พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.3 ยักษ์ใหญ่เคลียร์ข้อคาใจ บทสรุปมหากาพย์โอนตังค์ผ่านแอป!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898086


“เมื่อช่องโหว่ของเรื่องราวปรากฏ การแก้ไขจะเกิดขึ้นหรือไม่?” คำถามที่ทีมข่าวทิ้งท้ายไว้ในรายงานพิเศษ พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ ตอนที่ 2 นั้น ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถร่วมหาคำตอบให้แก่คำถามข้างต้น ได้จากรายงานพิเศษชิ้นนี้…

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียง 2 ประเด็นสำคัญที่ทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ทิ้งเป็นปมไว้ในพิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ ตอนที่ 2 สู่คำชี้แจงจาก บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ในตอนที่ 3… ทุกความข้องใจจะคลี่คลายหรือไม่ คุณผู้อ่านเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน!

  • ข้อข้องใจที่ 1 : เจ้าหน้าที่รัฐมักไม่ได้รับข้อมูลของมิจฉาชีพจากผู้ให้บริการ เพื่อประกอบการสืบสวน

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กล่าวไว้ในตอนที่ 2 ของรายงานพิเศษว่า “ทางเจ้าพนักงานจะใช้อำนาจตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาศัยอำนาจเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อขอให้ส่งข้อมูลการใช้งานบัญชีของมิจฉาชีพจากผู้ให้บริการรายนั้นๆ แต่ปัญหาสำคัญที่ทางเจ้าหน้าที่กำลังประสบอยู่ก็คือ ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากทางผู้ให้บริการบางราย โดยการประสานเป็นหนังสือราชการตามอำนาจหน้าที่ แต่มักไม่ได้รับข้อมูลเพื่อประกอบการสืบสวน หรือล่าช้าจนทำให้ไม่สามารถติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุได้ทันท่วงที และด้วยเหตุนี้ การทำงานของเจ้าหน้าที่จึงค่อนข้างมีข้อจำกัดหลายด้าน

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ตอบข้อซักถามในประเด็นดังกล่าวผ่านผู้สื่อข่าวไว้ว่า ทางแผนกตรวจสอบทุจริตของบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ได้มีการทำงานร่วมกับทาง ปอท. อยู่เป็นระยะๆ หากมีการประสานงานมาจากทาง ปอท. ทางหน่วยงานก็จะรีบดำเนินการตรวจสอบทันที ซึ่งจะใช้เวลาไม่นาน หากเจ้าหน้าที่ ปอท. เคยติดต่อกับทางแผนกตรวจสอบทุจริตอยู่แล้ว ก็จะมีช่องทางติดต่อประสานงานมาได้โดยตรง แต่หากไม่เคยติดต่อกับทางบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด เลย อาจจะมีการติดต่อไปยังบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ดังนั้นจึงอาจจะเกิดความล่าช้าหรือการตกหล่นของการประสานงาน ทั้งนี้ ทางบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความร่วมมือและให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากได้รับการประสานงานเข้ามา

ทั้งนี้ การติดต่อบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ทำได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางคอลล์ เซ็นเตอร์ ที่เบอร์ 02-647-3333 ทางเฟซบุ๊กที่ https://www.facebook.com/truemoney/ ทางเว็บไซต์ที่ http://www.truemoney.com หรือทางอีเมลที่ fraud.acn@ascendcorp.com โดยลูกค้าของบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด จะทราบถึงช่องทางที่สามารถติดต่อเราได้

  • ข้อข้องใจที่ 2 : การสมัครลงทะเบียน เพื่อเข้าใช้งานแอปฯ มีช่องโหว่-ความปลอดภัยต่ำ

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ กล่าวถึงปมปัญหาที่ 2 ว่า ในการสมัครลงทะเบียน เพื่อเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Wallet ของผู้ให้บริการบางรายนั้น ยังมีช่องโหว่ในเรื่องของการสมัครเข้าใช้งานที่ค่อนข้างง่าย และความปลอดภัยค่อนข้างต่ำ เพียงแค่คุณกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักโดยการสุ่ม หรือใส่ชื่อ-นามสุกลแบบสุ่ม คุณก็สามารถสมัครเข้าใช้งานแอปฯ ที่ว่านี้ได้แล้ว

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ไขข้อข้องใจในประเด็นดังกล่าวผ่านผู้สื่อข่าวว่า ขอเรียนว่า บริษัทฯ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้มีนโยบายที่ชัดเจนและให้ความสำคัญในการควบคุม ดูแล บริหารความเสี่ยง รวมถึงการตรวจสอบการลงทะเบียนและการทำธุรกรรม เพื่อป้องกันการทุจริต ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าทำธุรกรรมที่เข้าเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนดว่ามีความเสี่ยงสูงหรือมีรูปแบบการทำธุรกรรมที่น่าสงสัย บริษัทฯ ได้จัดให้มีการตรวจสอบข้อมูลบัตรประชาชนที่ใช้ในการลงทะเบียน ซึ่งจะถูกตรวจสอบโดยระบบอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง มีผลทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นต้น

คลี่คลาย หรือ ข้องใจ
 
คุณคิดอย่างไรกับคำชี้แจงด้านบน?
ส่วนจะมีเหยื่อในลักษณะเดิมออกมาซ้ำรอยหรือไม่ คุณต้องรอดู!

อ่านเพิ่มเติม

พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.1 ลูบคมศิลปินดัง! มือดีแฮกเฟซ หลอกต้มโอนตังค์ผ่านแอป

พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.2 เจาะจุดอ่อนหลอกโอนตังค์ผ่านแอป ไฉนหาตัวคนร้ายไม่ได้?

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้ สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่…

สั่งประมูลรถไฟทางคู่เสร็จใน 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898680


ครม.อนุมัติส่วนต่อขยายสีน้ำเงิน สถานีบางซื่อ-เตาปูนเสร็จ ส.ค.นี้

นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบตามที่คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างหน่วยงานของรัฐ (ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) ที่ร่วมกับคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หารือเพื่อให้แก้ไขเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) โครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง คือ 1.เส้นทางช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 2.ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 3.ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ 4.ช่วงนครปฐมหัวหิน และ 5.ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการท้วงติงทีโออาร์ใน 4 ประเด็น คือ1.มีการกีดกันผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย โดยกำหนดให้ต้อง เคยมีผลงานจำนวนมาก จึงควรให้ลดข้อกำหนดเรื่องผลงานจาก 15% ลงเหลือ 10% ทำให้การกีดกันรายกลางและรายย่อยลดลง 2.มีข้อท้วงติงว่าการกำหนดมูลค่าโครงการให้มีขนาดใหญ่ ทำให้รายกลางและรายย่อยไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ จึงเห็นว่าให้ลดขนาดวงเงินแต่ละงานลงเหลือ 5,000-10,000 ล้านบาท 3.ท้วงติงว่ามีการกีดกันทางอ้อม โดยให้ผู้ขายเทคโนโลยีหรือระบบอาณัติสัญญาณขนาดใหญ่เท่านั้น จึงได้แก้ไขใหม่โดยแยกระบบอาณัติสัญญาณออกจากงานโยธาและราง 4.มีข้อท้วงติงว่านำเอาเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างมารวมในการประมูล ซึ่งอาจจะไม่โปร่งใส จึงเห็นว่าให้แยกเครื่องจักรออกจากการประมูล

“ภาพรวมตัวสัญญาของรถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทาง จึงจะแยกระบบอาณัติสัญญาณออกจากงานโยธาของระบบราง ขณะเดียวกันก็แบ่งงานรางและงานโยธาออกเป็นมูลค่า 5,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งการแยกสัญญาต่างๆดังกล่าว จะทำให้แต่ละสัญญามีวงเงินที่น้อยลงแต่งบประมาณโดยรวมจะเท่าเดิม โดย ครม.กำหนดให้ต้องหาผู้รับจ้างครบทั้ง 5 เส้นทางภายใน 3 เดือน หรือภายในเดือน มิ.ย.นี้ ขณะที่ระยะเวลาก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นประมาณ 9 เดือน”

ขณะที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ครม.ยังมี มติเห็นชอบผลการคัดเลือกผลการเจรจาและร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้า สายสีน้ำเงิน ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยให้ว่าจ้างบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เข้ามาติดตั้งระบบและบริหารเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ รวมทั้งบางซื่อ-เตาปูน โดยได้เร่งรัดให้เปิดเดินรถ 1 สถานี ช่วงบางซื่อ-เตาปูน ให้ได้ภายในเดือน ส.ค.นี้.

 

ครม.จัดเต็มหนุน “รถยนต์ไฟฟ้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898675


ลดภาษี-เพิ่มสิทธิประโยชน์ดูดลงทุนต่างชาติ

ครม.คลอด 6 มาตรการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งเป้าภายใน 5 ปี ลงทุนทะลุ 20,000 ล้านบาท ประเคนภาษีหนุนเต็มที่ ลดภาษีสรรพสามิตให้ 50% ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดและไฮบริดปลั๊กอิน ส่วนรถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ลดเหลือ 2% พร้อมยกเว้นอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่สำเร็จรูป 2 ปี

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยแบ่งเป็น 6 มาตรการ ประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างอุปทาน, มาตรการกระตุ้นตลาดภายในประเทศ, การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน, การจัดทำมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้า, การบริหารจัดการแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว และมาตรการด้านอื่นๆ จากมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะทำให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ประมาณ 2-3% ของรถยนต์ทั้งระบบที่ผลิตได้ปีละประมาณ 1 ล้านคัน หรือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 20,000-30,000 คัน โดยขณะนี้มีบริษัทผลิตรถยนต์มาหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว 2-3 บริษัท

สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างอุปทานนั้น ทางบีโอไอได้เสนอมาตรการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแยกตามประเภท คือ รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า หรือเรียกว่ารถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด, รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก หรือเรียกว่ารถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ซึ่งผู้ที่ทำตามเงื่อนไขที่บีโอไอกำหนด จะให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบและวัสดุจำเป็น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล แบ่งตามประเภทของรถยนต์ไฟฟ้า เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 10 ปี รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอินได้สิทธิประโยชน์ 6 ปี เป็นต้น

สำหรับมาตรการใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม.เป็นส่วนของกระทรวงการคลังโดยให้กรมสรรพสามิต ออกประกาศกำหนดให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษ ดังนี้คือ รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน จะลดภาษีสรรพสามิตลงจากอัตราปกติ 50% ซึ่งคิดอัตราดังนี้ รถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัม เก็บภาษี 10% ลดลงเหลือ 5%, ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 100 กรัม แต่ไม่เกิน 150 กรัม เสียภาษี 20% ลดลงเหลือ 10%, ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 150 กรัม แต่ไม่เกิน 200 กรัม เสียภาษี 25% ลดลงเหลือ 12.5% และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัมขึ้นไป เก็บภาษี 30% ลดลงเหลือ 15% ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ จากเดิมเสียภาษี 10% ลดลงเหลือ 2% โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องผ่านการอนุมัติโครงการจากบีโอไอและมีการผลิตและใช้แบตเตอรี่
ในประเทศตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป ถ้าทำไม่ได้ตามเงื่อนไขจะถูกเรียกเก็บภาษีที่ยกเว้นให้คืนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าทางบริษัทผู้ผลิตรถยนต์น่าจะวางแผนล่วงหน้าและทำตามเงื่อนไขได้

ขณะเดียวกัน ทางกรมศุลกากรยังจะออกประกาศยกเว้นอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่สำเร็จรูป เพื่อทดลองตลาดในปริมาณที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้ความเห็นชอบเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี นับตั้งแต่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สำหรับมาตรการกระตุ้นตลาดภายในประเทศ ครม.มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการพร้อมตั้งงบประมาณมาสนับสนุนดังนี้ ทางกระทรวงคมนาคมจะไปจัดทำแผนเช่ารถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ มาใช้เป็นรถยนต์บริการของสนามบิน หรือลีมูซีน ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะนำรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่มาใช้งานในพื้นที่ปลอดมลพิษ โดยเฉพาะในโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี กระทรวงพลังงานจะศึกษาความเป็นไปได้ในการนำแท็กซี่มาปรับเปลี่ยนเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จากปัจจุบันที่เริ่มดำเนินการแล้วในรถตุ๊กตุ๊กรับจ้าง ด้านกระทรวงวัฒนธรรม จะพิจารณานำรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ไปใช้ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่

ด้านการเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ทางกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันศึกษาแผนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในพื้นที่เป้าหมายและถนนหลักที่เชื่อมต่อพื้นที่เป้าหมาย ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งดำเนินการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติให้เสร็จตามกำหนดคือเดือน มี.ค.2561 จัดทำมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าให้ครบถ้วนด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องจัดทำแผนการบริหารและกำจัดซากแบตเตอรี่รถยนต์ ส่วนมาตรการอื่นๆจะให้สถาบันยานยนต์รับผิดชอบจัดทำโครงการเพิ่มผลิตภาพ เน้นการพัฒนาความสามารถของบุคลากรมารองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอย่างต่อเนื่อง.

 

สส.ปลุกกระแสอุตฯ ‘อัพไซเคิล’ รับประเมินผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 17:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898325


สส.ปลุกกระแสอุตสาหกรรม นำวัสดุเหลือใช้ทำผลิตภัณฑ์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม จับมือม.เกษตรศาสตร์ สวทช. และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พัฒนาเกณฑ์อัพไซเคิลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รับรองผลิตภัณฑ์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก…

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้ดำเนินโครงการ “ส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” (Upcycle) โดยในปี 2559 ได้ลงนามความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการพัฒนาเกณฑ์อัพไซเคิลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Upcycle Carbon Footprint) เพื่อรับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีกระบวนการผลิตที่สามารถช่วยลด หลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง 34 ผลิตภัณฑ์ จาก 21 สถานประกอบการ

ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายผลความสำเร็จของการดำเนินโครงการในปีงบประมาณ 2560 และเพื่อให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อขอการรับรองภายใต้สัญลักษณ์ G-Upcycle และ Upcycle Carbon Footprint และส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมอัพไซเคิลให้เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างแพร่หลาย นำไปสู่เป้าหมายการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดการอบรมส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม G-Upcycle เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมเอเชีย ราชเทวี กรุงเทพมหานคร

“ผลการจัดกิจกรรมปรากฏว่า มีผู้แทนจากองค์กรต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์การมหาชน สถาบันการศึกษา เอกชน และกลุ่มผู้ประกอบการที่สนใจ มาเข้าร่วมกว่า 130 คน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะทำให้เกิดการพัฒนาภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อัพไซเคลิด ให้เกิดความแพร่หลาย และเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้ประเทศไทยต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าว

ขณะที่ นายยุทธนา อโนทัยสินทวี ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์รีไซเคิล แบรนด์ The Remaker เจ้าของ Garmento Board กล่าวว่า สินค้าที่ออกแบบเป็นสินค้าแฟชั่นที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ในเชิงอุตสาหกรรม เช่น กระเป๋าที่ผลิตจากยางในรถและผ้าคลุมรถบรรทุก การนำเศษผ้าหรือเสื้อผ้ามือสองมาขึ้นรูปเป็นวัสดุทดแทนไม้เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งงานลักษณะนี้ทำให้เกิดประโยชน์ทันที คือ ลดขยะ และลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

 

เฮ! ดังๆ ปตท.-บางจาก ลดอีก ราคาดีเซล 40 สต. เริ่มตี 5 พรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898292


ปตท.-บางจาก ประกาศลดราคาดีเซลลง 40 สต. มีผลตี 5 วันที่ 29 มี.ค. ส่วนเบนซิน-โซฮอล์ คงเดิม…

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 40 สตางค์/ลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์คงเดิม มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 29 มี.ค.

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน ราคา 33.66 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 26.55 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 26.28 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 24.04 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 19.34 บาท/ลิตร และดีเซล ราคา 24.69 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)

 

หนุน ‘หอยชักตีน กาแฟคลองท่อม กะปิแหลมสัก’ ขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898246


กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุนชาวบ้านจ.กระบี่ ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสินค้าท้องถิ่นเป็นสินค้าจีไอ 3 รายการ ทั้งหอยชักตีน กะปิแหลมสัก และกาแฟกระบี่ หลังพบมีศักยภาพ ยันสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า และความเข้มแข็งให้ชุมชนได้แน่

เมื่อวันที่ 28 มี.ค.60 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการหนึ่งจังหวัดหนึ่งสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ให้ครบทั้ง 77 จังหวัดว่า ขณะนี้ กรมได้เร่งดำเนินการเชิงรุก โดยลงพื้นที่สำรวจสินค้าชุมชนที่มีศักยภาพ เพื่อส่งเสริมให้ขึ้นทะเบียนจีไอ โดยเฉพาะใน 6 จังหวัดที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือยื่นคำขอเพื่อขึ้นทะเบียน ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ระนอง สตูล สมุทรสาคร สิงห์บุรี และกำแพงเพชร

ทั้งนี้ ล่าสุด ได้เดินทางไปจังหวัดกระบี่ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความสำคัญของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และผลักดันให้ชุมชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าชุมชน โดยสินค้าของกระบี่ที่มีศักยภาพขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าจีไอ มี 3 รายการ คือ หอยชักตีนกระบี่ กะปิแหลมสัก และกาแฟกระบี่ คาดว่า ผู้ประกอบการ และชุมชนจะสามารถยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต่อกรมได้ในเร็วๆ นี้

“จังหวัดกระบี่ นอกจากขึ้นชื่อมีสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงาม และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากแล้ว ยังมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยสินค้าเกษตร และอาหารทะเลที่ขึ้นชื่อ เช่น หอยชักตีน ซึ่งเป็นหอยขึ้นชื่อของจังหวัด ที่นำมาบริโภคกันอย่างแพร่หลาย รวมทั้งกาแฟคลองท่อมที่มีรสชาติเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น”

สำหรับ หอยชักตีนกระบี่ หรือหอยสังข์กระโดด เป็นหอยทะเลที่อาศัยอยู่ในพื้นทรายปนโคลน และบริเวณหญ้าทะเลและสาหร่าย ตั้งแต่เขตน้ำขึ้น-ลง ไปจนถึงในระดับความลึกถึง 55 เมตร ในไทยสามารถพบหอยชักตีนได้ทั่วไปตามทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เช่น กระบี่ ภูเก็ต พังงา ตรัง สตูล เป็นต้น ตัวหอยมีลักษณะพิเศษ ที่ปากจะมีติ่งคล้ายๆ เล็บสีน้ำตาลยื่นออกมา ใช้สำหรับเดิน ชาวบ้านเรียกว่า “ตีน” และในการกินหอย จะต้องดึงตีนออก เพื่อให้ตัวหอยหลุดตามออกมา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ชักตีน”

ส่วนกาแฟคลองท่อม หรือกาแฟกระบี่ เป็นสายพันธุ์โรบัสต้า นิยมปลูกในพื้นที่ราบ มีความสูงจากระดับทะเลไม่มากนัก ความพิเศษ ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ คือ รสชาติที่เข้มข้น ประกอบกับตำแหน่งและสภาพอากาศของพื้นที่บริเวณคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุภูเขาไฟในดินสูง ทำให้รสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใด ทำให้ปัจจุบันกาแฟคลองท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจประจำท้องถิ่นที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยเมล็ดกาแฟสด กิโลกรัม (กก.) ละ 70 บาท เมื่อคั่วเสร็จราคาจะสูงถึงกก.ละ 400 บาท

“ในปีงบประมาณ 60 กรมตั้งเป้าหมายจะส่งเสริมให้มีการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ ครบทุกจังหวัด รวมทั้งสร้างการยอมรับในตราสัญลักษณ์จีไอให้มากขึ้น เพราะสินค้าจีไอ เป็นสินค้าที่ผลิตได้เฉพาะท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง จึงเป็นสินค้าหายาก และมีราคาแพง”

 

ครม.รับทราบทบทวนเงื่อนไข TOR รถไฟทางคู่-บิ๊กตู่ บี้ให้เสร็จใน 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 16:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898180


ครม.รับทราบทบทวนเงื่อนไขทีโออาร์ รถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง เพิ่มจำนวนผู้เข้าประมูล “บิ๊กตู่” สั่งให้แล้วเสร็จใน 3 เดือน พร้อมอนุมัติเอกชนรายเดิม เดินรถสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค, บางซื่อ-ท่าพระ…

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.รับทราบมติของคณะกรรมการการจัดซื้อจัดจ้าง (ซูเปอร์บอร์ด) ที่ให้มีการทบทวนเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) ของโครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง โดยลดเงื่อนไขกำหนดผลงานผู้เข้าประกวดราคาจาก 15% เป็น 10% เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าประมูลงานจากเดิมที่มีผู้เข้ามายื่นประมูลงานเพียง 6-7 ราย คาดหวังว่าจะเพิ่มเป็น 15 ราย รวมทั้งได้แยกการประมูลระบบอาณัติสัญญาณ และงานระบบรางและงานโยธา และไม่ได้กำหนดส่งมอบเครื่องจักรคืนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อลดงบการจัดซื้อจัดจ้าง

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทบทวน TOR ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

มีรายงานว่า ที่ประชุมครม. ยังอนุมัติให้เอกชนรายเดิมเดินรถสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค, บางซื่อ-ท่าพระ และให้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยจะเข้ามาลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost เพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐ และขยายระยะเวลาการเดินรถสายสีน้ำเงิน หรือสายเฉลิมรัชมงคลที่วิ่งอยู่ปัจจุบันให้สิ้นสุดระยะเวลาเดียวกับสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย.

 

หุ้นไทยปิดตลาดปรับเพิ่ม 6.22 ดัชนีอยู่ที่ 1,576 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 16:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898296


หุ้นไทยปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 6.22 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,576.72 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,898.61 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 28 มี.ค. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.22 จุด เปลี่ยนแปลง +0.40% ดัชนีอยู่ที่ 1,576.72 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,898.61 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน).

 

‘พาณิชย์’ มั่นใจอันดับความยาก-ง่ายทำธุรกิจไทยปี 61 ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 16:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898150


‘พาณิชย์’ มั่นใจ อันดับความยาก-ง่ายทำธุรกิจไทยปี 61 ที่ธนาคารโลกจะประกาศเดือนต.ค.นี้ ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด ตั้งเป้าติด 1 ใน 30 หลังเปิดให้จดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ 18 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 28 มี.ค.60 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงอันดับความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจของไทยประจำปี 61 ที่ธนาคารโลกจะประกาศผลเดือนต.ค.60 ว่า มั่นใจอันดับของไทยจะดีขึ้นแบบก้าวกระโดด หรือขยับมาอยู่ใน 30 อันดับแรก จาก 190 ประเทศที่ถูกจัดอันดับทั่วโลก ตามเป้าหมายของรัฐบาล จากปี 60 ที่ธนาคารโลกได้ประกาศผลเมื่อเดือนต.ค.59 ไทยอยู่ที่อันดับ 46 ส่วนตัวชี้วัดด้านการเริ่มต้นการทำธุรกิจของไทย จะขยับขึ้นแบบก้าวกระโดดเช่นกัน จากปี 60 ไทยอยู่อันดับที่ 78 ซึ่งจะส่งผลดีต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของนักธุรกิจต่างชาติ

สำหรับสาเหตุที่ทำให้มั่นใจว่า ผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทยจะดีขึ้น เป็นเพราะกรมได้พัฒนาระบบจดทะเบียนนิติบุคคลให้มีความทันสมัย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยสามารถจดทะเบียนนิติบุคคลทางออนไลน์ หรือทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) ได้แล้ว ซึ่งผู้ประกอบการสามารถใช้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่เริ่มต้นจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ เปลี่ยนแปลง จนถึงเลิกประกอบธุรกิจ

“ทุกขั้นตอนดำเนินการผ่านระบบ e-Registration ทำให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนการยื่นขอจดทะเบียน ลดการใช้เอกสาร ลดค่าใช้จ่าย และระยะเวลาการเดินทางมาติดต่อเจ้าหน้าที่ (นายทะเบียน) และทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น”

อย่างไรก็ตาม e-Registration จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.นี้ เป็นต้นไป ซึ่งเมื่อเปิดให้ใช้บริการอย่างสมบูรณ์แล้ว จะส่งผลให้การจดทะเบียนธุรกิจของไทยเทียบเท่าประเทศที่มีแนวปฏิบัติด้านการให้บริการจดทะเบียนธุรกิจที่เป็นเลิศของโลกจาก Best Practice เช่น นิวซีแลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่ง่ายต่อการเริ่มต้นธุรกิจ

ทั้งนี้ ในทุกปี ธนาคารโลกจะจัดทำรายงานการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจของ 190 ประเทศทั่วโลก หรือ Doing Business ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเกี่ยวกับกระบวนการ ขั้นตอน ระยะเวลาการให้บริการ ค่าใช้จ่าย ระบบอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงกฎหมายและระเบียบต่างๆ ของภาครัฐ โดยมีตัวชี้วัดในการสำรวจ 10 ด้าน ได้แก่ การเริ่มต้นธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง การขอใช้ไฟฟ้า การจดทะเบียนสินทรัพย์ การได้รับสินเชื่อ การคุ้มครองผู้ลงทุน การชำระภาษี การค้าระหว่างประเทศ การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง และการแก้ไขปัญหาล้มละลาย

 

‘สมศักดิ์’ สั่งด่วน ขีดเส้น 15วัน หมู่หรือจ่ายกเลิกเมล์เอ็นจีวีหรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 14:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897992


‘สมศักดิ์’ สั่งด่วน ขีดเส้น 15 วัน หมู่หรือจ่า จะยกเลิกเมล์เอ็นจีวีหรือไม่ ก่อนชงบอร์ด ขสมก.พิจารณาตัดสินครั้งสุดท้าย

เมื่อวันที่ 28 มี.ค.60 นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ ขสมก.ไปสรุปรายละเอียดของสัญญาการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน ว่าจะสามารถดำเนินการต่อรับมอบรถที่จัดหา หรือยกเลิกสัญญากับกลุ่มบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป หรือไม่อย่างไร โดยจะต้องให้ได้ข้อสรุปภายใน 15 วัน เพื่อตนจะได้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรในโครงการนี้ ก่อนที่จะเสนอให้บอร์ด ขสมก.พิจารณาตัดสินใจครั้งสุดท้าย.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่