ทองไทยเปิดตลาดปรับขึ้น 50 รูปพรรณ ขายออกบาทละ 21,300

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 เม.ย. 2560 12:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/926554


ทองไทยเปิดตลาดปรับขึ้น 50 ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,700 ขายบาทละ 20,800 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,329.56 ขายออกบาทละ 21,300 ขณะที่ทองนิวยอร์ก ปิดพุ่งที่ระดับ 1,268.30 ดอลลาร์/ออนซ์ จากการที่ดอลลาร์อ่อนค่า…

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,700 ขายออกบาทละ 20,800 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,329.56 ขายออกบาทละ 21,300

ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (28 เม.ย.) จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ หลังจากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแรงกว่าคาดการณ์ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยสัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.4 ดอลลาร์ หรือ 0.19% ปิดที่ระดับ 1,268.30 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

กฟน.ลงพื้นที่พบประชาชนก่อนนำสายไฟฟ้า สายสื่อสารลงใต้ดินโครงการนนทรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 29 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925549


วันนี้ (27 เมษายน 2560) นายเทพศักดิ์ ฐิตะรักษา ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) พร้อมด้วยบริษัทผู้ดำเนินการก่อสร้าง ร่วมลงพื้นที่เพื่อชี้แจงข้อมูลสร้างความรับรู้ เข้าใจแก่ประชาชนในการดำเนินงานโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน โครงการนนทรี รวมถึงรับทราบปัญหานำไปแก้ไขเพื่อลดผลกระทบระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง ณ ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3


http://www.thairath.co.th/clip/122089

​ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง เปิดเผยว่า โครงการนนทรี ถือเป็นโครงการล่าสุดที่ กฟน. ได้ดำเนินการ รวมระยะทางการก่อสร้าง 8.3 กิโลเมตร แบ่งพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างออกเป็น 7 เส้นทาง คือ 1) ถนนสาธุประดิษฐ์ 2) ซอยอนุมานราชธน 3) ซอยสว่างอารมณ์ 4) ถนนเลียบทางด่วนเฉลิมมหานคร 5) ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ 6) ถนนสาทร และ 7) ถนนนางลิ้นจี่ โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ จะใช้เส้นทางถนนสาธุประดิษฐ์ เริ่มจากบริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 ถึง ซอยสาธุประดิษฐ์ 5 และถนนสว่างอารมณ์ เริ่มจากบริเวณซอยสาธุประดิษฐ์ 19 ถึง ซอยนราธิวาส 24 ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจในโครงการฯ รับทราบปัญหาเพื่อนำไปแก้ไขเพื่อลดผลกระทบระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัญจรผ่านบริเวณทางเท้าในถนนดังกล่าว ซึ่ง กฟน. ได้จัดให้มีศูนย์ประสานงานของ กฟน. ในบริเวณพื้นที่ของโครงการฯ พร้อมทั้งมีการสร้างทางเดินชั่วคราว และจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน

​สำหรับโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน โครงการนนทรี ยังเป็นหนึ่งในโครงการที่ ครม. มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ให้อนุมัติวงเงินลงทุนเพิ่ม โดยมีมติให้ 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการปทุมวัน จิตรลดา พญาไท (เพิ่มเติม) 2) โครงการนนทรี และ 3) โครงการพระราม 3 เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของสถานีต้นทางที่ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังพื้นที่อื่นๆ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคง และช่วยปรับทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครให้สวยงาม มีความปลอดภัยและพร้อมสู่การเป็นมหานครแห่งอาเซียน

​ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กฟน. ได้ดำเนินการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินเสร็จสิ้นแล้วทั้งหมด จำนวน 7 โครงการ ได้แก่ โครงการสีลม โครงการจิตรลดา โครงการปทุมวัน โครงการพญาไท โครงการพหลโยธิน โครงการสุขุมวิท โครงการราชวิถี รวมระยะทาง 41.9 กิโลเมตร ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ได้แก่ โครงการจิตรลดา ปทุมวัน และพญาไท (เพิ่มเติม) โครงการนนทรี โครงการพระราม 3 โครงการรัชดาภิเษก-พระราม 9 โครงการรัชดาภิเษก-อโศก และโครงการบนถนนศรีอยุธยา ถนนโยธี ถนนเพชรบุรี ถนนราชปรารภ รวมระยะทาง 45.4 กิโลเมตร และโครงการมหานครแห่งอาเซียน เป็นระยะทาง 127.3 กิโลเมตร รวมเป็นระยะทางทั้งสิ้น 214.6 กิโลเมตร หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center โทร. 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

///////////////////////////////////
“Smart Life Smart City”
| ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม |
—————–
**กฟน. เชิญดาวน์โหลดฟรี MEA Smart Life App แจ้งไฟดับ, จ่ายค่าไฟ, เช็กค่าไฟย้อนหลัง ในแอปเดียวจบ…คลิก http://is.gd/KlyQKF
—————–
ติดตามสื่ออื่น การไฟฟ้านครหลวง ได้ที่
Application : MEA Smart Life
Website: www.mea.or.th
Facebook : การไฟฟ้านครหลวง (MEA)
Twitter : @mea_news
YouTube : MEA Multimedia
Line : @meanews
—————–
MEA Call Center โทร. 1130

 

กฟผ.ยกเครื่องผลิตไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/926222


นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในโอกาสครบรอบ 48 ปี กฟผ.ว่า กฟผ.จำเป็นต้องปรับองค์กรเพื่อรับแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าของโลกที่มุ่งพลังงานทดแทนมากขึ้น แต่ยังคงมีเชื้อเพลิงฟอสซิลควบคู่ไปด้วยเพื่อดูแลราคาค่าไฟฟ้าให้เหมาะสมไม่เป็นภาระประชาชน จึงได้เตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ กฟผ.ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์ และกำหนดในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ 20 ปี ระหว่างปี2559-2579 (พีดีพี 2015) ทำให้ปลายแผนพีดีพี

ในปี 2579 กฟผ.จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วน 42-43% จากเดิมตามแผนจะอยู่ที่ 39%“ในปีนี้ กฟผ.ยังเตรียมเปิดให้เอกชนเข้าประมูลเพื่อลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน (เอ็นเนอร์ยี สตอเรจ) ใน 2 พื้นที่คือ อ.บำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์ และอ.ชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์ โดย กฟผ.และกระทรวงพลังงานจะเร่งชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจความจำเป็นในการลงทุนพลังงานทดแทน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและดูแลค่าไฟฟ้าที่อาจทำให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น”

สำหรับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในแผนพีดีพี 2015 เป็น 40% จากปัจจุบันอยู่ที่ 18-20% นั้น การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์เป็นหนึ่งในแผน “ผลจากการเข้ามาของพลังงานทดแทน อาจทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงที่ 6 ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ในช่วงปลายแผนพีดีพี 2015 ไม่เกิดขึ้นตามเป้า แต่ในส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา รวม 2,000 เมกะวัตต์ ยังมีความจำเป็น เพราะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้จะน้อยกว่าความต้องการใช้อย่างมีนัยสำคัญ.

 

จ่อบี้ “เฟซบุ๊ก ไลฟ์” แต่แชตไลน์รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/926218


พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.จะต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้ความรู้ และความเป็นไปของธุรกิจบริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอื่นที่ไม่ใช่โครงข่ายกระจายเสียงและโทรทัศน์ (Over The Top : OTT) ในประเทศไทย เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ กสทช.กำลังศึกษาหาแนวทางกำกับดูแลและสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน ขณะเดียวกันต้องไม่สร้างผลกระทบต่อสาธารณะด้วย โดยคาดว่าภายใน 3-4 เดือนข้างหน้าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น “ขณะนี้ยังไม่มีแนวทางว่าจะกำกับดูแลอย่างไร เพราะต้องฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนก่อน แต่สิ่งที่ตอบได้ชัดเจนคือ การจัดระเบียบธุรกิจ OTT ไม่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนสื่ออย่างแน่นอน แต่เหตุที่ต้องมาทำในช่วงนี้ เพราะจังหวะและเวลาที่เหมาะสม และได้รับมอบหมายจากบอร์ด กสทช.ให้ดำเนินการด้วย”

สำหรับบัญชีเฟซบุ๊ก หากเป็นการสื่อสารเฉพาะบุคคลไม่ต้องกังวล เพราะ กสทช.ไม่ได้เข้าไปกำกับดูแล เนื่องจากเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล แต่หากมีการถ่ายทอดสดหรือ “เฟซบุ๊ก ไลฟ์”ซึ่งมีลักษณะเผยแพร่เป็นการทั่วไปและมียอดตามจำนวนมาก มีผลประโยชน์ทางธุรกิจก็ต้องพิจารณาในรายละเอียด ส่วนกรณีกลุ่มไลน์ แม้จะมีสมาชิกในกลุ่ม 200-300 คน การส่งข้อมูลภายในกลุ่มก็ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ใช่เป็นการเผยแพร่เป็นการทั่วไป กสทช.คงไม่เข้าไปกำกับดูแล ฉะนั้นขอให้ประชาชนอย่าได้วิตกกังวล เพราะ กสทช.ไม่ได้เข้าไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่จะกำกับดูแลเฉพาะที่แพร่ภาพและเสียงและมีผลกระทบต่อสาธารณะในวงกว้างเท่านั้น

ทั้งนี้ ผลการศึกษาเบื้องต้นของบริษัทที่ปรึกษาได้กำหนดลักษณะของผู้ให้บริการโอทีทีเป็น1.ผู้ให้บริการอิสระ ได้แก่ เฟซบุ๊ก ยูทูบ เน็ตฟิกซ์ ไอฟิกซ์ ฮอลลีวูด ไลน์ทีวี 2.ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ให้บริการ ได้แก่ โชว์ไทม์ เอชบีโอ เอ็มแอลบี ทีวี 3.ช่องรายการทีวีที่ให้บริการโอทีที ได้แก่ โมโน ช่อง 3 ช่อง 8 ช่องเวิร์คพอยท์ ช่อง 7 ช่องวัน เป็นต้น 4.ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ให้บริการ ได้แก่ เอไอเอสเพย์ สิงเทลทีวีโก 5.ผู้ให้บริการเพย์ทีวีในรูปแบบโอทีที ได้แก่ พีเอสไอ ทรูวิชั่นส์ 6.ผู้ให้บริการโอทีทีที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการ ได้แก่ ฮูลูพลัส, HooQ, prestoเป็นต้น ขณะที่มูลค่าตลาดโอทีทีในประเทศไทย เฟซบุ๊กครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่งมูลค่า 2,842 ล้านบาท ยูทูบ 1,663 ล้านบาท.

 

“Boxup Muaythai Gym” ยิมมวยแนวใหม่เอาใจ..สายต่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925510


“จุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดจากความหลงรักในการออกกำลังกายของพวกเรา ซึ่งการมีร่างกายที่แข็งแรงถือเป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตในแบบฉบับที่เราอยากจะใช้ ไปไหนหรือเที่ยวที่ใดก็มีแรงไปได้สบาย อีกทั้งยังทำให้ห่างไกลโรคภัยอีกด้วย”

หนึ่งในประโยคคำตอบที่มาจากปาก คุณไนซ์ (สริยา บูลกุล) หนึ่งในหุ้นส่วนผู้ก่อตั้ง “BoxUp Muaythai Gym” (บ็อกซ์อัพ มวยไทยยิม) ยิมออกกำลังกายสมัยใหม่ที่เน้นสอนศิลปะแม่ไม้มวยไทยบนถนนราชพฤกษ์

คุณไนซ์เล่าว่า บ็อกซ์อัพ มวยไทยยิมแห่งนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนเลิฟที่มีใจรักการออกกำลังกาย มาร่วมระดมทุนและความคิดสรรค์สร้างเป็นยิมสอนมวยไทยแนวใหม่เข้าใจผู้เล่น โดยหุ้นส่วนนั้นประกอบด้วย คุณเจม (ศราวุธ โตแจ้ง), คุณป่าน (ปานยจิตต์ พลับใจบุญ), คุณส้ม (กฤษณา มงคลอุดมรัตน์) และ คุณเมย์ (นภัสวัณณ์ น้อยวงศ์)

สำหรับการเลือกมาทำธุรกิจยิมมวยไทยนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่าในระยะหลังคนเริ่มหันมาใส่ใจด้านสุขภาพกันมากขึ้นทั้งหาอาหารมีประโยชน์รับประทาน รวมถึงออกกำลังกายสร้างความแข็งแรง อีกทั้งปัจจุบันกระแส “มวยไทย” ก็เป็นที่รู้จักดี คนไทยคุ้นเคยมานาน รวมถึงยังไปสร้างชื่อเสียงในระดับโลกด้วย ซึ่งในเวลานี้ทั้งคนไทยและต่างชาติก็หันมาออกกำลังกายด้วยมวยไทยกันเป็นจำนวนมาก

แน่นอนการเปิด “บ็อกซ์อัพ มวยไทยยิม” จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะนำเสนอสถานที่ออกกำลังมวยไทยแนวใหม่ ที่ใช้อุปกรณ์การออกกำลังกายประเภทต่างๆมาร่วมใช้กับการต่อยมวยเข้ามาเจาะตลาด คุณไนซ์กล่าว

“จุดเด่นของยิมเราจะอยู่ที่การนำวิทยาศาสตร์การกีฬาสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับศิลปะป้องกันตัวแบบฉบับไทยแท้กับมวยไทย ให้ออกมาลงตัวและตอบโจทย์ความ ต้องการลูกค้าที่มองหาการออกกำลังกายที่ได้ทั้งความสนุก และเทคนิคป้องกันตัวไปด้วย”

คุณไนซ์เล่าด้วยว่า ตัวเขาเองก็มาสนใจและรักในกีฬามวยไทยไม่นานมานี้ ซึ่งหลังจากเพื่อนชวนมาทดลองเล่นดูก็หลงรักในศิลปะการต่อสู้นี้ชนิดแบบชอบมากม้าก…

“ตัวไนซ์เองชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สมัยช่วงเรียนมัธยมศึกษาก็เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลตัวโรงเรียน ถึงขนาดช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายได้คัดเลือกเป็นนักกีฬาเขตการศึกษาด้วย แต่หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยได้เล่นบาสอีก แต่ก็ยังไม่ทิ้งการเสียเหงื่อจากการออกกำลังโดยยังหาฟิตเนสเล่นอยู่ประจำ”

ในส่วนของผู้เล่นก็มีความหลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มลูกค้าผู้หญิง ผู้ชาย ผู้สูงอายุ (ที่ฟิตและแข็งแรง) รวมถึงเด็กก็สามารถเล่นได้ ถือเป็นการฝึกทักษะตั้งแต่เด็ก ส่วนผู้หญิงนอกจากได้หุ่นที่ฟิตเฟิร์ม ยังมีวิชาป้องกันตัวไว้ใช้ยามฉุกเฉินได้ด้วย

ทั้งนี้ในส่วนของการออกแบบบ็อกซ์อัพ มวยไทยยิม แบ่งออกเป็น 3 โซน คือ 1.โซนอินดอร์ (ในร่ม) ที่จะมีอุปกรณ์ต่อยมวยให้บริการ ทั้งกระสอบทรายขนาดต่างๆ ห้องสอนต่อยมวย 2.โซนเอาต์ดอร์ (พื้นที่เปิดโล่ง) ทำเป็นเวทีมวยที่มองเห็นวิวรอบนอก และ 3.โซนฟิตเนส ที่จะมีอุปกรณ์สร้างกล้ามเนื้อ อาทิ ดัมเบล เครื่องออกกำลังกาย เป็นต้น ไว้ให้บริการมากมาย

“ยิมเราจะให้ความสำคัญเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์ทุกชิ้น รวมถึงห้องน้ำ และสถานที่ภายในยิมด้วย เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ในเรื่องสุขอนามัย โดยยังมีในส่วนของล็อกเกอร์ อุปกรณ์อาบน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ไว้ให้บริการด้วย เพียงลูกค้าเตรียมมาแค่เสื้อกับกางเกงก็สามารถเข้าใช้บริการได้แล้ว”

คุณไนซ์เล่าถึงความท้าทายในการทำธุรกิจนี้ว่า ต้องยอมรับว่าในตลาดต่างก็มียิมหรือค่ายมวยเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีการแข่งขันที่สูง โดยทางยิมจะนำเสนอด้านความต่างมาเจาะกลุ่มลูกค้า เริ่มตั้งแต่การออกแบบสถานที่ให้ดูทันสมัย สบายๆเหมือนลูกค้ามาพักผ่อน รวมถึงการใส่ใจในการสอนที่จะกำหนดให้คลาสที่เรียนต้องมีผู้เล่นไม่มาก เพื่อให้ครูมวยผู้สอนดูแลได้ทั่วถึง ซึ่งในอนาคตก็จะเพิ่มการสอนเป็นแบบตัวต่อตัวด้วย

ส่วนด้านอัตราค่าบริการนั้นก็มีให้เลือกหลายแพ็กเกจ อาทิ 1 ครั้ง 550 บาท, 5 ครั้ง 1,500 บาท, 10 ครั้ง 4,500 บาท หรือจะเลือกแบบรายเดือนก็มี อาทิ 1 เดือน 5,500 บาท, 3 เดือน 9,999 บาท หรือจะเป็นสมาชิกรายปีก็ได้ นอกจากนี้ยังมีแบบเล่นบุฟเฟ่ต์ 1 เดือนเข้าใช้บริการกี่ครั้งก็ได้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าดูข้อมูลได้ที่เพจเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม : boxupmuaythaigym

บ็อกซ์อัพ มวยไทยยิม อาจจะเป็นยิมที่เปิดมาได้ไม่นาน แต่เรามีความมุ่งมั่นที่จะรักษาคุณภาพ และบริการที่ดีแบบนี้ไว้ตลอดไป ซึ่งก็เชื่อว่าหากใครได้มาลองเล่นแล้วต้องติดใจแน่นอน คุณไนซ์ กล่าวทิ้งท้าย.

 

AEC Go On 29/04/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 29 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925481


ทั้งธนาคารโลก (เมื่อ ม.ค.2560) และ IMF (เมื่อ เม.ย. 2560) ส่งสัญญาณเหมือนกันว่าปัจจุบันเศรษฐกิจโลกผ่านจุดต่ำสุดแล้วและกำลังฟื้นตัวขึ้นช้าๆ อย่างมั่นคง แม้จะยังเผชิญกับความเสี่ยงในอนาคต ทั้งความไม่แน่นอนของการเมืองระหว่างประเทศ การก่อการร้าย ผลกระทบของ Brexit และการฟื้นตัวช้าของสหภาพยุโรป แต่ทั้งธนาคารโลก และ IMF ยังคาดการณ์ตรงกันว่า ปีนี้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวดีกว่าปีก่อนในทุกภูมิภาค แน่นอนครับ ภูมิภาคที่เติบโตดีสุดในโลกคือเอเชีย และเด่นมากที่สุดหนึ่งในนั้นคือ AEC ครับ

“แล้วอีก 5 ปีข้างหน้าใครจะโดดเด่นที่สุดหรือเนื้อหอมที่สุดใน AEC?” ยังเป็นคำถามยอดฮิตที่ทั้งคนไทยและนักธุรกิจทั่วโลกเฝ้าถาม เรามาดูว่าการประเมินภาวะเศรษฐกิจของ AEC ในอีก 5 ปี ที่ IMF คาดการณ์ล่าสุดเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกันดีกว่าครับ

เริ่มที่ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม IMF คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปี 2560-2561 ประมาณ 6.9%, 6.8%, 7.6% และ 6.4% ตามลำดับ และในปี 2565 จะอยู่ที่ 6.3%, 6.7%, 7.5% และ 6.2% ตามลำดับ ต้องบอกว่า CLMV โดดเด่นมาก และจะเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ผ่านการค้าชายแดนที่เริ่มกลับมาคึกคักหลังจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้การส่งออกของไทยไป CLMV ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ขยายตัวด้วยเลข 2 หลักอีกครั้ง คือ ขยายตัว 15.46% หลังจากที่ขยายตัวติดลบ 0.09% ในปีที่แล้ว

ขณะที่กลุ่ม IMT-GT ได้แก่ มาเลเซียและอินโดนีเซีย IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเฉลี่ยปี 2560-2561 ราว 4.6% และ 5.2% ตามลำดับ และในปี 2565 จะขยายตัว 4.8% และ 5.5% ตามลำดับ ก็ดูดีนะครับเพราะ ประเทศมุสลิมทั้งสองประเทศมีอัตราการขยายตัวใกล้เคียง 5% น่าจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ดี เพราะเมื่อเศรษฐกิจเติบโตดี ประชาชนจะมีอำนาจซื้อสูงขึ้นมาก สัปดาห์หน้า มาดูเศรษฐกิจของไทยกันดีกว่าว่า IMF จะมองว่าจะมีอนาคตที่สดใสหรือไม่ และจะดีร้ายมากน้อยเพียงใด.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

เพาเวอร์บายเอ็กซ์โป 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 29 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925498


ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีในปัจจุบันนับว่ามีการแข่งขันที่สูงและยังมีแนวโน้มการเติบโตในปี 2560 ขณะเดียวกันพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะการเข้ามาของดิจิทัลไลฟ์สไตล์ที่สมาร์ทโฟนเป็นตัวเชื่อมต่อกับการควบคุมสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ส่งผลให้ผู้บริโภคมองหาเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ซึ่งได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ตอบโจทย์การใช้งานอย่างคุ้มค่า

สำหรับ “เพาเวอร์บาย” ในฐานะผู้นำธุรกิจศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที แก็ดเจ็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศไทย เตรียมกระตุ้นตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีโดยจัดงาน “เพาเวอร์บายเอ็กซ์โป 2017” คุ้มจัด ประหยัดไฟ นวัตกรรมที่ “ใช่” เพื่อบ้านคุณ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 7 พ.ค.นี้ ที่ศูนย์ไบเทคบางนา

นางจิราลักษณ์ ณ เชียงตุง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด เปิดเผยว่า โดยในปีนี้เพาเวอร์บายทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท ร่วมกับพันธมิตรจัดมหกรรม เพาเวอร์บาย เอ็กซ์โป 2017 รวบรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีกว่า 200 แบรนด์ดังระดับโลก โชว์นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย เน้นแสดงศักยภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยให้ “คุ้มจัด ประหยัดไฟ” เพิ่มความคุ้มค่าด้านการใช้พลังงาน ประหยัดค่าไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันช่วยให้เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต เชื่อมต่อกับดิจิทัลไลฟ์ สไตล์ที่นำมาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงานนี้ ไฮไลต์เครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอที อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีฟังก์ชันโดดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน

อาทิ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นการอัพเดตเทรนด์ประหยัดพลังงานในหลายกลุ่มสินค้า เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน, เครื่องซักผ้า นวัตกรรมการซักผ้าที่เน้นทั้งความสะอาดหมดจดและการถนอมเนื้อผ้า, แอลอีดี ทีวี, หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะ ที่พัฒนานวัตกรรมล้ำสมัยสามารถวิ่งนำทางการดูดฝุ่นทำความสะอาดแม่นยำ พร้อมสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน

ด้านกลุ่มสินค้าไอที แก็ดเจ็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นำเสนอเทคโนโลยีที่น่าสนใจอย่างคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่บางที่สุดในโลกในราคาที่จับต้องได้ รวมทั้งสมาร์ทโฟนและนาฬิกาอัจฉริยะใช้งานโหมด GPS ได้นานสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง หรือจะเลือกใช้งานในโหมดธรรมดาได้นานสูงสุดถึง 2 สัปดาห์ ประหยัดพลังงานไม่ต้องชาร์จแบตบ่อยๆ

นางจิราลักษณ์ยังกล่าวถึงการทำตลาดและส่งเสริมการขายด้วยว่า เพาเวอร์บายเตรียมโปรโมชั่นที่จะสร้างความคุ้มค่าให้กับลูกค้าที่มาช็อปภายในงานด้วยโปร ลด-รับเพิ่มสูงสุด 50,000 บาท และโปรโมชั่นผ่อน 0% กับบัตรเครดิตชั้นนำ นอกจากนี้ยังพบกับโซนพิเศษ ช็อปสินค้าช่วยประหยัดพลังงาน ขายตัดราคาลดสุดคุ้ม 1,000 ชิ้น พลาดไม่ได้หมดแล้วหมดเลย โดยเพาเวอร์บายคาดหวังว่า จะเติบโตขึ้นอีก5-10% เมื่อเทียบกับจากปี 2559 โดยมีเป้าผลักดันตลาดอีเวนต์เครื่องใช้ไฟฟ้าให้คึกคักและกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค

นอกจากนี้ เอาใจคนรักการตกแต่งบ้าน ด้วยการผนึกกำลังกับ Homework ศูนย์รวมสินค้าเพื่อบ้าน จัดสินค้าตกแต่งบ้านราคาพิเศษ อาทิ ที่นอน, ชุดเครื่องนอนและของแต่งบ้าน ที่ขนกันมาลดสูงสุด 70% พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม เมื่อซื้อสินค้าภายในงานครบตามเงื่อนไข รับบัตรกำนัลเงินสดมูลค่าสูงสุด 6,000 บาท และลด-รับเพิ่มสูงสุด 40% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่การให้ความรู้ด้านพลังงานทดแทน และบ้านประหยัดพลังงานให้กับลูกค้า โดยร่วมมือกับกรมพลังงานทดแทน กระทรวงพลังงาน เปิดบูธให้คำแนะนำการเลือกใช้พลังงานทดแทนที่สามารถปฏิบัติได้ง่ายๆที่บ้านด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน เพาเวอร์บายได้ใช้กลยุทธ์พัฒนาระบบออมนิชาแนล (Omni Channel) ด้วยการผสมผสานช่องทางธุรกิจทั้งหมดเข้าด้วยกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคผ่านทุกช่องขาย อาทิ ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์สามารถเลือกให้ส่งหรือไปรับได้ตามสาขาที่ต้องการ การให้บริการรับ-คืนสินค้า ไม่ว่าจะซื้อผ่านช่องทางใด ลูกค้าสามารถเลือกรับบริการ รับ-คืน รวมถึงส่งสินค้าเข้าศูนย์ซ่อมผ่านทุกสาขาของเพาเวอร์บายและลูกค้าที่ซื้อที่งานนี้สามารถส่งไปต่างจังหวัดได้ หรือให้ไปส่งตามสาขาและไปรับวันหลัง โดยตั้งเป้าผลักดันยอดขายตลอดทั้งปีให้เติบโต 17,081 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

นับเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดและงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ที่จะปลุกกระแสความต้องการและกำลังซื้อให้มีความคึกคักภายใต้แนวคิดประหยัดเงิน–ประหยัดพลังงานสอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 29/04/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/926157


ชูหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/926214


“สมคิด” ดึงฮ่องกงร่วมปั้นเส้นทางสายไหม

“สมคิด” สานสัมพันธ์ผู้บริหารฮ่องกงชักชวนเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ หวังผนึก 2 ฮับเชื่อมเศรษฐกิจอาเซียน-จีน ฝันปั้นยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม ขณะที่งานสัมมนาชวนนักลงทุนฮ่องกงลงทุนไทยห้องแทบปริ “สุวิทย์” ให้ความมั่นใจเปลี่ยนรัฐบาล แต่ระเบียงเศรษฐกิจ “อีอีซี” ยังอยู่เพราะมีกฎหมายรองรับ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างนำคณะเยือนเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและได้เข้าพบหารือกับนายซี วาย เลิง ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง และรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน และนางแคร์รี แลม ว่าที่ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงที่ได้รับการเลือกตั้งคนใหม่ที่จะเข้ารับตำแหน่งในเดือน ก.ค.นี้ว่า ไทยถือเป็นประเทศแรกที่ได้หารือกับว่าที่ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ซึ่งมองว่าฮ่องกงนั้นไม่ใช่แค่เป็นประตูการค้าสู่จีนอย่างเดียว แต่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นศูนย์กลางหรือ “ฮับ” ที่จีนใช้เป็นหัวหอกสำคัญในยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมหรือ “วันเบลท์ วันโรด” ที่จะผลักดันนักลงทุนจีนไปสู่จุดสำคัญต่างๆทั่วโลก ขณะที่ไทยเป็นฮับสำคัญของอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี คือกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย

ทั้งนี้ การหารือกับผู้บริหารสูงสุดและว่าที่ผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ของฮ่องกงในครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของไทย และผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงก็ให้ความสำคัญกับการหารือครั้งนี้โดยให้รัฐมนตรีด้านการค้า เศรษฐกิจ ไอที และดิจิทัลเข้าร่วมหารือด้วย ซึ่งต่างมีความเห็นตรงกันที่จะสานความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายในการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและฮ่องกงในอนาคต เป็นการเชื่อม 2 ฮับที่มีความสำคัญที่จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจของอาเซียนกับจีน

นายสมคิดกล่าวว่า ระหว่างที่หารือกันนายซี วาย เลิง ได้นำเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำจูเจียง หรือพีพีอาร์ดี (Pan Pearl River Delta) ประกอบด้วย 9 มณฑลและ 2 เขตบริหารพิเศษคือฮ่องกงและมาเก๊าครอบคลุมพื้นที่ราว 1 ใน 5 ของประเทศจีนทางตอนใต้ ซึ่งแผนดังกล่าวตรงกับแนวคิดที่ตนเคยนำเสนอเมื่อ 11 ปีที่แล้ว เป็นไปตามหลักการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคกับภูมิภาค คือระหว่างพีพีอาร์ดีกับ 11 ประเทศในอาเซียน โดยมีหัวใจของการเชื่อมโยงคือไทยกับฮ่องกง และจะมีการผลักดันให้เกิดความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ฮ่องกงกับอาเซียนด้วยในอนาคตและได้ฝากให้นายซี วาย เลิง ช่วยผลักดันนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีนด้วย

ส่วนการหารือกับนางแคร์รี แลม ว่าที่ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงคนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการใน 2 เดือนข้างหน้านั้น ได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงนโยบายสำคัญของไทยที่อยู่ระหว่างการปฏิรูป จึงต้องการให้ฮ่องกงมามีส่วนในการปฏิรูปของไทยด้วยการเชื่อมยุทธศาสตร์ของฮ่องกงและไทย โดยเสนอให้ฮ่องกงจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงขึ้นที่ประเทศไทย เพื่อให้ทางฮ่องกงรับทราบข้อมูลและแนวทางความร่วมมือด้านต่างๆที่จะเกิดขึ้นระหว่างกันชัดเจนยิ่งขึ้น

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ กล่าวด้วยว่า นายสมคิดได้หารือกับนายฟู่ ยู่หนิง ประธานบริษัท ไชน่า รีซอสเซส โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ของจีนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และแก๊ส โดยได้ชักชวนให้มาตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย เพื่อให้เป็นฐานกระจายการลงทุนด้านต่างๆ ซึ่งทางบริษัท ไชน่า รีซอสเซส ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในกิจการโรงพยาบาลด้วย โดยจะร่วมทุนกับคนไทย เนื่องจากเห็นว่าในฮ่องกงมีค่ารักษาพยาบาลแพงมาก นอกจากนี้ ยังสนใจที่จะลงทุนในกิจการบ้านพักคนชรา และธุรกิจปูนซิเมนต์ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางมาเยือนฮ่องกงครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้จัดงานสัมมนาและการชี้แจงนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้กับนักลงทุนฮ่องกงด้วย โดยมีนักลงทุนจากบริษัทชั้นนำเข้าฟังกว่า 100 คน โดยมีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ให้ข้อมูลเรื่องนโยบายไทยแลนด์ 4.0 นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ให้ข้อมูลเรื่องอีอีซี และนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ให้ข้อมูลเรื่องโครงการพัฒนาดิจิทัล พาร์คและการสร้างเมืองนวัตกรรม (อีอีซีไอ) ขณะที่นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ ให้ข้อมูลเรื่องสิทธิประโยชน์ ทั้งนี้ นายสุวิทย์ได้กล่าวสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนฮ่องกงว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและมั่นคงมากขึ้น โดยปีนี้จีดีพีไทยจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3.5-4% พร้อมสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนด้วยว่า ในส่วนโครงการอีอีซีนั้น แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลก็ไม่มีการล้มเลิก เพราะมีกฎหมายมารองรับ.

 

‘บิ๊กโย่ง’ เยี่ยมศูนย์ทดสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ชลบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2560 18:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925949


รมว.พลังงาน รุดตรวจเยี่ยมศูนย์ทดสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ชลบุรี หลังทุ่มงบกว่า 200 ล้าน พัฒนาเป็นศูนย์กลางตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน…

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.60 พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน และคณะผู้บริหาร เดินทางไปตรวจเยี่ยมชมสถานที่ทำงานแห่งที่สองของกรมธุรกิจพลังงานที่ตั้งอยู่ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานได้ทุ่มงบประมาณมากกว่า 200 ล้านบาท บนเนื้อที่ 71 ไร่ 2 งาน 86.7 ตารางวา เพื่อสร้างเป็นศูนย์กลางการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงและการอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยในการประกอบธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และเจ้าหน้าที่ต้อนรับ

พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า รู้สึกชื่นชมกรมธุรกิจพลังงานที่ได้สร้างศูนย์แห่งนี้ขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ การคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพถูกต้องเหมาะสมกับเครื่องยนต์ และได้รับความปลอดภัยจากการเข้าไปใช้สถานที่ประกอบธุรกิจน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงมีเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพที่ทันสมัย มีความถูกต้อง แม่นยำ เป็นไปตามมาตรฐานสากล และเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในผลการทดสอบของทางราชการ กรมธุรกิจพลังงาน และผู้ค้าน้ำมันได้ร่วมกันจัดทำโครงการทดสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบระหว่างห้องปฏิบัติการ (Thai Petroleum Laboratories Correlation Program) วัตถุประสงค์เพื่อขจัดปัญหาการโต้แย้งผลการตรวจสอบ และเพื่อเตรียมการเข้าสู่ Thailand 4.0

ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงแห่งนี้ นอกจากจะทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันแล้ว ยังต้องให้บริการแก่หน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร งานปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ตำรวจน้ำ เป็นต้น ในการตรวจพิสูจน์ยืนยันคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในการลักลอบการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากนอกราชอาณาจักรด้วย

“การตรวจเยี่ยมนี้เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน ที่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยกรมธุรกิจพลังงานได้กระจายอำนาจในการกำกับดูแลสถานประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด (สำนักงานพลังงานจังหวัด) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงต้องให้ความรู้และแนวทางปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ได้มาตรฐาน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”รมว.พลังงานกล่าว