ดัชนีเศรษฐกิจ 28/04/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925132


“แฟนต้า ทวิสต์” บุกตลาดหน้าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925210


นางสาวคลาวเดีย นาวาร์โร ผู้อำนวยการการตลาด บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อนปีนี้ กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ได้ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท รุกตลาดน้ำสี ด้วยการ เปิดตัว “แฟนต้า ทวิสต์” ที่มาในรูปแบบขวดทวิสต์บิดเป็นเกลียวสะท้อนรสชาติแฟนต้า ที่ทำให้อยากบิดขวดดื่มจนหยดสุดท้าย พร้อมเปิด “แฟนต้า ทวิสต์ พาร์ค” ที่ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ระหว่างวันที่ 3-7 พ.ค.นี้ ที่ สร้างสรรค์ในแบบ “Absolute Siam Experience” นำเสนอประสบการณ์สุดพิเศษกับแฟนต้าขวดทวิสต์ครั้งแรกในประเทศไทย

“การใช้ขวดทวิสต์บิดเป็นเกลียว หรือ “Twist” ถือเป็นการพลิกโฉมจากขวดธรรมดาให้มีลูกเล่นมากขึ้นที่ยังไม่มีใครทำ โดยเราไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆทางการตลาด และการเข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมาย เพื่อยืนหยัดในการเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมกลิ่นผลไม้ของแฟนต้า ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์แฟนต้า คือ กลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ชอบความท้าทาย ชอบลองอะไรใหม่ๆ และไม่ซ้ำใคร”

ทั้งนี้ แฟนต้ายังครองเจ้าตลาดน้ำสีในตลาดเมืองไทยต่อเนื่อง มีส่วนแบ่ง ตลาด 73% ของมูลค่าตลาดรวมเครื่องดื่มอัดลมกลิ่นผลไม้ 12,000 ล้านบาท.

 

กสท.ติดตั้งระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สาย ประเดิม ขอนแก่น ที่แรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 22:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925081


กสท.โทรคมนาคม เดินหน้าติดตั้งระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สาย แบบแรงต่ำ ขานรับนโยบายรัฐบาล สมาร์ทซิตี้ นำร่องที่ขอนแก่น จังหวัดแรกของไทย

วันที่ 27 เม.ย.2560 นายชัยยุทธ สันทนานุการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT พร้อมด้วยทีมวิศวกร ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมเพื่อดำเนินการติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายแบบแรงต่ำ ในเสาส่งสัญญาณซึ่งทำการติดตั้งอยู่ภายใน บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) สาขาขอนแก่น สำหรับการเปิดให้บริการประชาชนและหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนตามนโยบายเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ซึ่งระบบการให้บริการดังกล่าว บริษัท กสท. ได้เลือกใช้พื้นที่ จ.ขอนแก่น เป็นจังหวัดแรกของประเทศไทย ในการร่วมกันพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสนองต่อความต้องของผู้บริโภคและการพัฒนาเมืองในภาพรวม

นายชัยยุทธ สันทนานุการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ทุกหน่วยงานต้องการที่จะพัฒนาให้ขอนแก่น เป็นเมืองสมาร์ทซิตี้ ตามนโยบาย Smart City และ Thailand 4.0 ของทางรัฐบาล ดังนั้นการให้บริการในด้านระบบอินเตอร์เนตและระบบเทคโนโลยีต่างๆ วันนี้ บริษัท กสท. พร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุนและร่วมดำเนินการในโครงการดังกล่าว จึงได้มีการประสานการทำงานร่วมกันกับทุกฝ่าย เพื่อดำเนินการจัดทำโครงการ KHON KAEN SMART CITY : Internet of Thing ซึ่งในขณะนี้การติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายแบบแรงต่ำ หรือ IOT จะทำการติดตั้งในเสาส่งสัญญาณหลักของ กสท. ที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชน ที่มีความสูง 120 เมตร โดยสัญญาณดังกล่าวนี้ จะส่งกระจายสัญญาณแบบแรงต่ำได้ไกลในรัศมี 20 กม. โดยวันนี้ทำการติดตั้ง 1 จุดรองรับการรับสัญญาณและเชื่อมต่อสัญญาณภายในรัศมี 20 กม.นั้น ได้มากกว่า 10,000 จุด ขอนแก่นเป็นจังหวัดแรกที่มีการติดตั้งและเปิดใช้งานแล้วในระบบเครือข่ายสื่อสารระยะไกลอัจฉริยะ หรือ LoRaWAN โดยเป็นโครงการนำร่องด้วยการนำเอาเทคโนโลยี IoT มาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมือง ซึ่งได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่อย่างมาก

”สำหรับการดำเนินการโครงการนำร่อง 3 โครงการ ประกอบด้วยการจัดทำระบบเซ็นเซอร์จอดรถภายในที่ทำการเทศบาลนครขอนแก่น,การติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดปริมาณน้ำในเขตชุมชนเมืองและการติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดหาค่าระดับมลพิษในพื้นที่ที่จัดทำขึ้นและการติดตั้งบนรถโดยสาร ซึ่งทั้งหมดจะเชื่อมต่อสัญญาณ LoRaWan และหากพบว่า ระบบไม่เสถียรหรือไม่รองรับสัญญาณได้ดีเท่าที่ควรก็จะเพิ่มจุดติดตั้งในเสาส่งสัญญาณของ กสท.โทรคมนาคม ในจุดต่างๆเพิ่มเติม”

นายชัยยุทธ กล่าวต่ออีกว่า ระบบ LoRaWan ที่ทำการติดตั้งในจุดแรกจะครอบคลุมรัศมี 20 กม. รอบรับการให้บริการ 10,000 จุด งบประมาณรวม 9 ล้านบาท อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการเปิดสัญญาณสำหรับการให้บริการแล้ว ซึ่งนอกเหนือจากระบบดังกล่าวนี้ที่จะรองรับการดำเนินงานใน 3 โครงการหลักแล้ว ผู้ที่สนใจ ทั้งส่วนบุคคลหรือหน่วยง่านต่างๆ ต้องการที่จะขอรับบริการสามารถประสานงานมายัง บริษัท กสท.โทรคมนาคม สาขาขอนแก่นได้แล้วเช่นเดียวกัน

 

คาดลงทะเบียนคนจนมากกว่า 10 ล้านคน เริ่มแจกสวัสดิการ 1 ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 19:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924985


คลัง คาดคนลงทะเบียนคนจนมากกว่า 10 ล้าน เริ่มแจกสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย 1 ต.ค. คาดใช้งบปีละ 3 หมื่นล้าน ทั้งรถเมล์-รถไฟฟรี ลดค่าไฟ-น้ำประปา ส่วนลดสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ และในอนาคตเล็งออกส่วนลดโดยสารรถไฟฟ้า…

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุรัฐบาลจะเริ่มแจกสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อยได้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2561 หรือวันที่ 1 ต.ค.60 คาดต้องใช้งบประมาณปีละ 3 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนไว้ ซึ่งได้กำชับให้ธนาคารกรุงไทย เร่งจัดทำบัตรสวัสดิการแจกให้แก่ประชาชนก่อนวันที่ 1 ต.ค.60 เพื่อนำไปใช้รับสวัสดิการต่างๆ ที่ภาครัฐเตรียมมอบให้ เช่น การโดยสารรถเมล์ฟรี, รถไฟฟรี, ลดค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า

นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาให้นำบัตรสวัสดิการไปซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยเฉพาะการซื้อสินค้าในร้านธงฟ้าประชารัฐ และซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะให้เป็นส่วนลด หรือจะเติมวงเงินให้ในบัตรเพื่อใช้ซื้อสินค้า

ส่วนผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัด จะมีการพิจารณาจัดสวัสดิการให้เหมาะสม เช่น ค่าใช้จ่ายในการโดยสารรถไฟ, รถ บขส. เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับสวัสดิการที่ผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ ได้รับ ซึ่งในอนาคตอาจจะพิจารณาให้ผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในเมืองได้โดยสารรถไฟฟ้าโดยได้รับส่วนลดจากราคาปกติ

อย่างไรก็ตาม คาดว่ามีผู้มาลงทะเบียนรอบนี้มากกว่า 10 ล้านคน และจะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ทุกปี ซึ่งรัฐบาลคาดหวังว่าผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนจะลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเป็นการสะท้อนว่าประชาชนเริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และหลุดพ้นจากการเป็นผู้มีรายได้น้อย

สำหรับบัตรผู้มีรายได้น้อยที่ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ดำเนินการ สามารถใช้เป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยในอนาคตรัฐบาลจะให้เงินหรือสวัสดิการด้วยการโอนเข้าไปที่บัตรดังกล่าว ซึ่งจะทำให้มีการช่วยเหลือได้ตรงจุด ลดการรั่วไหล และการทุจริต เพราะที่บัตรจะแสดงรูปถ่ายและหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อยืนยันตัวตนของเจ้าของบัตร โดยกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบ e-Payment จะทำให้คนไทยโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น และไม่มีความจำเป็นต้องเปิดบัญชีกับธนาคาร.

 

อึ้ง!! คนรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่น หนี้พอกพูน พุ่ง 10% สูงสุดรอบ 8 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 18:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924893


อึ้ง!! คนรายได้ต่ำกว่าหมื่นห้า ก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มมากถึง 1.31 แสนบาท พุ่ง 10% สูงสุดรอบ 8 ปี เพราะเศรษฐกิจปีที่แล้วไม่ดี ต้องกู้ยืมจนหนี้พอกพูน ส่วนใหญ่ซื้อบ้านซื้อรถ พบ 78.6% ผิดนัดชำระ แนะรัฐ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 410 บาท…

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้ทำการสำรวจสถานภาพแรงงานไทยที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท พบว่า แรงงานไทยกว่า 97% ยังมีภาระหนี้ และก่อหนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละ 131,479 บาท เพิ่มขึ้น 10.43% จากปีก่อนหน้าที่มีการก่อหนี้ 119,061 บาท หรือเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 8 ปี

“ปัญหาหนี้ที่เพิ่มขึ้น มาจากหนี้สะสมตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่ดี จึงต้องกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย และอีกส่วนหนึ่ง มีการใช้จ่ายมากกว่าหรือเท่ากับรายได้ เพราะมีรายได้เท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทั้งจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น มีของที่ต้องการซื้อมากขึ้น ดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้มีหนี้สินเพิ่ม”

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนหนี้ที่สูงขึ้นนี้ ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นการก่อหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สินคงทน อาทิ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่เป็นการกู้เพื่อใช้จ่ายทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งผลการสำรวจพบว่า หนี้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ และมีหนี้นอกระบบลดลง จากมาตรการของภาครัฐที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการดึงหนี้นอกระบบกลับเข้ามาอยู่ในระบบ โดยเป็นหนี้ที่อยู่ในระบบ 46.4% จากปีก่อน 39.38% เป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่หนี้นอกระบบมีสัดส่วน 53.6% ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 60.62% ถือว่าลดลงสูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นกัน

สำหรับปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ พบว่า ยังคงมีสูง โดยแรงงานส่วนใหญ่ 78.6% เคยผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากรายได้ไม่เพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายและราคาสินค้าสูงขึ้น จนหมุนเงินไม่ทัน จึงต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 410 บาท ภายใน 3 ปี พร้อมทั้งควบคุมราสินค้า และช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพให้สอดคล้องกับรายได้ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ช่วยเหลือผู้ว่างงาน ดูแลประกันสังคม และค่ารักษาพยาบาล ลดดอกเบี้ยเงินกู้ และให้เงินช่วยเหลือด้านสวัสดิการ เป็นต้น.

 

หุ้นไทยปิดซื้อขายแดนลบ ร่วง 0.70 จุด ซื้อขาย 33,298.91 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 17:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924932


หุ้นไทยปิดซื้อขายแดนลบ ร่วง 0.70 จุด ที่ 1,566.77 จุด มูลค่าซื้อขาย 33,298.91 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดซื้อขายในแดนลบ ร่วงลง 0.70 จุด หรือลบ 0.04% ปิดที่ 1,566.77 จุด มูลค่าซื้อขาย 33,298.91 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวทั้งแดนลบและบวก แตะระดับสูงสุดที่ 1,569.36 จุด และต่ำสุดที่ระดับ 1,563.58 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

 

เดือน เม.ย. ไฟเขียวต่างด้าวลงทุนไทย 19 ราย วงเงิน 380 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924869


พณ. เผยเดือน เม.ย. ไฟเขียวต่างด้าวลงทุนไทย 19 ราย เงินลงทุน 380 ล้านบาท มีการจ้างแรงงานคนไทยเพิ่ม 539 คน ยันไทยได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่คนไทยไม่เชี่ยวชาญ…

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ในการประชุมเดือน เม.ย. 2560 ได้อนุญาตให้คนต่างด้าว 19 ราย ประกอบธุรกิจในไทย ลดลง 9 ราย จากเดือน มี.ค. 2560 หรือลดลง 32% และเมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. 2559 ลดลง 17 ราย หรือลดลง 47% โดยนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 380 ล้านบาท ลดลง 200 ล้านบาท หรือลดลง 34% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2560 และเมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. 2559 เงินลงทุนลดลง 514 ล้านบาท หรือลดลง 57% โดยในการอนุญาตครั้งนี้ ได้ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนไทย 539 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ และองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุน

สำหรับจำนวนเงินลงทุนในเดือน เม.ย. 2560 ที่ลดลงนั้น เป็นเพราะเดือน เม.ย. 2559 มีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง เช่น บริการออกแบบจัดหาและติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ และระบบสื่อสารสำหรับโครงการก่อสร้างทางคู่, บริการออกแบบจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม, ธุรกิจการผลิตแป้งจากข้าวให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น

“การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจในเดือนนี้ เกิดประโยชน์กับไทย เพราะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์ความรู้ที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญ หรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น วิทยาการเฉพาะด้านเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบและวิจัยพัฒนารถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่, การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพหมึกพิมพ์, วิทยาการเฉพาะด้านเกี่ยวกับการวิเคราะห์ชิ้นงานที่ออกแบบโดยใช้โปรแกรม และวิทยาการเฉพาะด้านเกี่ยวกับการผลิตและเทคโนโลยีการเคลือบผิวผ้าที่ใช้สำหรับผลิตถุงลมนิรภัยของยานยนต์ เป็นต้น”

สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ ในกลุ่ม 7 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 163 ล้านบาท โดยเป็นคนต่างด้าวจากสิงคโปร์ และญี่ปุ่น 2. ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า 1 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 4 ล้าน โดยเป็นคนต่างด้าวจากเยอรมนี 3. ธุรกิจบริการเป็นสำนักผู้แทน 5 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 16 ล้านบาท โดยเป็นคนต่างด้าวจากญี่ปุ่นและมาเลเซีย

4. ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ ภาคเอกชน 3 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 103 ล้านบาท โดยเป็นคนต่างด้าวจากเยอรมนี อินเดีย และหมู่เกาะเคย์แมน 5. ธุรกิจค้าปลีก 3 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 94 ล้านบาท โดยเป็นคนต่างด้าวจากญี่ปุ่นและสวีเดน

ส่วนในช่วง 4 เดือนของปี 60 (ม.ค.-เม.ย.) อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจในไทยแล้ว 88 ราย มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,767 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปี 59 มีคนต่างด้าวได้รับอนุญาตจำนวน 131 ราย และมีเงินลงทุนทั้งสิ้น 2,972 ล้านบาท.

 

พณ. ได้งบ 2 พันล้าน ลุยเศรษฐกิจฐานราก เชื่อหนุนจีดีพีภูมิภาคโต 10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 16:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924861


พณ. ได้งบเพิ่ม 2 พันล้าน ปลัดสั่งลุยเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาผู้ประกอบการเจาะตลาดเพื่อนบ้าน เร่งเปิดตลาดชุมชนประชารัฐ และตลาดกลางข้าวสาร พร้อมเสริมความแกร่งร้านค้าท้องถิ่น ตั้งสตาร์ท อัพ คอมเพล็กซ์ เชื่อหนุนจีดีพีภูมิภาคโต 10%…

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 รายการค่าใช้จ่ายส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศให้กับกระทรวงพาณิชย์ในวงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาทแล้ว ซึ่งได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งผลักดันการจัดทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ได้รับงบประมาณจำนวน 7 โครงการ มั่นใจว่า การดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้ จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของภูมิภาค (จีดีพีภูมิภาค) ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 10%

สำหรับโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีคือ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ (เอ็นอีเอ) โดยจะเพิ่มหลักสูตรในการฝึกอบรมและพัฒนาผู้ประกอบการ เน้นการเจาะตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ให้มากขึ้น นอกเหนือจากหลักสูตรเดิมที่มุ่งการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการในการทำธุรกิจ

นอกจากนี้ จะเร่งเปิดตลาดกลางและตลาดชุมชนประชารัฐให้ได้มากขึ้น และยังจะยกระดับและจัดทำมาตรฐานตลาด เช่น สะอาด ถูกสุขอนามัย กำจัดขยะ ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อให้ตลาดที่เกิดขึ้น สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน จะเร่งพัฒนาตลาดภูมิภาค โดยตั้งเป้าหมายพัฒนาให้ได้ 16 ตลาด เน้นตลาดที่ติดชายแดน เพื่อให้เป็นตลาดที่จะใช้ขยายเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้าน และส่งออกไปขายต่างประเทศ

ส่วนตลาดกลางข้าวสาร อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อให้เกษตรกรมีพื้นที่ขายข้าว มีตลาดที่มีเครื่องมือที่ทันสมัย มีระบบตรวจสอบคุณภาพข้าว มีระบบการซื้อขายที่ทันสมัย มีสินค้านวัตกรรมที่เกี่ยวกับข้าวเกิดขึ้น โดยมีแนวคิดจัดตั้งใน 2 รูปแบบ คือ ให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ดำเนินการ หรือให้เอกชนดำเนินการ ซึ่งในส่วนของเอกชนมีผู้สนใจเสนอตัวเข้ามาแล้ว 3-4 แห่ง

ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการพัฒนาร้านค้าท้องถิ่นให้เข้มแข็ง และเป็นที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น สินค้าชุมชน และสินค้าโอทอป และยังจะช่วยพัฒนาศักยภาพร้านค้าชุมชนให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้ ส่วนโครงการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการครบวงจร หรือสตาร์ต อัพ คอมเพล็กซ์ คงต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ เพราะต้องปรับปรุงสถานที่ แต่ในระยะแรก จะจัดกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการ การจัดการเจรจาจับคู่ธุรกิจก่อน ซึ่งหากจัดตั้งสำเร็จ จะเป็นศูนย์ที่ใช้ในการพัฒนาเอสเอ็มอี และสตาร์ต อัพ ได้อย่างครบวงจร.

 

ทองไทยเปิดตลาดราคาขยับขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 21,200

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 10:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924246


ทองไทยเปิดตลาดขยับขึ้น 50 ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,600 ขายบาทละ 20,700 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,223.44 ขายบาทละ 21,200 ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ ปิดลบที่ 1,264.20 ดอลลาร์/ออนซ์…

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับขึ้น 50 บาท โดยทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,600 ขายออกบาทละ 20,700 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,223.44 ขายออกบาทละ 21,200

ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (26 เม.ย.) จากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และนักลงทุนยังชะลอการซื้อขายก่อนคณะทำงานของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเปิดเผยรายละเอียดมาตรการปฏิรูปภาษี หลังจากตลาดทองคำนิวยอร์กปิดทำการแล้ว ส่งผลให้สัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 3 ดอลลาร์ หรือ 0.24% ปิดที่ 1,264.20 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

เร่งปรับร่างประมูลเมล์เอ็นจีวีรอบใหม่ พร้อมเรียกรถจดทะเบียนคืน 292 คัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 07:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923976


(แฟ้มภาพ)

ประมูลเมล์เอ็นจีวีรอบใหม่ เพิ่มข้อสังเกต นายกฯ ใช้รถผลิตประกอบในประเทศ ขบ. จ่อเรียกคืนทะเบียน 292 คันหลังเลิกสัญญา ส่วน กฟผ. ชงปรับรถเก่าเป็นรถเมล์ไฟฟ้าฟรี 4 คัน ด้านบอร์ดติงแก้ปัญหาใช้ E-Ticket, Cash Box แทน พนง.เก็บเงิน

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม และรักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด ขสมก. ว่า ที่ประชุมบอร์ด ขสมก. รับทราบการยกเลิกสัญญาการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน วงเงิน 3,8887 ล้านบาท จากบริษัท เบสท์ริน เนื่องจากบริษัทไม่สามารถส่งมอบรถตามเงื่อนไขข้อกำหนดจามร่างทีโออาร์ ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ บอร์ด ขสมก. ให้ ขสมก. เปิดประกวดราคาจัดหารถเมล์เอ็นจีวีใหม่ตามร่างสัญญาเดิม แต่ปรับแก้ไขร่างทีโออาร์บางส่วน โดยเพิ่มข้อสังเกตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้มีการจัดหารถเมล์ ที่มีผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบผลิตรถภายในประเทศ เข้ามาร่วมประมูลด้วย โดยคาดว่าจะให้เวลา 2 เดือน ในการพิจารณาปรับร่างทีโออาร์และกำหนดการส่งมอบรถจากเดิมภายใน 90 วัน อาจขยายให้เป็น 150 วัน เพื่อให้เวลากับรถที่จะต้องผลิตและประกอบภายในประเทศด้วย

“เนื่องจากนโยบายรัฐบาลต้องการให้มีการส่งมอบรถภายในปีนี้ หรือภายใน พ.ย.2560 ตอนนี้ทีโออาร์และสัญญามีแล้ว สเปกรถก็พร้อม เหลือกำหนดรายละเอียดและกรอบการส่งมอบรถ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาร่างทีโออาร์ต้องกำหนดรายละเอียดว่าให้นำเข้าทั้งส่วนหนึ่งและผลิตและประกอบภายในประเทศอีกส่วนหนึ่ง ส่วนราคากลางยืนยันตามเดิมเหมาะสม เพราะปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากขั้นตอนการประมูลของเอกชน”

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ ย้ำว่า ในการเปิดประมูลจัดหารถเมล์รอบใหม่ บริษัท เบสท์ริน และกลุ่มที่เข้าร่วมประมูลพร้อมกับบริษัท เบสท์ริน ถูกตัดสิทธิ์ไม่สามารถเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้อย่างแน่นอน ส่วนจะมีเอกชนรายอื่นหรือผู้ประกอบการที่ผลิตรถในประเทศเข้าร่วมกลุ่มกันเพื่อยื่นข้อเสนอประมูลก็สามารถทำ-ได้ เพราะยังเปิดกว้างให้กับทุกราย ส่วนความคืบหน้าในการทำหนังสือบอกเลิกสัญญากับบริษัท เบสท์ริน จะยืนยันในเหตุผลที่บอกเลิกสัญญาว่า บริษัทไม่สามารถส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ได้ทันกำหนดภายใน 90 วัน หรือภายในวันที่ 29 ธ.ค. 2559 และไม่อยู่ในวิสัยที่จะส่งมอบรถได้ครบ จึงได้ทำหนังสือแจ้งค่าเสียหายไปยังบริษัทฯ และทำหนังสือถึงกระทรวงคมนาคม เพื่อแจ้งเรื่องการละทิ้งงานของบริษัท เบสท์ริน หลังจากนั้น กระทรวงคมนาคม จะทำหนังสือแจ้งไปยังกรมบัญชีกลาง เพื่อประกาศขึ้นบัญชีดำให้เป็นบริษัทต้องห้ามเข้าร่วมประมูลงานของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศต่อไป

ส่วนการจัดหารถเมล์ ไฟฟ้า (EV) 200 คัน คาดว่าสิ้นเดือน เม.ย.นี้ จะสรุปผลการเปิดรับฟังประชาพิจารณ์รอบ 2 จากนั้น จะเปิดประมูลจัดหารถ กำหนดให้ส่งมอบ 50 คัน ภายในเดือน ธ.ค.นี้ ส่วนที่เหลือจะทอยส่งมอบครั้งละ 50 คัน ในเดือน ก.พ., เม.ย.และ มิ.ย. 2561 ในขณะเดียวกันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสนอที่จะเข้ามาปรับปรุงรถเมล์เก่าของ ขสมก. เปลี่ยนมาใส่มอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนเป็นรถเมล์ไฟฟ้านำร่อง 4 คันแรก ดำเนินการให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย นอกจากนั้น ในที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการติดตั้งระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์บนรถเมล์ (E-Ticket) และกล่องหยอดเหรียญจ่ายค่าโดยสาร (Cash Box) ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าจะแก้ไขปัญหาผู้โดยสารที่ไม่มีบัตรและไม่ได้เตรียมค่าโดยสารพอดีอย่างไร เพื่อไม่ต้องมีพนักงานเก็บค่าโดยสาร

ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในวันเดียวกันได้เดินทางไปยังศาลปกครองกลางเพื่อชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากที่ทางบริษัท เบสท์ริน ได้ร้องเรียนว่า ขสมก. ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้การคุ้มครองชั่วคราวบริษัท เบสท์ริน ว่า ขสมก. จะต้องตรวจรับรถเมล์บางส่วน แต่ทางบริษัท เบสท์ริน ระบุว่า ขสมก. จะต้องรับมอบรถดังกล่าวด้วย ซึ่งตนจะได้ชี้แจงรายละเอียดและการดำเนินการตามกฎหมาย และขั้นตอนที่มีการบอกเลิกสัญญา

ด้าน นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ซึ่งเป็นกรรมการบอร์ด ขสมก. กล่าวว่า ได้รับหนังสือแจ้งเรื่องการบอกเลิกสัญญาบริษัท เบสท์ริน แล้ว ดังนั้น รถเมล์ 292 คัน ที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนไปแล้วถือว่าสิ้นสภาพโดยอัตโนมัติ ขณะนี้ ขบ. ได้ดำเนินการแจ้งเพื่อขอเรียกคืนทะเบียนรถรถดังกล่าวจากทางบริษัท เบสท์ริน แล้ว.