ทองเปิดตลาดปรับขึ้น 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 21,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2560 10:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925433


เช้าวันศุกร์ที่ 28 เม.ย. ทองเปิดตลาดปรับขึ้น 50 ทองแท่ง ขายออกบาทละ 20,750 รูปพรรณ ขายออกบาทละ 21,250

วันที่ 28 เมษายน สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับขึ้น 50 บาท โดยทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,650 ขายออกบาทละ 20,750 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,284.08 ขายออกบาทละ 21,250

 

ชี้คนไทยหนี้พุ่ง 1.3 แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925226


เหนื่อยสาหัสแบกภาระผ่อนทั้งบ้าน-รถยนต์

ม.หอการค้าไทย เผยหนี้ครัวเรือนไทยมีมูลค่าเฉลี่ย 1.31 แสนบาท เพิ่มขึ้น 10% สูงสุดในรอบ 8 ปี เหตุเป็นหนี้สะสมจากปีก่อน และมีการก่อหนี้เพิ่ม แต่ยังดีที่เป็นหนี้ซื้อบ้านซื้อรถ ระบุส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบเพิ่มขึ้น หลังรัฐมีมาตรการดึงหนี้เข้าระบบ เพิ่มขึ้นในรอบ 4 ปี พร้อมแนะรัฐ ขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 410 บาท ภายใน 3 ปี

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ว่า แรงงานไทยกว่า 97% ยังมีภาระหนี้ และก่อหนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละ 131,479 บาท เพิ่มขึ้น 10.43% จากปีก่อนหน้าที่มีการก่อหนี้ 119,061 บาท หรือเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 8 ปี

“ปัญหาหนี้ที่เพิ่มขึ้น มาจากหนี้สะสมตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่ดี จึงต้องกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย และอีกส่วนหนึ่ง มีการใช้จ่ายมากกว่าหรือเท่ากับรายได้ เพราะมีรายได้เท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทั้งจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น มีของที่ต้องการซื้อมากขึ้น ดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้มีหนี้สินเพิ่ม”

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนหนี้ที่สูงขึ้นนี้ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นการก่อหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สินคงทน อาทิ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่เป็นการกู้เพื่อใช้จ่ายทั่วไปเป็นหลัก

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ผลการสำรวจพบว่า หนี้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ และมีหนี้นอกระบบลดลง จากมาตรการของภาครัฐที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการดึงหนี้นอกระบบกลับเข้ามาอยู่ในระบบ โดยเป็นหนี้ที่อยู่ในระบบ 46.4% จากปีก่อนที่มีสัดส่วน 39.38% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่หนี้นอกระบบมีสัดส่วน 53.6% ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 60.62% ถือว่าลดลงสูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นกัน

“แรงงานที่มีหนี้ มีภาระการผ่อนเฉลี่ยเดือนละ 5,080.48 บาท ลดลงจากปีก่อนที่ผ่อน 8,114.31 บาท โดยผ่อนหนี้ในระบบเดือนละ 5,587.28 บาท ลดลงจากปีก่อนที่ผ่อนเดือนละ 5,889.53 บาท ขณะที่หนี้นอกระบบก็ลดลงเช่นกัน หรือผ่อนเดือนละ 5,244.88 บาท จากปีก่อนที่สูงถึง 9,657.78 บาท อีกทั้งยังมีความสามารถในการผ่อนชำระดีขึ้นกว่าปีก่อน ที่มีปัญหาการผ่อนชำระถึง 83.5% ปีนี้ลดเหลือเพียง 78.6% รวมทั้งมีอัตราการออมเพิ่มขึ้นเป็น 62.6% จากปีก่อนที่มีการออมเพียง 39.4%”

สำหรับปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ ที่อยู่ที่ 78.6% นั้น เกิดจากรายได้ไม่เพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายและราคาสินค้าสูงขึ้น จนหมุนเงินไม่ทัน จึงต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 410 บาท ภายใน 3 ปี พร้อมทั้งควบคุมราคาสินค้า และช่วยเหลือเรื่องค่า ครองชีพให้สอดคล้องกับรายได้ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ช่วยเหลือผู้ว่างงาน ดูแลประกันสังคม และค่ารักษาพยาบาล ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ให้เงินช่วยเหลือด้านสวัสดิการ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจ พบว่า มีแรงงานเพียง 3% เท่านั้น ที่ไม่มีการก่อหนี้ ด้วยการประหยัดให้มากขึ้น โดยซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น แต่ก็มีบางส่วนที่มีรายได้สูงขึ้น และมีรายได้เสริมด้วย ส่วนอัตราการว่างงานนั้น ขณะนี้ยังอยู่ที่ 1.3% และคาดว่าจะขึ้นไปสูงสุดกลางปีนี้ถึง 1.5% แต่จากนั้นจะถอยกลับมา และสิ้นปีนี้ ไม่ควรเกิน 1% หากรัฐเริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผนงานที่วางไว้ รวมทั้งงบกลางปี 180,000 ล้านบาทเข้าสู่ระบบมากขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป

นายธนวรรธน์กล่าวว่า จากนี้ไปภาครัฐจะต้องเร่งดูแลด้านต่างๆที่เกี่ยวกับสวัสดิการให้มากขึ้น ทั้งแรงงาน และผู้สูงอายุ เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทั้งๆที่ยังไม่ได้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะทำให้ภาครัฐมีภาระสูงขึ้น และหากกลุ่มแรงงานและกลุ่มผู้สูงวัยเหล่านี้ไม่มีรายได้เพียงพอ ก็อาจเกิดปัญหาสังคม การก่ออาชญากรรมตามมาได้

สำหรับวันแรงงานในปีนี้ โดยภาพรวมบรรยากาศยังเป็นไปอย่างคึกคักใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยในช่วงวันหยุดแรงงาน จะไปสังสรรค์มากที่สุด มีการใช้จ่าย 1,879.54 บาท รองลงมาคือไปท่องเที่ยว ใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 1,850.98 บาท ทานอาหารนอกบ้าน 612.57 บาท ทำบุญ 759.43 บาท ดูหนัง 531.15 บาท กลับบ้านต่างจังหวัด 1,328.82 บาท ซื้อของ 1,074.14 บาท เป็นต้น.

 

กล่อม!พ่อค้าฮ่องกงนำเข้าลอตใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925224


“สมคิด” วาดฝันขายข้าวไทยเพิ่ม หลัง “รับจำนำ” ทำสูญเสียตลาด

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างหารือกับผู้แทน 4 สมาคมผู้นำเข้าข้าวของฮ่องกงว่า ที่ผ่านมาผู้นำเข้าข้าวของฮ่องกงเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวของไทย แต่หลังจากมีปัญหาเชิงนโยบายบางอย่างเกิดขึ้น ทำให้ภาพลักษณ์ข้าวไทยได้รับผลกระทบและส่วนแบ่งตลาดลดลง ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามก็ถล่มข้าวไทยว่าคุณภาพไม่ดี ทำให้ราคาตกต่ำเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ซึ่งในความเป็นจริงข้าวไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพมาก เช่น ข้าวอินทรีย์ที่มีต่างชาติสั่งซื้อข้าวจากไทยไปแล้ว ไปสร้างแบรนด์ของตัวเอง จำหน่ายในราคาสูงเห็นแล้วเจ็บปวดแทนชาวนาไทย จึงต้องการให้ผู้นำเข้าข้าวของฮ่องกง เพิ่มการซื้อข้าวของไทยให้มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 70% ภายในปีนี้ ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งหากราคาตกต่ำชาวนาไทยก็ลำบาก

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในอดีตข้าวไทยเคยมีส่วนแบ่งตลาดในตลาดฮ่องกงถึง 90% แต่หลังจากมีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ข้าวมีราคาสูงเกิน และชาวนาปลูกข้าวมีคุณภาพลดลง ส่วนแบ่งตลาดจึงลดลงเหลือ 40% ด้วย อย่างไรก็ตาม หลังรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยเพิ่มขึ้นเป็น 60% หรือเพิ่มขึ้นอีก 20% และ 2 เดือนแรกของปีนี้มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 68% ดังนั้นเป้าหมายที่จะเพิ่มเป็น 70% ภายในปีนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงและอาจสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้

สำหรับตลาดข้าวในฮ่องกงนั้น แต่ละปีจะนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภค 300,000 ตัน ซึ่งข้าวไทยที่ส่งออกไปฮ่องกงส่วนใหญ่เป็นข้าวคุณภาพสูง ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวสี ข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดบน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่นิยมสั่งซื้อข้าวจากอินเตอร์เน็ต หรือระบบอีคอมเมิร์ซ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างจัดทำแผนการตลาดที่จะให้ผู้บริโภคฮ่องกง แยกให้ออกระหว่างข้าวหอมมะลิ กับข้าวหอมทั่วไป นอกจากนี้ จากการหารือกับผู้บริหาร บริษัท ฮอบ เชน จำกัด บริษัทผู้นำเข้าผักและผลไม้รายใหญ่ของฮ่องกง ตั้งเป้านำเข้าผักและผลไม้จากไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายใน 3 ปี.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก แนสแด็กทำนิวไฮ-น้ำมันร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925277


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยแนสแด็กทะยานทำนิวไฮ ก่อนบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จะเผยผลประกอบการหลังปิดตลาด ขณะที่ราคาน้ำมันร่วงฉุดหุ้นบริษัทปิโตรเลียม…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 27 เม.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 6.24 จุด หรือ 0.03% ปิดที่ 20981.33 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.32 จุด หรือ 0.06% ปิดที่ 2388.77 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 23.71 จุด หรือ 0.39% ปิดที่ 6048.94 จุด

ปัจจัยหนุนตลาดในวันพฤหัสบดีมาจากความคาดหวังในผลประกอบการณ์ของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น อัลฟาเบต, ไมโครซอฟต์ และ เอ็กซ์พีเดีย ซึ่งทั้งหมดปิดในแดนบวก อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยลบจากราคาน้ำมันที่ลดลงต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมากขึ้น ทำให้หุ้นบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมเช่น อาปาเช และชลัมเบอร์เจอร์ ลดลง

 

คลังไม่ปลื้มตัวเลขจีดีพี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925222


สศค.คาดโต 3.6% ต่ำกว่าศักยภาพไทย

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เดือน เม.ย.นี้ สศค.ยังคงประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เท่าเดิม คือ 3.6% โดยมีช่วงคาดการณ์ระหว่าง 3.3-3.9% เร่งตัวขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัว 3.2% ทั้งนี้ สศค.คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 60 ครั้งแรกเมื่อเดือน ธ.ค.59 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 3.6% แม้การส่งออกช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (ก.พ.-มี.ค.) จะดีขึ้น และส่งผลให้ไตรมาสแรกการส่งออกขยายตัวบวก 4.9% โดยยอดการส่งออกเดือน มี.ค.ขยายตัวสูงถึง 9.2% และมีมูลค่าการส่งออกทะลุ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ปัจจัยดังกล่าวยังไม่มีนัยสำคัญถึงขั้นทำให้ต้องปรับประมาณการ

“ปัจจัยสนับสนุนหลักของเศรษฐกิจปีนี้ มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ปัญหาการเมืองในหลายๆประเทศ และความตึงเครียดทางการเมืองเช่น คาบสมุทรเกาหลี และการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็เป็นปัจจัยลบด้วย มั่นใจว่าไตรมาสแรกปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากกว่า 3.1% แน่นอน สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ คือ การลงทุนของภาครัฐและการท่องเที่ยว ยังคงเป็นพระเอก นับจากนี้หากภาคเอกชนมีการลงทุนสมทบเพิ่ม โอกาสที่จีดีพีปีนี้จะแตะ 4% ก็เป็นไปได้สูงมาก”

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า อัตราเติบโตที่ สศค.คาดการณ์ที่ 3.6% ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการเดิมนั้น ยังเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินไป เพราะในใจตั้งเป้าผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 4% หรือกว่า 4% ของจีดีพี เนื่องจากปีที่แล้วและต่อเนื่องถึงปีนี้ รัฐบาลสนับสนุนด้านภาษีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก แต่การลงทุนของภาคเอกชนยังน้อยเกินไป.

 

นักลงทุนฮ่องกงเตรียมยกโขยงดูพื้นที่อีอีซี เล็งผุดนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925221


ผู้สื่อข่าวรายงานจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์, นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม รวมทั้งหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางเยือนฮ่องกง เพื่อพบปะนักธุรกิจฮ่องกงและชักชวนไปลงทุนที่ประเทศไทย

โดยนายสมคิดกล่าวว่า วันที่ 8 พ.ค.นี้ องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (เอชเคทีดีซี) จะนำนักธุรกิจฮ่องกง 50 คน เดินทางไปประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาการลงทุนไทย-ฮ่องกง ซึ่งจะจัดให้พบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีด้วย “จีนใช้ฮ่องกงเป็นหัวหอกสำหรับการไปลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากกฎหมายของจีนมีข้อจำกัด ขณะที่กฎหมายของฮ่องกงมีความยืดหยุ่นมากกว่า ดังนั้น บริษัทในจีนจึงมาจดทะเบียนในฮ่องกงจำนวนมาก จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขนักลงทุนฮ่องกงลงทุนในไทยมากเป็นอันดับสอง ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้นักธุรกิจฮ่องกงจะลงพื้นที่เขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อดูขนาดของพื้นที่ โดยต้องการเลือกให้เป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับนักลงทุนจีน ซึ่งตรงกับแนวคิดของไทยที่ต้องการให้มีเขตพื้นที่เฉพาะของนักลงทุนแต่ละชาติ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น เชื่อว่านักลงทุนจากฮ่องกง ซึ่งส่วนหนึ่งคือนักลงทุนจีน จะไปพบกับ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มอมตะ และกลุ่มเหมราช ซึ่งเป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม”.

 

เปิดโลกการเงินยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925220


กระหึ่มเมืองทองฯ“มันนี่เอ็กซ์โปครั้งที่ 17”

คนฝากเงิน–ขอสินเชื่อเตรียมพร้อม มันนี่เอ็กซ์โปครั้งที่ 17 จ่อกระหึ่มเมืองทองธานีอีกครั้ง ต้น พ.ค.นี้ ขานรับไทยแลนด์4.0 เปิดเวทีทำความรู้จัก “ฟินเทค–สตาร์ทอัพ” โชว์นวัตกรรมการเงินยุคใหม่ มั่นใจคนเข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 9 แสนคน ยอดธุรกรรมการเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท

นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo เปิดเผยว่า วารสารการเงินธนาคาร จะจัดงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 17 Money Expo 2017 ประจำปี 2560 ในวันที่ 11-14 พ.ค. 60 ณ อาคาร
ชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยงานปีนี้จัดขึ้นใน แนวคิด “Financial Innovation 4.0 หรือนวัตกรรมการเงิน 4.0” ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 และสอดรับกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 ของโลกที่กำลังมาแรงและเร็ว
โดยในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารและสถาบันการเงินเองก็ได้ตอบรับกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีการจัดตั้งบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินขึ้นมา เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทาง การเงิน หรือฟินเทค
โดยตลอดการจัดงานทั้งนี้ เชื่อว่าจะมีคนเข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 900,000 คน และมียอดทำธุรกรรมทางการเงินภายในงานทั้งสิ้น 85,000 ล้านบาท

“แนวคิดในการจัดงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 17 Money Expo 2017 เป็นการส่งเสริมและแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทาง การเงิน โดยเฉพาะในด้านฟินเทค และสตาร์ทอัพ ที่เกี่ยวโยงกับประชาชน ธนาคาร สถาบันการเงิน ไปจนถึงผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินยุคใหม่ โดยนอกจากมีบริการทางการเงินการลงทุนอย่างครบวงจร ยังได้จัดให้มีโซนฟินเทคและสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นในงานด้วย เป็นโซนใหม่ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อให้ธนาคารและผู้ประกอบการฟินเทคและสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ได้โชว์นวัตกรรมทางการเงินอย่างเต็มที่ และผู้เข้าชมงานได้ทดลองใช้งานได้จริง ยังมีการจัดสัมมนาตลอด 4 วันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลใหม่ๆทั้งผู้ประกอบการและผู้เข้าชมงานด้วย”

นายสันติกล่าวต่อว่า ประชาชนที่เข้าชมงาน Money Expo 2017 จะได้เลือกใช้บริการทางการเงินและการลงทุนอย่างครบวงจรจากธนาคารและสถาบันการเงิน รวมทั้งการแสดงสินค้าและบริการจากองค์กรภาครัฐและเอกชนที่นำมาเสนอในงานอย่างมากมาย พร้อมด้วยแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษสุดในรอบปี ทั้งสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุด ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำที่สุด และผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด รวมไปถึงการลุ้นรางวัลชิงโชค ของแจก ของแถมอีกมากมาย

“แคมเปญเด่นภายในงาน ได้แก่ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0%, เงินฝากอัตราดอกเบี้ย 3.3% ต่อปี ไม่เสียภาษีเมื่อซื้อคู่ประกันชีวิต, ทรัพย์ NPA ราคาลดกว่า 50% ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนสูงสุด 20,000 บาท, รวมทั้งการมอบโชคให้แก่ลูกค้าที่ทำธุรกรรมภายในงาน เช่น ตั๋วเครื่องบินกรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น สร้อยคอทองคำ สมาร์ทโฟน, บัตรของขวัญมูลค่า 50,000 บาท เป็นต้น”

อย่างไรก็ตามงาน Money Expo เป็นมหกรรมการเงินการลงทุนที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค และเป็นงานเดียวที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด 16 ปี สามารถสร้างยอดธุรกรรมการเงินในงานเป็นมูลค่าสูงถึงกว่า 1.7 ล้านล้านบาท จากผู้เข้าชมงานกว่า 14 ล้านคน เฉพาะในงาน Money Expo 2016 ปีที่แล้ว มีคนเข้าชมงาน 900,000 คน มียอดธุรกรรมรวมถึง 85,000 ล้านบาท.

 

ดันมาตรฐานบังคับยางล้อปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925216


นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้มีการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ประเภทบังคับ ในสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ยางล้อรถยนต์ โดยให้มีเสียงจากยางล้อรถยนต์ที่สัมผัสผิวถนน การยึดเกาะถนนบนพื้นเปียก และความต้านทานการหมุน เป็น มอก.2721 โดยอ้างอิงมาตรฐานสากล ยูเอ็น อาร์ 117 โดยมาตรฐานดังกล่าวจะเน้นความปลอดภัย ประหยัดพลังงานจากการใช้ยางล้อที่มีคุณสมบัติในการยึดเกาะถนนบนพื้นเปียก และความต้านทานการหมุนที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ผลจากการประกาศมาตรฐานบังคับจะช่วยเข้าไปดูดซับยางพาราในตลาดมากขึ้น เพื่อช่วยยกระดับรายได้เกษตรกร เนื่องจากผู้ประกอบการที่ได้ มอก.สามารถผลิตยางล้อรถยนต์เพื่อส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการเสนอรายละเอียดต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศใช้ได้ในปี 61 โดยขณะนี้ มอก.ในกลุ่มยางล้อรถยนต์ ก็มี มอก.แต่เป็นประเภททั่วไปเท่านั้น

“มาตรฐาน มอก.2721 เป็นการจัดทำขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตของประเทศไทยในการผลิตยางล้อรถยนต์ให้มีมาตรฐานสากล โดยหน่วยทดสอบมาตรฐานจะเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ที่เฟสแรกศูนย์ทดสอบมาตรฐานยางล้อยูเอ็น อาร์ 117 จะแล้วเสร็จปี 61 จึงสอดรับกับ มอก.ที่จะออกมา”
นอกจากนี้ กมอ.ยังได้พิจารณาปรับปรุง มอก.สินค้ากลุ่มเหล็กอีก 5 ชนิด อาทิ มอก.1390 เข็มพืดเหล็กกล้ารีดร้อน มอก.2140 เหล็กกล้ารีดเย็นแผ่นม้วน แผ่นแถบ และแผ่นตัด เป็นต้น เพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานมากขึ้น.

 

ตลาดรถฟื้นตัวยอดขายทะลัก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925214


นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานยอดขายรถยนต์รวมทุกแบรนด์ในฐานะที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เป็นผู้นำตลาดรถยนต์ในไทย เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์รวมทุกยี่ห้อและทุกประเภทในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.60) มียอดขายทั้งสิ้น 210,490 คัน เพิ่มขึ้น 15.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ประกอบด้วย ยอดขายจากตลาดรถยนต์นั่ง 80,412 คัน เพิ่มขึ้น 38.7% และตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 130,078 คัน เพิ่มขึ้น 5.3% ในส่วนของยอดขายของตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มียอดขาย 107,056 คัน เพิ่มขึ้น 7.8%

“บริษัทตั้งข้อสังเกตว่าตลาดรถยนต์เดือน มี.ค.ที่มีปริมาณการขาย 84,801 คัน เพิ่มขึ้น 16.7% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความนิยมรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่นที่แนะนำในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการจัดงานบางกอกมอเตอร์โชว์ในช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาดรถยนต์ รวมถึงการเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และราคาพืชผลทางการเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น”

ทั้งนี้ บริษัทได้คาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ในเดือน เม.ย.60 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการของลูกค้าเพิ่มมากขึ้นในช่วงงานบางกอกมอเตอร์โชว์ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ.

 

ผ่อนเกณฑ์ผู้แนะนำการลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925213


ก.ล.ต.หวังเพิ่มบทวิเคราะห์ช่วยรายย่อยเล่นหุ้น

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้ออกประกาศปรับปรุงเกณฑ์เพื่อเอื้อให้ผู้ประกอบธุรกิจให้คำแนะนำการลงทุนและให้บริการซื้อขายหน่วยลงทุนที่มีความเป็นอิสระ โดยผ่อนคลายเกณฑ์ในเรื่องทุนจดทะเบียน การดำรงเงินกองทุน และค่าธรรมเนียมรายปี รวมทั้งเกณฑ์การประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและรูปแบบการให้บริการของผู้ให้บริการแนะนำการลงทุนและซื้อขายหน่วยลงทุนที่มีความเป็นอิสระในตลาดทุนเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนที่เพียงพอเป็นประโยชน์ต่อการขยายตัวของตลาดทุนไทย

“ก.ล.ต. ส่งเสริมให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนที่เพียงพอ แต่เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นในตลาด ผู้ลงทุนยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและคำแนะนำอยู่มาก และธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนที่มีในปัจจุบันยังครอบคลุมลูกค้าจำนวนจำกัด ก.ล.ต. จึงออกเกณฑ์ให้มีผู้ให้คำแนะนำการลงทุนที่เป็นอิสระในตลาดทุนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มิได้เน้นการเสนอขายสินค้าของบริษัทในกลุ่มเดียวกัน และส่งเสริมผู้ที่ใช้นวัตกรรมฟินเทคที่ช่วยผลิตบทวิเคราะห์หรือคำแนะนำในตลาดทุนให้มากยิ่งขึ้น”
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ที่ผ่อนคลายจะมีระยะเวลา 18 เดือนนับตั้งแต่เดือน มี.ค.60 โดย ก.ล.ต. จะติดตามและนำข้อเสนอแนะของภาคธุรกิจมาประกอบการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ถาวรต่อไป

นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้ออกเกณฑ์เพื่อเปิดให้นิติบุคคลต่างประเทศที่มีคุณภาพ มีความเป็นอิสระสามารถให้คำแนะนำทั่วไปแก่ผู้ลงทุนได้ โดยต้องเป็นคำแนะนำที่ไม่มีการพิจารณาถึงความเหมาะสมการลงทุน วัตถุประสงค์

การลงทุน ฐานะทางการเงิน หรือความต้องการของบุคคลใดบุคคล หนึ่งเป็นการเฉพาะ โดยหากมีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์และได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. จะได้รับการยกเว้นการขอใบอนุญาต ทั้งนี้การออกเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีข้อมูลและคำแนะนำที่ครอบคลุมหลักทรัพย์ที่หลากหลายและเข้าถึงได้ง่ายเช่นเดียวกัน