่ปุ่นที่ยกเว้นวีซ่าให้คนไทยก็มีแล้วเช่นกัน แต่ที่ผ่านมายอดคนไทยที่พำนักเกินกำหนดยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าเป็นห่วง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ขณะที่กรณีของไต้หวัน ที่ยกเว้นวีซ่าให้ไทย ไม่น่าห่วงเนื่องจากมีการใช้ระบบนำแรงงานเข้าไปอย่างถูกต้อง

“การตรวจเข้มของเกาหลีใต้ เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะสถิติคนไทยที่หลบหนีไปทำงานสูงมากขึ้น สาเหตุหลักอยากให้มองมาที่ต้นตอคือ เศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ค่อยดี ทำให้คนต้องการแสวงหาหนทางไปค้าแรงงานต่างประเทศ สังเกตได้จากอดีตชาวไต้หวันเคลื่อนย้ายไปทำงานที่ญี่ปุ่นสูงมาก แต่ปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้น หรือแรงงานจากกัมพูชา ลาว พม่า ที่เข้ามาในไทยเนื่องจากเศรษฐกิจไทยดีกว่า แต่หากอนาคตเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านพัฒนา แรงงานก็จะเคลื่อนย้ายกลับไปประเทศของตัวเอง”

นายกฤชณัฐ มีสำราญ อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวว่า ความกังวลของนักท่องเที่ยวขณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทาง แต่ยังไม่มาก จากการตรวจสอบยอดจองทัวร์ยังมีเข้ามาต่อเนื่อง เพราะเส้นทางเกาหลีใต้ได้รับความร่วมมือจากสายการบิน จัดโปรโมชั่นตลอดเวลา หากพบว่าความต้องการลูกค้ามีแนวโน้มลดลง.