พาณิชย์ฟุ้งผลงาน “ชิ้นโบแดง” โละสต๊อกข้าวเน่าเกลี้ยงเจ๊งยับเฉียด 2 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951750


นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้เสนอผลการพิจารณาระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลกลุ่ม 3 หรือข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มิใช่คนและสัตว์บริโภค ซึ่งเปิดประมูลไปเมื่อวันที่ 28 เม.ย.60 ให้กับประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาและได้อนุมัติขายให้กับผู้ชนะการประมูล 10 ราย ใน 81 คลังปริมาณ 500,000 ตัน จากปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมด 1.03 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1,523 ล้านบาท หรือเฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 3 บาท “การอนุมัติขายข้าวเสื่อมลอตนี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ซึ่งมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานได้พิจารณาแล้วและได้กำหนดเกณฑ์ราคาที่จะอนุมัติขายไม่ต่ำกว่าตันละ 2,000 บาท ส่วนที่เสนอต่ำกว่าก็ไม่อนุมัติขาย ทั้งนี้ ภายหลังจากการอนุมัติขายข้าวลอตนี้ 500,000 ตันแล้ว ทำให้ตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ สามารถระบายสต๊อกข้าวสารรัฐบาลออกไปได้แล้ว 12.74 ล้านตัน มูลค่า 114,792 ล้านบาท”

สำหรับการเปิดประมูลข้าวสารเป็นการทั่วไปลอตสุดท้ายซึ่งเป็นข้าวกลุ่ม 1 ที่ใช้เพื่อการบริโภคปกติปริมาณ 1.82 ล้านตัน เมื่อวันที่ 24 พ.ค. มีผู้ยื่นซองเสนอราคา 58 ราย โดยราคาที่เสนอซื้ออยู่ที่ประมาณตันละ 4,000-11,000 บาท ถือว่าการเปิดประมูลครั้งนี้คึกคักมากหากสามารถขายลอตนี้ได้หมด จะทำให้เหลือข้าวในสต๊อกรัฐบาลอีกประมาณ 2.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวเสื่อมต้องเข้าสู่อุตสาหกรรมเท่านั้น โดยจะทยอยระบายให้หมดภายในปีนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การระบายข้าวสารสต๊อกรัฐบาล 12.74 ล้านตัน มูลค่า 114,792 ล้านบาท หรือขายได้เฉลี่ยตันละ 9,038 บาท จากราคารับจำนำข้าวเปลือกตันละ 15,000 บาท หรือคิดเป็นต้นทุนข้าวสารตันละ 24,000 บาท ส่งผลให้รัฐบาลขาดทุนตันละ 14,900 บาท รวม 12.74 ล้านตัน จะขาดทุนทั้งสิ้น 190,000 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ขาดทุนมาก เพราะมีการอนุมัติขายข้าวเสื่อมที่ไม่เหมาะสำหรับเป็นอาหารของคนและสัตว์ ในราคาต่ำมากเฉลี่ยเพียง กก.ละ 2-3 บาท หรือตันละ 2,000-3,000 บาท ทั้งๆที่ข้าวบางคลังยังสามารถปรับปรุงเพื่อการบริโภคของคนได้ ซึ่งจะได้ราคาดีกว่า.

 

เกษตรโอ่ผุด “อะกรีแมปโมบาย” ยกระดับบริหารจัดการอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951747


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้พัฒนาระบบการจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ในระบบโมบาย (อะกรีแมป โมบาย) เพื่อให้สามารถนำไปใช้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วให้กับผู้ใช้งาน สามารถตอบสนองการใช้งานในพื้นที่ โดยให้บริการผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้สอดคล้องตามสภาพพื้นที่สถานการณ์ปัจจุบัน และช่วยในการวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกระบบโมบาย สามารถให้บริการข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ทันสมัย ถูกต้อง สามารถใช้งานได้สะดวก รวดเร็ว ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลให้เป็นระบบแผนที่เกษตรที่มีคุณภาพ ถือเป็นการพัฒนาไปสู่การเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญ (สมาร์ทออฟฟิศเซอร์) และเกษตรกรปราดเปรื่อง (สมาร์ทฟาร์มเมอร์) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพ ส่งผลให้เกษตรกรรมมีความยั่งยืน “เครื่องมือดังกล่าวประกอบด้วย ข้อมูลทรัพยากรพื้นฐาน การผลิต ดิน น้ำ พืช ข้อมูลด้านการตลาด ข้อมูลเกษตรกร ซึ่งจะมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา ซึ่งนักบริหารในพื้นที่สามารถนำไปใช้ประกอบ การวางแผนด้านการผลิตสินค้าเกษตรภายในพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพความเหมาะสมของปัจจัยการผลิตและการตลาดในพื้นที่ได้อย่างดี”.

 

เซ็นทรัลกรุ๊ปผนึกกำลังปลุกกำลังซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951740


นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 3 น่าจะเติบโตได้ดีจากสัญญาณการฟื้นตัวของการจับจ่ายใช้สอยในประเทศและภาคการท่องเที่ยวที่ยังมีความแข็งแกร่งจากแคมเปญของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มุ่งหวังโปรโมตประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการช็อปปิ้งของเอเชีย คาดว่าเดือน มิ.ย.-ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงแห่งการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีน จะช่วยให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวทะยานสูงขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อปลุกกำลังซื้อผู้บริโภคทั้งกลุ่มคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กลุ่มเซ็นทรัล จึงร่วมกับธุรกิจในเครือ ร้านคู่ค้า ทั้งห้าง ทั้งศูนย์ฯ 66 สาขาทั่วประเทศ กว่า 10,000 แบรนด์ ทุ่มงบกว่า 600 ล้านบาท จัด “เดอะ เกรทเทส แกรนด์ เซล 2017 : ช็อปสุดฟิน” ลดราคาสูงสุด 80% ทั้งสินค้าแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ ร้านอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์กีฬา เครื่องเขียน และสำนักงาน เป็นต้น ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-16 ก.ค.60 เพื่อตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางแห่งการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ และเป็นเดสติเนชั่น ฟอร์ ออล (Destination for All) และขานรับนโยบายของ ททท.ที่ผลักดันไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการช็อปปิ้งและไดนิ่งแห่งเอเชีย คาดว่าแคมเปญดังกล่าวจะเพิ่มยอดขายและทราฟฟิกได้มากกว่า 30%

ค้าปลีกและภาคการท่องเที่ยวมีความเกี่ยวเนื่องกันมาก ซึ่งศูนย์การค้าของซีพีเอ็นตามแหล่งท่องเที่ยวเติบโตดีมากทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต และสมุย โดยสัดส่วนของลูกค้าสาขาเซ็นทรัลเวิลด์เป็นคนไทย 70% ต่างชาติ 30% ตลาดหลักเป็นคนจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ขณะที่สาขาสมุยเป็นคนไทย 60% ต่างชาติ 40%.

 

“เอสซี แอสเสท”รุกธุรกิจใหม่ ยกระดับบริการอสังหาฯไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951735


นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทได้ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่สู่ยุค 4.0 ล่าสุดบริษัทได้รุกธุรกิจใหม่เน้นบริการหลังการขายภายใต้บริษัท เอสซี เอเบิล จำกัด โดยเอสซี เอเบิล จะบริหารจัดการงานซ่อมทั้งหมดของที่อยู่อาศัยของบริษัทที่อยู่ในระยะรับประกัน ทั้งนี้บริษัทยังมี Able Academy สถาบันอบรมพัฒนาช่างฝีมือ และอบรมทีมรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ซึ่งสถาบันนี้จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสังคมไทยด้วยการยกระดับช่างฝีมือในประเทศ ทั้งเรื่องความสามารถและการบริการ อย่างไรก็ตามนอกจากบริษัทรุกธุรกิจบริการหลังการขายแล้ว บริษัทยังร่วมลงทุนกับฟิกซิ (Fixzy) พันธมิตรใหม่ที่โดดเด่นเป็นแอพพลิเคชั่นที่รวบรวมสารพัดช่างอันดับหนึ่งของประเทศไทย เพื่อมาเสริมด้านบริการที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภค

นายรัชวุฒิ พิชยาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิกซิ จำกัด กล่าวว่า ฟิกซิเกิดจากความต้องการแก้ปัญหางานซ่อมแซมและดูแลรักษาบ้าน เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถหาช่างที่ดี มีคุณภาพมาตรฐานในราคาเหมาะสม โดยการร่วมทุนครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมธุรกิจซึ่งกันและกัน ซึ่งปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแอพฯกว่า 50,000 ครั้ง โดยให้บริการทั้งงานช่างซ่อมแซม ติดตั้งและดูแลทุกปัญหาภายในบ้านทั้งระบบน้ำ ระบบไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า งานโครงสร้าง เป็นต้น โดยขณะนี้ฟิกซิได้ขยายธุรกิจไปตามหัวเมืองใหญ่ทั้ง ขอนแก่น, เชียงใหม่ ชลบุรี และสุพรรณบุรีแล้ว โดยมีแผนขยายต่อไปยังนครราชสีมา, ภูเก็ต และหาดใหญ่ต่อไป.

 

“นกแอร์” ดิ้นหาพันธมิตรได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951733


ขอ 2 เดือนแจงรายละเอียดด้าน “พาที” ยังเหนียว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสายการบินนกแอร์ว่า ขณะนี้สามารถหาพันธมิตรผู้ร่วมทุนรายใหม่ที่จะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในส่วนของการบินไทยได้แล้ว หลังจากการบินไทยยืนยันว่าจะไม่มีการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของนกแอร์ และอาจได้วงเงินมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งหมายความว่าจะทำให้การบริหารงานของนกแอร์เดินหน้าต่อไปได้ ส่วนรายละเอียดต่างๆทางนกแอร์ขอเวลาอีก 2 เดือนจะชัดเจนและหลังจากนั้นจะชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้มีกระแสข่าวว่านกแอร์มีการเจรจาหาผู้ร่วมทุนต่างชาติ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือนักลงทุนจากจีนที่ทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่มีเครือข่ายและชื่อเสียงในตลาดยุโรป ส่วนอีกกลุ่มก็คือ สายการบินสกู๊ตของสิงคโปร์ ขณะเดียวกันกลุ่มทุนไทยตระกูลจุฬางกูร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ก็ถูกจับตามองว่าจะมีการเพิ่มทุนมากกว่าสัดส่วนหุ้นเดิมหรือไม่ ดังนั้น ต้องรอการเพิ่มทุนในรอบต่อไปที่จะมีการเจรจาขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีผู้ร่วมทุนรายใหม่ที่พร้อมจะเพิ่มสัดส่วนหุ้นมากกว่าแผนเดิมที่กำหนดไว้ด้วย

“บอร์ดนกแอร์ไม่ได้คิดจะปลดนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) แต่เห็นตรงกันว่าควรจะลดบทบาทและอำนาจการบริหารงานลง และเห็นว่าจะต้องหานักบริหารมืออาชีพที่เข้าใจงานการบินเข้ามาขับเคลื่อนเพื่อให้สายการบินนกแอร์สามารถแข่งขันได้ในสภาวะปัจจุบันด้วย”

ทั้งนี้ ตามแผนเดิม นกแอร์จะเพิ่มทุน 1,500 ล้านบาท ทุนเดิม 625 ล้านบาท เพิ่มเป็น 2,125 ล้านบาท ดังนั้นหากการบินไทยไม่เพิ่มทุนในสัดส่วนเดิมที่ถือหุ้นอยู่ 39.2% จะทำให้สัดส่วนหุ้นใหม่ของการบินไทยลดลงเหลือกว่า 24% แต่ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่จะเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนและหุ้นในสัดส่วนของการบินไทยอาจมีการเพิ่มทุนมากกว่าที่กำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้การบินไทยจะเหลือสัดส่วนหุ้นเพียง 14-15% เท่านั้น

ในวันเดียวกันทางสายการบินนกแอร์ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อชี้แจงผลการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ถือหุ้นรายอื่นที่จองซื้อหุ้นตามสิทธิ์และจองเกิน ทำให้บริษัทได้รับเงินเพิ่มทุนส่วนใหญ่ซึ่งเพียงพอต่อแผนการใช้เงินและไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 25/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951723


เที่ยวกรุงยามพลบค่ำ ททท.ชวน Walking Bangkok

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951725


นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการ ททท.ด้านสื่อสารการตลาด ส่ง น.ส.สุนันทา หามนตรี หัวหน้าข่าวในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปสำรวจพื้นที่ที่น่าเดินท่องเที่ยวทั่วกรุง แล้วจัดทำเป็นแผนที่ง่ายๆ Walking Bangkok ออกมา โดยให้บรรดาผู้รักสุขภาพและการท่องเที่ยวยามราตรี เดินเที่ยวกรุงกันด้วยความสนุก สนานด้วยการเข้าไปที่เว็บไซต์ ททท.แล้วสแกน QR Code แผนที่ที่ต้องการ จากนั้นก็เปิดเข้าไป Link ที่แสดงบนหน้าจอ กด Download บันทึกข้อมูล แล้วก็เปิดข้อมูลแผนที่ออกไปเดินเที่ยวด้วยกันได้เลย

แหล่งที่น่าเดินเที่ยวแห่งแรกที่ ททท.นำเสนอคือ เส้นทางวังหน้า-ท่าเตียน ที่เริ่มเดินจากพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเขตพระนคร พิพิธภัณฑ์บางลำพู พิพิธภัณฑ์เหรียญ แวะกินพิซซ่าที่ร้านพิซซ่าลันตา ไปวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ แล้วแวะไปชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.9 ที่ตึกถาวรวัตถุ เลียบสนามหลวงผ่านพระบรมมหาราชวังไปที่หอประติมากรรมต้นแบบ ถ้าไม่เหนื่อยก็เดินเรื่อยไปได้จนถึงตลาดท่าเตียน

ใครที่พกกล้องไปด้วย ก็สามารถ ถ่ายภาพความงดงามของสถานที่ต่างๆที่เดินไปถึงได้ ถ้าเดินต่อแล้วยังหิว น.ส.สุนันทานำเสนอร้านอาหารอร่อยริมทาง ดังนี้ อา-อีซะฮ์ รสดี, ข้าวต้มบวร, Inn a day, ร้านเสวย, วังหลัง เบเกอรี่ (ท่าช้าง), รับอรุณ และ ESS Eat Sigth Story.

 

คมนาคม แจงยิบ ยัน จัดตั้งกรมขนส่งทางราง โปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 พ.ค. 2560 00:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951657


‘ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ’ ผอ.สนข. แจงยิบ จัดตั้งกรมขนส่งทางรางโปร่งใสทุกเม็ด ยัน ไม่มีโอนทรัพย์สินให้เอกชน มาแทรกแซงบริษัทลูก

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการจัดตั้งกรมรางเพื่อเพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการให้บริการและความปลอดภัย โครงสร้างอัตราค่าบริการที่เป็นธรรม การลงทุน การบำรุงรักษา และการบริหารจัดการ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบราง ให้เป็นโครงข่ายการคมนาคมหลักของประเทศนั้น สนข.ได้ดำเนินการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …. (การจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง) ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบไปแล้ว แต่ที่ผ่านมา ได้มีเสียงครหาจากหลายภาคส่วนในด้านความโปร่งใสของการจัดตั้ง ตลอดจนด้านการบริหารงานในอนาคต

จึงต้องการชี้แจงว่า การจัดตั้งกรมรางนั้นยืนยันว่า ไม่มีอำนาจในการเข้าไปแทรกแซงการบริหารงานของบริษัทลูกทั้ง ๒ บริษัท (บริษัทเดินรถ และบริษัทซ่อมบำรุง) ของ รฟท.ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น แต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะการจัดตั้งบริษัทลูกของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นแนวทางการดำเนินงานเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพองค์กรของ รฟท. ในการให้บริการขนส่งทางราง

โดยกรมการขนส่งทางราง มีหน้าที่เฉพาะในการกำกับดูแลให้บริษัทลูกของ รฟท. ที่ดำเนินกิจการให้บริการขนส่งทางราง ดำเนินการตามเกณฑ์และมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด สุดท้ายการจัดตั้งกรมรางนั้น ไม่มีการระบุให้ รฟท. ต้องโอนย้ายทรัพย์สินให้เอกชนทั้งหมดไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …. ไม่มีมาตราใดที่บัญญัติให้มีการโอนย้ายทรัพย์สินทั้งหมด ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้บริษัทเอกชนเข้ามาบริหารแทน

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนด้านการให้อำนาจอธิบดีกรมรางนั้น มีหน้าที่เพียงเชิงนโยบายเท่านั้น มิได้ให้อำนาจแทรกแซงการทำงานในภาพรวมแต่อย่างใด อาทิ การเสนอร่างนโยบายต่อคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง (Policy Maker) และกำกับดูแลการประกอบกิจการขนส่งทางราง ผ่านการดำเนินงานของคณะกรรมการกำกับการประกอบกิจการขนส่งทางราง (Regulator) เพียงแต่ระบุไว้ว่า เฉพาะกรณีมีเหตุฉุกเฉิน และมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ อธิบดีอาจเข้าควบคุมดูแลกิจการขนส่งทางรางของผู้รับอนุญาตเป็นการชั่วคราวได้ ขณะที่การจัดตั้งกรมราง ทำโดยการเปิดกว้างรับฟังเสียงจากประชาชนผ่านการสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษาละประชาชนรวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ทั้งการจัดประชุมและผ่านระบบออนไลน์บนเว็บไซต์ เช่น เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 จัดประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต่อ “ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. ….” ณ ห้องประชุมยงยุทธ สาระสมบัติ ชั้น 5 อาคาร สนข.

โดยกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมการประชุมสัมมนา ได้แก่ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบรางทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน นักวิชาการ รวมจำนวนประมาณ 210 คน และการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็ปไซต์ของกระทรวงคมนาคม (www.mot.go.th) และ เว็บไซด์ของ สนข. (www.otp.go.th) ระหว่างวันที่ 17-31 พฤษภาคม 2560

 

ลอตเตอรี่ ปรับรูปแบบใหม่ ใบเดียว 80 บาท เริ่ม 1 ก.ย.นี้ (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 21:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951635


ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล แถลงผลงานการดำเนินงานครบรอบ 2 ปี คณะกรรมการสลาก เตรียมปรับรูปแบบใหม่ จากฉบับคู่ละ 80 บาท เป็นฉบับละ 80 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ป้องกันความสับสน สามารถตรวจสอบได้ง่าย


https://www.thairath.co.th/clip/129767

วันที่ 24 พ.ค.2560 ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมด้วยคณะกรรมการสลาก และพลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แถลงผลงานการดำเนินงานครบรอบ 2 ปี คณะกรรมการสลาก

ประธานกรรมการสลาก กล่าวว่า การดำเนินงานของคณะกรรมการสลากที่ผ่านมา ถือว่าประสบผลสำเร็จ แม้มีบ้างที่ยังมีการทำสลากชุดขายเกินราคา แต่สลากปลีกส่วนใหญ่ขายในราคา 80 บาท ซึ่งต่อจากนี้ จะเป็นการดำเนินการในระยะที่ 3 คือ การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม ด้วยการปรับแผนและทิศทางการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลต่อเนื่องจากระยะที่ 2 ต่อไป โดยจะประกอบไปด้วยหลายส่วน อาทิ โครงการซื้อ-จองล่วงหน้าสลาก, การปรับปรุงรูปแบบสลาก ฉบับละ 80 บาท, การเพิ่มระบบป้องกันการปลอมแปลงสลาก, การเพิ่มความสะดวกในบริการด้านจ่ายรางวัล รวมถึงการศึกษารูปแบบสลากใหม่ เพื่อการแก้ไขปัญหาราคาสลากอย่างยั่งยืน

สำหรับการปรับแผนและทิศทางการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลต่อเนื่องจากระยะที่ 2 ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการในส่วนของการปรับแผนและทิศทางการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ในโครงการซื้อ-จองล่วงหน้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อนำสลากมากระจายให้กับผู้ขายจริง/ผู้ค้ารายย่อย ให้มากที่สุด เช่น การนำสลากที่ตัวแทนจำหน่ายไม่มารับ หรือ สลากที่ได้จากการยกเลิกสัญญา มาเข้าสู่ระบบซื้อ-จองล่วงหน้า รวมถึงมาตรการกวดขันไม่ให้จำหน่ายสลากเกินราคา ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยชุดตรวจพิเศษ ที่บูรณาการระหว่างทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง หากพบผู้ที่จำหน่ายสลากเกินราคาจะจับกุมและตัดโควตาในทันที

ที่ผ่านมา สำนักงานฯได้ทำการยกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายที่ทำผิดสัญญาไปแล้ว จำนวน 2,131 ราย และยกเลิกสิทธิ์ในการทำการซื้อ – จอง เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามประกาศประกาศสำนักงานฯ จำนวน 483 ราย รวมทั้งสิ้น 2,614 ราย ซึ่งสลากที่ได้คืนจากผู้ที่ถูกตัดโควตาก็จะนำกลับมาเพิ่มเติมให้กับผู้จำหน่ายที่แท้จริง

จากการดำเนินการดังกล่าวมาจากการลงพื้นที่ตามพื้นที่ต่างๆ ในการสำรวจราคาตลาดสลาก ว่ามีการจำหน่ายเป็นไปตามราคาที่กำหนด พร้อมเก็บข้อมูลตรวจทานว่า การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามข้อเท็จจริง หรือยังมีช่องว่างที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม ทำให้สำนักงานได้ทราบข้อมูลจากผู้ขาย ว่า จำนวนสลาก 5 เล่ม ที่ได้รับยังไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยผู้ขายให้ข้อมูลว่า จำนวน 10 เล่ม เป็นปริมาณค่าเฉลี่ยกลางที่เหมาะสม จึงเปิดโอกาสให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าถึงสลากเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 10 เล่ม ด้วยระบบในการคัดกรองผู้จำหน่ายมากขึ้น จากผู้ตรวจการและเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจพิเศษ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผู้จำหน่ายที่แท้จริง

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ ได้กล่าวถึงผลการดำเนินงานว่า สำนักงานฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด โดยสรุปส่งเงินรายได้แผ่นดิน ในปี 2559 เพิ่มขึ้นจาก ปี 2558 ถึง 10,486 ล้านบาท อีกทั้งการเบิกจ่ายงบลงทุนของสำนักงานฯ เป็นไปตามแผน เนื่องจากมีการเร่งรัดติดตามเป็นประจำทุกเดือน โดยคณะกรรมการบริหารเงินที่คณะกรรมการสลากแต่งตั้งขึ้น และในส่วนของการดำเนินการนโยบายในระยะที่ 3 นั้น สำนักงานฯจะทำการปรับปรุงรูปแบบสลาก จากเดิม ฉบับคู่ 80 บาท (ฉบับละ 40 บาท) เป็นฉบับละ 80 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ป้องกันความสับสน สามารถตรวจสอบได้ง่าย และเป็นการปรับรูปแบบสลากให้มีความทันสมัยมากขึ้น และเพิ่มระบบป้องกันการปลอมแปลงสลาก ด้วยการเพิ่มความคมชัดของลายน้ำบนกระดาษให้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าชัดเจนยิ่งขึ้น เพิ่มระบบบาร์โค้ด 2 มิติ (2D Barcode) ที่สามารถสแกนตรวจสอบสลากได้จากเครื่องอ่านบาร์โค้ด และยังถือเป็นการช่วยตรวจสอบการปลอมแปลงตัวเลขสลากหรือสลากแก้เลขในขั้นต้นได้อีกด้วย สำหรับการบริการด้านการจ่ายรางวัล สำนักงานฯ ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการจ่ายรางวัลสลากผ่านเคาน์เตอร์สาขาของธนาคารกรุงไทย และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ซื้อสลากมากยิ่งขึ้น

สำหรับประเด็นความคืบหน้าในการแก้ไขพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น ผู้อำนวยการฯ ได้กล่าวว่า หลังจากที่สำนักงานฯได้เสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 และยื่นเรื่องเสนอไปยังกระทรวงการคลัง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)

ด้านโฆษกคณะกรรมการสลาก ได้กล่าวเพิ่มเติม ในส่วนของการศึกษารูปแบบสลากใหม่ ว่า ในขณะนี้สำนักงานฯอยู่ระหว่างการศึกษาผลิตภัณฑ์สลากรูปแบบต่างๆ จากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ โครงสร้าง บริบทของสังคมไทยและวิถีชีวิตของประชาชน ล่าสุดได้ทำการศึกษาสลากของประเทศมาเลเซียและประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีสภาพเศรษฐกิจ จำนวนประชากรและบริบททางสังคมใกล้เคียงกับประเทศไทยมากที่สุดซึ่งคาดว่าจะนำผลการศึกษาเผยแพร่ ให้สาธารณะชนรับรู้ในเร็วๆ นี้ การศึกษาเรื่องผลิตภัณฑ์ใหม่และสลากออนไลน์นั้น ต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาข้อมูลรอบด้านและพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาผู้ขายสลากเกินราคาเป็นระบบและมีความยั่งยืนต่อไป

 

นบข. อนุมัติขายข้าวเสื่อมแล้ว 5 แสนตัน-คสช. 3 ปี โละสต๊อกเกือบเกลี้ยง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2560 19:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/951520


นบข. อนุมัติขายข้าวเสื่อมแล้ว 5 แสนตัน มูลค่า 1.5 พันล้านบาท มั่นใจ ยอดส่งออกเป็นไปตามเป้า 9.5 ล้านตัน ขณะ คสช. หลังเข้าบริหาร 3 ปี โละสต๊อกข้าวรัฐบาลเกือบเกลี้ยง

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ทางกรมฯ ได้เสนอผลการพิจารณาระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลกลุ่ม 3 หรือข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มิใช่คนและสัตว์บริโภค ซึ่งเปิดประมูลไปเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 60 ให้กับประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาและได้อนุมัติขายให้กับผู้ชนะการประมูล 10 ราย ใน 81 คลัง ปริมาณ 500,000 ตัน จากปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมด 1.03 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1,523 ล้านบาท หรือเฉลี่ย กก.ละ 3 บาท

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว โดยมี น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิจารณา กำหนดเกณฑ์ราคาที่จะอนุมัติขาย ไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทต่อตัน เพราะการเสนอซื้อข้าวเสื่อมรอบนี้ มีหลายราคา ต่ำสุดอยู่ที่ตันละ 500 บาท จึงต้องกำหนดเกณฑ์ขึ้นมา ส่วนที่เสนอต่ำกว่าก็ไม่อนุมัติขาย ภายหลังจากการอนุมัติขายข้าวลอตนี้ 500,000 ตันแล้ว ทำให้สามารถระบายสต๊อกข้าวสารรัฐบาลออกไปได้แล้วกว่า 12.74 ล้านตัน มูลค่า 114,792 ล้านบาท

สำหรับการเปิดประมูลข้าวสารเป็นการทั่วไปลอตสุดท้าย ซึ่งเป็นข้าวกลุ่ม 1 ที่ใช้เพื่อการบริโภคปกติ ปริมาณ 1.82 ล้านตัน ในวันนี้มีผู้ยื่นซองเสนอราคา 58 ราย ราคาที่เสนอซื้ออยู่ที่ประมาณตันละ 4,000-11,000 บาท ซึ่งการเปิดประมูลครั้งนี้คึกคัก และเสนอราคาค่อนข้างสูง หากสามารถระบายข้าวลอตนี้ได้หมด จะทำให้เหลือข้าวในสต๊อกรัฐบาลอีกประมาณ 2.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวเสื่อมต้องเข้าสู่อุตสาหกรรมเท่านั้น โดยจะทยอยระบายให้หมดภายในปีนี้

อย่างไรก็ตาม การส่งออกข้าวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-17 พ.ค. 60 ว่า ส่งออกได้แล้ว 4.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 14.3 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่ส่งออกได้ 3.8 ล้านตัน มูลค่า 66,514 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่า 61,253 ล้านบาท คาดว่าการส่งออกจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 9.5 ล้านตัน แน่นอน.