สคบ.ยัน “หัวเว่ย” ได้มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ค. 2560 04:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928456


นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.ได้จัดการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงและทำการทดสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อหัวเว่ย ของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ตามที่มีผู้บริโภคกว่า 100 รายได้ร้องเรียนมายัง สคบ.โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนกลางจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมทดสอบกับตัวแทนของบริษัท หัวเว่ย และตัวแทนผู้บริโภคที่ร้องเรียน ในรุ่น MATE 9 และ MATE 9 PRO และรุ่น P10 และ P10 PRO โดยนำเครื่องของผู้บริโภคมาทดสอบ 3 ราย โดยผลการทดสอบ ROM ของหน่วยความจำ 2.1 มีความเร็วในการประมวลผล 500-600 Mbps ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมทดสอบระบุว่า ความเร็วในการประมวลผลที่มากกว่า 500 Mbps ถือว่าได้มาตรฐาน ขณะที่ผู้ที่ร้องเรียนก็ยอมรับว่า เครื่องที่นำมาทดสอบอยู่ในมาตรฐาน

ส่วนที่ร้องเรียนว่า หัวเว่ยมีการโฆษณาว่า ROM 2.1 จะมีความเร็วที่ 800 Mbps ซึ่งผู้ที่ร้องเรียนเห็นว่าการโฆษณาไม่ตรงกับที่ทำการทดสอบนั้น บริษัท หัวเว่ย ได้ยืนยันว่า ถ้าความเร็วอยู่ที่ 500-900 Mbps ถือว่ายังอยู่ในมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม กรณีการทดสอบแต่ละเครื่องออกมาไม่เท่ากัน ทางบริษัทรับจะนำไปปรึกษากับผู้บริหาร และจะส่งข้อมูลกลับมาที่ สคบ.ภายใน 15 วัน เพื่อนำเรื่องส่งให้คณะกรรมการว่าด้วยโฆษณาของสคบ.พิจารณา ขณะเดียวกัน สคบ.จะต้องหาข้อมูลการโฆษณาของบริษัทมาประกอบการพิจารณาด้วย เนื่องจากทางผู้บริโภคที่ร้องเรียนไม่ได้นำเอกสารการโฆษณามาประกอบด้วย ซึ่งในที่สุด หากวินิจฉัยแล้วพบว่า มีการโฆษณามีสาระสำคัญทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด จะมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจสั่งให้มีการแก้ไขโฆษณาต่อไป

“ผู้บริโภคระบุว่า ไม่เป็นไปตามโฆษณาในเรื่อง ROM ของหน่วยความจำ 2.1 แต่สเปกที่ออกมาเป็น 2.0 ทางบริษัท หัวเว่ยยืนยันว่ารุ่น P10 และ P10 PRO ที่ขายในไทยใช้ ROM ของหน่วยความจำ 2.1 ทั้งหมด ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้ก็ใช้แอพพลิเคชั่นที่ไม่ใช่ทั้งของบริษัท และของผู้ร้องเรียน อีกทั้งเป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้ตรวจสอบ มีการดาวน์โหลดทั่วโลกกว่า 1 ล้านคน จึงถือว่ายอมรับได้”.

 

ใช้บัตรชิปการ์ดคนจน 1 ต.ค.นี้ ต่ออายุรถไฟ-เมล์ฟรีอีก 5 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ค. 2560 04:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928454


นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ตามมาตรการลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐว่า มาตรการต่างๆ อยู่ระหว่างพิจารณาในขั้นตอนปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นสวัสดิการตามที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ เช่น รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี การรับส่วนลดค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าแก๊สหุงต้ม สินค้าร้านธงฟ้าประชารัฐ เป็นต้น โดยกรมบัญชีกลางจะมอบสวัสดิการต่างๆ ผ่านบัตรสวัสดิการ ที่จะแจกให้ผู้มีรายได้น้อยหลังลงทะเบียนเสร็จสิ้น ล่าสุดมีประชาชนลงทะเบียนมากกว่า 8 ล้านคนแล้ว

“บัตรสวัสดิการ หรือบัตรที่มีชิปการ์ด กรมแจกให้แก่ประชาชนที่ผ่านเกณฑ์การลงทะเบียน จะเป็นบัตรเหมือนกระเป๋าเงิน โดยจะแยกเป็นประเภทชัดเจน และใช้เดือนต่อเดือน ไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้ เช่น ค่าเดินทางขึ้นรถเมล์หรือรถไฟ เป็นต้น ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะให้เป็นวงเงินในบัตร หรือเป็นส่วนลด เช่นเดียวกับค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊สหุงต้ม ว่าต่อเดือนจะให้เท่าไร โดยตั้งเป้าหมายที่จะเริ่มใช้บัตรตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้เป็นต้นไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 2 พ.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอขยายเวลามาตรการลดภาระค่าครองชีพ ด้านการเดินทาง หรือรถเมล์ฟรี รถไฟฟรีออกไปอีก 5 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-30 ก.ย.นี้ หลังสิ้นสุดมาตรการแล้วสิ้นเดือน เม.ย.60 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.51-30 เม.ย.60 รัฐบาลใช้งบสนับสนุนมาตรการนี้แล้ว 31,200 ล้านบาท.

 

ครบรอบ 48 ปี ‘กฟผ.’ ปรับตัวรับเทรนด์โลกก้าวสู่ Energy 4.0 เต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 1 พ.ค. 2560 21:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928297


กฟผ. ครบรอบ 48 ปี ปรับตัวรับเทรนด์โลก ประกาศความมุ่งมั่นพร้อมก้าวสู่ Energy 4.0 ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ พร้อมสืบสานพระราชปณิธาน โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ดุจแสงไฟที่ไม่มีวันดับ เพื่อประโยชน์สุขที่ยั่งยืนของคนไทย

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2512 เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าของประเทศ จากกำลังผลิตติดตั้ง 907 เมกะวัตต์ เมื่อแรกก่อตั้ง ปัจจุบัน กฟผ.มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 16,385 เมกะวัตต์ คิดเป็น 39.43% ของระบบผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศที่ 41,556.25 เมกะวัตต์ ซึ่งตลอด 48 ปีที่ผ่านมา กฟผ.มุ่งผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย ตามรอยพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ในปี 2559 ต่อเนื่องถึงปี 2560

ทั้งนี้ กฟผ. จึงได้ดำเนินโครงการ “กฟผ. น้อมสืบสานปณิธานงานของพ่อ ชวนชาวไทยร่วมสานต่อ 9 พระราชปณิธานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

สำหรับก้าวต่อไปของ กฟผ. ว่าจะมุ่งสู่ Energy 4.0 นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบไฟฟ้า ได้แก่ การพัฒนาเครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) นำร่องที่ จ.แม่ฮ่องสอน ที่ผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านระบบสารสนเทศ การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (Energy Storage)

ส่วน CSR after Process หรือการดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคม กฟผ. มีการสร้างชุมชนต้นแบบชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 32 แห่งทั่วประเทศ การปลูกป่า กฟผ. ซึ่งปลูกแล้วถึง 4.6 แสนไร่ การรณรงค์ประหยัดพลังงานที่นอกจากผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ปีนี้ จะมีการพัฒนาเสื้อเบอร์ 5 ที่ไม่จำเป็นต้องรีด ร่วมกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้ลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ ส่วนการส่งเสริมกีฬา เช่น กีฬายกน้ำหนัก ในปี 2560 – 2563 ได้เพิ่มการสนับสนุนสมาคมยกน้ำหนักฯ จากปีละ 16 ล้านบาท เป็น 20 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมนักกีฬาไทยคว้าชัยโอลิมปิก ตลอดจนก่อสร้าง

อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีเสถียรภาพ และการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไฟฟ้าได้ บางช่วงเวลาให้พึ่งพาได้ตลอดเวลา โดยจับคู่แหล่งผลิตตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปในรูปแบบที่เรียกว่า Hybrid เช่น โรงไฟฟ้า พลังน้ำแบบสูบกลับและกังหันลมผลิตไฟฟ้าที่ลำตะคอง จ.นครราชสีมา รวมถึงมีการเตรียมรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยพัฒนารถต้นแบบและสถานีชาร์จไฟฟ้า ตลอดจนเตรียมพัฒนาพื้นที่สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี ให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) บนพื้นที่ 300 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรศิษฏ์ กล่าวอีกว่า จึงเห็นได้ว่า กฟผ. เป็นส่วนหนึ่งในขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียนให้บรรลุตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (AEDP 2015) พร้อมทั้งวิจัยพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กฟผ. ได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบต่อสังคมตามมาตรฐานสากล ISO 26000

ขณะเดียวกัน ในเรื่อง CSR in Process หรือ CSR ในกระบวนการทำงาน เช่น การผลิตไฟฟ้าด้วยคุณภาพมาตรฐานสากล (ISO / CSR-DIW) สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสนธิสัญญา COP 21 ที่ กฟผ. ร่วมรับผิดชอบเป้าหมายของประเทศ โดย กฟผ. มีเป้าหมายชัดเจนที่จะลดให้ได้ 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2563 และ 8 ล้านตันฯ ในปี 2568 และ 12 ล้านตันฯ ในปี 2573

นอกจากนี้ ในปี 2560 กฟผ. ได้เปิดรับคนพิการเป็นพนักงาน 20 อัตรา รวมทั้งการจ้างงานอัตราท้องถิ่นด้วย ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. 8 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งได้เปิดให้บริการแล้ว 3 แห่ง และเตรียมจะเปิดเพิ่มในปี 2560 ที่ กฟผ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ กฟผ.สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี

“48 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้สร้างสมความเชี่ยวชาญ บุคลากร และเทคโนโลยี เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามั่นคง สนับสนุนการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย ตามรอยพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงเป็นต้นแบบความหมั่นเพียร เรียนรู้อย่างเป็นระบบ ยึดถือส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ซึ่งในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ภาพยนตร์โฆษณา กฟผ.ชุดใหม่ที่มีชื่อว่า “แสงไฟที่ไม่มีวันดับ” จะออกสู่สายตาประชาชน แสดงถึงความยึดมั่นดำเนินงานตามพระราชปณิธานเพื่อประโยชน์สุขที่ยั่งยืนของคนไทยสืบไป”

ทั้งนี้ กฟผ. ได้รับรางวัลต่างๆ อาทิ รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ปี 2559 รางวัล Thailand Energy Awards 2016 รางวัล EIA Monitoring Awards 2016 ซึ่ง 9 โครงการของ กฟผ. ได้รับรางวัลจากการจัดการสภาพแวดล้อมดีเด่น และเหมืองแม่เมาะได้รับรางวัล Green Mining Awards 2016 รวมถึง 30 หน่วยงาน กฟผ. ได้รับรางวัลสถานประกอบการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย ปี 2559 ทางด้านการวิจัย.

 

ทอท.เปิดใช้ทางวิ่งฝั่งตะวันออกสนามบินสุวรรณภูมิ หลังปิดปรับปรุง 60วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ค. 2560 20:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928264


(ภาพจาก: ประชาสัมพันธ์ ทอท.)

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ปรับปรุงทางวิ่งฝั่งตะวันออกด้านทิศเหนือเสร็จสิ้นแล้ว สามารถเปิดให้บริการเที่ยวบินขึ้นลงได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเสร็จเร็วกว่าแผนงาน 2 วัน

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 60 นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ ทอท.ได้มีแผนปรับปรุงทางวิ่งฝั่งตะวันออก (บางส่วน) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เป็นระยะเวลา 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม – 2 พฤษภาคม 2560 โดยมีการปิดพื้นที่ทางวิ่งฝั่งตะวันออกด้านทิศเหนือ เป็นระยะทาง 935 เมตร เพื่อซ่อมแซมพื้นผิวทางวิ่งนั้น

ขณะนี้การดำเนินการดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 เป็นต้นมา และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ทสภ. ได้ร่วมกันดำเนินการตรวจสอบความพร้อมด้านมาตรฐานความปลอดภัยของทางวิ่งก่อนทำการเปิดใช้งานเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ทางวิ่งฝั่งตะวันออกสามารถเปิดให้บริการเที่ยวบินได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งถือว่าเร็วกว่าแผนการดำเนินงาน 2 วัน โดยภายหลังจากการเปิดใช้งานตามปกติ อากาศยานทุกแบบรวมทั้ง A380 ที่บินพิสัยไกล สามารถใช้ทางวิ่งฝั่งตะวันออกเพื่อทำการบินขึ้น-ลงได้ตามปกติ และ ทสภ.สามารถใช้ทางวิ่งทั้ง 2 เส้นทางได้อย่างเต็มศักยภาพ คือ 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ทำให้สายการบินได้รับความสะดวกในการทำการบินขึ้น-ลง

สำหรับการปรับปรุงทางวิ่งในครั้งนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อันเป็นผลจากการเตรียมการวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบนานนับเดือน โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภายใน ทสภ.และหน่วยงานภายนอก.

 

‘พาณิชย์’ เชื่อกำลังซื้อเพิ่ม หลังปชช.เข้าโครงการรถคันแรก เริ่มผ่อนหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ค. 2560 14:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/928066


‘พาณิชย์’ เผนราคาน้ำมันเพิ่มดันเงินเฟ้อ เม.ย.เพิ่มขึ้น 0.38% โดยสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน ทำ 4 เดือนสูงขึ้นแล้ว 1.03% ส่วนดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ติดลบครั้งแรกรอบ 15 ปี ลดลง 0.26%  เชื่อกำลังซื้อเพิ่มจากมาตรการรถยนต์คันแรกผ่อนชำระหมดแล้ว

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 60 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน เม.ย. 60 ว่า เท่ากับ 100.49 สูงขึ้น 0.38% เทียบกับเดือน เม.ย. 59 สูงขึ้นเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 59 ที่สูงขึ้น 0.07% หลังจากก่อนหน้านี้ติดลบเป็นเวลาปีกว่า และสูงขึ้น 0.16% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 60 ขณะที่เฉลี่ย 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) ปี 60 สูงขึ้นแล้ว 1.03% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับ สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.38% เป็นผลจากดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 0.73% สินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้นคือ น้ำมันเชื้อเพลิง หมวดบันเทิง การอ่าน และการศึกษา หมวดตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ส่วนดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.26% เป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่เดือน เม.ย. 45 ที่ดัชนีลดลง 0.3% เพราะราคาผักและผลไม้ในปีที่ผ่านมาสูงขึ้นมากจากภัยแล้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกเป็นรายการสินค้าที่คำนวณเงินเฟ้อ 422 รายการ พบว่า สินค้ามีราคาสูงขึ้น 124 รายการ เช่น ข้าวสารเจ้า เนื้อสุกร ปลาทู ผักสดบางชนิด นมผง อาหารโทรสั่ง (เดลิเวอรี่) ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ค่าทัศนาจรต่างประเทศ สินค้าราคาไม่เปลี่ยนแปลง 199 รายการ และสินค้าราคาลดลง 99 รายการ

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า สำนักงานฯยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อปี 60 อยู่ระหว่าง 1.5-2.2% ภายใต้สมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย 3-4% ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ เฉลี่ยทั้งปีที่ 50-60 เหรีญสหรัฐ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 35.5-37.5 บาท/เหรียญสหรัฐ

“หากดูจากแนวโน้มเงินเฟ้อน่าจะสอดคล้องกับการขยายตัวเศรษฐกิจไทย และยิ่งเมื่อรถยนต์คันแรกเริ่มทยอยผ่อนชำระหมดลง และราคาสินค้าเริ่มดีขึ้น จะส่งผลให้ประชาชนมีเงินมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางปี โดยกระทรวงจะดูแลราคาสินค้าไม่ให้มีผลกระทบต่อกำลังซื้อ ส่วนการปรับขึ้นค่ากระแสไฟฟ้า (เอฟที) ที่จะมีผลในเดือนหน้านี้ คาดว่าจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียง 0.05% เท่านั้น”

สำหรับ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (เงินเฟ้อพื้นฐาน) หักสินค้าอาหารสดและพลังงานออกจากการคำนวณ เดือน เม.ย. 60 เท่ากับ 101.13 สูงขึ้น 0.50% เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. 59 และสูงขึ้น 0.02% เทียบกับเดือน มี.ค. 60 ขณะที่เฉลี่ย 4 เดือน สูงขึ้น 0.61% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา

 

มท.จัดใหญ่ ‘ตลาดคลองผดุงฯ’ 3 เดือน ตั้งเป้า 200 ล้าน กระตุ้น ศก.ฐานราก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ค. 2560 13:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927965


จัดใหญ่ตลาดคลองผดุงฯ! มหาดไทย สานพลังประชารัฐ ระดมสินค้าเด่นสุดยอดทั่วไทย 800 ร้านค้า อัดฉีดไฮไลต์สุดพิเศษตลอดงาน 3 เดือนเต็ม ตั้งเป้ากวาด 200 ล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง

เมื่อวันที่ 1 พ.ค.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว” โดยมี น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประธานคณะกรรมการดำเนินโครงการตลาดคลองผดุงกรุงเกษม และนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยร่วมแถลงข่าว

โดย นายสุธี กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการสานพลังประชารัฐระหว่างกระทรวงมหาดไทย บริษัทประชารัฐรักสามัคคีจำกัด และบริษัทเอกชนที่สนับสนุนโครงการประชารัฐ ซึ่งการสานพลังประชารัฐ ถือเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนของสังคมไทย โดยกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายกรมการพัฒนาชุมชนให้นำผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มจังหวัดและบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจำกัด ได้เข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนมาจัดแสดงและจำหน่าย ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการสินค้าชุมชนทั่วประเทศ มีช่องทางในการจำหน่ายและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจฐานรากเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยงานจะจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 3 เดือน คือระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม – 24 กรกฎาคม พ.ศ.2560 ซึ่งแต่ละเดือนนั้นก็มีธีมงานที่แตกต่างกันไป คือวันที่ 4 – 27 พฤษภาคม ธีมงานคือ Forward Greater Innovation นำเสนอผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีนวัตกรรม อาทิ เครื่องจักสาน ผ้า อาหารไทย, วันที่ 1-24 มิถุนายน ธีมงานคือ Healthy Nature นำเสนอผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัย อาทิ ข้าวไทย ผัก ผลไม้ และวันที่ 1-24 กรกฎาคม ธีมงานคือ Local Tourism เสนอผลิตภัณฑ์จากหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน

ด้าน น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการดำเนินโครงการตลาดคลองผดุงกรุงเกษม กล่าวว่า การจัดงานตลาดนัดคลองผดุงกรุงเกษมข้างทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 31 ซึ่งผลของการดำเนินงานที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง ทำให้ชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง และที่สำคัญทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้ารายย่อยได้มีแหล่งจำหน่ายและมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และที่สำคัญทำให้ตลาดคลองผดุงกรุงเกษมเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของชาวกรุงเทพมหานคร

ส่วน นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่างาน “Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว” มีผู้ประกอบการและเกษตรกรมากกว่า 800 ราย นำผลิตภัณฑ์ที่เด่นที่สุดในแต่ละจังหวัด สินค้าทางการเกษตร และอาหารประจำท้องถิ่นมานำเสนอ และคาดหวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจฐานรากกลับไปที่ชุมชนไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท.

 

ทองไทยเปิดตลาดรับวันแรงงาน ร่วง 50 รูปพรรรณขายบาทละ 21,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ค. 2560 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927766


ทองไทยเปิดตลาดรับวันแรงงาน ร่วง 50 ทองแท่ง รับซื้อบาทละ 20,650 ขายบาทละ 20,750 รูปพรรรณ รับซื้อบาทละ 20,284 ขายออกบาทละ 21,250…

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่ง รับซื้อบาทละ 20,650 ขายออกบาทละ 20,750 ส่วนทองรูปพรรรณ รับซื้อบาทละ 20,284 ขายออกบาทละ 21,250

 

เอาใจสาวกสิงห์บลู ธนาคารกรุงเทพ เปิดตัวบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิท เชลซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 1 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924702


สาวกเชลซีตัวจริงห้ามพลาด! ธนาคารกรุงเทพ เปิดตัวบัตรเดบิตบัตรแรก และบัตรเดียวในประเทศไทย เพื่อแฟนตัวจริง “บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิท เชลซี” จากสโมสรฟุตบอลเชลซีและธนาคารกรุงเทพ ที่ถ่ายทอดความภาคภูมิใจของชาวสิงห์บลูในประเทศไทย

บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิท เชลซี ยังมาพร้อมกับความปลอดภัยด้วย CHIP & PIN 6 หลัก เป็นบัตรเดบิตเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่ใช้เทคนิครักษาความปลอดภัยด้วยไมโครชิพ EMV ในการทำธุรกรรมที่เครื่องเอทีเอ็มและช้อปปิ้งที่ร้านค้าทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะถอนเงิน โอน จ่าย และอีกหลายธุรกรรมทางการเงินก็ทำได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ด้วย PIN 6 หลัก ให้คุณมั่นใจในการใช้บัตรได้อย่างปลอดภัยทุกครั้งที่ชำระค่าสินค้าและบริการ และสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ที่เครื่องเอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพกว่า 9,300 เครื่องทั่วประเทศ และใช้บัตรถอนเงินสดที่เครื่องเอทีเอ็มธนาคารอื่นที่รับชิพการ์ดทั่วประเทศ และเครื่องเอทีเอ็มในต่างประเทศที่รองรับชิพการ์ดและมีเครื่องหมาย

บัตรแห่ง Spirit สีน้ำเงิน ลาย Limited Edition ยังมาพร้อมด้วยสิทธิประโยชน์มากมายจากสโมสรฟุตบอลเชลซี เช่น
รับส่วนลดพิเศษที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ กรุงลอนดอน เพียงแสดงบัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิท เชลซี รับเลย ส่วนลด 10% ที่ร้านจำหน่ายของที่ระลึกสโมสรเชลซี “Chelsea Megastore” วันนี้ ถึง 30 มิถุนายนนี้ และรับส่วนลด 10% สำหรับค่าทัวร์ภายในสนามฟุตบอลสแตมฟอร์ดบริดจ์ และส่วนลดค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์สโมสรฟุตบอลเชลซี วันนี้ถึง 30 มิถุนายน ปีหน้า

นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากโปรโมชั่นบัตรบีเฟิสต์ ธนาคารกรุงเทพ โปรโมชั่นของแรบบิท รวมถึงโปรโมชั่นสุดพิเศษ จากบริษัท ไทย เพย์เม้นท์ เน็ตเวิร์ค และยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ให้คุณ ช้อปปิ้ง กดเงิน เดินทาง ง่ายๆ ในบัตรเดียว

สมัคร “บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิท เชลซี” วันนี้ รับทันที เสื้อโปโลเชลซี Blue Spirit Limited Edition ลิขสิทธิ์แท้จากสโมสรเชลซี 1 ตัวต่อบัตร มูลค่า 2,490 บาท ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาที่ร่วมรายการ วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2561 หรือจนกว่าของจะหมด

ติดตามชมภาพยนตร์โฆษณา “บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิท เชลซี BE BLUE” ได้ทางช่องไทยรัฐทีวี และช่องอื่นๆ หรือที่เว็บไซต์ธนาคาร http://www.bangkokbank.com หรือ YouTube BangkokBankChannel เป็นต้น
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ โทร. 1333 หรือ www.bangkokbank.com

 

สวยสุดในไทย! ทุ่มสิบล้านบรรจงแต่งสถานีสนามไชย จำลองกำแพงวังใส่ใต้ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913090


สถานีรถไฟใต้ดินงดงามเกินจินตนา
ประดับประดาหรูหราด้วยลายไทย
ผู้ใดได้พานพบล้วนปรีดา
นี่แหละหนาสวรรค์ใต้ดิน ‘สนามไชย’…

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัส ‘สถานีรถไฟใต้ดินสถานีสนามไชย’ แบบเอ็กซ์คลูซีฟก่อนใคร สถานีรถไฟใต้ดินที่กำลังขึ้นชื่อว่า สวยอลังการที่สุดในเมืองไทย แต่จะเลิศเลออย่างที่ร่ำลือหรือไม่? ในใต้ดินนั้น มีอะไรพิเศษ? และทำไมสถานีสนามไชยต้องประดับประดาสง่างามเช่นนี้? ทุกคำถามที่คุณอยากรู้ รายงานพิเศษชิ้นนี้มีคำตอบ!

เมื่อผู้สื่อข่าวเดินทางไปถึงสถานีสนามไชยเป็นที่เรียบร้อย สิ่งแรกที่สายตาของพวกเราทีมงานจับจ้องก็คือ บันไดเลื่อนที่จะนำพวกเราลงไปสู่รถไฟฟ้าใต้ดินนั้น กลับไม่มีหลังคาปกป้องบันไดเลื่อนจากฟ้าหรือฝนใดๆ ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ทราบจาก นายสิรภพ คณะวงค์ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานวิชาชีพ บริษัท ช.การช่าง ว่า บันไดเลื่อนที่เห็นอยู่นี้ เป็นแบบใช้ภายนอกอาคาร ทนแดดทนฝน และไม่ต้องห่วงเรื่องไฟฟ้าช็อต หรือน้ำฝนไหลลงไปด้านล่าง ส่วนเหตุผลสำคัญที่สถานีแห่งนี้ไม่มีหลังคา ก็คือ การออกแบบหรือการก่อสร้างใดๆ ก็ตามจะต้องไม่บดบังมิวเซียมสยาม หรือทัศนีภาพรอบเกาะรัตนโกสินทร์

โจทย์ใหม่ที่ท้าทาย! เปิดใจศิลปินแห่งชาติ ผู้ออกแบบสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสนามไชย

ผู้สื่อข่าว มีโอกาสได้พูดคุยกับ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) ปี 2537 ผู้ออกแบบตกแต่งภายในสถานีสนามไชย บอกเล่ากับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นกันเองว่า สถานีสนามไชยนั้น มีแนวคิดการออกแบบโดยอิงประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถานที่เก่าแก่ที่รายล้อมอยู่รอบสถานี โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั้ง วัดพระแก้ว และ พระบรมมหาราชวัง

“ในการออกแบบครั้งนี้ ผมมีข้อจำกัดสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1. การออกแบบตกแต่งภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่งนี้ จะต้องไม่ซ่อมแซมบ่อย เพราะที่นี่จะมีผู้โดยสารใช้บริการอยู่แทบตลอดเวลา หากมาตั้งนั่งร้านซ่อมแซมอยู่บ่อยครั้ง คงจะไม่เป็นการสมควรและเป็นอันตรายต่อผู้โดยสารได้ 2. งานออกแบบจะต้องไม่มีส่วนแหลมคมยื่นหรือโผล่ออกมา รวมถึงวัสดุที่นำมาใช้จะต้องไม่ติดไฟง่าย และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และ 3. การออกแบบจะต้องมีลักษณะของความเป็นไทยที่ถูกต้องงดงาม ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรม และคงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ” รศ.ดร.ภิญโญ บอกเล่าถึงโจทย์ยากในการทำงาน

“ภายในชั้นจำหน่ายตั๋วโดยสาร ถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยมีเสาสดุมภ์ที่ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณโถงทางเดิน ลงลายกระเบื้องเป็นดอกพิกุล ปลายเสาประดับด้วยดอกบัวจงกลปิดทองคำเปลว พื้นและผนังจำลองจากกำแพงเมืองลายประจำยาม ประดับด้วยเสาเสมาของพระบรมมหาราชวัง พื้นเพดานตกแต่งด้วยลายฉลุชื่อดาวล้อมเดือน ใช้สีขาว สีทอง และสีชาด เป็นสีหลัก” ศิลปินแห่งชาติมากประสบการณ์ อธิบาย

ร่ำลือกันว่า จำลองท้องพระโรงมาอยู่ใต้ดิน จริงหรือไม่? ผู้สื่อข่าวซักถามศิลปินแห่งชาติ ผู้ออกแบบสถานีสนามไชย ชายชราวัย 81 ปี ตอบทันควันว่า “ไม่ใช่ท้องพระโรง เขาพูดกันเลอะเทอะ มันเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมของไทย ท้องพระโรง โบสถ์ วิหารในสมัยก่อนไม่มีสถาปัตยกรรมอะไรมากมายเฉกเช่นปัจจุบัน แต่ที่นี่อยู่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ เขาเลยบังคับ ว่าจะทำอะไรก็ต้องเป็นแบบไทยแท้”

ผมตรวจดูเองทุกรายละเอียด ทุกจุด ทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งผมตั้งใจออกแบบและจัดทำอย่างประณีตทุกชิ้น เพื่อสร้างผลงานที่จะอยู่คงทนเป็นสมบัติของชาติ ไม่ใช่แค่เป็นอาคารที่รองรับผู้โดยสารผ่านไปมาเท่านั้น ซึ่งสถานีแห่งนี้ ยังเป็นสถานีที่อนุรักษ์ศิลปะของชาติ โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมไทย เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่า ถึงจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่ก็มีศิลปวัฒนธรรมที่ยาวนาน และนอกจากนี้ ยังเป็นแบบอย่างให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาอีกด้วย ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ผู้ออกแบบตกแต่งภายในสถานีสนามไชย ดวงตาฉายแววมุ่งมั่น

ทุ่มทุนนับสิบล้านออกแบบตระการตา ระหว่างสร้างพบวัตถุโบราณเพียบ!

นายประเสริฐ จันทวิบูลย์ ผู้จัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย สัญญาที่ 2 ช่วงสนามไชย-ท่าพระ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ในระยะเริ่มแรกของก่อสร้างสถานีสนามไชยนั้น กรมศิลปากรได้เข้ามาสำรวจทางโบราณคดีก่อนการก่อสร้าง ซึ่งปรากฏว่า เมื่อมีการขุดสำรวจลึกลงไปกว่า 1 เมตรจากผิวดิน ทาง ช.การช่าง ขุดพบวัตถุโบราณเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น กระเบื้อง รองเท้าทหารม้า เหรียญโบราณ และฐานรากของวัง หรือคลองราก เนื่องจากบริเวณดังกล่าว เป็นกรมทหารม้าเก่า

“ในอนาคตจะมีการร่วมมือกับทางมิวเซียมสยาม ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร นำวัตถุโบราณบางส่วนมาจัดแสดงไว้ที่บริเวณทางขึ้นทางลงของสถานีสนามไชย เพื่อให้ผู้ใช้เส้นทาง ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ได้เดินทางมาเยี่ยมชมอีกด้วย” นายประเสริฐ กล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ด้วยความที่สถานีสนามไชยมีที่ตั้งอยู่ในเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งสถานีถูกโอบล้อมไปด้วยพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ ดังนั้น การออกแบบจะต้องให้ความรู้สึกที่ต่อเนื่องกันกับพื้นที่โดยรอบสถานี เพราะฉะนั้น เมื่อผู้โดยสารเดินลงมาใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ผู้โดยสารจะมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นวัดโพธิ์ วัดพระแก้ว กรมการรักษาดินแดน พระราชวัง โดยที่ไม่รู้สึกแตกต่างขัดแย้ง

ค่าใช้จ่ายในการออกแบบสถานีสนามไชยอยู่ที่เท่าไร และเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นกว่าสถานีอื่นๆ ใช่หรือไม่? ผู้สื่อข่าวซักถามผู้จัดการโครงการฯ ซึ่งได้รับคำตอบว่า “สำหรับค่าใช้จ่ายในการออกแบบนั้น สูงขึ้นแน่นอน ซึ่งวัสดุที่นำมาใช้เป็นวัสดุที่มีอยู่แล้ว แต่นำมาดัดแปลง ทำสี ลงรักปิดทอง จึงมีราคาแพงขึ้นนิดหน่อย โดยรวมค่างานสถาปัตย์เพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% คิดเป็นมูลค่าราวๆ 10 ล้านบาท”

“เปิดให้ใช้บริการได้เมื่อไหร่?” อีกหนึ่งคำถามที่ประชาชนคนไทยอยากจะรู้ “ปัจจุบัน การก่อสร้างและออกแบบสถานี เสร็จสิ้นเกือบ 100% แต่ ณ ขณะนี้ อยู่ระหว่างรอติดตั้งระบบเดินรถ โดยจะใช้เวลาประมาณ 30 เดือนในการวางระบบเดินรถอัตโนมัติ วางระบบไฟ ซึ่งอาจจะกินเวลาราวๆ 2 ปี หรืออาจจะ 3 ปีก็เป็นได้” นายประเสริฐ ผู้จัดการโครงการฯ ทิ้งท้ายให้อดรนทนรอ

อดใจอีกนิด แล้วรอไปสัมผัสความล้ำสมัยที่ถูกห่อหุ้มด้วยความเป็นไทย
จะเป็นอย่างไร คุณต้องไปชมด้วยตัวเอง!

“แมงเม่า” ทิ้งหุ้นไทยกอดเงินสดแน่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927632


ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าทาง ตลท.ได้รายงานภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ ช่วง 4 เดือนแรกของปี 60 (ม.ค.-เม.ย.) นักลงทุนทั่วไปหรือรายย่อย ขายสุทธิรวมกัน 46,749.97 ล้านบาท โดยเป็นกลุ่มเดียวที่ขายสุทธิ เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากจะเก็งกำไรในระยะสั้น ประกอบกับช่วงนี้มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆมากมาย โดยเฉพาะในต่างประเทศทั้งเรื่องของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือ และในภูมิภาคอื่นๆว่าจะเกิดสงครามหรือไม่, นโยบายผู้นำสหรัฐฯ, การเลือกตั้งในประเทศยุโรปหลายๆประเทศ ส่วนภายในประเทศยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆเข้ามาสนับสนุนทำให้บางช่วงเวลานักลงทุนเลือกปรับพอร์ตเป็นเก็บเงินสดในการลดความเสี่ยงไว้

สำหรับนักลงทุนกลุ่มอื่น พบว่า กลุ่มสถาบัน ซื้อสุทธิ 35,286.01ล้านบาท, กลุ่มบัญชีหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 3,370.52 ล้านบาท และนักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 8,093.44 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยเดือน เม.ย.อยู่ในระดับต่ำมาก อยู่ที่วันละ 37,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. ที่เฉลี่ยวันละ 55,000 ล้านบาท, เดือน ก.พ. เฉลี่ยวันละ 49,500 ล้านบาทและเดือน มี.ค. 41,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากในเดือน เม.ย.มีเทศกาลหยุดยาวตลาดหุ้นไทย หรือเทศกลางสงกรานต์ รวมถึงขาดปัจจัยบวกใหม่ๆเข้ามากระตุ้นตลาด และนักลงทุนกังวลเรื่องความขัดแย้งการเมืองระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเทศ สหรัฐฯกับประเทศต่างๆ

น.ส.ธีรดา ชาญวิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้นักลงทุนคงจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ระหว่างวันที่ 2-3 พ.ค.นี้และจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ และติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบ 2 ต่อไป.