‘พาณิชย์’ เผย เอกชน1ใน 21 รายต้องการเหมาข้าวเสื่อมยกลอต 1.03 ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2560 17:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925817


‘พาณิชย์’ เผยบริษัททีพีเค เอทานอล เหมาซื้อข้าวเสื่อม 1.03 ล้านตันยกลอต เสนอราคาโลละ 2-3 บาท เตรียมชงคณะทำงานพิจารณาขาย 2 พ.ค.นี้ ก่อนเข้าคณะอนุระบาย 8 พ.ค.ตัดสิน

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 60 นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 1.03 ล้านตัน เข้าสู่อุตสาหกรรมที่มิใช่การบริโภคทั้งคนและสัตว์ (กลุ่ม 3) ใน 157 คลัง 34 จังหวัด วานนี้ (28 เม.ย.) พบว่ามีผู้ผ่านคุณสมบัติ 21 ราย จากที่ยื่นซองคุณสมบัติ 22 ราย และยื่นเสนอราคาซื้อข้าวทั้งหมด 21 ราย

เบื้องต้น พบว่า บริษัททีพีเค เอทานอล ได้ยื่นเสนอซื้อข้าวสารทั้งหมดในทุกคลัง ในราคาเฉลี่ย 2-3 บาทต่อกิโลกรัม รวมมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท ถือเป็นการเสนอซื้อครบทุกคลังเป็นครั้งแรกในการเปิดขายข้าวเสื่อมคุณภาพ อย่างไรก็ตาม บริษัททีพีเค อาจไม่ชนะการประมูลได้ข้าวไปทั้งหมด หากมีรายอื่นเสนอซื้อในคลังเดียวกัน แต่ให้ราคาดีกว่า รายนั้นก็จะได้ข้าวในคลังนั้นไป

“ผู้ที่เข้ามายื่นประมูลวันนี้มีทั้งกลุ่มเอทานอล, ไบโอแมส, ไบโอแก๊ส และอุตสาหกรรมที่ผลิตไฟฟ้า โดยในรายที่ยื่นครบทุกคลังยังตอบไม่ได้ว่าจะได้ข้าวหมดหรือไม่ ต้องรอดูว่ารายอื่นเสนอราคาซื้อสูงกว่าหรือไม่ โดยส่วนตัวมองว่า กก.ละ 2-3 บาทถือว่าน่าพอใจ เมื่อเทียบกับวัตถุดิบอื่น ที่ใช้ผลิตเอทานอล และเทียบกับค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บที่รัฐต้องเสียวันละ 17 ล้านบาท”

นายกีรติ กล่าวต่อว่า หากอนุมัติขายข้าวที่เปิดประมูลครั้งนี้หมดทั้ง 1.03 ล้านตัน จะเหลือข้าวในสต๊อกประมาณ 4 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวกลุ่ม 1 หรือข้าวที่เปิดประมูลเป็นการทั่วไปประมาณ 1.72 ล้านตัน ซึ่งจะเปิดประมูลอีกครั้งในเดือน พ.ค.นี้ และข้าวกลุ่ม 2 หรือข้าวที่เปิดประมูลเข้าอุตสาหกรรมมิใช่การบริโภคของคน ปริมาณ 2.15 ล้านตัน จะเปิดประมูลในเดือนมิ.ย.นี้

ส่วนการส่งออกข้าวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-26 เม.ย.60 ส่งออกข้าวได้แล้ว 3.87 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 12.13% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มูลค่า 56,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.76% โดยแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยสดใส เพราะมีหลายตลาดสนใจซื้อข้าวไทย เช่น ศรีลังกา ที่ต้องการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 200,000 ตัน

โดยโมซัมบิกต้องการซื้อแบบจีทูจี เช่นกัน และบังกลาเทศ จะลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ซื้อขายข้าวไทยในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ยังมีอิรัก อิหร่าน ที่สนใจซื้อข้าวไทย ส่วนจีน รมว.พาณิชย์ไทยได้ส่งหนังสือไปที่หน่วยงานจีนเพื่อขอให้มีการลงนามเซ็นสัญญาซื้อขายไทยล้านตันที่ 2 ที่ตกลงกันไว้ภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบันแล้ว

 

ส่งท้ายเดือนเมษายน หุ้นไทยปิดตลาดบ่ายร่วง 0.45 ดัชนีอยู่ที่ 1,566 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2560 17:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925908


ส่งท้ายเดือนเมษายน หุ้นไทยปิดตลาดบ่ายร่วง 0.45 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,566.32 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,496.02 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 28 เม.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลงเพียงเล็กน้อยที่ 0.45 จุด คิดเป็น -0.03% ดัชนีอยู่ที่ 1,566.32 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,496.02 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,569.12 จุด และต่ำสุดที่ 1,562.82 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

 

ชูกลยุทธ์ ‘พฤกษา 4.0’ นำนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพ เพื่อลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2560 16:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925844


พฤกษา เรียลเอสเตท ชูกลยุทธ์ “พฤกษา 4.0” รับมือยุคดิจิทัล นำนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพเพื่อลูกค้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพรีคาสท์

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา พฤกษาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2560 นี้ จึงวาง “กลยุทธ์ Pruksa 4.0” มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมใหม่ๆ ใน 4 ด้าน ได้แก่ Smart-Product พัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น การออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้านให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ลดการใช้พลังงาน ช่วยให้ลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้มากยิ่งขึ้น

นายปิยะ กล่าวต่อว่า 2. Smart-Marketing เน้นการทำตลาดโดยใช้ Digital Marketing เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคดิจิทัล, Smart-Home Application พัฒนา Home Service Application ที่รวบรวมบริการต่างๆ แบบครบวงจร นอกเหนือจากบริการเรื่องบ้าน เช่น บริการล้างรถ เสริมสวย ซักรีด เป็นต้น และ Smart–Construction นำนวัตกรรมการก่อสร้างที่ทันสมัยระดับโลกมาใช้ในการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็น “นวัตกรรมพฤกษา พรีคาสท์” จากเยอรมนี ที่ทันสมัยที่สุดในโลก ทำให้ได้บ้านที่แข็งแรงทนทานปลอดภัย “นวัตกรรมการก่อสร้างระบบอุตสาหกรรมคุณภาพ Pruksa REM” (Real Estate Manufacturing) ซึ่งจะแบ่งการก่อสร้างเป็นลำดับขั้นตอน โดยใช้ช่างผู้ชำนาญการในงานแต่ละประเภท สามารถควบคุมคุณภาพในแต่ละขั้นตอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายปิยะ กล่าวต่อว่า ด้วยข้อดีของเทคโนโลยีพรีคาสท์ ที่สามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้ทุกขั้นตอน และลดขยะการก่อสร้างที่หน้างาน ทำให้พฤกษา มีการขยายโรงงานเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันมีโรงงานพฤกษา พรีคาสท์ รวม 7 โรงงาน ทำการผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปเพื่อใช้ในการก่อสร้างบ้านในโครงการต่างๆ ของพฤกษา ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม โดยบ้านที่ก่อสร้างด้วยระบบพฤกษา พรีคาสท์ มีข้อดีและมีประโยชน์กกว่า เมื่อเทียบกับระบบการก่อสร้างแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นด้านพื้นที่ใช้สอย เนื่องจากบ้านใช้ผนังรับน้ำหนัก จึงไม่มีเสา-คาน ด้านความแข็งแรงทนทาน สามารถต้านทานแรงลมและแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ป้องกันความร้อนและทนไฟไหม้ได้มากกว่า 2 ชั่วโมง ป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีกว่า ซึ่งจากประสบการณ์ที่ยาวนาน ทางพฤกษา จึงได้มีการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพในการผลิตชิ้นงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้รับมอบบ้านที่ดีที่สุด.

 

ขยายโอกาสเกษตรกรสุราษฎร์ฯ เข้ากระบวนการสรรหาตรง ส่งผลผลิตขึ้นโลตัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2560 16:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925824


เทสโก้ โลตัส ต่อยอดส่งเสริมเกษตรกรจากอีสานสู่ภาคใต้ ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ สำนักส่งเสริม และจัดการสินค้าเกษตร จัดงานจับคู่ธุรกิจขยายโอกาสให้เกษตรกรที่สุราษฎร์ธานี เข้ากระบวนการสรรหาตรง ส่งผลิตผลทางการเกษตรคุณภาพสูงเพื่อจำหน่ายภายใน โลตัส หวังช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร ลดความเสี่ยงสินค้าล้นตลาด ซึ่งนำไปสู่ปัญหาราคาผลิตผลเกษตรตกต่ำ

ดร.สรินทิพย์ สถิตย์เสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายสรรหาและพัฒนาอาหารสด เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เทสโก้ โลตัส ให้ความสำคัญกับการจัดหาอาหารสดคุณภาพสูงและมีความปลอดภัยในราคาย่อมเยา ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ ส่งตรงจากแหล่งเพาะปลูก เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งปัจจุบันผลิตผลทางการเกษตรเกือบทั้งหมดที่จำหน่ายในเทสโก้ โลตัส มาจากโครงการรับซื้อตรง โดยในปี 2559 เทสโก้ โลตัส รับซื้อผักและผลไม้สดตรงจากเกษตรกรทั่วประเทศมากกว่า 150,000 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้น ที่รับซื้อทั้งหมด 100,000 ตัน

สำหรับในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เทสโก้ โลตัส มีศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาคตั้งอยู่ ซึ่งทำให้การรับซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรกร มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในปัจจุบัน เทสโก้ โลตัส ได้รับซื้อผลิตผลทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้โครงการเทสโก้ โลตัส ประชารัฐร่วมใจ และต้องการสนับสนุนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของภาครัฐ จึงได้สรรหาเกษตรกร จากโครงการเกษตรกรแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 24 ราย เข้าร่วมโครงการ BU Matching เกษตรแปลงใหญ่ เพื่อช่วยให้เกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยลดความเสี่ยงสินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ำด้วย

ขณะที่ เกษตรกร 24 ราย ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจ ได้ผ่านเกณฑ์คัดเลือกมาตรฐานกับทางเทสโก้ โลตัส โดยเป็นสินค้าผักผลไม้ประเภท มังคุด, ทุเรียน, ส้มโอทับทิมสยาม, มะพร้าว, กล้วยหอมทอง, เงาะโรงเรียน, ผัก, และกุ้งทะเล ฯลฯ ซึ่งมีแหล่งที่มาจากเกษตรกรในหลายจังหวัดทั้งชุมพร นครศรีธรรมราช ระนอง พัทลุง สุราษฎร์ธานี ฯลฯ

“เทสโก้ โลตัส มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกษตรกรไทยมีความเข้มแข็ง ทั้งในเรื่องมาตรฐานการเพาะปลูก การวางแผนการผลิต การจัดการ ตลอดจนการตลาด เพื่อให้เกษตรกรไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างผลผลิตที่ตลาดมีความต้องการได้อย่างแท้จริง” ดร.สิรินทิพย์ กล่าว

 

“คิง เพาเวอร์” จับมือ “บัตรเดอะวิสดอม” ชวนลูกค้าวีไอพีช็อปนาฬิกาแบรนด์ดังสุดหรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 28 เม.ย. 2560 16:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925810


กรุงเทพฯ — วิทยา สินทราพรรณทร (กลาง) รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมกับ บุนชาน กุลวทัญญู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 
(ที่ 3 จากขวา) จัดงาน “The Indulgence of Elegance” เชิญลูกค้าสมาชิกบัตรเดอะวิสดอม (The Wisdom) 
เยี่ยมชมงานเปิดตัวนาฬิกาแบรนด์ดังระดับโลก คอลเลกชั่นใหม่ปี 2017 ณ ชั้น 1 คิง เพาเวอร์ ศรีวารี เมื่อเร็วๆ นี้

 

SCB ชูแนวคิด “ไลฟ์สไตล์แบงก์กิ้ง” เชื่อมต่อทุกมิติทางการเงินผ่านดิจิทัล ภายในงาน Money Expo กรุงเทพฯ ครั้งที่ 17

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 28 เม.ย. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925802


ธนาคารไทยพาณิชย์ เดินหน้ารุกไลฟ์สไตล์แบงก์กิ้ง จัดทัพกิจกรรมไลฟ์สไตล์และพนักงานที่พร้อมให้คำแนะนำตามรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้า เข้าร่วมงาน Money Expo กรุงเทพฯ ครั้งที่ 17 ภายใต้ธีม “Life.SCB” ที่นำเอาแนวความคิด “Cashless Society” มาพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ทางการเงินยุคใหม่ เนรมิตพาวิลเลี่ยนขนาด 1,000 ตารางเมตร จำลองชีวิตการใช้จ่ายของคนในอนาคต ทดลองใช้ชีวิตไร้เงินสดผ่าน SCB Money Expo Application ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับใช้ในงาน Money Expo 2017 โดยเฉพาะ ไว้สำหรับร่วมกิจกรรมในส่วนต่างๆ ภายในงานได้จริง และยกขบวนผลิตภัณฑ์พร้อมโปรโมชั่นโดนใจสำหรับทุกธุรกรรมและบริการของธนาคารไทยพาณิชย์ มาให้บริการอย่างครบวงจร

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ธนาคารฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงิน ที่หันมาใช้บริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และออนไลน์เพิ่มมากขึ้น การเข้าร่วมงาน Money Expo กรุงเทพฯ ครั้งที่ 17 ในครั้งนี้ เพื่อตอบรับกับคอนเซปต์ของงาน “Money Expo นวัตกรรมการเงิน 4.0” ธนาคารฯ จึงได้พลิกโฉมการนำเสนอบริการทางการเงินที่ต่างไปจากเดิม โดยชูความเป็นไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้คนทั่วไปได้มากขึ้น และตอบโจทย์การดำเนินชีวิตด้วยวิถีแบบดิจิทัลของคนรุ่นใหม่ โดยธนาคารฯ จะนำเสนอประสบการณ์ทางการเงินและสังคมไร้เงินสดเป็นครั้งแรกในงาน Money Expo ในรูปแบบ “Cashless Society” ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ทันสมัย ที่จะทำให้ทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสะดวกและง่ายยิ่งขึ้น โดยการเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “SCB Money Expo Application” แอปพลิเคชันที่นำเสนอรูปแบบ Cashless Society จำลองโลกอนาคตไร้เงินสด ที่มาพร้อมเกมสะสมคอยน์ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์จริง ร่วมสนุกกับเกมต่างๆ พร้อมแลกของรางวัล SCB Money Expo Chat Board ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารกับผู้เข้าร่วมชมภายในงาน SCB Money Expo Online Info อธิบายผังบูธ ตารางกิจกรรม ข้อมูลจำเป็นภายในงาน ให้ผู้ร่วมงานทุกคนไม่จำกัดว่าต้องเป็นลูกค้าไทยพาณิชย์ ได้ดาวน์โหลดและร่วมกิจกรรม นำมาแลกสิ่งของต่างๆ ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ที่บูธไทยพาณิชย์ภายในงาน Money Expo 2017”

สำหรับบูธ หรือ SCB Pavilion บนพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร นับเป็นมิติใหม่ของธนาคารฯ ที่นำเอาเทคโนโลยีผสมผสานกับดีไซน์เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ทางการเงินที่ไร้ขีดจำกัด สะท้อนวิถีชีวิตคนยุคใหม่ ถูกออกแบบตามฟังก์ชันของคนยุคใหม่ แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 Passion Space พื้นที่แห่งการพักผ่อนและมองหาแรงบันดาลใจที่จะได้ทดลองใช้ชีวิตจริงกับสังคมไร้เงินสด โซนที่ 2 Work Space พื้นที่ส่วนของการเจรจาธุรกิจ การขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ด้วยบริการทางการเงินที่หลากหลาย พร้อมสินเชื่อและโปรโมชั่นต่างๆ มากมาย และโซนที่ 3 Life Space พื้นที่ของการร่วมกิจกรรมสนุกๆ และแลกของรางวัล เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SCB Money Expo Application ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ก็สามารถสัมผัสประสบการณ์ Cashless Society ได้ภายในงาน

นอกจากนี้ บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ยังได้ร่วมออกบูธในโซน Fintech พื้นที่ขนาด 200 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด (Fin)Tech is NOW! ด้วยวัตถุประสงค์ของการให้ความรู้ในเรื่อง Fintech หรือเทคโนโลยีทางการเงินให้กับประชาชนทั่วไป ผ่านกิจกรรมในรูปแบบดิจิทัลและ Interactive ทั้งเรื่องเทคโนโลยี เช่น Blockchain, Internet of Things และ Machine Learning เป็นต้น เรื่องหน่วยลงทุนองค์กร (Corporate Venture Capital) รวมถึง จัดพื้นที่ให้สตาร์ทอัพทั้ง 10 รายที่อยู่ในโครงการ Digital Ventures Accelerator Batch 0 (DVAb0) อาทิ One Stock Home บริษัทขายวัสดุก่อสร้างออนไลน์, ETRAN ผู้สร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ารายแรกของไทย และ FlowAccount ผู้ให้บริการ ระบบบัญชีออนไลน์สำหรับธุรกิจ SMEs เป็นต้น ได้มีโอกาสนำเสนอธุรกิจกับผู้ร่วมงานเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมบูธ SCB เต็มรูปแบบได้ที่งาน Money Expo 2017 ตั้งแต่วันที่ 11 – 14 พฤษภาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

 

ซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุน SDGs ประกาศ 11 เป้าประสงค์ กลยุทธ์ CSR สู่ความยั่งยืน ตั้งเป้าบรรลุปี 2563

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 28 เม.ย. 2560 15:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925794


ซีพีเอฟ เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ CSR สู่ความยั่งยืน ภายใต้ 3 เสาหลัก “อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่” ที่สอดคล้องไปกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals (SDGs) พร้อมกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ระหว่างปี 2559 – 2563 จำนวน 11 เป้าประสงค์ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลก ความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนความคาดหวังที่สูงขึ้นของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟในฐานะผู้นำด้านธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมสู่ความยั่งยืน โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทได้ทบทวนการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตระหนักดีถึงบทบาทของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมและผลักดันวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก จึงได้ผสาน SDGs เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายกลยุทธ์ CSR สู่ความยั่งยืน ร่วมสนับสนุน 9 เป้าหมายจาก 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นนำความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ ซึ่งสอดคล้องกับขีดความสามารถและศักยภาพของบริษัท มาร่วมสนับสนุน อันนำมาสู่การกำหนด “เป้าหมาย 2563” 11 เป้าประสงค์ ซึ่งถือเป็นทิศทางความยั่งยืนที่สำคัญของซีพีเอฟ ภายใต้กลยุทธ์ CSR สู่ความยั่งยืน 3 เสาหลัก “อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่” สำหรับก้าวต่อไปนับจากนี้ นายวุฒิชัย กล่าว

โดยการดำเนินงานในปี 2560 ภายใต้เสาหลัก “อาหารมั่นคง” เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยตลอดกระบวนการ บริษัทตั้งเป้าหมาย ไม่มีเหตุการณ์เรียกคืนสินค้า และมุ่งเน้นสุขโภชนาการเพื่อสุขภาพและสุขภาวะที่ดีแก่ผู้บริโภค โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ (New Product Development: NPD) ร้อยละ 15 (เป้าหมาย ร้อยละ 30 ในปี 2563) นอกจากนี้เดินหน้าส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน 206,000 คน มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้หรือทักษะในด้านการผลิตอาหารและ/หรือด้านการบริโภคที่ถูกหลักโภชนาการและปลอดภัย (เป้าหมาย 300,000 คน ในปี 2563)

เสาหลัก “สังคมพึ่งตน” ด้านการพัฒนาคู่ค้าให้เติบโตไปด้วยกัน ในปี 2560 มีเป้าหมาย คือ ร้อยละ 30 ของคู่ค้าธุรกิจหลักในกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ กลุ่มเครื่องปรุงและกลุ่มบรรจุภัณฑ์ ได้รับการตรวจประเมินด้านความยั่งยืน (เป้าหมาย 100% ในปี 2563) ขณะเดียวกัน วัตถุดิบหลักทางการเกษตรต้องผ่านการจัดหาจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบและตรวจสอบย้อนกลับได้ ด้วยเป้าหมาย ร้อยละ 40 ของกากถั่วเหลืองมาจากการจัดหาอย่างรับผิดชอบ (เป้าหมาย 100% ในปี 2563)

ส่วนด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ปีนี้จะส่งเสริมอาชีพและคุณภาพชีวิตเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงกลุ่มเปราะบางจำนวน 33,000 ราย (เป้าหมาย 58,000 คน ในปี 2563)

เสาหลัก “ดินน้ำป่าคงอยู่” ด้านการบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปี 2560 ตั้งเป้าหมายอย่างต่อเนื่องจากปี 2559 ลดปริมาณการใช้พลังงาน (เป้าหมายลดร้อยละ 5 ในปี 2563) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (เป้าหมายลดร้อยละ 5 ในปี 2563) ลดปริมาณการนำน้ำมาใช้ (เป้าหมายลดร้อยละ 10 ในปี 2563) ลดปริมาณของเสีย (เป้าหมายลดร้อยละ 30 ในปี 2563) ต่อหน่วยการผลิต เทียบกับปีฐาน 2558 และการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ป่าชายเลนและป่าต้นน้ำในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศ รวมถึงพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ โดยมีเป้าหมายการดำเนินการในปี 2560 รวมทั้งสิ้น 5,816 ไร่ ผ่านโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง (เป้าหมาย 9,261 ไร่ ในปี 2563)

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังมุ่งมั่นปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง และเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานต่อสาธารณชน ผ่านการจัดทำรายงานความยั่งยืนประจำปี ซึ่งจัดทำเป็นปีที่ 6 ภายใต้การจัดทำรายงานตามแนวทางของ Global Reporting Initiative (GRI-G4) และนับเป็นปีที่ 3 ที่บริษัทได้รับเชิญเข้าร่วมรับการประเมิน DJSI ประจำปี 2560 ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดความยั่งยืนในระดับโลก ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ การเข้าร่วมเป็นภาคีในข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UNGC) ถือเป็นการประกาศเจตนารมณ์และคำมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยบริษัทมีการเปิดเผยข้อมูลครอบคลุมประเด็นความยั่งยืนที่กำหนดผ่านรายงานความยั่งยืน ซึ่งในปี 2559 สามารถยกระดับการรายงานในระดับ Advance Level จากปีที่ผ่านมาเปิดเผยในระดับ Active Level

 

เปิดแล้ว “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ครั้งที่ 8 ชูไฮไลต์การจัดแสดงหัตถกรรมที่กำลังจะสูญหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 28 เม.ย. 2560 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925725


ชูแนวคิด “เล่าขานตำนานหัตถศิลป์ สู่วิถีชีวิตปัจจุบัน” ตระการตากับไฮไลต์การแสดงผลงานหัตถกรรมที่กำลังจะสูญหาย โดยฝีมืออันประณีตของสุดยอดครูศิลป์ของแผ่นดิน ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) พลาดไม่ได้กับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่คัดสรรจากทั่วประเทศในราคาสุดพิเศษ พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมรวมถึงความบันเทิงจากเหล่าศิลปินดารา และกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน ศกนี้ ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 และ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

กรุงเทพฯ – วันนี้ (27 เมษายน 2560) SACICT หรือ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) จัดพิธีเปิดงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงงานเพื่อสร้างอาชีพให้แก่พสกนิกรชาวไทย พร้อมเชิดชูครูช่างศิลป์ ที่รังสรรค์งานศิลปหัตถกรรม อันมีเอกลักษณ์โดดเด่น และร่วมสืบสานอนุรักษ์ ศิลปหัตถกรรมไทยที่กำลังจะสูญหาย อันเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ

โดยในพิธีเปิดงานฯ ได้รับเกียรติจาก นายศรีภูมิ ศุขเนตร ที่ปรึกษาพิเศษ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) เป็นประธาน พร้อมด้วย นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ให้การต้อนรับ โดยมีไฮไลต์ในพิธีเปิดกับการแสดงชุด “โขน 2 ยุค…ศาสตร์และศิลป์แผ่นดินสยาม” ซึ่งเป็นการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนกำเนิดหนุมานและยกรบ ร่วมแสดงโดย พระเอกหนุ่ม บิ๊กเอ็ม กฤตฤทธิ์ บุตรพรม กับการถ่ายทอดบทบาททศกัณฐ์เป็นครั้งแรก ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนที่เข้าร่วมพิธีเปิดเป็นอย่างมาก

งาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ครั้งที่ 8 ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 3 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 “เพราะรักราษฎร์” จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมการฉายวีดิทัศน์ “เพราะรักราษฎร์” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทั้ง 4 ภาค เพื่อแสดงถึงความห่วงใยในทุกข์สุข ความเป็นอยู่ของพสกนิกร

โซนที่ 2 “เล่าขานตำนานหัตถศิลป์” จัดแสดงผลงานของครูช่างศิลป์ที่กำลังจะสูญหาย ผ่านนิทรรศการ “หัตถกรรมที่กำลังจะสูญหาย” แสดงผลงาน ชีวประวัติ พร้อมถ่ายทอดเทคนิคของการผลิตชิ้นงานอันวิจิตรบรรจงของครูช่างศิลป์ ทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ ครูเสน่ห์ แจ่มจิรารักษ์ ชาวจังหวัดนนทบุรี ครูผู้มีทักษะฝีมือในงานตะลุ่ม เตียบ พานแว่นฟ้า ซึ่งยึดแบบฉบับช่างชั้นสูง สืบทอดจากบรรพบุรุษในสมัยกรุงศรีอยุธยา คงรูปลักษณ์ กรรมวิธี และภูมิปัญญาดั้งเดิม พร้อมพัฒนารูปทรงให้เหมาะกับยุคสมัย ครูวิรัตน์ ปิ่นสุวรรณ ชาวจังหวัดสมุทรสงคราม ครูผู้มีทักษะฝีมือในงานเบญจรงค์ ที่มีเทคนิคการลงสีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยทักษะฝีมือที่มีความประณีต ละเอียด สวยงาม จึงทำให้แต่ละผลงานเบญจรงค์แต่ละชิ้นงานเป็นงานหัตถศิลป์ที่มีคุณค่ายิ่ง ครูดิเรก สร้อยสีดา ครูผู้มีทักษะฝีมือในงานสลักดุน ที่มีลักษณะเด่นของการดุนโลหะแบบล้านนา เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาด้านการทำเครื่องเงินและจิตกรรมฝาผนังด้านการต้องลายด้วยแผ่นอะลูมิเนียม เงิน และทองแดง

ชมนิทรรศการความเป็นมาของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ในโซนที่ 3 “SACICT สืบสานคุณค่าแห่งศิลปาชีพ” แนะนำบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยสู่ระดับสากล โดยนำเสนอในรูปแบบ Layer Art ที่น่าสนใจ ทันสมัย เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ ให้สนใจในศิลปหัตถกรรมของไทย พร้อมนิทรรศการ หอเกียรติยศ ซึ่งรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อป สร้างสรรค์ผลงานหัตถศิลป์กับครูช่างศิลป์อย่างใกล้ชิด และพลาดไม่ได้ กับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยที่ทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นงานเครื่องทอง เครื่องเงิน ผ้าทอ ผ้าบาติก งานจักสาน หัวโขน เครื่องหนัง ของแต่งบ้าน งานแกะสลัก เครื่องแต่งกาย ฯลฯ ระดับฝีมือชั้นครูจากครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทศิลปหัตถกรรม ของ ศ.ศ.ป. รวมกว่า 50 ร้าน ทั่วประเทศ

พร้อมสัมผัสความตระการตากับการแสดงบนเวทีที่สื่อถึงศิลปวัฒนธรรม ตลอดการจัดงาน ทั้ง 4 วัน โดยมีรูปแบบการแสดงที่หลากหลายเพื่อดึงดูดผู้ชมทุกเพศทุกวัย อาทิ การแสดงวัฒนธรรมไทยชุดกลองสะบัดชัย การแสดงวัฒนธรรมไทยชุดไทยสัประยุทธ์ การแสดงวัฒนธรรมไทยชุดพ่อองค์อัครศิลปิน การแสดงวัฒนธรรมไทยชุดโขนถวายลิง การแสดงวัฒนธรรมไทยชุดเทวราชเทวโลก การแสดงวัฒนธรรมไทยชุดระบำตาลีบุหงารำไป การแสดงวัฒนธรรมไทยชุดโนราห์ การแสดงวัฒนธรรมชุดกลองยาวหรรษา เป็นต้น รวมถึงศิลปินดารามากมายที่จะมาร่วมสร้างความบันเทิง ได้แก่ วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พบกับ ฟิล์ม บงกช เจริญธรรม, วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พบกับ เก่ง ธชย ประทุมวรรณ และวันอาทิตย์ที่ 30 พบกับ ซานิ นิภาภรณ์ ฐิติธนการ

งาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ครั้งที่ 8 เริ่มแล้ววันนี้ – 30 เมษายน 2560 ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 และไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในเวลา 10.00 – 22.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายงานพัฒนาการตลาด ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) โทร. 035 367 054 – 6 ต่อ 1376 หรือสายด่วน 1289 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.sacict.or.th หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ “อัตลักษณ์แห่งสยาม” และอินสตาแกรม SIAMIDENTITY_EVENT

 

AIS MEGA PRO AT MEGA BANGNA มหกรรมสินค้าและโปรโมชั่นสุดพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 28 เม.ย. 2560 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925504


ยกขบวน Smart Phone, Gadget แบบล้ำ และคอนเทนต์พรีเมียมมากมาย มาให้คุณช็อปกันสะใจ วันที่ 29-30 เม.ย.60 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. พร้อมระเบิดความมันส์ กับ มินิคอนเสิร์ต ทอม Room 39 และ เป๊ก ผลิตโชค แบบใกล้ชิด ในวันอาทิตย์ที่ 30 เม.ย. ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป @ เมกาบางนา ลาน Fashion Galleria ชั้น 1

รายละเอียดการเข้าร่วม Mini Concert  : 

• ลูกค้าที่เป็นสมาชิก หรือ สมัคร package Premier Full HD
• ลูกค้าไฟเบอร์ที่สมัคร package Home plus ที่เป็นสมาชิกหรือสมัคร Gold Full HD หรือ Platinum Full HD
• ลูกค้าที่ซื้อโทรศัพท์มือถือ Gadget หรือสินค้าอื่นๆ ภายในงาน
• ลงทะเบียนรับสิทธิ์เข้าชม concert หน้างาน 10.00-11.00 น.จำนวนจำกัด 300 ท่านแรก พร้อมลุ้นเป็น 50 ผู้โชคดี ได้ลุ้น Meet & Greet แบบ Exclusive
• ลูกค้าที่เข้าร่วมชมคอนเสิร์ต 300 ท่าน ร่วมเล่นเกม ลุ้นของรางวัล สุดพิเศษ 20 รางวัล

รายละเอียด promotion ต่างๆ สามารถดูที่หน้างาน ส่วนรายละเอียดกิจกรรม สามารถดูได้ที่ www.ais.co.th/aismegapro/

กฟน. ขยายธุรกิจรุกภาคอุตสาหกรรม จัดสัมมนาธุรกิจบริการระบบไฟฟ้า 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 28 เม.ย. 2560 11:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925457


วันนี้ (25 เมษายน 2560) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง สร้างการเติบโตและความเข้มแข็งให้องค์กร ด้วยการจัดสัมมนาในหัวข้อ “ธุรกิจบริการระบบไฟฟ้า 4.0” แนะนำบริการพร้อมโชว์นวัตกรรมการดูแลระบบไฟฟ้าให้แก่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมทุกขนาดอย่างครบวงจร โดยมี นายธานี ปาริชาติอินทราณี ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวงเป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการ และหน่วยงานเอกชน เข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ รวมกว่า 300 ท่าน ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ


http://www.thairath.co.th/clip/122316

นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง เปิดเผยว่า กฟน.เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มุ่งมั่นเป็นองค์กรชั้นนำด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้าในระดับสากล ได้มีการพัฒนาคุณภาพงานบริการอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันนอกเหนือจากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการแล้ว กฟน. ยังได้มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตของ กฟน. ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่สำคัญในการนำส่งรายได้เพื่อพัฒนาประเทศ โดยในครั้งนี้ กฟน. ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ธุรกิจบริการระบบไฟฟ้า 4.0” เพื่อแนะนำบริการด้านระบบไฟฟ้าของ กฟน. แบบครบวงจร ซึ่งปัจจุบัน กฟน. ได้มีการจัดตั้งฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง เป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านออกแบบ และติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงสูง บริการด้านระบบไฟฟ้าใต้ดิน บริการด้านบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า บริการด้านวิศวกรรมระบบอาคาร บริการด้านธุรกิจพลังงาน โดยมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผสมผสานกับเครื่องมือและการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการพัฒนาด้านการให้บริการไฟฟ้าแก่ผู้ใช้บริการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ขอรับบริการจึงมีความมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าจะได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีและปลอดภัย นอกจากนี้ฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง ยังได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar rooftop) ให้แก่หน่วยงานราชการที่สำคัญ เช่น กรมบัญชีกลาง และศูนย์ราชการฯ ซึ่งถือเป็นการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar rooftop) ในหน่วยงานราชการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สำหรับหน่วยงานที่สนใจจะสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือขอรับบริการ สามารถติดต่อขอใช้บริการได้ที่ ฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง เบอร์โทรศัพท์ 0-2878-5288 ได้ทุกวันและเวลาทำการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center โทร 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

///////////////////////////////////
“Smart Life Smart City”
| ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม |
—————–
**กฟน. เชิญดาวน์โหลดฟรี MEA Smart Life App แจ้งไฟดับ, จ่ายค่าไฟ, เช็กค่าไฟย้อนหลัง ในแอปเดียวจบ..คลิก http://is.gd/KlyQKF
—————–
ติดตามสื่ออื่น การไฟฟ้านครหลวง ได้ที่
Application : MEA Smart Life
Website: www.mea.or.th
Facebook : การไฟฟ้านครหลวง (MEA)
Twitter : @mea_news
YouTube : MEA Multimedia
Line : @meanews
—————–
MEA Call Center โทร 1130