คงสถานะเดิม 10 ปีซ้อน! มหามิตรมองไทยยังมีปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ค. 2560 05:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927629


“พาณิชย์” เผยสหรัฐฯคงสถานะไทยเป็นประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เหตุยังกังวลการละเมิดลิขสิทธิ์อยู่มาก ทั้งตลาดทั่วไปและออนไลน์ รวมถึงอนุมัติสิทธิบัตรล่าช้า แต่ยาหอมแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ มีโอกาสทบทวนสถานะให้ดีขึ้นในปีนี้ วงในเชื่อเหตุยังคงสถานะ เพราะสหรัฐฯหวังเล่นงานไทย หลังได้ดุลเกือบ 2 หมื่นล้านเหรียญฯในปี 59

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 เม.ย.60 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศผลการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้า ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ประจำปี 2559 โดยสหรัฐฯยังคงจัดให้ไทยเป็นประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List PWL) ต่อไป หลังจากที่อยู่บัญชี PWL มาตั้งแต่ปี 50 อย่างไรก็ดี USTR ระบุในรายงานด้วยว่าพร้อมที่จะทบทวนสถานะของไทยให้ดีขึ้นในปีนี้ หากไทยมีความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ

“แม้ไทยจะคงอยู่ในสถานะเดิม แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า มีความแตกต่างจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยรายงานปีนี้ สหรัฐฯตระหนักถึงเจตจำนงที่แน่วแน่ในระดับนโยบายของไทย โดยเฉพาะกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต่อสาธารณชนถึงความสำคัญของการคุ้มครอง และป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบ่อยครั้ง ตลอดจนมีการกำหนดโรดแม็ปทรัพย์สินทางปัญญาระยะ 20 ปี ที่รวมถึงเรื่องการปราบปรามการละเมิด การบูรณาการระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมุ่งเน้น เป้าหมายการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดมากขึ้น”

ส่วนข้อกังวลที่สหรัฐฯ เช่น ปัญหาการละเมิดทั้งในท้องตลาดและการละเมิดออนไลน์ และปัญหางานค้างการจดทะเบียนสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า โดยเห็นว่า ไทยได้ดำเนินการในทิศทางที่เหมาะสมแล้ว โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนผู้ตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่เนื่องจากสหรัฐฯนั้นมีข้อกังวลในหลายเรื่อง ซึ่งไทยต้องนำมาพิจารณา เพราะบางเรื่องต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมกับสหรัฐฯ เช่น กฎหมายลิขสิทธิ์ประเด็นการคุ้มครองมาตรการทางเทคโนโลยี การคุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิ และการป้องกันการแอบถ่ายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์นั้น สหรัฐฯมองว่าการบังคับใช้กฎหมายของไทยไม่มีประสิทธิภาพ ไม่จริงจัง ทำให้ยังมีการละเมิดอยู่มาก ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาเคยเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว แต่ไม่มีเจ้าของลิขสิทธิ์รายใด เสนอข้อมูลว่ามีปัญหาอุปสรรคแต่อย่างใด

นอกจากนี้ สหรัฐฯยังมีความกังวลกรณีร่างกฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสารของภาคเอกชน กรณีการให้ความคุ้มครองข้อมูลผลการทดสอบยาและเคมีภัณฑ์เกษตร ที่สหรัฐฯ และกรณีกำหนดมาตรการด้านสาธารณสุขที่สหรัฐฯ เน้นย้ำว่าควรมีกระบวนการที่โปร่งใสและเปิดโอกาสให้เจ้าของลิขสิทธิ์มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ในการนี้กระทรวงพาณิชย์จะรายงานผลการจัดสถานะต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบด้วย อย่างไรก็ตาม ไทยจะยังคงเดินหน้าปราบปรามการละเมิดอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเพื่อให้หลุดจากบัญชี PWL อย่างเดียว แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติเห็นว่าไทยมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์คาดว่าปีนี้ไทยน่าจะถูกเลื่อนสถานะให้ดีขึ้นมาอยู่บัญชีประเทศที่ถูกจับตามอง (Watch List : WL) เพราะที่ผ่านมาไทยได้แก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง มีการแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมการละเมิดบนอินเตอร์เน็ต และลักลอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ มีการจับกุมผู้ค้ารายใหญ่มากขึ้น จนทำให้แผงค้าสินค้าละเมิดในตลาดสำคัญที่สหรัฐฯกังวล เช่น ตลาดโรงเกลือ ห้างมาบุญครอง ลดลงมากกว่า 80%ส่งผลให้เจ้าของสิทธิ์อย่างสหรัฐฯพอใจการดำเนินงานของไทย และเสนอให้ USTR จัดไทยอยู่ในบัญชี WL ในปีนี้ แต่ในที่สุดสหรัฐฯยังให้ไทยอยู่บัญชี PWL ซึ่งอาจเป็นเพราะสหรัฐฯขาดดุลการค้าไทยกว่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในปีที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างให้ไทยตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายการค้าของไทยต่อสหรัฐฯ เพราะเกรงว่าสาเหตุที่ไทยได้ดุลการค้า มาจากนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม และเลือกปฏิบัติ จนทำให้สหรัฐฯเสียเปรียบ.

 

รัฐขานรับกวาดล้างเคาน์เตอร์ทัวร์ผี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927625


น.ส.วรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ได้มีมติให้กรมการท่องเที่ยวดำเนินการตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว โดยมีประเด็นเร่งด่วน คือการกวาดล้างเคาน์เตอร์ขายแพ็กเกจทัวร์ที่มักตั้งตามแหล่งท่องเที่ยว ที่ประเมินว่าปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 1,000 เคาน์เตอร์ทั่วประเทศ และในจำนวนนั้นคาดว่ามีจำนวนมากที่มาตั้งโดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ นำเที่ยวฯจากกรมการท่องเที่ยว จนที่ผ่านมามีปัญหาร้องเรียนจากนักท่องเที่ยว เช่น คิดราคาแพ็กเกจทัวร์กับนักท่องเที่ยวเกินจริงหรืออาจเป็นแพ็กเกจหลอกลวง หรือนักท่องเที่ยวถูกทิ้งทัวร์

ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวจะร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว และภาคเอกชน อาทิ สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ), สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า), สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ (สทน.), สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย เป็นต้น จัดตั้งทีมงานมาดูแลเรื่องดังกล่าว โดยจะนำร่องในแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ที่มีการตั้งเคาน์เตอร์ทัวร์จำนวนมาก เช่น ถนนข้าวสาร ย่านพัฒน์พงษ์ย่านอโศก โดยหากพบว่าเคาน์เตอร์ต่างๆไม่มีการแสดงเลขที่ใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ถูกต้องตำรวจท่องเที่ยวจะดำเนินการตามกฎหมายทันที

“เคาน์เตอร์ทัวร์ในปัจจุบัน มักจะนิยมตั้งเป็นโต๊ะเล็กๆตามแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งบางเคาน์เตอร์ก็มาจากบริษัททัวร์ที่เปิดอย่างถูกต้องแต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่มาตั้งโต๊ะเปิดขาย ทั้งๆที่ไม่มีใบอนุญาต แต่เป็นการตกลงกันทางธุรกิจกับบริการนำเที่ยวต่างๆ เช่น มาตั้งโต๊ะขายแพ็กเกจล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อขายแพ็กเกจได้ก็ได้รับค่าคอมมิชชั่น หรือค่าน้ำไป ซึ่งถือเป็นการทำธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่าบริษัทที่มาตั้งโต๊ะดังกล่าวจะดูแลนักท่องเที่ยวที่ซื้อแพ็กเกจไปหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีปัญหาทอดทิ้งนักท่องเที่ยวที่ซื้อไปมาแล้ว”

ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในฐานะประธานบอร์ดธุรกิจนำเที่ยวฯ ได้ตั้งคณะทำงานมาดูแลปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว โดยจะทำอย่างครอบคลุมทั้งธุรกิจทัวร์ท่องเที่ยวทุกรูปแบบโดยเน้นการศึกษากลยุทธ์การหลอกลวงนักท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ.

 

“ทหารไทย” ปลื้ม! ตอบโจทย์ธุรกิจแบงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927621


ดันลูกค้าใหม่แห่ใช้บริการเพิ่ม 5 แสนราย

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ในช่วง 8 ปีท่ีผ่านมา ธนาคารประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี หลังจากยึดแนวคิด Make THE Difference เปลี่ยน…เพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น เป็นหัวใจหลักในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าใช้ชีวิตได้เต็มที่ ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า และตรงกับความต้องการ ทำให้มีลูกค้าใหม่สมัครใช้บริการของธนาคารเพิ่มขึ้นปีละ 500,000 ราย ปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 6 ล้านราย

“ทีเอ็มบีสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ อาทิ บริการฝาก ถอนเงินไม่ต้องใช้สลิป บัญชีทีเอ็มบี ออลล์ฟรี และทีเอ็มบี โน ฟิกซ์ เปิดตัว ME by TMB ธนาคารดิจิทัลรายแรกของไทย ทีเอ็มบี ทัช โมบายแอพพลิเคชั่น และล่าสุดเปิดให้บริการทีเอ็มบี บิสซิเนส ทัช ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าธุรกิจ”

สำหรับผลิตภัณฑ์เงินฝากบัญชี ทีเอ็มบี ออลล์ ฟรี ให้ลูกค้ากด โอน จ่ายได้ฟรี มีลูกค้าสมัครใช้บริการ 2.1 ล้านราย ส่งผลให้ยอดขายประกันชีวิตผ่านธนาคารเพิ่มขึ้นปีละ 20% และในปีที่ผ่านมายอดขายกองทุนรวมเพิ่มขึ้น 100% ซึ่งสามารถชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมโอนเงิน และชำระเงินที่หายไป และยังทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมโดยรวมของธนาคารเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามเพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้า ธนาคารบัญชีทีเอ็มบี ออลล์ ฟรีได้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้จ่ายเงินค่าบิลฟรีไม่มีกำหนด จากเดิม 5 ครั้งต่อเดือน และลูกค้าทำธุรกรรมการเงินผ่านบัญชีทีเอ็มบี ออลล์ฟรี 5 ครั้งต่อเดือน และมีบัญชีเงินไม่ประจำ ทีเอ็มบีโน ฟิกซ์ ได้รับดอกเบี้ยเพิ่มเป็น 1.6% ต่อปี จากปกติดอกเบี้ย 1.3% ต่อปี

“ในเดือน ก.ค.นี้ หากเป็นผลิตภัณฑ์การเงินที่ไม่ซับซ้อน ธนาคารให้พนักงานที่เชี่ยวชาญแนะนำลูกค้าผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ และเกิดปัญหาขึ้นภายหลังสามารถตรวจสอบได้ว่าพนักงานคนใดเป็นผู้แนะนำ”

 

ปตท.นำ “ค้าปลีก” เข้าตลาดหุ้น จ่อปรับโครงสร้างใหม่ชูธุรกิจเรือธงในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927617


นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของ ปตท. ได้อนุมัติการปรับโครงสร้าง ปตท. ซึ่งประกอบด้วยการโอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมัน รวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินของหน่วยธุรกิจดังกล่าว ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องให้แก่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (PTTOR) และรับทราบความเป็นไปได้ของแผนการเสนอขายหุ้นสามัญของ PTTOR ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ซึ่งรวมถึงการเสนอขายหุ้นสามัญของ PTTOR ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ ปตท. ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น แต่จะไม่เสนอขายให้ผู้ถือหุ้นที่ทำให้ PTTOR มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างประเทศ และการนำ PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในอนาคต

สำหรับหุ้นสามัญ PTTOR ที่จะเสนอขาย เป็นจำนวนไม่เกิน 55% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วทั้งหมดภายหลังรายการ IPO แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.การเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 95% ของหุ้นสามัญของ PTTOR ที่เสนอขาย และ 2.การเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ ปตท.ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น แต่จะไม่เสนอขายให้ผู้ถือหุ้นที่ทำให้ PTTOR มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างประเทศ ในสัดส่วนไม่เกิน 5% ของหุ้นสามัญของ PTTOR ที่เสนอขาย โดย ปตท.และ PTTORจะวางแผนและกำหนดหลักเกณฑ์การกระจายหุ้น เพื่อให้มั่นใจว่าหุ้นของ PTTOR ในการ IPO จะสามารถกระจายไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

นายเทวินทร์กล่าวว่า ปตท. มั่นใจว่าการปรับโครงสร้าง ปตท. และรายการ IPO ครั้งนี้จะช่วยสร้างความชัดเจนในโครงสร้างองค์กรของ ปตท.ซึ่ง PTTOR ถูกจัดตั้งเป็นบริษัทแกน (Flagship Company) ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกของกลุ่ม ปตท.ในอนาคต เพื่อสร้างโอกาสการเติบโต เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและบริหารจัดการกิจการในกลุ่ม ปตท. เพิ่มความคล่องตัวและศักยภาพการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ มีส่วนช่วยเอสเอ็มอีขยายธุรกิจเติบโตควบคู่ไปกับ PTTOR อีกทั้งเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทยมากขึ้น.

 

ศุภชัย เจียรวนนท์ ตอกย้ำความเป็นซีพีต้อง “ใหญ่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927168


ศุภชัย เจียรวนนท์ บุตรชายคนสุดท้องของ ธนินท์-คุณหญิงเทวี เจียรวนนท์ เพิ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้บริหารหรือซีอีโอ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) คนใหม่ สืบแทนบิดาของเขา ซึ่งขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานอาวุโส

ธนินท์ ในวัย 77 ปี พูดถึงบทบาทของ ศุภชัย ในนิตยสาร Nikkei Asian Review ว่า ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียในปี 2540 ศุภชัย ได้เจรจาแผนปรับโครงสร้างธุรกิจโทรคมนาคมกับธนาคารเจ้าหนี้หลายแห่ง จนเกิดความเชื่อมั่นและสามารถผ่านพ้นวิกฤติ พัฒนาเติบโตจนกลายเป็นบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน

เขายังบอกกับ Nikkei Asian Review ด้วยว่า ระหว่าง 10 ปีจากนี้ ต้องสร้างว่าที่ซีอีโอคนใหม่ ขึ้นมารับช่วงต่อ โดยผู้บริหารระดับสูงควรมีวาระบริหารงานที่ 10 ปี เพราะ 5 ปีนั้นสั้นเกินไป เมื่อพ้นจากซีอีโอแล้ว ศุภชัย ซึ่งปัจจุบันอายุ 50 ปี จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการต่อไป

ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ “ทีมเศรษฐกิจ” ได้พูดคุยกับ ศุภชัย ในหลากหลายหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายในบทบาทใหม่ ที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้ง “ข้อกล่าวหา” ที่สังคมไทย ตั้งข้อสงสัยต่อการทำธุรกิจของซีพี ตลอด 96 ปี ที่ได้ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทย

“ผมไม่ได้เข้ามาเพื่อพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน อะไรที่ดีอยู่แล้ว อย่างเช่นธุรกิจอาหาร ภายใต้ซีพีเอฟ ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง อย่างร้านเซเว่น อีเลฟเว่น แมคโคร ก็ปล่อยให้ทำไป อะไรที่อ่อนแอ ก็อาจต้องเสริม โดยปัจจุบันซีพีมีสายธุรกิจทั้งหมด 8 กลุ่ม ได้แก่ อาหาร, ค้าปลีก-ค้าส่ง, โทรคมนาคม-สื่อ, ยา (ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน), รถยนต์, การเงิน-การลงทุน, อสังหาริมทรัพย์ และล่าสุด อี-บิซิเนส”

นอกเหนือจากธุรกิจที่กำลังทำอยู่ เรายังต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ในระยะยาว ซึ่งทั้งคุณธนินท์และพี่ชายผม (สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการซีพี) เข้ามาช่วยด้วย เราพูดกันถึงธุรกิจขนส่งสินค้า (Logistics), เทคโนโลยี Clouds และหุ่นยนต์ (Robotics) รวมทั้งธุรกิจอาหารชีวภาพ ชีวเคมี (Biofood และ Biochemical)

ธุรกิจพวกนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องปรับตัวเข้าไป ถ้าเราไม่ปรับหรือไม่พยายาม เราอาจกลายเป็นองค์กรล้าสมัย แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นธุรกิจใหม่ในอนาคต หรือจะเข้าไปเสริมในธุรกิจที่มีอยู่

ในแง่ขององค์กร นอกจากการมุ่งไปสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลแล้ว เรายังมีเป้าหมายที่จะยึดมั่นใน 2 หลักการสำคัญ นั่นคือ 1.การมีธรรมาภิบาลซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงความพยายามในการแก้ปัญหา ที่ทำให้ซีพีกลายเป็นจำเลยสังคมในหลายๆเรื่อง และ 2.การจัดการ ประเมิน วิเคราะห์ ข้อมูล (Information) อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้รู้จักลูกค้าให้มากที่สุด ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด

นอกจากนั้น จะเป็นเรื่องของการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งไม่ใช่แค่สร้างศูนย์ R&D หรือมีงบสนับสนุนเพียงพอเท่านั้น แต่สำหรับซีพี ยังหมายถึงการลงทุนในบริษัทนวัตกรหรือสตาร์ตอัพ ที่ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ที่เราวางเอาไว้ และสุดท้ายคือเรื่อง “คน” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในองค์กร

การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ถ้าบอกว่าเราแค่รักษาสิ่งที่มีอยู่ นั่นคือการถอยหลัง เราต้องเติบโตให้ได้ต่อเนื่อง ต้องรุกไปข้างหน้า เพื่อประกันความยั่งยืนของธุรกิจ เราไม่สามารถอยู่เฉยๆ แล้วบอกว่าองค์กรจะอยู่รอดได้

ถ้าถามว่าซีพีจะใหญ่ไปถึงไหน ผมอยากให้มองว่าซีพีวันนี้แข่งกับใคร อย่างซีพีเอฟ วันนี้เราแข่งกับระดับโลก ถ้าไม่แข่งอยู่ไม่ได้ แล้วคู่แข่งจะกลับมาตีเราในประเทศด้วย ถ้าสมมติวันนี้ซีพีเอฟแพ้ เราถูกต่างชาติเทกโอเวอร์ไป เราคงถูกโจมตีน้อยกว่านี้ มันอาจเป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ

หรืออย่างร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เราแข่งกับรายใหญ่ๆทั้งนั้น ถ้าสมมติญี่ปุ่นมาลงทุนเซเว่นเอง เซเว่นอาจไม่โดนด่าเท่านี้ อ่อนไหวน้อยกว่านี้

เซเว่นทุกวันนี้มีพนักงาน 160,000 คน ใน 1 ร้านมีพนักงาน 3 กะ 12 คน มีร้านทั้งหมด 9,000 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 4,500 ร้าน ต่างจังหวัด 4,500 ร้าน การที่เซเว่นทำให้โชห่วย
อยู่ไม่ได้นั้น เป็นความจริงแค่ครึ่งเดียว

พบว่าร้านโชห่วยที่อยู่ใกล้เซเว่น เปลี่ยนเป็นให้เช่าที่ รวยกว่าเดิม เพราะทำเลดีขึ้นมากเมื่อเซเว่นเปิด หลายร้านปรับไปขายของที่เซเว่นไม่ขาย รวยขึ้น

ประเด็นของผมคือ เซเว่นไม่ได้กระทบโชห่วยมากขนาดนั้น แต่ที่กระทบคือยี่ปั๊วซาปั๊ว เราไม่ได้จัดจำหน่ายผ่านพวกนี้ ศัตรูของเราอยู่ที่ในมืด ทำอย่างไรได้

60% ของร้านเซเว่นเป็นแฟรนไชส์ เราสร้างงาน สร้างคน สร้างเถ้าแก่ ให้ความสะดวก ปลอดภัยแก่ชุมชน อยากให้มองในแง่ประโยชน์บ้าง

คนถาม ทำไมตั้งร้านติดกัน ในข้อเท็จจริง เราเป็นร้านสะดวกซื้อ ถ้าร้านหนึ่งแน่นเกินไป คนรอนาน เราต้องเปิดอีกร้าน เป็นมาตรฐานของธุรกิจ และเราจะต้องถามเถ้าแก่ร้านเดิมก่อน ว่าช่วยขยายร้านได้ไหม ลูกค้ารอนาน ถ้าเถ้าแก่ปฏิเสธ เราจะหาเถ้าแก่รายอื่นให้มาเปิด ถ้าไม่มีคนเปิด จึงจะเปิดเอง

ที่ผ่านมาไม่เคยมี ที่เปิดอีกร้านแล้วอีกร้านเจ๊ง เพราะส่วนใหญ่เป็นเจ้าของเดียวกัน

ผมกำลังบอกว่า สิ่งที่เราอาจไม่เห็นก็คือ วันนี้คนไทยแข่งกับทั้งโลกเพราะกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) เพราะคำว่าฟรีเทรดหรือการค้าเสรี ซีพีคือตัวแทนคนไทยที่แข่งกับระดับโลก ในเกือบทุกมิติธุรกิจ จะบอกว่าซีพีผูกขาดไม่ได้ มันไม่จริง เป็นเรื่องที่สมมติขึ้นมา แล้วมันเพี้ยน

สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีกลุ่มแอนตี้ซีพี กล่าวหาเราต่างๆนานา เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเจอในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ทุกประเทศที่เราเข้าไปทำธุรกิจ เขาเหล่านั้นมองว่าเราเป็นองค์กรระดับชาติที่เป็นตัวอย่างที่ดี

ผมมองว่าเป็นเพราะซีพีเป็นนักพัฒนา เป็นนักอุตสาหกรรม (Industrialist) เราไม่เก่งด้านการสื่อสาร

พอเรากลายเป็นองค์กรที่ถูกบอกว่าเป็นอันดับ 1 หรือ 2 ของประเทศ เราจะถูกมองว่าเป็นตัวแทนของระบบ “ทุนนิยม” (Capitalisation) ทันที เหมือนตกเป็นเหยื่อ เป็นตัวอย่างที่ถูกหยิบยกได้ง่าย

บางเรื่องไร้สาระ ไม่จริง บางเรื่องมีส่วนที่จริง แต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

แต่ซีพีต้องยอมรับว่า เมื่อเราใหญ่ เมื่อเป็นบริษัทที่เขาเรียกว่าเป็นผู้นำ ก็ต้องยอมรับว่าความคาดหวังในซีพี สูงกว่าองค์กรปกติ จริงๆแล้ว เราไม่ได้ทำอะไรต่ำกว่ามาตรฐาน สูงกว่าด้วยซ้ำ แต่เราถูกคาดหวังมากกว่า

ถ้าซีพีไม่อยู่ในมาตรฐานที่ดี พูดตรงๆนะครับ มันอยู่ไม่ได้จนทุกวันนี้แน่ ส่งออกก็คงไม่ได้ ไปลงทุนที่ไหนก็คงไม่มีใครต้อนรับ คงเจ๊ง มาตรฐานเราสูง แต่ก็เข้าใจว่าความคาดหวัง ก็ยิ่งสูง เพราะเราถือเบอร์ 1 ในฐานะธุรกิจไทย เราทำธุรกิจครอบคลุมกว้างขวาง

เราไล่ตามความคาดหวังไม่ทัน เรายอมรับ และยังสื่อสารแย่ด้วย หลายเรื่องเราละเลย นี่เป็นสิ่งที่ซีพีต้องปรับ ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ในยุคนี้

ประกอบกับเมื่อการเมืองไม่มั่นคง ไม่เสถียร การเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้กันทางอุดมคติ มีการจับกระแสสังคม มองว่าอะไรพูดแล้วมีน้ำหนัก สร้างกระแสสังคมได้ เราก็ตกเป็นเป้า เป็นเหยื่อได้ง่าย

ยกตัวอย่างเรื่องกล้ายาง จริงๆลองไปนับดู ซีพีแทบไม่ยุ่งกับโครงการภาครัฐ มีอยู่แค่เรื่องกล้ายาง โครงการตอนนั้น 3 ปี มูลค่า 1,500 ล้านบาท ซีพีเอฟตอนนั้น รายได้ก็เกิน 300,000 ล้านบาทแล้ว

มีคนไปถามคุณธนินท์ว่า ทำไปทำไม คุณธนินท์ตอบว่า ต้นยางต้องใช้เวลา 7 ปีในการปลูก ถ้าเกษตรกรเอาไปปลูก แล้วไม่ได้พันธุ์ดี ก็คือสูญเปล่า ซีพีต้องช่วยเรื่องนี้ เรามีเทคโนโลยี มีความรู้ สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเกษตรที่เหมือนกันหมดทุกภาคการเกษตรก็คือ พันธุ์ต้องดี

เราพยายามชี้แจง แต่ไม่มีใครฟัง ซีพีคือเป้าที่ ยิงมั่วก็โดน ในที่สุดโปรเจกต์นี้ เราขาดทุนเป็นจำนวนมาก เพราะเกษตรกรภาคอีสานปลูกยางไม่เป็น พอกล้าตาย ซีพีก็โดนอีกว่า เอากล้าไม่ดี ไม่แข็งแรงมาให้ปลูก ซึ่งเราต้องเอากล้าใหม่ไปให้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

อย่างซีพีเอฟ เราถูกโจมตีว่าจ้างเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ให้ซื้ออาหารสัตว์ของเรา แล้วเอาสัตว์มาขายให้กับซีพี เกษตรกรที่ทำสัญญา Contact Farming กับเราเป็นสัญญาทาส จนเท่าเดิมเพิ่มเติมคือหนี้ มีแต่ซีพีที่รวยขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย

ตอนนี้มีเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ทำสัญญา Contact Farming กับซีพีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 5,000 ราย เราสำรวจพบว่ามากกว่า 90% ของเกษตรกรพึงพอใจที่จะอยู่กับซีพี อยากให้ลองไปสำรวจดู ถ้าไม่เชื่อข้อมูลของเรา

เกษตรกรส่วนใหญ่ ที่ไม่พอใจที่สุด คือที่ไม่ได้เป็น Contact Farmer กับเรา เขาเสียโอกาสเพราะไม่ได้รับการประกันราคา ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ พวกเขาไม่ถูกเลือกและมีเป็นจำนวนมาก

คุณธนินท์สอนไว้ว่า ซีพีเป็นคู่ชีวิตกับเกษตรกร ผมก็ยืนยันได้อีกแรงว่า ถ้าไม่สำเร็จ เราไม่โตมาถึงขนาดนี้แน่ เรามีการปรับปรุงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เคยมาดู Contact Farming ของเรา แล้วบอกว่าเป็นมาตรฐานที่ดี

ความจริงซีพีเกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรไม่กี่ตัว นอกจากหมู ไก่ ข้าวโพด ซึ่งเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ อย่างข้าวเราแค่เป็นผู้ซื้อ แล้วเอามาบรรจุถุงขายต่อในนามข้าวตราฉัตร

เรื่องข้าวโพด มีคนบอกเราถางป่า ตัดต้นไม้บนภูเขา เอาพื้นที่ไปปลูกข้าวโพด ซึ่งก็ไม่เป็นความจริง เรารับซื้อข้าวโพด แต่ไม่เคยสนับสนุนให้ไปปลูกบนภูเขา เพราะน้ำน้อย ผลผลิตต่ำ ปลูกบนที่ราบได้ 1,500-2,000 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ปลูกบนเขาอย่างมากก็ 400-500 กิโลกรัมต่อไร่ ค่าขนส่งก็แพง

ข้าวโพดเป็นพืชพิเศษ ปลูกง่าย ฝนเดียวก็ขึ้น ถ้าไม่อยากให้เอาไปปลูกบนเขา ก็ต้องอย่าตัดถนนเข้าไป ตัดถนนเข้าไป ชาวบ้านก็เข้าไปปลูกข้าวโพด กู้เงินได้ด้วย ทั้งที่ไม่มีเอกสารสิทธิ

ที่สุดแล้ว มันคือปัญหาความยากจน เขาไม่มีที่ดินทำกินที่ถูกต้อง สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องจริงก็คือ ถ้าคนขาดความมั่นคงในชีวิต เขาจะทำอะไรก็ได้ แม้แต่ทำผิดกฎหมาย

ปัญหาที่ดินทำกิน การรุกป่า เป็นเรื่องที่หยั่งรากลึกมาก เป็นปัญหาระดับโลกและอ่อนไหวมาก

เราเคยไปตามตรวจสอบ ทำไมปล่อยให้ถางป่า ถางเขาได้ง่ายๆ ก็พบว่ากฎหมายไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีการจับกุม เพราะเกษตรกรทำกันมาตั้งนานแล้ว เราเคยถึงขั้นให้รางวัลนำจับ แต่จับเข้าคุก 3 เดือน เกษตรกรออกมา ก็กลับไปปลูกใหม่ เพราะมันเป็นบ้านของเขา

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมแก้ปัญหาด้วย แต่ซีพีไม่ได้รุกป่า ถางเขา เราเกี่ยวเพราะเป็นคนซื้อข้าวโพด ซึ่งเป็นการซื้อจากพ่อค้าคนกลางหรือผู้รวบรวมด้วยซ้ำ เราไม่ได้ลงไปซื้อกับเกษตรกรโดยตรง

แต่เราก็เข้าใจว่า ถ้าจะหาผู้ร้ายของเรื่องนี้ ก็ต้องเป็นซีพีนี่แหละ เพราะความใหญ่

นี่เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับว่ามันเป็น “ภาระผู้นำ” การถูกโจมตีมันมาพร้อมกับความเป็นผู้นำ ผมมองว่ามันเป็นความท้าทายที่ซีพีต้องสร้างความเข้าใจในเรื่องที่ถูกเข้าใจผิดๆให้ได้ รวมทั้งปรับปรุงตัวของเราเอง

แน่นอน ซีพีไม่ต้องการซื้อข้าวโพดที่มาจากที่ผิดกฎหมาย ที่เป็นพื้นที่บุกรุก ทำลายป่า รวมทั้งสินค้า ผลผลิตที่มาจากการละเมิดแรงงานเด็ก แรงงานประมงผิดกฎหมาย แรงงานทาส

เรากำลังจริงจังกับเรื่องนี้ เราจี้ไปกับพ่อค้าคนกลางแล้ว แต่พอเริ่มทำเรื่องนี้ เราก็ถูกต่อต้านมาก โดยเฉพาะจากเกษตรกรที่เรายืนยันว่าจะไม่รับซื้อผลผลิต ถ้าไม่แก้ปัญหาอย่างเด็ดขาด

นอกจากนั้น เรายังกำลังทำงานกับภาครัฐอย่างจริงจัง ช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง ซึ่งเขาจะหวงแหนที่ดินของเขา อาจต้องเริ่มต้นจากการให้ความยุติธรรม แฟร์กับเขาก่อน

มาถึงวันนี้ซีพีช่วยปรับให้การเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม (Industrialization) ไปแล้ว นั่นคือเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ ใช้แรงคนน้อยลง ซึ่งทำมากว่า 10 ปีแล้ว

แต่ภาคเกษตรอื่นๆ อย่างภาคพืชผล ไม่มีคนช่วยทำ เกษตรกรจึงเป็นธุรกิจขนาดเล็กสุด คือธุรกิจครอบครัวที่อยู่ในความเสี่ยงของการไม่มีองค์ความรู้ การไม่มีการบริหารจัดการ การเข้าไม่ถึงทุน การไม่มีตลาด ขาดมิติของการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน และยังอยู่บนความเสี่ยงภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยโรคระบาด ภัยตลาดโลกผันผวน

การที่ Industrialization ไม่เกิด ในภาคเกษตรพืชผล เป็นที่มาของปัญหามากมาย เกิดช่องว่าง มีการใช้ประชานิยม

มีถึง 300 อำเภอที่ประชากรอยู่ใต้เส้นมาตรฐานความยากจน รายได้ต่ำกว่าวันละ 5 เหรียญสหรัฐฯ

พอไทยแลนด์ 4.0 เข้ามา ช่องว่างก็จะกว้างขึ้นไปอีก

ที่เรากำลังทำหรือพยายามช่วย ในฐานะภาคเอกชนที่ถูกคาดหวังมากกว่าบริษัททั่วไปก็คือ เรากำลังสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน ช่วยชุมชนทั้งเรื่องการศึกษาและวิชาชีพ ผ่านผู้ประกอบการระดับเล็กถึงกลาง ซึ่งมีความยึดโยงกับชุมชน ช่วยเหลือชุมชน พาเดินหน้าไปด้วยกัน ซึ่งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน

ในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ภาคเกษตรกรจะกลายเป็นผู้สูงวัยก่อนภาคอื่นๆ ถ้าการเปลี่ยนแปลง (Transform) ตรงนี้ไม่เกิด จะมีปัญหาแน่ เราต้องทำให้พวกเขาก้าวไปสู่ระบบอุตสาหกรรมให้ได้.

ทีมเศรษฐกิจ

 

กรมศุลกากรดึงพันธมิตรเอกชน ประเดิมนำร่องสินค้า 8 กลุ่มพิกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927613


นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้กรม จะเปิดตัว “พันธมิตรศุลกากร” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางในการสื่อสารและประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับกรม โดยจะมีการรับเสนอแนะและขอคำแนะนำต่างๆจากภาคเอกชน เพื่อลดปัญหาและข้อโต้แย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานจากส่วนกลางทำหน้าที่ในการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว เช่น สำนักพิกัดอัตราศุลกากร สำนักกฎหมาย สำนักมาตรฐานพิธีการ สำนักสืบสวนและปราบปราม เป็นต้น เพื่อประหยัดเวลาในการทำงาน เนื่องจากคณะทำงานชุดนี้ จะทำหน้าที่เป็นเหมือนที่ปรึกษาให้ผู้ส่งออกและนำเข้า กรณีของการตีความหรือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นช่องโหว่ของการทุจริต

“ในระยะเริ่มแรก กรมจะนำร่องสินค้า 8 กลุ่มพิกัด ที่มีปัญหาที่เกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกมากที่สุด เช่น สินค้าเกษตร เภสัชกรรม สินค้าพลาสติก เครื่องจักร และเหล็ก เป็นต้น โดยสินค้าทั้ง 8 กลุ่มนี้จะครอบคลุมสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 60-70% ของสินค้าที่นำเข้าทั้งหมด”.

 

ขยายอีก 6 เดือน มาตรการ ‘รถไฟฟรี’ ถึง 31 ต.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ค. 2560 01:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927594


การรถไฟฯ ขยายระยะเวลาดำเนินการมาตรการรถไฟฟรี ตามมติ ครม. ต่อไปอีก 6 เดือน ถึง 31 ตุลาคม 2560 เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ให้ผู้มีรายได้น้อย …

ผู้สื่อข่าวรายงานจากการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ว่า การรถไฟฯ ได้ขยายระยะเวลาดำเนินการมาตรการรถไฟฟรี ตามมติคณะรัฐมนตรี ต่อไปอีก 6 เดือน เดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 เมษายน 2560 เริ่มขยายระยะเวลาใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 31 ตุลาคม 2560 เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย

ทั้งนี้ การรถไฟฯ ได้จัดขบวนรถที่ให้บริการรถไฟฟรี จำนวน 160 ขบวนต่อวัน แบ่งออกเป็น 1.ขบวนรถให้บริการเชิงสังคม จำนวน 152 ขบวน ประกอบด้วย ขบวนรถธรรมดา, ชานเมือง, ท้องถิ่น ทุกสายทุกขบวน (รหัส ขบวนรถ 2xx, 3xx และ 4xx) ขบวนรถชานเมืองสายมหาชัย และสายแม่กลอง 2. ขบวนรถไฟเชิงพาณิชย์ (ขบวนรถเร็ว) จำนวน 8 ขบวน (ฟรีเฉพาะชั้น 3) ซึ่งมีการระบุที่นั่งให้กับผู้โดยสาร ในกรณีที่ตั๋วโดยสารเต็ม ผู้โดยสารจะรับได้ตั๋วไม่มีที่นั่ง (ตั๋วยืน) โดยตั๋วจะไม่ระบุที่นั่ง โดยมีขบวนรถดังนี้ – ขบวนรถเร็วที่ 109/102 กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ – ขบวนรถเร็วที่ 133/134 กรุงเทพ-หนองคาย-กรุงเทพ – ขบวนรถเร็วที่ 145/146 กรุงเทพ-อุบลราชธานี-กรุงเทพ – ขบวนรถเร็วที่ 171/172 กรุงเทพ-สุไหงโกลก-กรุงเทพ

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางกับขบวนรถไฟฟรี มีเงื่อนไขการขอรับบริการ ดังนี้ 1.แสดงบัตรประชาชน หรือบัตรที่ราชการออกให้ ในการขอรับตั๋วฟรีต่อพนักงานจำหน่ายตั๋ว ณ วันเดินทาง (บัตรประชาชน 1 ใบ ต่อ 1 คน) 2.ผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชน ต้องชำระเงินตามระเบียบ 3.สามารถรับตั๋วได้เฉพาะวันเดินทาง ตั้งแต่ 05.30 น. เป็นต้นไป หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– คาดลงทะเบียนคนจนมากกว่า 10 ล้านคน เริ่มแจกสวัสดิการ 1 ต.ค.นี้

 

การรถไฟฯ แจงยังไม่ได้ถก ไจก้า แบล็กลิสต์ อิตาเลี่ยนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ค. 2560 00:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927550


การรถไฟฯ แจงยังไม่ได้หารือ ไจก้า แบล็กลิสต์ อิตาเลี่ยนไทย หลังเกิดอุบัติเหตุระหว่างก่อสร้างรถไฟฟ้า แต่สั่งให้หยุดสร้างงานติดตั้งชิ้นส่วนจนกว่าได้ข้อสรุป

ตามที่มีข่าวปรากฏอยู่ตามสื่อต่างๆ ในประเด็น “ไจก้า” เตรียมแบล็กลิสต์อิตาเลี่ยนไทย หลังเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมือง(สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต จนมีพนักงานเสียชีวิตถึง 3 คน นั้น

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ การรถไฟฯ ยังไม่มีการพูดคุยหารือใดๆ ร่วมกันกับ Jica ถึงมาตรการหรือบทลงโทษที่จะดำเนินการกับผู้รับจ้างบริษัท อิตาเลียนไทยฯ อีกทั้งยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการจาก Jica ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ

ในส่วนของการแจ้งให้บริษัท อิตาเลียนไทยฯ หยุดการก่อสร้างนั้น จะสั่งหยุดงานเฉพาะงานติดตั้งชิ้นส่วนโครงสร้างทางวิ่งรถไฟยกระดับ (Launcher) จนกว่าจะได้ข้อสรุปถึงสาเหตุของอุบัติเหตุพร้อมทั้งกำหนดแนวทางการป้องกันและแก้ไข เพื่อความปลอดภัยในการก่อสร้างและไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นอีก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คานเหล็กยึดปูนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง หล่นทับคนงาน ดับ 3 (ชมคลิป)

 

ยกระดับหมอนวดสปาอ่าวนาง การันตีติดดาวค่าแรงพุ่ง 400-800 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 เม.ย. 2560 16:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/927320


กระทรวงแรงงาน ติดดาวการันตีฝือมือหมอนวดสปา เพิ่มค่าจ้าง 400-800 ริมหาดอ่าวนาง จ.กระบี่ รับวันแรงงาน ต่างชาติชูนิ้วยอดเยี่ยมเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 60 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า หลังลงพื้นที่ จ.กระบี่ ติดเครื่องหมายสัญลักษณ์ดาว 6 แฉก ที่คอร์นเนอร์ มัสซาส ต.อ่าวนาง จ.กระบี่ เพื่อการันตีการเป็นแรงงานคุณภาพช่วงวันแรงงานแห่งชาติ ว่า วันแรงงานปีนี้ถือเป็นปีแรก ที่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน มอบของขวัญให้แรงงานที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานเพื่อจะได้ค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ โดยพื้นที่ จ.กระบี่ เป็นจังหวัดแรกที่ประเดิมติดดาว 2 ดาว (ฝีมือสูงระดับ 2) ให้แก่แรงงานสาขานักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสปาตะวันตกจำนวน 4 คน และสาขาพนักงานนวดแผนไทย 1 ดาว จำนวน 41 คน

ขณะเดียวกัน เรายังปูพรมให้สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ 77 จังหวัด ติดดาวแรงงานอีก 10,000 คน นอกจากนี้เสนอเพิ่มเพื่อประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติจาก 67 สาขา เป็น 100 สาขา เพื่อให้ผู้ใช้งานแรงงานที่เข้าทดสอบระดับฝีมือแรงงานได้ค่าจ้างสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันสาขานักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสปาตะวันตก ระดับ 2 ได้ค่าจ้างวันละ 815 บาท

ด้านนายลาทเซ่ อายุ 75 ปี นักท่องเที่ยวชาวสวีเดน ยกนิ้วชื่นชมฝีมือหมอนวดไทย และกล่าวว่า ชอบเข้ามาใช้บริการนวดมาก เพราะตนเองอายุมาก หลังนวดแล้วทำให้ร่างกายสบายขึ้น ไม่ปวดเมื่อย หมอนวดแผนไทยเก่งมาก จับเส้นได้ดี ทำให้กระปรี้กระเปร่า.

 

โผล่อีก! เหยื่อโชคร้ายถูกแฮกเฟซ ลวงโอนตังค์ผ่านแอป คนร้ายสับขาหลอกจับตัวยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 เม.ย. 2560 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904492


ภายหลังจากที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้นำเสนอสกู๊ปซีรีส์ “พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์” ไปเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุด มีผู้เสียหายจำนวน 2 รายได้เข้ามาร้องทุกข์กับทางทีมข่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากศิลปินดังที่ปรากฏเป็นข่าว ก็ยังมีเหยื่ออีกหลายรายที่ตกหลุมพรางให้กับมิจฉาชีพยุค 4.0 ที่เข้ามาแฮกเฟซบุ๊ก พร้อมกับหลอกล่อให้โอนตังค์ผ่านแอปกระเป๋าเงินออนไลน์เช่นกัน คนเหล่านี้โดนอะไร สูญเสียกันไปเท่าไร ต้องติดตาม!

..ท่านสามารถกดอ่าน “พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์” เพื่อประกอบความเข้าใจ และสามารถอ่านเรื่องราวที่ศิลปินดังพบเจอได้ ที่นี่..

นายนกุล นิลศรี เจ้าของธุรกิจส่วนตัววัย 49 ปี บอกเล่ากับผู้สื่อข่าวด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองเหมือนเรื่องผ่านมาได้ไม่นานว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2559 เวลาราวๆ เที่ยงคืน มีโทรศัพท์จากน้องสาวโทรเข้ามาหาผม จับใจความสิ่งที่น้องสาวพูดได้ว่า “พี่หนุ่มทักแชตเฟซบุ๊กมาเหรอ เห็นพี่บอกจะยืมเงิน 10,000 บาท” และเมื่อผมได้ยินเช่นนั้น ผมตกใจและมึนงงอย่างมาก

“ตอนนั้น ผมรีบปฏิเสธไปทันที เพราะผมไม่รู้เรื่องใดๆ เลยว่า ผมไปขอยืมเงินใครตอนไหน จากนั้น ผมก็ล็อกอินเข้าเฟซบุ๊กของผมทันที ผลปรากฏว่า ผมเข้าเฟซบุ๊กของตัวเองไม่ได้แล้ว เฟซบุ๊กของผมที่ออนไลน์อยู่ กลับไม่ใช่ตัวผมอีกต่อไป ซึ่งน้องสาวที่โทรมาหาผมตอนนั้น ก็ถือว่าโชคดีมากที่เขายังไม่ได้โอนเงินไปให้มิจฉาชีพที่แฝงตัวเป็นผม แต่เจ้ากรรม มีเพื่อนในเฟซบุ๊กของผมอีก 6 คนถูกมิจฉาชีพหลอกได้สำเร็จ นายนกุล เจ้าของธุรกิจชาวราชบุรี โอดครวญ

“เพื่อนอีก 5 ท่านในเฟซบุ๊กของคุณนกุล โดนกันไปเท่าไร อย่างไรบ้าง?” ผู้สื่อข่าวซักถามเจ้าของเฟซบุ๊กที่ถูกแฮก ซึ่งได้รับคำตอบว่า “เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นพนักงานขายประกันชีวิต หลงเชื่อมิจฉาชีพว่าเป็นผมขอยืมเงิน เพื่อนคนนี้โอนไป 15,000 บาท, เพื่อนคนที่สองเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว หลงเชื่อเหมือนกัน โอนเงินไปให้มิจฉาชีพ จำนวน 6,000 บาท, เพื่อนคนที่สามเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โอนเงินไปจำนวน 13,940 บาท, คนที่สี่ประกอบอาชีพค้าขาย โอนเงินไปจำนวน 15,000 บาท และคนที่ห้าเป็นนักดนตรี โอนเงินไป 5,000 บาท รวมทั้งสิ้น 5 คน เป็นจำนวนเงินกว่าครึ่งแสน นกุล หนุ่มใหญ่ผู้ถูกแฮกเฟซบุ๊ก ไล่เรียงความสูญเสียของเพื่อนๆ

ทั้งนี้ บัญชีที่เพื่อนๆ ของนายนกุลโอนเงินไปนั้น เป็นบัญชีของหญิงวัยกลางคนที่อาศัยอยู่ในภาคอีสาน ซึ่งต่อมาภายหลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองราชบุรี ได้ทำการเรียกหญิงคนดังกล่าวให้เดินทางพบที่ สภ.เมืองราชบุรี แต่ในวันเวลาที่หญิงผู้นั้นเดินทางมาถึง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งให้ นายนกุล และผู้เสียหายทั้ง 5 คนได้รับทราบ

ต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งความคืบหน้ามาที่นายนกุลว่า เจ้าของบัญชีที่ผู้เสียหายโอนเงินไปนั้น เป็นแม่ของเด็กวัยรุ่นชายคนหนึ่ง ซึ่งเด็กคนดังกล่าว เป็นพ่อค้า True Wallet

  • หมายเหตุ : พ่อค้า True Wallet คือ พ่อค้าที่มีบัญชีธนาคารผูกกับแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางคอยรับและโอนเงินจากบุคคลต่างๆ ที่ต้องการใช้จ่ายผ่าน TrueMoney Wallet (ยกตัวอย่างเช่น นายเอ จะโอนเงิน 1,000 บาทไปให้ นายบี โดยผ่านพ่อค้า True Wallet ซึ่งพ่อค้าจะหักเงินค่าบริการไป 100 บาท (หรือแล้วแต่จะตกลงกัน) เพราะฉะนั้น นายบี จะได้เงินไปทั้งสิ้น 900 บาท ส่วนพ่อค้า True Wallet ได้กำไร 100 บาท) อย่างไรก็ตาม พ่อค้า True Wallet จะมีรายได้ค่อนข้างดี โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเยาวชนที่ชื่นชอบการเล่นเกม และจะนำบัญชีธนาคารของพ่อแม่ไปผูกกับแอปพลิเคชันดังกล่าว

เด็กผู้ชายที่เป็นพ่อค้า True Wallet ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตัวเองถูกมิจฉาชีพหลอกให้รับโอนเงินจากผู้เสียหาย และถูกหลอกโอนเงินต่อไปที่แอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet ของมิจฉาชีพอีกทีหนึ่ง ซึ่งเด็กผู้ชาย หรือพ่อค้า True Wallet พยายามยืนยันว่า ตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องนี้ทั้งสิ้น และล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองราชบุรี ก็ยังไม่สามารถหาตัวคนร้ายตัวจริงได้ และยังไม่มีผู้เสียหายคนใดได้รับการชดใช้ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ผู้ถูกแฮกเฟซบุ๊ก เล่าถึงความคืบหน้าของคดีความ

“ก่อนหน้าที่ คุณนกุล ถูกแฮกเฟซบุ๊ก คุณใช้พาสเวิร์ดที่สามารถเดาได้ค่อนข้างง่ายหรือเปล่า?” ผู้สื่อข่าวถามตรงๆ กับหนุ่มใหญ่เมืองโอ่ง เขาตอบสั้นๆ ว่า “ผมใช้รหัสผ่านเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิด และเบอร์โทรศัพท์ของผม แต่ต่อมาภายหลังผมได้เปลี่ยนมาใช้ 2-step verification หรือการตรวจสอบความปลอดภัย 2 ขั้นตอน ในช่วงเข้าสู่ระบบของเฟซบุ๊กแล้ว”

ทั้งนี้ พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เคยกล่าวเตือนประชาชนผ่านผู้สื่อข่าวไว้ว่า คุณไม่ควรตั้งรหัสผ่านที่มาจากข้อมูลส่วนตัวของคุณเอง เช่น วัน เดือน ปีเกิด, เบอร์โทรศัพท์, ชื่อจริงหรือชื่อเล่น เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ มิจฉาชีพจะสามารถสืบค้นข้อมูลส่วนตัวของคุณได้จากโลกอินเทอร์เน็ต และจะนำมาคาดเดาเป็นรหัสผ่านในการแฮกเฟซบุ๊กของคุณได้โดยง่าย”

นอกเหนือจากหนุ่มเมืองโอ่งที่ได้ร้องทุกข์ผ่านทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์แล้วนั้น ยังมี น.ส.อภิษฎา ศรีปัญญา สาวเมืองพัทยาที่ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินในทำนองเดียวกันด้วย

น.ส.อภิษฎา ศรีปัญญา สาวไทยวัย 34 ปี ระบายความทุกข์ที่คั่งค้างอยู่ภายในใจให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2560 เวลาราวๆ 15.00 น. แฟนเก่าของเธอได้ส่งข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กมาหาเธอ เพื่อขอยืมเงินจำนวน 8,000 บาท เพื่อนำไปจ่ายค่าสินค้าวัสดุก่อสร้าง พร้อมกับสัญญาว่า จะคืนเงินให้เธอในเช้าวันถัดไป และด้วยความที่แฟนเก่านั้นดีกับเธอเสมอมา แต่วันนี้อดีตคนรักกลับเดือดร้อนต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน เธอจึงไม่รีรอที่จะโอนเงินให้แฟนเก่าทันที 8,000 บาท

“เราโอนเงินไปได้เกือบ 40 นาที จู่ๆ พี่สาวของแฟนเก่าก็โทรมาบอกว่า เอ (ชื่อสมมติแฟนเก่า) ไม่ได้แชตไปยืมเงินใครนะ เอ โดนแฮกเฟซบุ๊ก พี่เองก็หลงเชื่อโอนเงินไปให้โจร 9,500 บาทเหมือนกัน ตอนนั้นก็งงและเจ็บใจมากว่า เดี๋ยวนี้เขาต้มตุ๋นคนดีๆ กันด้วยวิธีไฮเทคขนาดนี้เลยหรอ อภิษฎา สาวพัทยา เล่าถึงนาทีที่รู้ความจริง

“ตอนแรกเราก็ตะหงิดๆ ใจอยู่เหมือนกัน เพราะหลังจากที่เราโอนเงินไปให้แล้ว 8,000 บาท ทางมิจฉาชีพก็ใช้เฟซบุ๊กแฟนเก่าทักมาถามอีกว่า มีเงินอีก 12,000 บาทไหม เราก็บอกไปว่า ไม่มีแล้ว เพราะเงิน 8,000 นั้นก็ไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของแฟนคนปัจจุบันด้วย ทีนี้เราก็เลยโทรเข้าไปที่เฟซบุ๊กของแฟนเก่า ซึ่งปรากฏว่า เขาไม่รับ และบล็อกเราทันที” สาวพัทยา บอกเล่าถึงความไม่ชอบมาพากล

จากนั้น น.ส.อภิษฎา กับพี่สาวของอดีตคนรัก ก็เดินทางไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เมืองพัทยา ทันที ล่าสุดทางผู้สื่อข่าวติดต่อไปยัง ร.ต.อ.เฉลียว บุญคุ้ม ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวถึงความคืบหน้าของคดีดังกล่าวผ่านผู้สื่อข่าวว่า “ตอนนี้มีหลายคดีมาก ผมจำคดีนี้ไม่ค่อยได้ อย่างไรก็ตาม ให้ผู้เสียหายโทรมาหาผม หรือเข้ามาพูดคุยกันที่ สภ.เมืองพัทยา จะดีกว่า”

ล่าสุด ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ในฐานะผู้ให้บริการ ได้ชี้แจงผ่านผู้สื่อข่าวว่า บริษัทฯ ได้ตระหนักถึง และให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด ปัจจุบัน บริษัทฯ มีนโยบายที่ชัดเจนและให้ความสำคัญในการควบคุม ดูแล บริหารความเสี่ยง รวมถึงการตรวจสอบการลงทะเบียนและการทำธุรกรรม เพื่อป้องกันการทุจริต ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าทำธุรกรรมที่เข้าเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนดว่ามีความเสี่ยงสูง หรือมีรูปแบบการทำธุรกรรมที่น่าสงสัย บริษัทฯ ได้จัดให้มีการตรวจสอบข้อมูลบัตรประชาชนที่ใช้ในการลงทะเบียน ซึ่งจะถูกตรวจสอบโดยระบบอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง มีผลทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นต้น