หุ้นสหรัฐฯ ลดลง หลัง รบ.ทรัมป์ เผยแผนลดภาษีที่รอคอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 07:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924087


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยในวันอังคาร หลังจากทำเนียบขาวเปิดเผยรายละเอียดแผนการยกเครื่องภาษี ที่นักลงทุนเฝ้ารอมานาน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 26 เม.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 21.03 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 20975.09 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 1.16 จุด หรือ 0.05% ปิดที่ 2387.45 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 0.26 จุด หรือ ไม่ถึง 0.01% ปิดที่ 6025.23 จุด

ในวันพุธ รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยรายละเอียดของแผนการลดภาษีที่นักลงทุนเฝ้ารอมานาน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า การที่แทบไม่มีฝ่ายใดออกมามีปฏิกิริยากับข่าวนี้ และการเพิ่มขึ้นอย่างมากของตลาด ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้ตลาดในวันพุธมีความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

จับมือเอกชนช่วยลดค่าครองชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924112


“รวมใจช่วยไทย” ก่อนเปิดเทอม

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงได้จัดงานลดราคาสินค้าภายใต้ชื่อ “รวมใจ…ช่วยไทย…ลดรับเปิดเทอม” ระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-14 พ.ค.60 รวม 18 วัน โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้จำหน่ายชุดนักเรียน 4 ราย ได้แก่ ร้านศึกษาภัณฑ์ ของกระทรวงศึกษาธิการ ร้านน้อมจิตต์ ห้างตราสมอ และร้านสมใจนึก รวมทั้งร้านจำหน่ายเครื่องเขียนและอุปกรณ์การเรียน ห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ 14 ราย ได้แก่ เซ็นทรัล, โรบินสัน, แฟมิลี่มาร์ท, ท็อปส์, เทสโก้โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร, เดอะมอลล์, เซเว่นอีเลฟเว่น, ฟู้ดแลนด์, 108 ช็อป,ลอว์สัน, แม็กซ์แวลู และเจซีมาร์ท

“การจัดงานลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ในช่วงเปิดเทอมนี้ นอกจากจะมีเครื่องแบบนักเรียนมาจัดจำหน่ายแล้ว ยังมีสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันมาจำหน่ายด้วย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน เนื่องจากผู้ปกครองและประชาชนจะมีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น” น.ส.วิบูลย์ลักษณ์กล่าว

ด้านนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การลดราคาจำหน่ายสินค้าในครั้งนี้จะแตกต่างจากการลดราคาในช่วงปกติ โดยจะลดราคาสูงสุดถึง 80% ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับการจัดงาน “รวมใจ…ช่วยไทย…ลดรับปีใหม่” ในช่วงปลายปี 59 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน และทำให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าสามารถผลิตและจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม การจัดงานครั้งนี้เชื่อว่าประชาชนจะมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น และคาดจะมียอดขายสินค้าประมาณ 20,000 ล้านบาท สามารถช่วยลดภาระรายจ่ายผู้ปกครองและลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้ประมาณ 30% หรือคิดเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท ทำให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายเท่าเดิม แต่ได้สินค้าเพิ่มขึ้น.

 

“ดีโด้”ยกระดับแบรนด์น้ำผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 เม.ย. 2560 06:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924115


ทุ่ม 200 ล้าน ใช้“มาริโอ้”ส่งความสดชื่นทั้งภูมิภาค

นางสาวจันทรา พงศ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ดสตาร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้พร้อมดื่ม ภายใต้แบรนด์ “ดีโด้” เปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อมที่ยกระดับและขยายตลาดกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นในเมืองและสร้างแบรนด์ให้ทันสมัยขึ้น โดยได้เลือก “โอ้-มาริโอ้ เมาเร่อ” มาเป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ที่มีภาพลักษณ์ที่ดีต่อสังคมเป็นที่รู้จักและชื่นชอบของคนทั่วไปทั้งในประเทศและตลาดอาเซียน เพื่อจะเป็นตัวแทนดีโด้ในการส่งความสดชื่นของสินค้าไปสู่ผู้บริโภค

ทั้งนี้ที่ผ่านมา “ดีโด้” ประสบความสำเร็จมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของนํ้าผลไม้กลุ่มซุปเปอร์อีโคโนมี ในปีที่ผ่านมามียอดขายกว่า 3,200 ล้านบาท เป็นยอดขายในประเทศ 60% และต่างประเทศซึ่งเป็นกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) 40% โดยแคมเปญนี้ในเมืองไทยจะเริ่มออนแอร์ตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย.ที่จะถึงนี้ จะทำพร้อมกันกับประเทศเมียนมา และลาวซึ่งจะมีการแปลเป็นภาษาท้องถิ่น จากนั้นจะออกอากาศในประเทศกัมพูชาและเวียดนามเพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำในตลาดอาเซียนโดยตลอดทั้งปีจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ต่อเนื่อง ทั้งไลน์สินค้าใหม่และรสชาติใหม่พร้อมกับตั้งเป้าหมายยอดขายในปีนี้ 4,000 ล้านบาท

สำหรับการทำตลาดจะใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาท แม้สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในช่วงชะลอตัว แต่เชื่อว่าจะมีทิศทางดีขึ้นจากกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆรวมถึงการสร้างตลาดในต่างประเทศ ในภูมิภาคอาเซียน โดยตัวเลขยอดขายของบริษัทแม้ว่าตลาดในไทยแทบจะไม่มีตัวเลขการขยายตัว แต่ตัวเลขในตลาดต่างประเทศนับว่าโตในระดับสูงมาก

“หลังจากปูพรมสินค้าและทำการตลาดอย่างครอบคลุมแล้ว ทิศทางจากนั้นจะเข้าไปตั้งออฟฟิศประจำในแต่ละประเทศ โดยคาดว่าตลาดสำคัญๆในต่างประเทศจะต้องมีสำนักงานเข้าไปตั้งได้ครบภายในระยะเวลา 3 ปีจากนี้ ส่วนการลงทุนอื่นๆ สนใจเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในอนาคต รวมทั้งหาโอกาสจากการเข้าไปเปิดตลาดใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง อาทิ อินเดีย จีน เพื่อสร้างรายได้ทะลุ 5,000 ล้านบาท”.

 

“กสิกร”หนุนคนไทยทำธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924106


ปล่อยกู้เปิดร้านกาแฟอินทนิล

นายพิภวัตว์ ภัทรนาวิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารร่วมกับบริษัท บางจากรีเทล จำกัด สนับสนุนสินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์ร้านกาแฟอินทนิล เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเป็นเจ้าของธุรกิจที่มั่นคง โดยธนาคารจะให้การสนับสนุนสินเชื่อสำหรับเปิดร้านกาแฟอินทนิลในวงเงิน 70% ของมูลค่าการลงทุน ผ่อนชำระนาน 5 ปี มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. พร้อมที่จะค้ำประกันสินเชื่อในวงเงินสูงสุดถึง 5 ล้านบาท โดยตั้งเป้าปล่อยกู้ 80 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งผู้ขอสินเชื่อไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ต้องมีหลักประกัน ไม่ต้องมีสเตทเม้นท์ก็สามารถขอสินเชื่อได้

ด้านนายวิบูลย์ วงสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางจากรีเทล จำกัด กล่าวว่า ผู้สนใจจะลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ร้านกาแฟอินทนิล มี 2 รูปแบบ คือ ร้านอินทนิล การ์เด้น และร้านอินทนิล คอฟฟี่ โดยมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนร้านอินทนิล การ์เด้น และร้านอินทนิล คอฟฟี่ อยู่ที่ 2-3 ล้านบาท บริษัทมีแผน ขยายสาขาเพิ่มอย่างน้อย 120 สาขา จากปัจจุบันที่มีสาขาประมาณ 400 สาขา.

 

เครือเอสซีจีกำไรบานฉ่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924102


นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1 ว่า ธุรกิจเครือเอสซีจีมีรายได้จากการขาย 116,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกับปีก่อน 6% มีกำไร 17,386 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกับปีก่อน 29% เนื่องจากรายได้ของธุรกิจเคมีภัณฑ์เป็นหลัก โดยในไตรมาสแรกอยู่ที่ 54,271 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกับปีก่อน 14% รายได้จากธุรกิจแพ็กเกจจิ้งมีรายได้ 19,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% ซึ่งเป็นผลจากการขายสินทรัพย์ส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน เช่น การขายหุ้นในบริษัท พีทีที โกลบอล เคมีคอล จำกัด (มหาชน) ที่เคยเข้าไปลงทุนออกมาต่อเนื่องจนหมดแล้ว และยังมีรายได้ จากการส่งออก 31,044 ล้านบาท ที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดอาเซียนที่มีรายได้ 25,918 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกับปีก่อน

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า การที่เอสซีจีได้กำหนดวิสัยทัศน์เข้าไปดำเนินธุรกิจในอาเซียน ทำให้มองเห็นศักยภาพและโอกาสการเติบโตที่ดี โดยขณะนี้โครงการลงทุนในอาเซียนมีความชัดเจนและคืบหน้าไปมาก ล่าสุดเอสซีจีได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 71% ในโครงการ Long Son Petrochemicals ซึ่งเป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกของประเทศเวียดนามตั้งอยู่ในจังหวัดบาเรียหวุงเต่า อยู่ใกล้กับนครโฮจิมินห์ซึ่งเป็นตลาดหลัก และเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่ดีในอนาคต.

 

ยอดขายรถยนต์เริ่มฟื้นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 เม.ย. 2560 05:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924097


ดัชนีความเชื่อมั่นล่วงหน้าต่ำสุดรอบ 9 เดือน

ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มี.ค.อยู่ที่ 87.5 ขยับตัวดีขึ้นเร่งผลิตรับออเดอร์หยุดยาวสงกรานต์ แต่ดัชนีล่วงหน้า 3 เดือน อาจอยู่ที่ 99 ต่ำสุดรอบ 9 เดือน เหตุกังวลอัตราแลกเปลี่ยน–ศก.โลกและผลกระทบจากนโยบายการค้าของทรัมป์ ขณะที่ตัวเลขยอดขายรถยนต์ 3 เดือนแรกปีนี้ 2.1 แสนคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 15.9% เหตุต้นปีมีการเปิดตัวรถยนต์นั่งรุ่นใหม่เพียบ บวกราคาพืชผลเกษตรเริ่มฟื้น

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม จาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม 1,125 ตัวอย่าง พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน มี.ค.อยู่ที่ 87.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือน ก.พ.ที่อยู่

ที่ระดับ 86.2 เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งผลิตสินค้าเพื่อรองรับยอดคำสั่งซื้อในเทศกาลสงกรานต์ และเร่งกำลังการผลิตเพื่อชดเชยวันหยุดยาวในเดือน เม.ย. ประกอบกับราคาสินค้าพืชผลทางการเกษตร มีการปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้และการบริโภคภายในประเทศ

ขณะที่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือน คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 99 ปรับตัวลดลงจากเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาที่อยู่ที่ระดับ 100.9และยังลดต่ำสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.2559 ที่อยู่ที่ระดับ 99.8 เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความไม่ชัดเจนในนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศในหลายๆประเทศ

“สิ่งที่ผู้ประกอบการส่งออกกังวลมากที่สุด คือ เรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะค่าเงินบาทในเดือน มี.ค.เฉลี่ยอยู่ที่ 34.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากเดือน ก.พ.ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 35.02 บาทต่อเหรียญฯ หรือแข็งค่าขึ้น 1.16% สำหรับปัจจัยเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในต่างประเทศทั้ง ฝรั่งเศส ตะวันออกกลาง และสหภาพยุโรป รวมถึงความชัดเจนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภาคเอกชนก็ยังคงมีความกังวลอยู่ เพราะจะมีผลกระทบต่อตลาดส่งออกในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในเดือน พ.ค.นี้ จะมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการรับมือผลกระทบจากนโยบายการค้าของทรัมป์ออกมา

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ตอบแบบ สอบถาม ได้ระบุว่า ต้องการให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการแข่งขันได้ในภูมิภาค รวมถึงมีการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาศักยภาพด้านการผลิต เร่งศึกษาผลกระทบจากนโยบายการค้า ระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และแก้ไขปัญหาผังเมือง ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือน มี.ค.ที่ผ่านมามีจำนวนรวม 84,800 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา 16.7% ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.) มียอดขายรวม 210,000 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา 15.9% เนื่องจากช่วงเทศกาลปีใหม่ มีการเปิดตัวรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ออกมาหลายรุ่นจากหลายๆค่าย รวมทั้งมียอดจองรถยนต์ภายในงานมอเตอร์โชว์เมื่อเร็วๆนี้ ประมาณ 30,000 คัน ส่งผลให้ยอดขายเฉพาะรถยนต์นั่งในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 40% ส่วนยอดขายรถกระบะเมื่อเดือน มี.ค.มีจำนวน 35,800 คัน เพิ่มขึ้น 15.90% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้าที่มียอดขายเพียง 30,900 คัน เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น มีการลงทุนของภาครัฐ รวมทั้งการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ดังนั้น ตัวเลขดังกล่าวที่ออกมาเมื่อเฉลี่ยดูแล้วยอดขายรถยนต์ในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 70,000 คัน หากเป็นเช่นนี้ ก็เชื่อว่ายอดขายรถยนต์ภายในประเทศปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 800,000 คัน ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4% ที่มียอดขายรวมอยู่ที่ 768,000 คัน ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูง.

 

ประชุมท่องเที่ยวโลกยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924037


“ประยุทธ์”การันตีลูกทัวร์ทุกคนปลอดภัยในไทย

นายกรัฐมนตรีเปิดประชุมสุดยอดสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก พร้อมยืนยันจะดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวให้ดีที่สุด ขณะที่เลขาธิการองค์การการท่องเที่ยวโลกฯ ชี้รอยยิ้มและจิตใจที่ดีของคนไทยคือ สินทรัพย์ที่ดีที่สุด “เดวิด คาเมรอน” แนะการท่องเที่ยวโลก รัฐควรให้วีซ่าที่ถูกลงและง่ายขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก “World Travel and Tourism Council Global Summit 2017” (WTTC 2017) ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นในวันที่ 26-27 เม.ย. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีนายเดวิด คาเมรอน อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร นายเจอราด ลอเรนซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก รัฐมนตรีท่องเที่ยวจาก 13 ประเทศ ผู้บริหารธุรกิจท่องเที่ยวและสื่อมวลชนกว่า 800 คนเข้าร่วมงาน

นายทาเรฟ ริฟาย เลขาธิการองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) กล่าวถึงการประชุมครั้งนี้ว่า อยู่ใต้แนวคิดหลักของการประชุม “Transforming ourworld” เน้นแสวงหาแนวทางให้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีส่วนร่วมมากที่สุดในการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อช่วยให้การเดินทางและการท่องเที่ยวเจริญเติบโตต่อไปในอนาคต โดยในปี 59 มีการเดินทางและท่องเที่ยวกว่า 1,000 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 6 ของประชากรโลก ซึ่งการเดินทางเป็นการเปิดใจให้เป็นคนที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มีประเด็นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยเมื่อผู้ก่อการร้าย ไม่ต้องการให้เดินทาง แต่ฝ่ายความมั่นคงต้องร่วมมือกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายทำสำเร็จ เพราะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนความมั่นคงไม่ใช่การห้ามคนเดินทางและการเดินทางทำให้คนรู้จักกันและลดการก่อการร้ายได้

“ปีนี้จะเป็นปีการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสันติภาพการมาพบและประชุมกันที่กรุงเทพฯ ประเทศไทยและนายกรัฐมนตรีของไทยอยู่ร่วมประชุมด้วย แสดงให้เห็นว่าไทยเห็นการท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ดีและต้องใช้ประโยชน์ และคนชอบเดินทางมาประเทศไทย ไทยมีสินทรัพย์ที่ดีที่สุดคือ คนไทยเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีใครเอาไปได้ต่อให้ประเทศไหนมีภูเขาที่สวยที่สุด แต่ไม่มีจิตใจที่ดีเหมือนคนไทย นายกรัฐมนตรีไทยจึงเป็นนายกฯที่โชคดีมากๆ ที่ได้อยู่ในประเทศไทยที่น่าท่องเที่ยวมีคนไทยที่ภูมิใจในตัวเอง มีรอยยิ้มกับนักท่องเที่ยว หน้าที่ของเราต้องทำให้โลกนี้เป็นโลกที่ดีที่สุด”

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้สึกประทับใจกับคำชมที่ได้รับจนพูดไม่ออก และรู้สึกภูมิใจที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก เป็นการเน้นย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการจัดการประชุมระดับโลก และมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของเอเชียและของโลกต่อไป ซึ่งอุตสาหกรรมการเดินทางและการท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีการจ้างงานถึง 284 ล้านอัตรา และสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ถึง 9.8% ของจีดีพีทั้งโลก

“ผมสนใจประเด็นหลักของการประชุมครั้งนี้ คือ Transforming OurWorld เพราะในทุกๆวันของโลกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันโมบายเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้น มีการใช้เทคโนโลยีมาใช้โปรโมตการท่องเที่ยวอย่างได้ผล รัฐบาลจึงมุ่งสนับสนุนนโยบาย Thailand PlusOne เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่จากนักลงทุนต่างประเทศให้ใช้ไทยเป็นฐานสำคัญในการเข้าสู่ตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ขณะที่ประเทศไทยจะดูแลความมั่นคงและความมีเสถียรภาพ รัฐบาลยืนยันจะดูแลทุกอย่างให้ดีที่สุดโดยเฉพาะความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว”

ด้านนายเดวิด คาเมรอน อดีตนายกรัฐมนตรี สหราชอาณาจักร กล่าวในหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงของรัฐ คือ จุดเริ่มต้นของโลกาภิวัตน์” ว่า การท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนโลกได้ สามารถเปลี่ยนประเทศยากจนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เสียดายที่อังกฤษไม่ใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ทั้งที่สถานที่ท่องเที่ยวมีไม่จำกัด นักท่องเที่ยวก็มีการเติบ โตอย่างต่อเนื่อง ส่วนการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโลกาภิวัตน์ การก่อการร้ายการพยายามห้ามกลุ่มประเทศมุสลิมเข้าประเทศสหรัฐฯ ตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การขอออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ จนขณะนี้มีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าโลกของเราจะมีการปกป้องตัวเองมากขึ้นหรือไม่ โลกจะมีการแบ่งแยกมากขึ้นหรือไม่ หรือโลกเราจะถอยหลังหรือไม่ ทั้งหมดคือ เป้าหมายของผู้ก่อการร้าย ที่ต้องการให้โลกแตกแยก

“ทุกคนในโลกต้องสามารถไปในทุกที่อย่างเสรี การสร้างกำแพงกั้นไม่ได้ผลแน่นอน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวไปทั่วโลก รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการทำวีซ่าที่ถูกลง และง่ายขึ้นแต่มีระบบคัดกรองที่ดี ต้องมีแผนรับมือเหตุการก่อการร้ายที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งอังกฤษและสหรัฐฯ ไม่เว้นแม้กระทั่งเอเชีย เพราะกระทบโดยตรงกับการท่องเที่ยวทุกประเทศ จึงต้องตั้งรับกับเหตุที่จะเกิดขึ้น”.

 

คุณตกเป็นเหยื่ออยู่หรือไม่? รู้ทันไวรัลการตลาดโซเชียล ปั่นกระแสยั่วใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923637


รองเท้ายี่ห้อดังที่คนไทยยกพลเป็นซอมบี้บุกเข้าช็อปในห้างดัง

เบเกอรี่จากต่างประเทศที่เพิ่งมาเปิดสาขาในไทยมีคนต่อแถวยาวเหยียดเป็นกิโลฯ

ไอติมยี่ห้อดังที่ทดลองขายในร้านสะดวกซื้อบางสาขา 

ป๊อปคอร์นจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่นิยมซื้อเป็นของฝาก

เวเฟอร์แบบแท่งเคลือบช็อกโกแลตรสชาเขียว จากแดนซากุระ

ชากลิ่นกุหลาบ หอมชวนดื่ม มีจุดขายอยู่ที่ช่วยถ่ายคล่อง

น้ำดื่มแต่งกลิ่น มโนว่า ดื่มแล้วทำให้อารมณ์ดี ขำไม่หยุดตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอย

จนล่าสุด ผงช็อกโกแลตอัดก้อนสี่เหลี่ยม กินเปล่าๆ ก็ได้ ชงใส่น้ำก็ดี

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทยที่จะแห่แหนกันไปซื้อสินค้าตามกระแส ใครว่าดี ใครว่าอร่อย ได้ลองแล้วอินเทรนด์ ขอให้บอก! ต้องเสาะหามาไว้ครอบครองให้จงได้

และยิ่งซื้อตามกระแสยิ่งเป็นต้นตอที่ทำให้สินค้าเหล่านี้ มีราคาสูงขึ้นตามกลไกท้องตลาด อุปสงค์-อุปทาน ตามทฤษฎีก็ว่ากันไป

แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความสงสัย นั่นก็คือ เพราะเหตุใดกัน ทั้งที่รู้ว่ามันเป็น “การตลาด” ของผู้ผลิต แต่หลายคนก็ยอมที่จะ “ตกเป็นเหยื่อ” ของสินค้าเหล่านี้ จนไม่ลืมหูลืมตา ควักกระเป๋ายอมจ่ายแพงกว่า 2-3 เท่า!!!

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอหยิบยกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในสังคมไทยมาพูดถึง โดย อ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย นักการตลาดชื่อดัง มาวิเคราะห์จากประสบการณ์ในประเด็น “รู้ทันไวรัลการตลาดในโซเชียล”

เจ้าของฉายาขาโหด เกริ่นนำถึงสาเหตุที่คนไทยตามกระแสบริโภคนิยม ว่า เนื่องจากวิธีคิดของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน อย่างประเทศตะวันตก จะคิดแบบปัจเจกชนสูง ทำอะไรค่อนข้างอิสรเสรี ขณะที่ประเทศไทย เป็นประเภทชอบทำอะไรตามๆ กัน

ทั้งนี้ ในสมัยก่อนการตลาดแบบปากต่อปาก ยังไม่ได้มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย แต่ในปัจจุบันมีโซเชียลมีเดีย ทำให้มีการแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งลักษณะนี้ เรียกว่า “การตลาดโรคระบาด” เริ่มจากคนไม่มากที่ถ่ายรูปลงสื่อโซเชียล และเหมือนโรคระบาดที่ไวรัสแพร่ไปในอากาศ ส่วนการตลาดไวรัลแพร่ไปในสื่อโซเชียล จากหนึ่งคนไปสู่สองคน และจากสองคนเป็นสี่คน ลักษณะการแพร่จะทวีคูณ แต่ประเด็นจะต้องมีลักษณะพิเศษบางอย่าง ไม่เช่นนั้นสินค้าทุกอย่างจะติดตลาดหมด

อ.ธันยวัชร์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น เบเกอรี่ชื่อดังที่เมื่อก่อนต้องต่อคิวรอ ใช้กลิ่นเป็นสิ่งดึงดูด หรือรองเท้ายี่ห้อดัง ซึ่งปกติทำเพื่อนักกีฬา แต่ได้ปรับเปลี่ยนมาให้คนทั่วไปใส่ได้ เพิ่มลวดลาย ความสวยงาม วัตถุดิบ โดยมีเอกลักษณ์ที่ว่า “โดดเด่นเมื่อสวมใส่ ขายต่อก็มีราคา”

หรืออย่างผงช็อกโกแลตซึ่งเป็นที่รู้จักมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เปลี่ยนรูปร่างผลิตภัณฑ์ให้พกง่าย จะกินเลยหรือจะใช้ชงกับน้ำก็ย่อมได้ แม้กระทั่ง ไอติมยี่ห้อดัง ไม่ได้วางขายทั่วไป มีขายเฉพาะที่นั่นที่นี่

ดังนั้น การทำให้มีสินค้าอยู่ในตลาดจำนวนน้อย ท่ามกลางความต้องการเยอะ ถือว่าเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด หรือที่เรียกกันว่า “ลิมิเต็ดอิดิชั่น” ยิ่งน้อย ยิ่งหายาก ยิ่งมีราคาสูง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “การแย่งของ” ขึ้นมา

#รีวิว รัวๆ แบรนด์แห่ลงโฆษณาผ่านสื่อโซเชียล

กูรูมาร์เก็ตติ้ง กล่าวต่อว่า เดี๋ยวนี้หากใครเล่นโซเชียลต้องเห็นการรีวิว อาหาร เครื่องดื่ม ร้านค้า เต็มโซเชียล ซึ่งคนกลุ่มวัย 15-30 ต้นๆ จะเป็นคนที่อยู่ในโลกออนไลน์เยอะ เป็นคนที่อยู่ในเทรนด์ และนิสัยคนไทยส่วนใหญ่ (ไม่ทุกคน) เป็นคนอยากรู้อยากเห็น … อะไรใหม่ อะไรที่ว่าดี ก็ชอบลอง

ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นคนที่มีผู้ติดตามเยอะทั้งในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ก็จะโพสต์รีวิวเรื่องพวกนี้ รวมทั้งก็มีการรับจ้างโพสต์จากแบรนด์ต่างๆ พอทำให้คนเกิดความเชื่อก็เป็นกระแสขึ้นมา จึงทำให้สื่อหลักๆ มาวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้สินค้าเป็นที่พูดถึงของสังคม ทำให้มัน “ดัง” ขึ้นมา

การรีวิวว่า กินแล้วเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่เมื่อทดลองไม่ได้เป็นจริงอย่างที่กล่าวอ้าง จะเสียภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่? อ.ธันยวัชร์ ถามกลับอย่างทันควันว่า “เจ้าของแบรนด์เขาพูดเองหรือเปล่า?” ก่อนอธิบายต่อว่า “เขาไม่ได้พูดเองว่ากินแล้วจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ เกินความจริง และเขาก็ไม่ได้บอกว่าเขาจ้างมารีวิวด้วย อีกทั้งเขาเองก็ไม่ได้บอกว่า ดื่มน้ำนี้แล้วจะสวย เพียงแต่ชื่อของผลิตภัณฑ์ทำให้คนเกิดความเชื่อไปเองว่าดื่มแล้วสวยเท่านั้น”

นักการตลาดชื่อดัง อธิบายว่า การตลาดเป็นเรื่องของการสร้าง Perception หรือการรับรู้ ทำให้คนเชื่อไปเอง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้ เช่น ดื่มแล้วเรียนหมอ เรียนวิศวะได้ ซึ่งไม่ได้โฆษณาว่ากินแล้วฉลาดเลย แต่คนไปคิดเอาเองว่ากินแล้วต้องฉลาดแน่ๆ ถึงเข้าเรียนหมอและวิศวะได้

ดังนั้น การตลาด จึงเป็นการทำให้คนเชื่อว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ โดยที่ไม่ต้องบอกออกไปตรงๆ ให้คนไปคิดเอาเอง ซึ่งในข้อเท็จจริงจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้

ทริกมาร์เก็ตติ้ง! ทำอย่างไรให้คนเกิดความอยากรู้อยากลอง นำมาสู่การซื้อผลิตภัณฑ์?

อ.ธันยวัชร์ เปิดเผยว่า เทคนิคการตลาดขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น ร้านอาหาร ให้แม่ค้าส้มตำแต่งตัวแปลกๆ หรือมีพริตตี้สาวสวยหุ่นดี มาตำส้มตำ หรือเมื่อก่อนมีเชลล์ชวนชิม ไปกินที่ไหนที่ว่าอร่อย เราก็ตามไปกินด้วย ขณะที่ ปัจจุบันมีสื่อหลายช่องทาง ยิ่งมีรถไฟฟ้ายิ่งทำให้เดินทางสะดวกขึ้น จึงเกิด Topic ที่ว่า “กินอร่อยตามซอยอารีย์, กินอร่อยตามแนวรถไฟฟ้า” ออกเป็นหนังสือรวมเล่ม สร้างคอนเทนต์บนเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ออกรายการทีวี ซึ่งก็แล้วแต่ว่าออกสื่อไหน ยิ่งเป็นสื่อหลัก คนก็ยิ่งนิยมตามไปกิน

หรืออย่างในปัจจุบันที่คนนิยมเล่นโซเชียลมากกว่า การเสพสื่อกระแสหลัก จึงทำให้แบรนด์หันมาจ้างคนที่มีผู้ติดตามเยอะมารีวิวสินค้า อาหาร ให้ โดยเนื้อหาจะต่างกับการลงโฆษณาในทีวีหรือหนังสือพิมพ์ที่จะเป็นการโฆษณาอย่างตรงไปตรงมา

แต่การโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย จะเป็นไปในลักษณะการเขียนวิจารณ์ เขียนคอนเทนต์ให้ดึงดูดใจ พร้อมสอดแทรกผลิตภัณฑ์ลงไปในคอนเทนต์นั้นด้วย จนเกิดเป็นกระแสในโลกออนไลน์ขึ้นมา และไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งทำให้สื่อกระแสหลักลงมาเล่นกับคอนเทนต์เหล่านี้ด้วย ยิ่งทำให้กระแสมัน “ดัง” ขึ้นมา จนคนต้องไปหาซื้อ “สินค้า” เหล่านี้

2 คำรู้ไว้! ไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาด

“มีสติ อย่าโลภ” 2 คำสั้นๆ จากนักการตลาดชื่อดัง พร้อมอธิบายต่อว่า “การตลาด” มักจะเล่นกับ “ความอยาก” ของคน และคนเราเมื่อเกิดความอยาก รวมทั้งเห็นคนอื่นทำกัน แต่เราไม่ได้ทำ สุดท้ายก็เหมือนมีอะไรค้างคาใจอยู่ แต่ถ้าเราอยากได้และมีรายได้มากพอเราก็ไปซื้อได้ แต่ถ้าเรามีรายได้ไม่พอ เราก็จะต้องตั้งสติให้ดีว่า ถ้าเราลงเงินไปกับสิ่งนี้แล้วมันคุ้มไหม เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล มันเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ

“ผมว่ามันก็ต้องให้แบรนด์เขาทำการตลาดบ้าง ไม่งั้นแบรนด์ก็ขายไม่ได้ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องจริยธรรมนะ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่คนไทยเป็นประเภทที่ว่าต้องกระตุ้นไม่งั้นไม่มาซื้อกัน และทำแบบนี้จะได้พื้นที่สื่อด้วย โซเชียลลง ทีวี นสพ. เว็บออนไลน์ ลงกันไปลงกันมา ก็ต้องไปจัดสักอันแล้วกัน (หัวเราะ) บางเรื่องผมยังตกเป็นเหยื่อเลย”

พรีออเดอร์ ไม่ได้ของ เข้าข่ายหลอกลวง!

เมื่อเกิดกระแสความต้องการสินค้าเยอะ ก็ทำให้มีมิจฉาชีพหลอกรับพรีออเดอร์โดยไม่ส่งของให้หลายต่อหลายกรณี จนถึงกรณีล่าสุดที่สินค้าไม่มีขายในประเทศไทย ต้องพรีออเดอร์เข้ามา และผู้บริโภคเห็นว่ามีราคาถูกจึงสั่งซื้อ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ของ

นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวถึงรณีที่สั่งสินค้าออนไลน์แล้วไม่ได้รับสินค้าว่า เป็นลักษณะการเข้าข่ายหลอกลวง สามารถดำเนินการทางกฎหมายอาญาฐานฉ้อโกงได้ แต่หากเป็นกรณีผิดสัญญาทั่วไป เช่น ของไม่พอ ส่งช้า ของชำรุด ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนมาได้ที่ สคบ.

แต่อย่างไรก็ดี ยกเว้นว่า สั่งซื้อเพื่อขายทำกำไรต่อ ซึ่งจะเข้าข่ายผู้ประกอบธุรกิจไม่ใช่ผู้บริโภคที่จะซื้อไปใช้ไปกินเอง ต้องไปดำเนินคดีกันเอง สคบ.จะปฏิเสธไม่รับเรื่อง เนื่องจากว่าไม่ใช่อำนาจหน้าที่ ภารกิจของสคบ. ซึ่งอาจจะนำไปสู่การฟ้องข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้

ของแพง แสดงราคาชัด ไม่จัดเป็นสินค้าควบคุม ตั้งราคาสูงไม่ผิด!?

ส่วนกรณี “กระแสบริโภคนิยม” นั้น รองเลขาฯ สคบ. ระบุว่า สคบ. สามารถเข้าไปดำเนินการได้ในขอบเขตอำนาจที่มีอยู่ นั่นคือ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความตระหนักรู้ ใช้สินค้าอย่างประหยัด ซึ่งเป็นแนวทางของรัชกาลที่ 9 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยให้น้อมนำมาใช้ในการบริโภคสินค้าทั่วๆ ไป

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังกระแสบริโภคนิยม นั่นคือ ราคาสูงขึ้นตามความต้องการที่มากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามกลไกทางการตลาด อีกทั้ง ขนมหรือเครื่องดื่มเหล่านี้ ไม่ใช่สินค้าที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ควบคุมราคา

เพียงแต่ผู้ประกอบการควรจะแสดงราคาสินค้าให้ผู้บริโภคเห็นด้วย ซึ่งหากมีการแจ้งแสดงราคาอย่างชัดเจนก็ถือว่าเกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายเพราะผู้บริโภคได้รับรู้ราคาและมีสิทธิ์ในการตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อหรือไม่ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

“แต่ถ้าราคามันแพงเกินไปหลายเท่า สคบ.จะตรวจสอบดูว่าสินค้านั้น เป็นสินค้าในลักษณะที่มีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตไหม เหตุที่มีราคาแพงเกิดจากปัจจัยใดบ้าง เช่น ค่าขนส่งต่างๆ แต่เมื่อผู้บริโภคเห็นราคาชัดเจนแล้วคิดว่าแพงมาก ผู้บริโภคอาจเลือกที่จะไม่ซื้อก็ย่อมได้” รองเลขาฯ สคบ. กล่าว

เตือน ‘นักรีวิว’ โฆษณาเกินความจริง ระวังติดร่างแห

นอกจากนี้ การโฆษณาเกินจริงก็อยู่ในอำนาจของ สคบ. ที่จะเข้าไปจัดการด้วย โดย นายพิฆเนศ กล่าวถึงกรณีที่แบรนด์โฆษณาเกินจริง ที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ถือว่าเป็นการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคด้วย สามารถที่จะใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการโฆษณาไปดำเนินการได้

หากผู้บริโภครีวิวสินค้าเกินความจริงเสียเอง ผิดหรือไม่? รองเลขาฯ สคบ. อธิบายว่า ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคที่รีวิว ว่า มีวัตถุประสงค์ในทางการค้าหรือไม่ แม้ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนร่วมก็จริง แต่อาจจะมีส่วนสนับสนุน ยกเว้นว่า ไม่รู้จริงๆ ก็ดูที่เจตนา

แต่หากพบว่า รับเงินแบรนด์มารีวิว แบบนี้ชัดเจน สคบ.อาจจะเรียกมาสอบว่า การกระทำลักษณะนี้มีความมุ่งหมายในทางการค้าหรือไม่ เป็นคนขายด้วยไหม และการโฆษณาของเป็นเท็จก็มีความผิดเรื่องของการโฆษณาเท็จ เกินความจริงได้

ท้ายที่สุดนี้ เจ้าของฉายาขาโหด ฝากไว้ให้คิดจากหนังสือภูมิศาสตร์แห่งความสุข The Geography of Bliss เขียนโดย Eric Weiner ระบุไว้ว่า “หนังสือภูมิศาสตร์แห่งความสุขบอกถึงความสุขของคนแต่ละประเทศ ความสุขของคนอเมริกา คือ บ้าน ความสุขของคนอังกฤษ คือ การงานที่ก้าวหน้า ความสุขของคนกาตาร์ คือ การถูกหวย ส่วนความสุขของคนไทย คือ การไม่คิด”

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

 

สั่งถอดเนื้อหาเว็บผิดกฎหมายใน 7 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 เม.ย. 2560 05:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924096


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่มี พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ เป็นประธาน ได้มีมติให้สำนักงาน กสทช.ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) ในประเทศราว 200 ราย ให้เร่งนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบทั้งหมดภายใน 7 วัน นับจากตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่ง กสทช.จะส่งหนังสือออกในวันที่ 27 เม.ย. หากไม่ดำเนินการ กสทช.จะสั่งปรับ พัก และเพิกถอนใบอนุญาต และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

“ทาง กสทช.จะร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อตรวจสอบไอเอสพีว่า ได้นำเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมาย โดยเฉพาะไอเอสพีที่ได้รับหมายศาลไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา และผมขอย้ำว่า เมื่อไอเอสพีเห็นเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเข้าข่าย ม.112 ซึ่งโดยสัญชาตญาณก็รู้แล้ว ก็ควรถอดออกทันที โดยไม่ต้องรอหมายศาล”

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ รองปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมาย เว็บไซต์โป๊ลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือแต่เว็บไซต์การพนันออนไลน์ที่ยังคงอยู่ แต่ก็ไม่มากแล้ว ส่วนเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมายที่ไม่สามารถปิดได้ เช่น เนื้อหาในเฟซบุ๊ก กำลังเร่งประสานงานสำนักงานเฟซบุ๊กเพื่อให้ถอนเนื้อหาที่ผิดกฎหมายโดยทันที และขอย้ำกับประชาชนว่า อย่ากด Like กดแชร์ และกดตามเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เพราะจะเข้าข่ายกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2559 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท.

 

ตอกฝาโลง “เบสท์ริน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/924046


นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม และรักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ขสมก. ว่า ที่ประชุมได้รับทราบการยกเลิกสัญญาการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน วงเงิน 3,8887 ล้านบาท จากบริษัท เบสท์ริน จำกัด เนื่องจากบริษัทไม่สามารถส่งมอบรถตามเงื่อนไขข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (ทีโออาร์) หลังจากนี้บอร์ด ขสมก.ได้สั่งการให้ ขสมก.เปิดประกวดราคาจัดหารถเมล์เอ็นจีวีใหม่ตามร่างสัญญาเดิม แต่ปรับแก้ไขร่างทีโออาร์บางส่วน โดยเพิ่มข้อสังเกตให้มีการจัดหารถเมล์ ที่มีผู้ประกอบการชาวไทยเข้ามาร่วมประมูลด้วย โดยจะให้เวลา 2 เดือน ในการปรับร่างทีโออาร์และกำหนดการส่งมอบรถจากเดิมภายใน 90 วัน อาจขยายเป็น 150 วัน หรือภายในเดือน พ.ย.นี้ ขณะที่ในส่วนราคากลางยังจะยืนยันตามเดิม

“การเปิดประมูลจัดหารถเมล์รอบใหม่ บริษัทเบสท์ริน และกลุ่มที่เข้าร่วมประมูลพร้อมกับเบสท์รินฯจะถูกตัดสิทธิ์ไม่สามารถเข้าร่วมประมูล ส่วนจะมีเอกชนรายอื่นหรือผู้ประกอบการ ที่ผลิตรถในประเทศเข้าร่วมกลุ่มกัน เพื่อยื่นข้อเสนอประมูลก็สามารถทำได้ เพราะยังเปิดกว้างให้กับทุกราย”

สำหรับความคืบหน้าการทำหนังสือบอกเลิกสัญญากับ บริษัทเบสท์รินฯจะมีการแจ้งยืนยันในเหตุผลที่บอกเลิกสัญญาว่า บริษัทฯไม่สามารถส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวี ได้ทันกำหนดภายในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ ขสมก.จึงได้ทำหนังสือแจ้งค่าเสียหายไปยังบริษัท และทำหนังสือถึงกระทรวงคมนาคมเพื่อแจ้งเรื่องการละทิ้งงานของบริษัท จากนั้นกระทรวงคมนาคมจะทำหนังสือแจ้งไปยังกรมบัญชี กลาง เพื่อประกาศขึ้นบัญชีดำให้เป็นบริษัทต้องห้ามเข้าร่วมประมูลงานของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ.