ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925132


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925132


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 เม.ย. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925210

“การใช้ขวดทวิสต์บิดเป็นเกลียว หรือ “Twist” ถือเป็นการพลิกโฉมจากขวดธรรมดาให้มีลูกเล่นมากขึ้นที่ยังไม่มีใครทำ โดยเราไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆทางการตลาด และการเข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมาย เพื่อยืนหยัดในการเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมกลิ่นผลไม้ของแฟนต้า ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์แฟนต้า คือ กลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ชอบความท้าทาย ชอบลองอะไรใหม่ๆ และไม่ซ้ำใคร”
ทั้งนี้ แฟนต้ายังครองเจ้าตลาดน้ำสีในตลาดเมืองไทยต่อเนื่อง มีส่วนแบ่ง ตลาด 73% ของมูลค่าตลาดรวมเครื่องดื่มอัดลมกลิ่นผลไม้ 12,000 ล้านบาท.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 22:35
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/925081

วันที่ 27 เม.ย.2560 นายชัยยุทธ สันทนานุการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT พร้อมด้วยทีมวิศวกร ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมเพื่อดำเนินการติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายแบบแรงต่ำ ในเสาส่งสัญญาณซึ่งทำการติดตั้งอยู่ภายใน บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) สาขาขอนแก่น สำหรับการเปิดให้บริการประชาชนและหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนตามนโยบายเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ซึ่งระบบการให้บริการดังกล่าว บริษัท กสท. ได้เลือกใช้พื้นที่ จ.ขอนแก่น เป็นจังหวัดแรกของประเทศไทย ในการร่วมกันพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสนองต่อความต้องของผู้บริโภคและการพัฒนาเมืองในภาพรวม
นายชัยยุทธ สันทนานุการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ทุกหน่วยงานต้องการที่จะพัฒนาให้ขอนแก่น เป็นเมืองสมาร์ทซิตี้ ตามนโยบาย Smart City และ Thailand 4.0 ของทางรัฐบาล ดังนั้นการให้บริการในด้านระบบอินเตอร์เนตและระบบเทคโนโลยีต่างๆ วันนี้ บริษัท กสท. พร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุนและร่วมดำเนินการในโครงการดังกล่าว จึงได้มีการประสานการทำงานร่วมกันกับทุกฝ่าย เพื่อดำเนินการจัดทำโครงการ KHON KAEN SMART CITY : Internet of Thing ซึ่งในขณะนี้การติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายแบบแรงต่ำ หรือ IOT จะทำการติดตั้งในเสาส่งสัญญาณหลักของ กสท. ที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชน ที่มีความสูง 120 เมตร โดยสัญญาณดังกล่าวนี้ จะส่งกระจายสัญญาณแบบแรงต่ำได้ไกลในรัศมี 20 กม. โดยวันนี้ทำการติดตั้ง 1 จุดรองรับการรับสัญญาณและเชื่อมต่อสัญญาณภายในรัศมี 20 กม.นั้น ได้มากกว่า 10,000 จุด ขอนแก่นเป็นจังหวัดแรกที่มีการติดตั้งและเปิดใช้งานแล้วในระบบเครือข่ายสื่อสารระยะไกลอัจฉริยะ หรือ LoRaWAN โดยเป็นโครงการนำร่องด้วยการนำเอาเทคโนโลยี IoT มาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมือง ซึ่งได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่อย่างมาก

”สำหรับการดำเนินการโครงการนำร่อง 3 โครงการ ประกอบด้วยการจัดทำระบบเซ็นเซอร์จอดรถภายในที่ทำการเทศบาลนครขอนแก่น,การติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดปริมาณน้ำในเขตชุมชนเมืองและการติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดหาค่าระดับมลพิษในพื้นที่ที่จัดทำขึ้นและการติดตั้งบนรถโดยสาร ซึ่งทั้งหมดจะเชื่อมต่อสัญญาณ LoRaWan และหากพบว่า ระบบไม่เสถียรหรือไม่รองรับสัญญาณได้ดีเท่าที่ควรก็จะเพิ่มจุดติดตั้งในเสาส่งสัญญาณของ กสท.โทรคมนาคม ในจุดต่างๆเพิ่มเติม”
นายชัยยุทธ กล่าวต่ออีกว่า ระบบ LoRaWan ที่ทำการติดตั้งในจุดแรกจะครอบคลุมรัศมี 20 กม. รอบรับการให้บริการ 10,000 จุด งบประมาณรวม 9 ล้านบาท อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการเปิดสัญญาณสำหรับการให้บริการแล้ว ซึ่งนอกเหนือจากระบบดังกล่าวนี้ที่จะรองรับการดำเนินงานใน 3 โครงการหลักแล้ว ผู้ที่สนใจ ทั้งส่วนบุคคลหรือหน่วยง่านต่างๆ ต้องการที่จะขอรับบริการสามารถประสานงานมายัง บริษัท กสท.โทรคมนาคม สาขาขอนแก่นได้แล้วเช่นเดียวกัน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 19:50
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924985

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุรัฐบาลจะเริ่มแจกสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อยได้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2561 หรือวันที่ 1 ต.ค.60 คาดต้องใช้งบประมาณปีละ 3 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนไว้ ซึ่งได้กำชับให้ธนาคารกรุงไทย เร่งจัดทำบัตรสวัสดิการแจกให้แก่ประชาชนก่อนวันที่ 1 ต.ค.60 เพื่อนำไปใช้รับสวัสดิการต่างๆ ที่ภาครัฐเตรียมมอบให้ เช่น การโดยสารรถเมล์ฟรี, รถไฟฟรี, ลดค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า
นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาให้นำบัตรสวัสดิการไปซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยเฉพาะการซื้อสินค้าในร้านธงฟ้าประชารัฐ และซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะให้เป็นส่วนลด หรือจะเติมวงเงินให้ในบัตรเพื่อใช้ซื้อสินค้า
ส่วนผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัด จะมีการพิจารณาจัดสวัสดิการให้เหมาะสม เช่น ค่าใช้จ่ายในการโดยสารรถไฟ, รถ บขส. เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับสวัสดิการที่ผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ ได้รับ ซึ่งในอนาคตอาจจะพิจารณาให้ผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในเมืองได้โดยสารรถไฟฟ้าโดยได้รับส่วนลดจากราคาปกติ
อย่างไรก็ตาม คาดว่ามีผู้มาลงทะเบียนรอบนี้มากกว่า 10 ล้านคน และจะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ทุกปี ซึ่งรัฐบาลคาดหวังว่าผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนจะลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเป็นการสะท้อนว่าประชาชนเริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และหลุดพ้นจากการเป็นผู้มีรายได้น้อย
สำหรับบัตรผู้มีรายได้น้อยที่ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ดำเนินการ สามารถใช้เป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยในอนาคตรัฐบาลจะให้เงินหรือสวัสดิการด้วยการโอนเข้าไปที่บัตรดังกล่าว ซึ่งจะทำให้มีการช่วยเหลือได้ตรงจุด ลดการรั่วไหล และการทุจริต เพราะที่บัตรจะแสดงรูปถ่ายและหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อยืนยันตัวตนของเจ้าของบัตร โดยกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบ e-Payment จะทำให้คนไทยโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น และไม่มีความจำเป็นต้องเปิดบัญชีกับธนาคาร.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 18:06
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924893

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้ทำการสำรวจสถานภาพแรงงานไทยที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท พบว่า แรงงานไทยกว่า 97% ยังมีภาระหนี้ และก่อหนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละ 131,479 บาท เพิ่มขึ้น 10.43% จากปีก่อนหน้าที่มีการก่อหนี้ 119,061 บาท หรือเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 8 ปี
“ปัญหาหนี้ที่เพิ่มขึ้น มาจากหนี้สะสมตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่ดี จึงต้องกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย และอีกส่วนหนึ่ง มีการใช้จ่ายมากกว่าหรือเท่ากับรายได้ เพราะมีรายได้เท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทั้งจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น มีของที่ต้องการซื้อมากขึ้น ดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้มีหนี้สินเพิ่ม”
อย่างไรก็ตาม ในจำนวนหนี้ที่สูงขึ้นนี้ ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นการก่อหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สินคงทน อาทิ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่เป็นการกู้เพื่อใช้จ่ายทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งผลการสำรวจพบว่า หนี้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ และมีหนี้นอกระบบลดลง จากมาตรการของภาครัฐที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการดึงหนี้นอกระบบกลับเข้ามาอยู่ในระบบ โดยเป็นหนี้ที่อยู่ในระบบ 46.4% จากปีก่อน 39.38% เป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่หนี้นอกระบบมีสัดส่วน 53.6% ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 60.62% ถือว่าลดลงสูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นกัน
สำหรับปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ พบว่า ยังคงมีสูง โดยแรงงานส่วนใหญ่ 78.6% เคยผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากรายได้ไม่เพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายและราคาสินค้าสูงขึ้น จนหมุนเงินไม่ทัน จึงต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 410 บาท ภายใน 3 ปี พร้อมทั้งควบคุมราสินค้า และช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพให้สอดคล้องกับรายได้ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ช่วยเหลือผู้ว่างงาน ดูแลประกันสังคม และค่ารักษาพยาบาล ลดดอกเบี้ยเงินกู้ และให้เงินช่วยเหลือด้านสวัสดิการ เป็นต้น.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 17:34
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924932

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดซื้อขายในแดนลบ ร่วงลง 0.70 จุด หรือลบ 0.04% ปิดที่ 1,566.77 จุด มูลค่าซื้อขาย 33,298.91 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวทั้งแดนลบและบวก แตะระดับสูงสุดที่ 1,569.36 จุด และต่ำสุดที่ระดับ 1,563.58 จุด
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 17:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924869

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ในการประชุมเดือน เม.ย. 2560 ได้อนุญาตให้คนต่างด้าว 19 ราย ประกอบธุรกิจในไทย ลดลง 9 ราย จากเดือน มี.ค. 2560 หรือลดลง 32% และเมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. 2559 ลดลง 17 ราย หรือลดลง 47% โดยนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 380 ล้านบาท ลดลง 200 ล้านบาท หรือลดลง 34% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2560 และเมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. 2559 เงินลงทุนลดลง 514 ล้านบาท หรือลดลง 57% โดยในการอนุญาตครั้งนี้ ได้ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนไทย 539 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ และองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุน
สำหรับจำนวนเงินลงทุนในเดือน เม.ย. 2560 ที่ลดลงนั้น เป็นเพราะเดือน เม.ย. 2559 มีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง เช่น บริการออกแบบจัดหาและติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ และระบบสื่อสารสำหรับโครงการก่อสร้างทางคู่, บริการออกแบบจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม, ธุรกิจการผลิตแป้งจากข้าวให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น
“การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจในเดือนนี้ เกิดประโยชน์กับไทย เพราะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์ความรู้ที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญ หรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น วิทยาการเฉพาะด้านเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบและวิจัยพัฒนารถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่, การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพหมึกพิมพ์, วิทยาการเฉพาะด้านเกี่ยวกับการวิเคราะห์ชิ้นงานที่ออกแบบโดยใช้โปรแกรม และวิทยาการเฉพาะด้านเกี่ยวกับการผลิตและเทคโนโลยีการเคลือบผิวผ้าที่ใช้สำหรับผลิตถุงลมนิรภัยของยานยนต์ เป็นต้น”
สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ ในกลุ่ม 7 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 163 ล้านบาท โดยเป็นคนต่างด้าวจากสิงคโปร์ และญี่ปุ่น 2. ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า 1 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 4 ล้าน โดยเป็นคนต่างด้าวจากเยอรมนี 3. ธุรกิจบริการเป็นสำนักผู้แทน 5 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 16 ล้านบาท โดยเป็นคนต่างด้าวจากญี่ปุ่นและมาเลเซีย
4. ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ ภาคเอกชน 3 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 103 ล้านบาท โดยเป็นคนต่างด้าวจากเยอรมนี อินเดีย และหมู่เกาะเคย์แมน 5. ธุรกิจค้าปลีก 3 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 94 ล้านบาท โดยเป็นคนต่างด้าวจากญี่ปุ่นและสวีเดน
ส่วนในช่วง 4 เดือนของปี 60 (ม.ค.-เม.ย.) อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจในไทยแล้ว 88 ราย มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,767 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปี 59 มีคนต่างด้าวได้รับอนุญาตจำนวน 131 ราย และมีเงินลงทุนทั้งสิ้น 2,972 ล้านบาท.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 16:51
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924861

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 รายการค่าใช้จ่ายส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศให้กับกระทรวงพาณิชย์ในวงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาทแล้ว ซึ่งได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งผลักดันการจัดทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ได้รับงบประมาณจำนวน 7 โครงการ มั่นใจว่า การดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้ จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของภูมิภาค (จีดีพีภูมิภาค) ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 10%
สำหรับโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีคือ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ (เอ็นอีเอ) โดยจะเพิ่มหลักสูตรในการฝึกอบรมและพัฒนาผู้ประกอบการ เน้นการเจาะตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ให้มากขึ้น นอกเหนือจากหลักสูตรเดิมที่มุ่งการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการในการทำธุรกิจ
นอกจากนี้ จะเร่งเปิดตลาดกลางและตลาดชุมชนประชารัฐให้ได้มากขึ้น และยังจะยกระดับและจัดทำมาตรฐานตลาด เช่น สะอาด ถูกสุขอนามัย กำจัดขยะ ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อให้ตลาดที่เกิดขึ้น สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน จะเร่งพัฒนาตลาดภูมิภาค โดยตั้งเป้าหมายพัฒนาให้ได้ 16 ตลาด เน้นตลาดที่ติดชายแดน เพื่อให้เป็นตลาดที่จะใช้ขยายเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้าน และส่งออกไปขายต่างประเทศ
ส่วนตลาดกลางข้าวสาร อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อให้เกษตรกรมีพื้นที่ขายข้าว มีตลาดที่มีเครื่องมือที่ทันสมัย มีระบบตรวจสอบคุณภาพข้าว มีระบบการซื้อขายที่ทันสมัย มีสินค้านวัตกรรมที่เกี่ยวกับข้าวเกิดขึ้น โดยมีแนวคิดจัดตั้งใน 2 รูปแบบ คือ ให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ดำเนินการ หรือให้เอกชนดำเนินการ ซึ่งในส่วนของเอกชนมีผู้สนใจเสนอตัวเข้ามาแล้ว 3-4 แห่ง
ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการพัฒนาร้านค้าท้องถิ่นให้เข้มแข็ง และเป็นที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น สินค้าชุมชน และสินค้าโอทอป และยังจะช่วยพัฒนาศักยภาพร้านค้าชุมชนให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้ ส่วนโครงการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการครบวงจร หรือสตาร์ต อัพ คอมเพล็กซ์ คงต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ เพราะต้องปรับปรุงสถานที่ แต่ในระยะแรก จะจัดกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการ การจัดการเจรจาจับคู่ธุรกิจก่อน ซึ่งหากจัดตั้งสำเร็จ จะเป็นศูนย์ที่ใช้ในการพัฒนาเอสเอ็มอี และสตาร์ต อัพ ได้อย่างครบวงจร.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 10:20
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924246

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับขึ้น 50 บาท โดยทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,600 ขายออกบาทละ 20,700 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,223.44 ขายออกบาทละ 21,200
ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (26 เม.ย.) จากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และนักลงทุนยังชะลอการซื้อขายก่อนคณะทำงานของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเปิดเผยรายละเอียดมาตรการปฏิรูปภาษี หลังจากตลาดทองคำนิวยอร์กปิดทำการแล้ว ส่งผลให้สัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 3 ดอลลาร์ หรือ 0.24% ปิดที่ 1,264.20 ดอลลาร์/ออนซ์.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 07:55
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923976

ประมูลเมล์เอ็นจีวีรอบใหม่ เพิ่มข้อสังเกต นายกฯ ใช้รถผลิตประกอบในประเทศ ขบ. จ่อเรียกคืนทะเบียน 292 คันหลังเลิกสัญญา ส่วน กฟผ. ชงปรับรถเก่าเป็นรถเมล์ไฟฟ้าฟรี 4 คัน ด้านบอร์ดติงแก้ปัญหาใช้ E-Ticket, Cash Box แทน พนง.เก็บเงิน
นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม และรักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด ขสมก. ว่า ที่ประชุมบอร์ด ขสมก. รับทราบการยกเลิกสัญญาการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน วงเงิน 3,8887 ล้านบาท จากบริษัท เบสท์ริน เนื่องจากบริษัทไม่สามารถส่งมอบรถตามเงื่อนไขข้อกำหนดจามร่างทีโออาร์ ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ บอร์ด ขสมก. ให้ ขสมก. เปิดประกวดราคาจัดหารถเมล์เอ็นจีวีใหม่ตามร่างสัญญาเดิม แต่ปรับแก้ไขร่างทีโออาร์บางส่วน โดยเพิ่มข้อสังเกตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้มีการจัดหารถเมล์ ที่มีผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบผลิตรถภายในประเทศ เข้ามาร่วมประมูลด้วย โดยคาดว่าจะให้เวลา 2 เดือน ในการพิจารณาปรับร่างทีโออาร์และกำหนดการส่งมอบรถจากเดิมภายใน 90 วัน อาจขยายให้เป็น 150 วัน เพื่อให้เวลากับรถที่จะต้องผลิตและประกอบภายในประเทศด้วย
“เนื่องจากนโยบายรัฐบาลต้องการให้มีการส่งมอบรถภายในปีนี้ หรือภายใน พ.ย.2560 ตอนนี้ทีโออาร์และสัญญามีแล้ว สเปกรถก็พร้อม เหลือกำหนดรายละเอียดและกรอบการส่งมอบรถ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาร่างทีโออาร์ต้องกำหนดรายละเอียดว่าให้นำเข้าทั้งส่วนหนึ่งและผลิตและประกอบภายในประเทศอีกส่วนหนึ่ง ส่วนราคากลางยืนยันตามเดิมเหมาะสม เพราะปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากขั้นตอนการประมูลของเอกชน”
นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ ย้ำว่า ในการเปิดประมูลจัดหารถเมล์รอบใหม่ บริษัท เบสท์ริน และกลุ่มที่เข้าร่วมประมูลพร้อมกับบริษัท เบสท์ริน ถูกตัดสิทธิ์ไม่สามารถเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้อย่างแน่นอน ส่วนจะมีเอกชนรายอื่นหรือผู้ประกอบการที่ผลิตรถในประเทศเข้าร่วมกลุ่มกันเพื่อยื่นข้อเสนอประมูลก็สามารถทำ-ได้ เพราะยังเปิดกว้างให้กับทุกราย ส่วนความคืบหน้าในการทำหนังสือบอกเลิกสัญญากับบริษัท เบสท์ริน จะยืนยันในเหตุผลที่บอกเลิกสัญญาว่า บริษัทไม่สามารถส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ได้ทันกำหนดภายใน 90 วัน หรือภายในวันที่ 29 ธ.ค. 2559 และไม่อยู่ในวิสัยที่จะส่งมอบรถได้ครบ จึงได้ทำหนังสือแจ้งค่าเสียหายไปยังบริษัทฯ และทำหนังสือถึงกระทรวงคมนาคม เพื่อแจ้งเรื่องการละทิ้งงานของบริษัท เบสท์ริน หลังจากนั้น กระทรวงคมนาคม จะทำหนังสือแจ้งไปยังกรมบัญชีกลาง เพื่อประกาศขึ้นบัญชีดำให้เป็นบริษัทต้องห้ามเข้าร่วมประมูลงานของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศต่อไป
ส่วนการจัดหารถเมล์ ไฟฟ้า (EV) 200 คัน คาดว่าสิ้นเดือน เม.ย.นี้ จะสรุปผลการเปิดรับฟังประชาพิจารณ์รอบ 2 จากนั้น จะเปิดประมูลจัดหารถ กำหนดให้ส่งมอบ 50 คัน ภายในเดือน ธ.ค.นี้ ส่วนที่เหลือจะทอยส่งมอบครั้งละ 50 คัน ในเดือน ก.พ., เม.ย.และ มิ.ย. 2561 ในขณะเดียวกันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสนอที่จะเข้ามาปรับปรุงรถเมล์เก่าของ ขสมก. เปลี่ยนมาใส่มอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนเป็นรถเมล์ไฟฟ้านำร่อง 4 คันแรก ดำเนินการให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย นอกจากนั้น ในที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการติดตั้งระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์บนรถเมล์ (E-Ticket) และกล่องหยอดเหรียญจ่ายค่าโดยสาร (Cash Box) ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าจะแก้ไขปัญหาผู้โดยสารที่ไม่มีบัตรและไม่ได้เตรียมค่าโดยสารพอดีอย่างไร เพื่อไม่ต้องมีพนักงานเก็บค่าโดยสาร
ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในวันเดียวกันได้เดินทางไปยังศาลปกครองกลางเพื่อชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากที่ทางบริษัท เบสท์ริน ได้ร้องเรียนว่า ขสมก. ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้การคุ้มครองชั่วคราวบริษัท เบสท์ริน ว่า ขสมก. จะต้องตรวจรับรถเมล์บางส่วน แต่ทางบริษัท เบสท์ริน ระบุว่า ขสมก. จะต้องรับมอบรถดังกล่าวด้วย ซึ่งตนจะได้ชี้แจงรายละเอียดและการดำเนินการตามกฎหมาย และขั้นตอนที่มีการบอกเลิกสัญญา
ด้าน นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ซึ่งเป็นกรรมการบอร์ด ขสมก. กล่าวว่า ได้รับหนังสือแจ้งเรื่องการบอกเลิกสัญญาบริษัท เบสท์ริน แล้ว ดังนั้น รถเมล์ 292 คัน ที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนไปแล้วถือว่าสิ้นสภาพโดยอัตโนมัติ ขณะนี้ ขบ. ได้ดำเนินการแจ้งเพื่อขอเรียกคืนทะเบียนรถรถดังกล่าวจากทางบริษัท เบสท์ริน แล้ว.