เปิดตลาด ทองไทยร่วงลง 150 รูปพรรณขายบาทละ 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 พ.ค. 2560 10:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928605


ทองไทยเปิดตลาดร่วง 150 ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายบาทละ 20,600 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายบาทละ 21,100 ขณะที่ทองนิวยอร์กปิดปรับลด 12.8 ดอลลาร์ ที่ระดับ 1,255.50 ดอลลาร์/ออนซ์…

เมื่อวันที่ 2 พ.ค. สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับลดลง 150 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100

ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (1 พ.ค.) หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาแอตแลนตา เปิดเผยรายงานคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐฯ จะขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย โดยสัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือนมิ.ย.ร่วงลง 12.8 ดอลลาร์ หรือ 1.01% ปิดที่ระดับ 1,255.50 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

“มิสเตอร์มังคุด” สู่ “สบู่เปลือกมังคุด” ประชาชนเข้มแข็งชุมชนยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899985


ไทยรัฐออนไลน์ภูมิใจนำเสนอเรื่องราวของ “มิสเตอร์มังคุด” ผู้ซึ่งสามารถนำเปลือกมังคุดที่ถูกมองว่าไร้ประโยชน์ มาผลิตเป็นสินค้าเลี้ยงตัวเองและขยายสู่ชุมชน จนสามารถพึ่งพาตนเองได้และเป็นตัวอย่างที่ดี…

ช่วงระยะ 2-3 ปีมานี้ ต้องยอมรับว่า “หมู่บ้านคีรีวง” อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของทั้งคนไทยและต่างชาติ เนื่องจากสภาพธรรมชาติยังมีความสมบูรณ์สูง ถูกยกให้เป็นแหล่งโอโซนดีที่สุดอันดับ 1 ของประเทศ ชุมชนเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วยพื้นฐานอาชีพเกษตรกรรมและหัตถกรรมวิถีชีวิตเรียบง่ายสงบสุข

ยกตัวอย่าง “กลุ่มบ้านสมุนไพรคีรีวง” อีกหนึ่งการรวมกลุ่มของชาวบ้านคีรีวง เพื่อนำผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะมังคุด ผลไม้ขึ้นชื่อของหมู่บ้านและ จ.นครศรีธรรมราช มาพัฒนาจนเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจพอสมควร เป็นสินค้าของฝากที่ไม่ควรพลาด และมีคณะต่างๆ เข้าศึกษาดูงานไม่ขาดสาย

ดังนั้น วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” ขออาสาเป็นตัวกลางพาผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักและติดตามความสำเร็จของกลุ่มบ้านสมุนไพรคีรีวง โดย “นายสนธยา ชำนะ” หรือฉายาที่ได้รับ “มิสเตอร์มังคุด” ประธานกลุ่มฯ และคณะเป็นผู้ให้ข้อมูลต่างๆ

ยืนด้วยลำแข้ง จุดกำเนิดผลิตภัณฑ์เปลือกมังคุด

จุดเริ่มต้นของการนำเปลือกมังคุดมาทำเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆ มาจากหมู่บ้านคีรีวงปลูกมังคุดมาก หลังจากกินเนื้อแล้วยังเหลือเปลือก จึงต้องการนำมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนต้องการพึ่งพาตนเอง พึ่งพาพื้นฐานอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม และต้องการรักษาสิ่งแวดล้อมแหล่งโอโซนที่ดีที่สุด

แรกๆ เริ่มนำเปลือกมังคุดมาทำเป็นสบู่สมุนไพร เนื่องจากเปลือกมังคุดมีสารสรรพคุณด้านผิวหนังผิวพรรณ ก่อนขยายเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรอื่นๆ ทั้งที่ใช้เปลือกมังคุดและไม่ใช้เปลือกมังคุด โดยสบู่จากเปลือกมังคุดและทั้งหมดจะใช้แบรนด์ชื่อ มิสเตอร์มังคุด

ขณะนั้นปี 2537 สบู่เปลือกมังคุด และผลิตภัณฑ์จากเปลือกมังคุด ใช้เปลือกมาบดและคั้นน้ำ ถือเป็นรายแรกๆ ที่ทำสบู่เปลือกมังคุด ช่วงประมาณ 3-4 ปี เมื่อครั้งเร่ิมทำค่อนข้างลำบากและมีอุปสรรค สินค้าที่ออกมาขายไม่ได้ เพราะตลาดยังไม่รู้จักและไม่มั่นใจ แต่ไม่ย่อท้อพยายามมาเรื่อยๆ

เร่ิมต้นขายไม่ได้ ปัจจุบันกระจายไปทั้งไทย-เทศ

ช่วงเร่ิมต้นขายลำบาก ใช้วิธีให้ลูกๆ นำไปขายในกรุงเทพฯ จนมีคนใช้แล้วติดใจ มีการซื้อซ้ำ จนเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ขณะเดียวกันได้ขายในชุมชนจริงจังและทำตลาดประเทศด้วยช่องทางต่างๆ ปัจจุบันมีลูกค้าทั้งจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และดูไบ เป็นต้น

คั้นน้ำเปลือกมังคุดบวกส่วนผสมจนเป็นสบู่ชั้นดี

ทั้งนี้ ขั้นตอนการทำสบู่เปลือกมังคุดและผลิตภัณฑ์เปลือกมังคุดต่างๆ นั้น นำส่วนของเปลือกมาบดให้ละเอียด จากนั้นคั้นน้ำพักไว้ ซึ่งจะได้น้ำเปลือกมังคุดสีม่วงเป็นตัวตั้งต้น

สำหรับเฉพาะการทำสบู่สมุนไพรเปลือกมังคุดนั้น นำน้ำเปลือกมังคุดมาผสมกับไขสบู่จากปาล์มน้ำมันสกัด และน้ำมันมะพร้าว ใส่สมุนไพรต่างๆ ลงไป ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ทิ้งไว้ให้เซตตัวเป็นก้อน ต่อด้วยนำไปขึ้นรูปด้วยเครื่องจักรผลิตเองได้เป็นก้อนสบู่สมุนไพรเปลือกมังคุดสีม่วง พร้อมกับลวดลายมังคุดบนก้อน นำบรรจุลงห่อพลาสติกและใส่กล่องเป็นอันเสร็จสิ้นพร้อมขาย

วัตถุดิบปลอดสารพิษ จุดเด่นของสินค้าน่าจะลอง

จุดเด่นของสบู่สมุนไพรเปลือกมังคุด ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเปลือกมังคุดและผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆ ของที่นี่คือ ใช้วัตถุดิบปลอดสารพิษ มีความออร์แกนิค แหล่งวัตถุดิบโดยเฉพาะมังคุดได้จากในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง

ส่วนแผนในอนาคตเตรียมสร้างโรงงานมาตรฐานและขอการรับรองต่างๆ เพื่อให้สามารถส่งขายต่างประเทศได้มากขึ้น

หลากผลิตภัณฑ์ดีๆ ไม่ได้มีแค่สบู่เปลือกมังคุด

ปัจจุบันกลุ่มสมุนไพรคีรีวง มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากเปลือกมังคุดและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรต่างๆ มากมายจากเปลือกมังคุด เช่น สบู่สมุนไพรเปลือกมังคุดขายปลีกราคาก้อนละ 40 บาท สบู่เหลวเปลือกมังคุด โลชั่นเปลือกมังคุด แชมพูเปลือกมังคุด และผงพอกหน้าเปลือกมังคุด เป็นต้น ในส่วนผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรอื่นๆ เช่น สบู่ตะไคร้ สบู่ส้มแขก และน้ำมันคลายเส้น เป็นต้น

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดกลุ่มบ้านสมุนไพรคีรีวงและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ที่โทรศัพท์ 0-7553-3126, 08-1968-3851 หรือเข้าไปดูได้ที่ www.kiriwonggroup.com/herb.html หรือ www.facebook.com/mr.mungkud.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

แชร์เจนใหม่…เชื้อชั่วไม่ยอมตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928113


2 ปีมานี้ ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ระบาดหนักอีกครั้งเมื่อเศรษฐกิจประเทศเข้าสู่สภาวะถดถอย ผลตอบแทนเงินฝากต่ำติดดิน การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่จูงใจ ทั้งยังดำเนินไปในลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็กทำให้นักลงทุนรายย่อยตกเป็นเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟตลอดเวลา

ขณะที่หน่วยงานซึ่งกำกับดูแล พ.ร.บ.ขายตรง ปล่อยปละละเลยให้บริษัทขายตรงที่ไม่ได้มาตรฐาน มีสินค้าชิ้นเดียว ไม่ผ่านการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถแปลงร่างไปเป็นแชร์ลูกโซ่ต้มตุ๋นสมาชิกบริษัทขายตรงได้โดยฉลุยด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่า ส่วนรัฐก็หลับตาซะข้างหนึ่ง!

แม้จะมีตัวอย่างมากมายจากแชร์ชื่อดังในอดีตอย่าง “แชร์แม่ชม้อย” ของ นางชม้อย ทิพย์โส ที่หลอกผู้คนเกือบทั่วประเทศเข้าไปลงทุนในธุรกิจรถน้ำมันซึ่งเล่นกันตั้งแต่ตัวรถ ถังน้ำมัน จนถึงล้อรถเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จนถึงมือสุดท้ายที่เงินปันผลก็ไม่เอา แต่ยังถมเงินทุนก้อนใหม่ใส่เข้าไปอีกเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด

แต่แล้วโซ่ข้อสุดท้ายก็กลายเป็นเหยื่อของระบบที่เอาเงินจากคนใหม่ ไปจ่ายให้คนเก่า ขณะที่ตัวเท้าแชร์เอาเงินชาวบ้านชาวช่องไปซื้อความสุขให้กับตน และครอบครัวหมดแล้ว

จาก แชร์แม่ชม้อย ซึ่งถูกศาลสั่งยึดทรัพย์ และจำคุกสูงถึงแสนกว่าปี ยังมี แชร์แม่นกแก้ว แชร์ชาร์เตอร์ และแชร์อื่นๆอีกมากมาย ที่อาศัยช่วงจังหวะของเศรษฐกิจที่กำลังถูกปั่นให้เป็นฟองสบู่ เสนอผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่สูงกว่าต่างประเทศลิบลับมาหลอกคนโดยขอแบงก์การันตีในประเทศไปกู้เงินดอกต่ำ 1 – 3% นอกประเทศมาฝากเอาดอกเบี้ยสูง 12 – 18% ในประเทศ

คนพวกนี้ต้มคนมากมายให้ขายบ้าน เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว บางคนถึงกับฆ่าตัวตายเมื่อไม่มีเงินปันผลจ่ายให้ตามสัญญา เท้าแชร์บางรายก็จับได้ แต่บางรายหอบเงินพันล้านหลบหนีไปนอก ก่อนจะฟอกตัวกลับเข้าประเทศใหม่ เพราะสังคมไทยนับถือเงินเป็นพระเจ้า มากกว่าจะสนใจว่า เงินนั้นได้มาอย่างไร?!

แชร์ลูกโซ่เหล่านี้ ยังพัวพันไปถึง ทรัสต์ และแบงก์พาณิชย์กระทั่งทำให้เสถียรภาพสถาบันการเงินในประเทศสั่นคลอน จนรัฐบาลต้องสั่งปิดทรัสต์หลายแห่ง เข้าควบคุมแบงก์พาณิชย์ผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ด้วยเหตุที่ไม่ขุดรากถอนโคนให้หมด อีกไม่กี่ปีเท่านั้น เศรษฐกิจไทยก็ต้องล่มสลาย เพราะสถาบันการเงินในประเทศไม่มีรากฐานที่ความมั่นคงแข็งแกร่ง จนเกือบจะพากันล้มเป็นโดมิโน่ไปทั้งหมด ถ้าไม่ยุติด้วยการสั่งปิด 56 ไฟแนนซ์

จากช่วงปี 2527 อันเป็นปีที่มีการสั่งจัดการเด็ดขาดกับแชร์ลูกโซ่ ทรัสต์ และแบงก์พาณิชย์ มาถึงวันนี้ แชร์ลูกโซ่เจนใหม่ของคนที่อยากรวยทางลัดกลับมาอีกครั้ง ด้วยเหตุผลเก่าแก่เหมือนเชื้อชั่วไม่ยอมตาย คือ ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ดอกเบี้ยดีกว่า และปันผลในอัตราที่ไม่มีกองทุนหรือสถาบันการเงินที่ไหนกล้าให้

นั่นจึงทำให้เราได้เห็นข่าวพาดหัวยักษ์ทั้งในหนังสือพิมพ์ และโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับ แชร์ลูกโซ่ของซินแสโชกุน ที่ตุ๋นผู้คน 1,500 คนไปทัวร์ญี่ปุ่นแต่ตกค้างอยู่สุวรรณภูมิ เห็นแชร์ของ “หมอโกงหมอ” ที่หลอกจะไปทำทัวร์ เช่นเดียวกับที่เห็น “ครูหลอกครู” เห็น รศ.ดร.อดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้รับการชื่นชมว่าบริหารสหกรณ์ได้ดีที่สุด กลับหลอกครูด้วยกันว่า จะเอาไปทำ “สหกรณ์ลอตเตอรี่” ซึ่งไม่เคยมีที่ใดมาก่อน

ระหว่างรอตำรวจกองปราบดำเนินคดีกับผู้ต้องหา กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก.) กับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทำสมุดปกขาวออกมาเตือนรูปแบบแชร์ 7 ประเภทที่เข้าข่ายต้มตุ๋น คือ 1.อ้างชื่อผู้มีอิทธิพลระดมเงินทำโครงการใหญ่ 2.เล็งนักศึกษาที่อยากมีรายได้มากๆเพื่อใช้แบรนด์เนม 3.ชวนเล่นค่าเงินในสื่อออนไลน์ 4.ชวนลงทุนทำสินค้าเกษตรออนไลน์ 5.ขายฝันลงทุนในตลาดหุ้นจีน-มาเลเซีย 6.ขายยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณสุดยอด และ 7.ติดป้ายยักษ์ชวนทำบุญผ่านบัญชีธนาคาร เป็นต้น.

แสงทิพย์ ยิ้มละมัย
econ@thairath.co.th

 

งานคือเงิน 02/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย หมึกเขียว 2 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927873


คนฉลาดมองปัญหาและอุปสรรคเป็นความท้าทายที่ต้องฟันฝ่าเพื่อเดินให้ถึงเส้นชัยแห่งชีวิต แต่คนโง่มองปัญหาและอุปสรรคคือทางตัน

สารพัดตำแหน่งงานดีๆ มีให้ คนขยันและสู้ชีวิต เลือกจับจองกันเสมอที่ งานคือเงิน

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับ อาจารย์ A-5 จำนวน 1 อัตรา ปฏิบัติงานในภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุข วุฒิ ปริญญาเอก หรือจะจบปริญญาเอกในปีการศึกษา 2559 สาขาวิชา สัตวแพทยสาธารณสุข จุลชีววิทยา พยาธิวิทยา หรือ สาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ต้องมีพื้นปริญญาตรี ทาง สัตวแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ หรือ แพทยศาสตร์ มีผลการทดสอบภาษาอังกฤษที่ไม่เกิน 2 ปี ได้แก่ TOEFL (Paper-based Test : PBT) ไม่น้อยกว่า 550 คะแนน, TOEFL (Internetbased Test : IBT) ไม่น้อยกว่า 79 คะแนน, CU-TEP ไม่น้อยกว่า 75 คะแนน หรือ IELTS ไม่น้อยกว่า 6.5 คะแนน ไม่มีภาระผูกพันเรื่องการชดใช้ทุนใดๆ หรือเงื่อนไขอื่น ต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์เหมาะสมกับหน้าที่ สนใจสมัครผ่านทาง www.hrm.chula.ac.th/recruitmentonline  สอบถามที่หน่วยการเจ้าหน้าที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.0-2218 -9773 รับถึง 8 พ.ค.นี้

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รับ อาจารย์ 3 อัตรา ปฏิบัติงานประจำภาควิชามนุษยศาสตร์ วุฒิ ปริญญาเอก จากสถาบันการศึกษา ที่ ก.พ. หรือ สกอ. รับรอง (ทั้งในและต่างประเทศ) ในสาขา ปรัชญา ศาสนา จิตวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ จิตวิทยาองค์กร จิตวิทยาอุตสาหกรรม หรือสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง มีความรู้และทักษะด้านภาษาอังกฤษ (อ่าน พูด ฟัง เขียน) ในระดับดี และมีหลักฐาน ผลคะแนนผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษที่ไม่เกิน 2 ปี ได้แก่ ILETS (Academic Module) ไม่ต่ำกว่า 6 คะแนน, TOEFL IBT ไม่ต่ำกว่า 79 คะแนน, TOEFL ITP ไม่ต่ำกว่า 550 คะแนน หรือ TOEFL CBT ไม่ต่ำกว่า 213 คะแนน มีความสมัครใจหรือความพร้อมที่จะสอนและวิจัยในประเด็นที่เป็นการประยุกต์หรือข้ามสาขาวิชา (หากมีประสบการณ์หรือผลงานทางวิชาการหรืองานวิจัย เช่น งานนำเสนอและบทความตีพิมพ์จะพิจารณาเป็นพิเศษ) สมัครที่งานพัฒนาองค์กรและทุนมนุษย์ สำนักงานคณบดี คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม 73170 สอบถามโทร.0-2800-2840 (-60) ต่อ 1006 ถึง 9 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยศิลปากร รับ อาจารย์ 2 อัตรา สังกัดคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี วุฒิ ปริญญาเอก ในสาขาวิชา ธุรกิจการเกษตร บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์การเกษตร เศรษฐศาสตร์ประยุกต์ เศรษฐศาสตร์และการจัดการ หรือสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ต้องมีผลคะแนนสอบภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรกำหนด สอบถามและสมัครที่กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 7 สำนักงาน อธิการบดี ตลิ่งชัน มหาวิทยาลัยศิลปากร ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 โทร.0-2849-7544 หรืองานการเจ้าหน้าที่ ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม โทร.0-3425-5790 หรือที่สำนักงานวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี โทร.0-3259-4043 (-50) ต่อ 41008, 41003, 41006 ถึง 15 พ.ค.นี้

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รับ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 1 อัตรา สังกัดโครงการจัดกิจกรรมสถานบริการทางการแพทย์ มศว คลินิก วุฒิ ปริญญาตรี หรือ เทียบเท่าทุกสาขาวิชา สามารถใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Office อย่างดี สามารถปฏิบัติงาน ณ โครงการจัดกิจกรรมสถานบริการทางการแพทย์ มศว คลินิก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซอยสุขุมวิท 23 ถนนสุขุมวิท เขตวัฒนา กรุงเทพฯ มีมนุษยสัมพันธ์ สามารถติดต่อกับผู้อื่น ทำงานเป็นทีมและร่วมวางแผนกับบุคคลอื่นได้อย่างดี มีวิสัยทัศน์ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และพัฒนางานที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง หากเป็นเพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว สมัครที่งานบริหารทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ซอยสุขุมวิท 23 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โทร.0-3739-5451 (-5) ต่อ 60224 (-6), 0-2649- 5000 ต่อ 27979 ต่อ 20207 (-8) ถึง 17 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ แขนงวิชาหลักสูตรและการสอน วิชาเอกการสอนสังคมศาสตร์ รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก ทาง การสอนสังคมศึกษา หรือ ทางหลักสูตรและการสอน เน้นการสอนสังคมศึกษา หรือทางการศึกษา โดยมีพื้นปริญญาโทและปริญญาตรีทางการสอนสังคมศึกษา หรือ กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกที่เกี่ยวข้อง โดยเรียนรายวิชาครบถ้วนตามหลักสูตรเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างทำดุษฎีนิพนธ์ มีประสบการณ์การสอนสังคมศึกษา, สาขาวิชาศิลปศาสตร์ แขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทาง สารสนเทศศาสตร์ หรือศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ สารสนเทศศึกษา หรือ การจัดการสารสนเทศ มีผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง เช่น บทความ หนังสือ อย่างน้อย 1 รายการ (อาจเป็นผลงานร่วม), แขนงวิชาไทยคดีศึกษา รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทาง ภาษาไทย หรือ จารึกภาษาไทย โดยมีพื้นปริญญาตรีทางด้านภาษาไทย, สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ หลักสูตรด้านบริหารโรงพยาบาล รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทาง บริหารโรงพยาบาล บริหารสาธารณสุข เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข การจัดการสุขภาพ สาธารณสุขศาสตร์ โดยมีพื้นปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ต้องมีประสบการณ์ทำงานในหน่วยงานโรงพยาบาล และ/หรือมีประสบการณ์ด้านวิชาการ และ/หรือ ด้านการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโรงพยาบาล, ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทาง อาชีวอนามัย ความปลอดภัย หรือ สุขศาสตร์อุตสาหกรรม หรือทาง เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม อนามัยสิ่งแวดล้อม โดยมีพื้นปริญญาตรีทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หรือเทียบเท่า และมีประสบการณ์ด้านวิชาการ และ/หรือ ด้านการวิจัย และ/หรือ การทำงานที่เกี่ยวข้อง, สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ รับ อาจารย์ 2 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก ทาง เศรษฐศาสตร์ หรือ กำลังศึกษาปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ โดยเรียนรายวิชาครบถ้วนตามหลักสูตรแล้ว อยู่ระหว่างทำดุษฎีนิพนธ์ คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาภายใน 1 ปี, สาขาวิชารัฐศาสตร์ แขนงวิชาทฤษฎีและเทคนิคทางรัฐศาสตร์ รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางด้าน รัฐศาสตร์ เน้นการเมืองการปกครอง โดยมีพื้นปริญญาตรีทาง ด้านรัฐศาสตร์ หรือ สังคมศาสตร์ หรือปริญญาตรี/ปริญญาโท ทาง ด้านรัฐศาสตร์ เน้นการเมืองการปกครอง, สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ แขนงวิชาส่งเสริมการเกษตร วิชาเอกส่งเสริมการเกษตรและพัฒนาการเกษตร รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก ทาง ส่งเสริมการเกษตร พัฒนาการเกษตร โดยมีพื้นปริญญาโททางส่งเสริมการเกษตร พัฒนาการเกษตร และปริญญาตรีทางการเกษตร ส่งเสริมการเกษตร หรือ พัฒนาการเกษตร หรือ ปริญญาโท ทาง ส่งเสริมการเกษตร พัฒนาการเกษตร โดยมีพื้นปริญญาตรีทางการเกษตร ส่งเสริมการเกษตร หรือ พัฒนาการเกษตร (หากมีประสบการณ์การสอนหรือการทำงาน และมีผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาเป็นพิเศษ), สาขาวิชานิเทศศาสตร์ กลุ่มวิชาโฆษณา รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก หรืออยู่ระหว่างทำดุษฎีนิพนธ์ ทาง นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน โดยมีพื้นปริญญาตรีทางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน เน้นด้านโฆษณา หรือปริญญาโท ทาง นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน โดยมีพื้นปริญญาตรี ทางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน ต้องมีประสบการณ์การสอน หรือ การทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานด้านโฆษณาอย่างน้อย 1 ปี หรือปริญญาโท ทาง นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน โดยมีพื้นปริญญาตรีทางสังคมศาสตร์ ต้องมีประสบการณ์การสอน หรือ การทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานด้านโฆษณาอย่างน้อย 3 ปี ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาเอก/ปริญญาโท ไม่น้อยกว่า 3.50, กลุ่มวิชาวิทยุกระจายเสียง รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทาง นิเทศศาสตร์วารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน โดยมีพื้นปริญญาตรี ทางด้าน นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน เน้นด้านวิทยุกระจายเสียง และ/หรือต้องมีประสบการณ์การสอน หรือการทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวิทยุกระจายเสียงอย่างน้อย 1 ปี มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาเอก และ/หรือปริญญาโทไม่น้อยกว่า 3.50 ทุกตำแหน่งต้องอายุไม่เกิน 50 ปี มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมแก่ตำแหน่ง และมีผลการทดสอบภาษาอังกฤษที่ไม่เกิน 2 ปี สำหรับวุฒิ ปริญญาเอก ได้แก่ TOEFL Paper ไม่ต่ำกว่า 550 คะแนน, TOEFL CBT ไม่ต่ำกว่า 213 คะแนน, TOEFL IBT ไม่ต่ำกว่า 79 คะแนน, CU-TEP ไม่ต่ำกว่า 75 คะแนน, IELTS ไม่ต่ำกว่า 6.5 คะแนน หรือ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 700 คะแนน ส่วนวุฒิ ปริญญาโท TOEFL Paper ไม่ต่ำกว่า 510 คะแนน, TOEFL CBT ไม่ต่ำกว่า 180 คะแนน, TOEFL IBT ไม่ต่ำกว่า 64 คะแนน, CU-TEP ไม่ต่ำกว่า 60 คะแนน, IELTS ไม่ต่ำกว่า 5 คะแนน หรือ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 600 คะแนน สอบถามและสมัครที่กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120 โทร.0-2504-7133 ถึง 31 พ.ค.นี้

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับ อาจารย์ 2 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก สาขาวิชา วิศวกรรมศาสตร์ ทางด้าน วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมยานยนต์ วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเคมี เน้นการผลิตทางอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ พลังงานทางเลือกสำหรับยานยนต์ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง สมัครที่หน่วยการเจ้าหน้าที่ งานบริหารทรัพยากรมนุษย์ ชั้น 5 ห้อง 501 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร.0-2564-3001 (-9) ต่อ 3242, 3240, 3010 ถึง 31 พ.ค.นี้

หมึกเขียว

 

“เอไอเอส” ถอยแจกโทรศัพท์มือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ค. 2560 04:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928476


นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกปีนี้ เอไอเอสลดการทุ่มเงินในสงครามแจกเครื่องมือถือลง ทำให้จำนวนลูกค้าปรับลดลงตามไปด้วย โดย ณ สิ้นไตรมาสแรก มีลูกค้า 40.7 ล้านเลขหมาย ลดลงจาก 41 ล้านเลขหมายในไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา หรือลดลงราว 300,000 เลขหมาย แต่กำไรก็ได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่าที่คาด โดยเติบโต 19% จากไตรมาสก่อนหน้า อยู่ที่ 7,693 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 31,364 ล้านบาท ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

“เราต้องการทำให้การแข่งขันเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น จึงลดการทุ่มเงินอุดหนุนราคาเครื่อง รวมทั้งแจกเครื่องฟรีลง ถือเป็นการทดลองตลาด และพบว่าผลประกอบการไม่ได้เลวร้าย เอไอเอสต้องการลูกค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น ก็ได้แต่หวังว่าคู่แข่งก็คงคิดแบบเดียวกัน สงครามแจกเครื่องจะได้ยุติลง เมื่อปีที่แล้วเรามีความจำเป็นหลายอย่าง รวมทั้งการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ไม่ได้ในครั้งแรก ทำให้ต้องลงไปเล่นสงครามแจกเครื่อง ใช้เงินมากกว่า 10,000 ล้านบาท แต่ปีนี้เราหวังให้การแข่งขันกลับมาเข้ารูปเข้ารอยและเน้นกันที่คุณภาพการให้บริการเป็นหลัก”

ทั้งนี้ ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา เอไอเอสมีลูกค้าระบบรายเดือน (โพสต์เพด) เพิ่มขึ้น 232,000 เลขหมาย ขณะที่ลูกค้าระบบเติมเงิน (พรีเพด) ลดลง 615,000 เลขหมาย เนื่องจากลดการแจกเครื่องฟรีลง

“ทุกวันนี้ธุรกิจโทรคมนาคมไม่อาจสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงได้ เนื่องจากกลายเป็นสินค้าจำเป็นไปแล้ว ไม่ว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี คนก็ต้องใช้มือถือ และใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตหรือเสพข้อมูลประเภทดาต้า (Data) นอกจากนั้น การแข่งขันในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมายังไม่ใช่การแข่งขันกันอย่างปกติ มีการเติบโตเพราะผู้ให้บริการแข่งกันแจกเครื่องฟรี ซึ่งอาจไม่ใช่ความต้องการจริง”.

 

“กสอ.-เดลต้า” วิ่งพล่านแจกเงิน อุ้มเอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพลุยไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ค. 2560 04:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928473


นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าแนวทาง การสนับสนุนเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพในปีนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ร่วมกับบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการ แองเจิล ฟันด์ ฟอร์ สตาร์ทอัพ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อให้เป็นเงินทุน สำหรับจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบเงินให้เปล่ารายละไม่เกิน 500,000 บาท ภายใต้วงเงินรวม 4 ล้านบาท โดยธุรกิจที่จะพิจารณาให้เงินทุนภายใต้ 2 แนวคิด คือ 1.ไทยแลนด์ 4.0 เน้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม อาทิ เทคโนโลยีอาหาร เกษตร สาธารณสุขและเทคโนโลยีการแพทย์ หุ่นยนต์อัจฉริยะ ดิจิทัล

2.เอ็นเนอร์ยี เมเนจเมนท์ เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เก็บพลังงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้สนใจสามารถสมัครร่วมโครงการตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 19 พ.ค.นี้ คาดว่าจะมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 200 ราย และสามารถคัดเลือกให้เข้าเกณฑ์รับเงินทุน 30 ราย

นายสมชายกล่าวว่า ปีที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวมีผู้สนใจ 174 ราย คัดผู้ประกอบการที่เข้าเกณฑ์เพื่ออบรม 20 ราย และสามารถขอเงินทุนให้ฟรีได้ 7 ราย วงเงิน 2 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้เตรียมวงเงินไว้ 4 ล้านบาทมั่นใจว่าจะมีผู้สนใจและผ่านเกณฑ์มากขึ้น จนสามารถขอใช้วงเงินดังกล่าวได้ทั้งหมด และนอกจากบริษัทเดลต้าฯแล้ว กสอ.อยู่ระหว่างหารือกับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่อีก 3 ราย เพื่อชักชวนให้มีการจัดตั้งกองทุนลักษณะเดียวกัน และได้หารือกับองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (เอชเคทีดีซี) ของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง โดยการเสนอความร่วมมือสนับสนุนด้านเงิน ทุนให้กับเอสเอ็มอีไทยในลักษณะการร่วมจัดตั้งกองทุนพัฒนาสตาร์ทอัพร่วมระหว่าง 2 ประเทศ.

 

“เวียดนาม” ดาวรุ่งแห่งอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ค. 2560 04:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928469


ไม่รอช้า ททท.ผนึกกำลังขายแพ็กเกจทัวร์ 2 ประเทศ

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ ททท.หารือกับผู้บริหารการท่องเที่ยวประเทศเวียดนาม ได้ข้อสรุปว่า ทั้งสองฝ่ายจะมีความตกลงในการส่งเสริมให้เกิดการขายแพ็กเกจทัวร์เชื่อมโยง 2 ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด 2 ประเทศ 1 จุดหมาย เพื่อสร้างจุดแข็ง ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากนอกภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดระยะไกลที่เข้ามาเที่ยวในไทยเป็นหลักแล้ว ยังเห็นแนวโน้มเดินทางไปยังเวียดนามสูงขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความแปลกใหม่ที่รัฐบาลส่งเสริมการกระจายแหล่งท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ทำให้มีพื้นที่ใหม่ๆดึงดูดนักลงทุน เช่น ดานัง ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา ททท.กล่าวว่า เวียดนามมีการพัฒนาศักยภาพของตลาดท่องเที่ยวของตนเอง ในฐานะดาวรุ่งของอาเซียนมีพร้อมหลายๆด้าน เช่น มีการบังคับใช้กฎหมายและควบคุมระเบียบต่างๆที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว เริ่มตั้งแต่การมีสนามบินนานาชาติทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง ซึ่งสายการบินต่างชาติก็เริ่มเปิดเส้นทางบินตรงเพิ่มขึ้น มีการเตรียมมัคคุเทศก์ภาษาอังกฤษที่มีใบอนุญาตไว้รองรับ 500,000 คน และบริษัท ปิกัส จำกัดซึ่งเป็นธุรกิจทัวร์รายใหญ่จากรัสเซีย ที่เริ่มนำนักท่องเที่ยวรัสเซียมาเที่ยวเวียดนามเพิ่มขึ้น แจ้งว่ากำลังจะเปิดตลาดใหม่ ด้วยการนำนักท่องเที่ยวเวียดนามมาเที่ยวเมืองไทยให้เพิ่มขึ้น

นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท.กล่าวว่า ตลาดนักท่องเที่ยวทั้ง คนเวียดนามและต่างชาติที่เดินทางจากเวียดนามเข้ามาในไทย มีแนวโน้มเติบโตที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลส์ (คนรุ่นใหม่) ที่นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่นำมาแบ่งปันในสังคมออนไลน์ด้วย ซึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชีย แม้ว่าตลาดมิลเลนเนียลส์จะเติบโตแรง แต่ในด้านกำลังซื้อจะยังไม่สูงเท่า เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ และเบบี้บูมเมอร์ จึงสอดคล้องกับการนำเสนอไทยให้เป็นจุดหมายให้กับคนรุ่นใหม่ของเวียดนาม เนื่องจากตอบโจทย์เรื่องได้เดินทางต่างประเทศ แต่ยังคงอยู่ในงบประมาณที่จับจ่ายได้ และเวียดนามยังเสนอให้มีการเปิดเส้นทางบินเชื่อมต่อถึงเชียงใหม่เพิ่มขึ้น เพราะจังหวัดต่างๆของไทยมีศักยภาพในการดึงตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปเข้ามา จึงต้องการนำนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยไปเยือนเวียดนามเป็นการแลกเปลี่ยน.

 

ลุ้นลอยตัวราคาน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ค. 2560 04:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928466


นายสมศักดิ์ จันทรรวงทอง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายได้ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของการแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายต่างๆเพื่อรองรับการลอยตัวราคาขายปลีกน้ำตาล ซึ่งการลอยตัวราคาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องดำเนินการ โดยคาดว่าขั้นตอนต่างๆที่กำลังเดินหน้าจะสรุปได้ในเดือน ต.ค.นี้และนำไปสู่การลอยตัวราคาได้ในเดือน ธ.ค.นี้ ที่เป็นช่วงฤดูหีบอ้อยปี 2560/61

“การลอยตัวราคาน้ำตาล เป็นไปตามแนวทางการเจรจากับประเทศบราซิลซึ่งก่อนหน้าได้มีการยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลกหรือ WTO กล่าวหาประเทศไทยอุดหนุนราคาของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย จึงนำมาสู่การเจรจาเพื่อไม่ให้นำไปสู่การฟ้องร้อง ที่ผ่านมาคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ก็เห็นชอบในหลักการไปแล้วที่จะปรับโครงสร้างทั้งระบบเพื่อนำไปสู่การลอยตัวราคาขายปลีกในประเทศ โดยการเริ่มลอยตัวขึ้นลงตามราคาตลาดโลกในเดือน ธ.ค.ถือเป็นจังหวะเวลาที่ดี เพราะอยู่ในช่วงราคาน้ำตาลตลาดโลกไม่สูงหรือต่ำจนเกินไปมากนัก”

สำหรับหลักการนำไปสู่การลอยตัวราคาขายปลีกในประเทศ ก็ต้องยกเลิกระบบโควตาน้ำตาลทรายที่เดิมกำหนดไว้เป็นน้ำตาลทรายบริโภคในประเทศ หรือโควตา ก., น้ำตาลทรายดิบส่งออกโดยบริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด (อนท.) จำนวน 800,000 ตัน หรือโควตา ข. และน้ำตาลทรายส่งออกส่วนที่เหลือจากโควตา ก. และ ข. หรือ โควตา ค. โดยแนวทางดังกล่าวเพื่อป้องกันการขาดแคลนของความต้องการบริโภคในประเทศ ที่จะมีกติกากำหนดให้โรงงานน้ำตาลทรายทุกแห่งต้องสต๊อกน้ำตาลทรายขาวไว้รองรับความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ทุกๆ 1 เดือนในแต่ละโรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้นำไปส่งออกทั้งหมด ซึ่งหากขายออกไปโดยทำให้เกิดการขาดแคลนในประเทศก็จะมีโทษทางกฎหมาย.

 

ยอดใช้บัตรเครดิตในห้างนิ่ง เหตุกำลังซื้อหดแต่เงินเฟ้อพุ่งสวนตามน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ค. 2560 04:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928464


ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในห้างสรรพสินค้ากลับเงียบเหงา “กรุงศรี คอนซูมเมอร์” เผยเหตุกำลังซื้อวูบตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ “พาณิชย์” เผยราคาน้ำมันพุ่ง ดันเงินเฟ้อ เม.ย.เพิ่ม 0.38% สูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ทำ 4 เดือนสูงขึ้น 1.03% เชื่อทั้งปีโตตามเป้าหมาย 1.5-2.2% หลังกำลังซื้อกลับมา จากผ่อนรถคันแรกหมด ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น

นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกปีนี้ ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตหมวดห้างสรรพสินค้าค่อนข้างเงียบ แม้ว่าห้างสรรพสินค้าออกแคมเปญต่างๆ กระตุ้นยอดขายสินค้า แต่คนไม่จับจ่ายใช้สอย เพราะความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวไม่ชัดเจน กำลังซื้อประชาชนยังหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว

“ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดห้างสรรพสินค้าค่อนข้างเงียบ แต่มียอดใช้จ่ายในต่างประเทศเข้ามา ทำให้ธุรกิจบัตรเครดิตเติบโต 6-7% ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำ เพราะปกติยอดใช้จ่ายผ่านบัตรจะเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก หรืออย่างต่ำเติบโต 9% โดยไตรมาส 2 ยอดใช้จ่ายยังทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสแรก และไตรมาส 3 จะเริ่มฟื้นตัว แต่โดยรวมในปีนี้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเต็มที่น่าจะเติบโต 10% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 13%”

ทั้งนี้ จากกรณีดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิตที่เป็นรายกลางและรายเล็ก หยุดออกแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่าย จะมีเพียงรายใหญ่ 2-3 ราย ที่ยังมีแคมเปญร่วมกับห้างสรรพสินค้า เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ระยะเวลาการจัดแคมเปญเพียง 3-5 วัน ไม่สามารถฉุดให้ยอดรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดห้างสรรพสินค้าเพิ่มขึ้นได้ แต่คาดว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะเริ่มฟื้นตัวไตรมาส 3 ซึ่งกรุงศรีพร้อมเต็มที่ในการกระตุ้นให้ใช้จ่ายผ่านบัตรมากขึ้น และปีนี้เตรียมงบทำตลาด 2,000 ล้านบาท โดยจะเน้นเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น สินค้าเงินผ่อน 0% เน้นไปที่กลุ่มท่องเที่ยว โทรศัพท์สมาร์ทโฟน กล้อง เครื่องใช้ไฟฟ้า และโรงพยาบาล เพราะตลาดในกลุ่มนี้ยังเติบโตได้อยู่

“สินเชื่อบุคคลปีนี้ ไม่เน้นและไม่เร่งปล่อย โดยไตรมาสแรก ยอดสินเชื่อบุคคลขยายตัว 3-4% จากเป้าหมายทั้งปีตั้งไว้ 8-9% เมื่อถึงสิ้นปีน่าจะเติบโตเพียง 5% ปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้าง 130,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อ 58,000 ล้านบาท และบัตรเครดิต 72,000 ล้านบาท สิ้นปีเชื่อว่ายอดสินเชื่อคงค้างจะเพิ่มขึ้นเป็น 145,000 ล้านบาท ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไตรมาสแรกดีขึ้น โดยเอ็นพีแอลของสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 3.3% จากสิ้นปี 59 อยู่ที่ 3.45% และเอ็นพีแอลของบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.6% ใกล้เคียงกับปี 59 โดยสิ้นปีนี้ ตั้งเป้าหมายคุมเอ็นพีแอลบัตรเครดิตไม่ให้เกิน 1.4% และสินเชื่อบุคคลไม่เกิน 3.2%”

ส่วนนางนพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของธนาคารทรงตัว เกิดจากภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้อต่อการใช้จ่ายมากนัก กลุ่มลูกค้าที่ถือบัตรต่ำกว่าบัตรแพลตตินัม ยังระมัดระวังการใช้จ่าย ประกอบกับฐานของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปีก่อนหน้าสูงถึง 320,000 ล้านบาท

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน เม.ย.60 ว่า เท่ากับ 100.49 สูงขึ้น 0.38% เทียบกับเดือน เม.ย.59 สูงขึ้นเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกันนับตั้งแต่เดือน เม.ย.59 ที่สูงขึ้น 0.07% หลังจากก่อนหน้านี้ติดลบเป็นเวลาปีกว่า และสูงขึ้น 0.16% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.60 ขณะที่เฉลี่ย 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) ปี 60 สูงขึ้น 1.03% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.38% เป็นผลจากดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 0.73% สินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น คือ น้ำมันเชื้อเพลิง, หมวดบันเทิง การอ่าน และการศึกษา, หมวดตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล, หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ส่วนดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.26% เป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่เดือน เม.ย.45 ที่ดัชนีลดลง 0.3% สาเหตุเพราะราคาผักและผลไม้ในปีที่ผ่านมาสูงขึ้นมากจากภัยแล้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกเป็นรายการสินค้าที่คำนวณเงินเฟ้อ 422 รายการ พบว่า สินค้ามีราคาสูงขึ้น 124 รายการ เช่น ข้าวสารเจ้า เนื้อสุกร ปลาทู ผักสดบางชนิด นมผง อาหารโทร.สั่ง (เดลิเวอรี่) ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ค่าทัศนาจรต่างประเทศ สินค้าราคาไม่เปลี่ยนแปลง 199 รายการ และสินค้าราคาลดลง 99 รายการ โดยสำนักงานฯยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อปี 60 อยู่ระหว่าง 1.5-2.2% ภายใต้สมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย 3-4% ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ เฉลี่ยทั้งปีที่ 50-60 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 35.5-37.5 บาท/เหรียญสหรัฐฯ

“แนวโน้มเงินเฟ้อน่าจะสอดคล้องกับการขยายตัวเศรษฐกิจไทย และยิ่งเมื่อรถยนต์คันแรกเริ่มทยอยผ่อนชำระหมด และราคาสินค้าเริ่มดีขึ้น จะส่งผลให้ประชาชนมีเงินมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางปี โดยกระทรวงจะดูแลราคาสินค้าไม่ให้มีผลกระทบต่อกำลังซื้อ ส่วนการปรับขึ้นค่ากระแสไฟฟ้า (เอฟที) ที่จะมีผลในเดือนหน้านี้ คาดว่าจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียง 0.05% เท่านั้น”

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (เงินเฟ้อพื้นฐาน) หักสินค้าอาหารสดและพลังงานออกจากการคำนวณ เดือน เม.ย. 60 เท่ากับ 101.13 สูงขึ้น 0.50% เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย.59 และสูงขึ้น 0.02% เทียบกับเดือน มี.ค.60 ขณะที่เฉลี่ย 4 เดือน สูงขึ้น 0.61% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา.

 

“คมนาคม”ขอเงิน3.4แสนล้าน สร้างมอเตอร์เวย์ปรับสนามบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ค. 2560 04:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928461


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ว่า กระทรวงคมนาคมได้เสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2561 มูลค่า 345,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปีงบประมาณ 2560 ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ 198,769 ล้านบาท เนื่องจากได้ผูกพันงบประมาณก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ไว้ในปีงบประมาณ 2561 ด้วย

ทั้งนี้สำนักงบประมาณจะเป็นผู้พิจารณาความสำคัญของโครงการต่างๆ เพื่อจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม เบื้องต้นคาดว่ากระทรวงคมนาคมน่าจะได้รับการจัดสรรงบประมาณจริงราว 200,000 กว่าล้านบาท คาดว่าสำนักงบประมาณจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า สำหรับการจัดทำงบประมาณของกระทรวงคมนาคมนั้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และการพัฒนาเชื่อมโยงภูมิภาค รวมถึงการรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงการพัฒนาระบบราง,การพัฒนาศักยภาพของสนามบินในภูมิภาค เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมทางหลวง (ทล.) ได้ผูกผันงบประมาณก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา และเส้นทางบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี ซึ่งแต่ละเส้นทางมีแผนการใช้จ่ายในงบประมาณปี 2561 วงเงิน 23,723 ล้านบาท.