สมาคมทีวีดิจิตอล หารือ กสทช. ปิดวอยซ์ ขอความชัดเจนบทลงโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 13:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897885


สมาคมผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล หารือ กสทช. กรณีปิดวอยซ์ทีวี เพื่อต้องการความชัดเจนในการลงโทษ และเสรีภาพสื่อ ขณะที่ กสทช. ย้ำตัดสินภายใต้กรอบกฎหมายจากเบาไปหนัก ยืนยันไม่มีอำนาจทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง

วันที่ 28 มีนาคม สมาคมผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล นำโดย นายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมฯ, นายฉัตรชัย ตะวันธรงค์ อุปนายกสมาคมฯ และนายธีรัตถ์ รัตนเสวี ผู้อำนวยการฝ่ายรายการ สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ได้เข้าหารือกับ พลโท พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ กรณีพักใช้ใบอนุญาตวอยซ์ทีวี 7 วัน เพื่อขอทราบความชัดเจนในบทลงโทษของ กสทช. และเสรีภาพสื่อมวลชนในการทำหน้าที่

โดยภายหลังหารือ สมาคมผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล เปิดเผยว่า รู้สึกหวาดหวั่นในการตัดสินบทลงโทษของ กสทช. แต่เข้าใจในการลงโทษของ กสทช.ตามลำดับ พร้อมทั้งเรียกร้องให้จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลกันเองในอนาคต ซึ่งขั้นตอนอยู่ระหว่างดำเนินการ

กรรมการ กสท. ระบุว่า ก่อนมีคำสั่งปิดวอยซ์ทีวี ได้แจ้งให้ทางช่องรับทราบแล้ว พร้อมยืนยันว่า การตัดสินของคณะอนุกรรมการฯ ทำตามกรอบของกฎหมาย มีบทลงโทษตั้งแต่เบาไปหาหนัก ตั้งแต่ตักเตือน และปรับ ก่อนมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต และไม่มีอำนาจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนกรณีที่วอยซ์ทีวีจะไปยื่นฟ้องศาลนั้น ระบุว่าเป็นเรื่องที่ดี และเห็นด้วยที่หันไปออกอากาศผังรายการทางช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย

ด้าน นายธีรัตถ์ รัตนเสวี ผู้อำนวยการฝ่ายรายการ สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี กล่าวว่า วันแรกที่ปิดสถานี พนักงานยังทำงานตามปกติ โดยนำผังรายการหันไปออกอากาศทางช่องทางออนไลน์ เบื้องต้นยังไม่มีการปรับรายการ และอยู่ระหว่างเตรียมเอกสารยื่นฟ้องศาลปกครอง ยืนยันว่าไม่ได้รับคำสั่งปิดช่องจาก กสทช.

 

โพลาริส แจ้งล้มดีล ลงทุน ‘อะเดย์’ เรียกคืนเงินมัดจำ 120 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 13:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897892


โพลาริส แจ้งยกเลิกเข้าลงทุน เดย์ โพเอทส์ เรียกคืนเงินมัดจำ 120 ล้าน ชี้โหน่ง-วงศ์ทนง และนิติพัฒน์ ลาออก ไม่ได้บริหารงานแล้ว อาจส่งผลกระทบแผนลงทุน…

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา บมจ.โพลาริส แคปปิตัล หรือ POLAR ได้ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า คณะกรรมการบริษัทตัดสินใจยกเลิกการเข้าลงทุนในบริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด และเรียกให้บริษัท ธนวรินทร์ จำกัด คืนเงินมัดจำจำนวน 120 ล้านบาท ให้แก่บริษัท หลังจากผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหลัก คือ นายวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ และนายนิติพัฒน์ สุขสวย ได้ลาออกจากบริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด ไปแล้ว

บริษัทชี้แจงว่า สาระสำคัญของการเข้าลงทุนในบริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด อยู่ที่ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจของผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหลัก คือ นายวงศ์ทนง และนายนิติพัฒน์ ซึ่งคณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่าหากนายวงศ์ทนง และนายนิติพัฒน์ ไม่ได้บริหารงานให้กับบริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด แล้ว อาจจะส่งผลให้บริษัทฯ ไม่ได้รับผลตอบแทนตามแผนการลงทุนที่บริษัทฯ ได้วิเคราะห์ไว้ คณะกรรมการบริษัทจึงได้ร่วมกันตัดสินใจยกเลิกการเข้าลงทุนดังกล่าว.

 

ทองไทยเปิดตลาดร่วง 50 รูปพรรณ ขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 09:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897727


ทองไทยเปิดตลาด ร่วง 50 บาท ทองแท่งซื้อบาทละ 20,350 ขายบาทละ 20,450 รูปพรรณ ซื้อบาทละ 19,980.88 ขายบาทละ 20,950…

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับลดลง 50 บาท โดยทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 บาท ขายออกบาทละ 20,450 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 19,980.88 บาท ขายออกบาทละ 20,950 บาท.

 

คริสตัลเปิดโรงงานน้ำดื่มใหม่ ชิงแชร์ตลาด 3.5 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 09:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897720


ธุรกิจน้ำดื่มมูลค่า 3.5 หมื่นล้าน แข่งขันต่อเนื่อง “คริสตัล” เจ้าตลาดอันดับ 2 ทุ่มงบก้อนโตเปิดโรงงานแห่งใหม่ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี หวังปีนี้ เติบโตได้อีก 10%…

นายเลสเตอร์ เต็ก ชวน ตัน รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัดและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท เสริมสุขฯ ทุ่มงบลงทุน 350 ล้านบาท ขยายสายการผลิตน้ำดื่มคริสตัลแห่งใหม่ใน จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมเปิดตัวแคมเปญยิ่งรู้จัก ยิ่งรักคริสตัลตั้งเป้ายอดขายเติบโตอีก 10% ในปีนี้

ทั้งนี้ ตลาดน้ำดื่มในปี 2559 มีมูลค่าตลาด 35,000 ล้านบาท หรือเติบโต 8% ขณะที่น้ำดื่มคริสตัลเติบโตอย่างแข็งแกร่งมากถึง 13% ในปี 2559 จึงถือว่า เป็นปีแห่งความสำเร็จของคริสตัล ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19% ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นในคุณภาพที่ได้รับรางวัล และมาตรฐานการผลิตต่างๆ จาก 5 สถาบันที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังได้รับการขึ้นทะเบียนฉลากลดโลกร้อน ในฐานะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เข้าสู่ฤดูร้อนของทุกปีเป็นช่วงการขายน้ำดื่มที่ดี ทุกแบรนด์ต่างเพิ่มกำลังการผลิตและจัดกิจกรรมการตลาด ไม่นับรวมแบรนด์ท้องถิ่นอีกจำนวนมาก สำหรับแบรนด์ใหญ่ระดับประเทศมีน้ำดื่มสิงห์ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ตามมาด้วยคริสตัล.

 

แห่ร้องแบงก์หลอกลวงไม่เลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897601


ธปท.จ่อออกเกณฑ์ดูแลผู้บริโภคคุมทุกด้าน

ธปท. เผย ประชาชนยังแห่ร้องเรียนพฤติกรรมสถาบันการ เงินไม่เหมาะสมสูงต่อเนื่อง ขณะที่ผลสำรวจ 143 สาขาแบงก์ พบ 90% พนักงานแบงก์จ้องขายพ่วง–บังคับขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ประกัน เร่งคลอดเกณฑ์ดูแลผู้บริโภคปลายปีนี้ สถาบันการเงินใดฝ่าฝืน ลงโทษหนัก ทั้งปรับ และไม่อนุญาตทำธุรกรรมอื่นเพิ่ม

นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.กำลังเร่งดำเนินยุทธศาสตร์กำกับดูแลสถาบันการเงินส่วนของการดูแลผู้บริโภคอย่างเหมาะสม และเป็นธรรม (Market Conduct) เพื่อสร้างจรรยาบรรณใหม่ของสถาบันการเงินในการดูแลผู้บริโภค เพราะในปี 59 ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ได้รับเรื่องร้องเรียนการให้บริการของสถาบันการเงินจากประชาชนสูงถึง 1,588 รายการ โดยเรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุด คือ ยอดเงินต้น และยอดหนี้ไม่ถูกต้อง ตามด้วยการให้บริการสินเชื่อและการปรับโครงสร้างหนี้, การทวงหนี้ไม่เหมาะสม, การขายผลิตภัณฑ์การเงินพ่วงประกัน บังคับขาย และการฝากถอนเงินผ่านตู้

นอกจากนี้ ธปท.ยังได้สำรวจพื้นที่จริง และสอบถามการให้บริการของสาขาธนาคารพาณิชย์ 143 สาขาในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตหัวเมืองในแต่ละภูมิภาค โดยไม่เปิดเผยตัว พบว่า ประมาณ 90% ของสาขาธนาคารพาณิชย์ที่สำรวจ พนักงานยังไม่ให้ข้อมูลที่เหมาะสม ชัดเจน และอิงประโยชน์ผู้บริโภคอย่างเพียงพอ หรือบอกแต่ข้อมูลด้านดีเท่านั้น ทำให้ตั้งแต่ปลายปี 59 ธปท.ต้องออกหนังสือกำชับการให้บริการของพนักงานธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง แต่ประกาศดังกล่าวยังถือว่าไม่มีแนวทางที่ชัดเจน และบทลงโทษที่เพียงพอ

“จากการสำรวจ พบว่า พนักงานธนาคารพาณิชย์ยังขายผลิตภัณฑ์การเงินพ่วงประกัน โดยไม่ชี้แจงว่า เงินที่ทำประกันนั้น จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบันประกันเงินฝาก และหากถอนก่อนกำหนด จะได้รับเงินต้นคืนไม่ครบจำนวน นอกจากนั้นยังไม่ชี้แจงถึงการฝากเงิน เช่น กรณีถูกเรียกเก็บเงินค่ารักษาบัญชีในกรณีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของบัญชี ขณะเดียวกัน ไม่ชี้แจงเรื่องการอนุญาตให้ใช้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า เพื่อขายผลิตภัณฑ์อื่นเพิ่มเติม ว่าลูกค้าสามารถอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้”

นายรณดล กล่าวว่า หลังจากการสำรวจแล้ว ธปท.จึงออกหนังสือกำกับใน 3 เรื่อง คือ 1.การออกบัตรเดบิต และบัตรเอทีเอ็ม 2.การเปิดเผยข้อมูลความลับส่วนตัวของลูกค้า และ 3.การขายประกันพ่วง รวมถึงนำผลสำรวจของ 143 สาขาหารือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานในการดูแลผู้บริโภค และให้นำการดูแลผู้บริโภคมาเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาผลงานและเงินเดือน (เคพีไอ) ของพนักงาน แทนการพิจารณายอดขายอย่างเดียว นอกจากนี้ ในปลายปีนี้ ธปท.จะออกเกณฑ์ดูแลผู้บริโภคแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมของพนักงาน เอกสารสัญญา เอกสารประกอบการขายที่ต้องชัดเจน และสั้น กระชับได้ใจความ โดยต้องไม่หลอกลวง ไม่บังคับ ไม่รบกวน และเปิดเผยโปร่งใส

“ในปี 60 จะเร่งจัดการเรื่องขายพ่วงประกัน และเอาข้อมูลความลับของลูกค้าไปใช้ในทางไม่เหมาะสม ส่วนปี 61 และปี 62 จะทำเรื่องที่เหลือให้เสร็จ สำหรับบทลงโทษกรณีธนาคารพาณิชย์ไม่ดูแลผู้บริโภคอย่างเหมาะสมเพียงพอนั้น หากต้องการขออนุญาตธุรกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภครายย่อย ธปท.อาจไม่อนุญาต และจะมีโทษปรับ ซึ่งจะมีผลต่อการจัดอันดับความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์ และ ธปท.ต้องกำกับดูแลอย่างเข้มงวดมากขึ้น”.

 

“ฉัตรชัย” ปลื้มอียูชื่นชมไทยแก้ไอยูยู ลุ้นตัวโก่งหลุด-ไม่หลุด “ใบเหลือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897600


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา นาย Stefaan Depypere ผู้อำนวยการด้านธรรมาภิบาลมหาสมุทรและการประมงอย่างยั่งยืน กระทรวงกิจการทางทะเลและประมง ในฐานะหัวหน้าคณะการเจรจาการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ของสหภาพยุโรป (อียู) ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการแก้ปัญหาไอยูยูของไทย โดยได้ชื่นชมความตั้งใจในการทำงานของรัฐบาลไทยว่าทำงานจริงจัง นโยบายการแก้ปัญหามีความชัดเจน เหลือเพียงการปฏิบัติให้ไปสู่เป้าหมายเท่านั้น

“อียูพอใจการทำงานของศูนย์ควบคุมการติดตามการทำงานเรือประมงทั้งระบบ (เอฟเอ็มซี) มาก ซึ่งกรมประมงเป็นผู้ดูแล เพราะแก้ปัญหาไอยูยูได้ ซึ่งก่อนที่อียูจะเดินทางมา ไทยได้เชิญเกาหลีมาให้คำแนะนำการแก้ปัญหาไอยูยู เพื่อให้สามารถหลุดพ้นจากใบเหลืองไอยูยู โดยเกาหลีได้ชื่นชมไทยไม่ต่างจากอียู แต่จะพิจารณาปลดใบเหลืองไทยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของอียู”

ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า อียูได้เสนอไทย 4 เรื่อง เพื่อแก้ไขระบบการทำงานให้สมบูรณ์มากขึ้น ได้แก่ 1.ปรับปรุงระบบการติดตามเรือ (วีเอ็มเอส) 2.จัดทำห้องปฏิบัติของเรือ 3.ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และ 4.บังคับใช้กฎหมาย ส่วนเรื่องแรงงานประมง มีความก้าวหน้าตามแผนงานแล้ว อย่างไรก็ตาม กระทรวงได้จัดประชุมร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เตรียมความพร้อมก่อนจัดทำร่างนโยบายประมงร่วมประชาคมอาเซียน ก่อนรวบรวมความเห็นเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้เดือน ก.ย.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาคมโลก โดยเฉพาะอียูได้เห็นถึงความตั้งใจของอาเซียนในการแก้ปัญหาการทำประมง
ส่วนนายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมจะปิดอ่าวทะเลฝั่งอันดามันประจำปี 60 ครอบคลุมพื้นที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร ใน 4 จังหวัด คือ ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.นี้ โดยห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิด ที่อาจส่งผลต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และสัตว์น้ำวัยอ่อนในท้องทะเลฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจของไทย โดยขณะนี้ได้ทำแผนลาดตระเวนร่วมกับศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เขต 3 อย่างละเอียดในพื้นที่ปิดอ่าว หากพบการกระทำผิดจะจับกุมทันที และดำเนินการตามกฎหมาย.

 

ชง ครม.ทีโออาร์รถไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897595


นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ด) เปิดเผยภายหลังการหารือกับคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (บอร์ด ร.ฟ.ท.) ว่า บอร์ด ร.ฟ.ท.มีความเห็นร่วมกันให้แก้ร่างสัญญาประกวดราคา (ทีโออาร์) รถไฟทางคู่ 5 สาย โดยร่างทีโออาร์ใหม่ จะเปิดโอกาสให้ผู้รับเหมาระดับกลางเข้าร่วมประมูลได้ เพราะได้ลดมูลค่าสัญญาลงเหลือ 5,000-10,000 ล้านบาท จากเดิม 10,000 ล้านบาท ซึ่งบอร์ด ร.ฟ.ท.จะเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป

“ร่างทีโออาร์ใหม่ จะมีทั้งหมด 13 สัญญา ประกอบด้วย งานก่อสร้างรางและงานโยธา 9 สัญญา, งานก่อสร้างอุโมงค์ 1 สัญญา ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ในการก่อสร้างอุโมงค์ทั้งหมด 3 แห่ง นอกจากนี้ ซุปเปอร์บอร์ดยังเสนอให้แยกงานการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณออกมาจากงานก่อสร้างทางอีก 3 สัญญา โดยผู้ประมูลงานทุกราย สามารถแข่งขันได้ทุกสัญญา ไม่ได้ปิดกั้นรายกลาง ซึ่งรายงานเรื่องนี้ให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว”

ด้านนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะรักษาการผู้ว่าการการ รถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภายหลังประชุมกับซุปเปอร์บอร์ดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ ซุปเปอร์บอร์ดไม่ได้ขอข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม คาดอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว คงแจ้งให้ ร.ฟ.ท.รับทราบ ขณะนี้ ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างแก้ไขร่างทีโออาร์รถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง ตามมติซุปเปอร์บอร์ด คือ 1.เส้นทางช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุน 17,290.63 ล้านบาท 2.ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. วงเงิน 29,449.31 ล้านบาท 3.ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม. วงเงิน 24,722.28 ล้านบาท 4.ช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. วงเงิน 20,046.41 ล้านบาท และ 5.ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กม. วงเงิน 10,239.58 ล้านบาท คาดจะแล้วเสร็จเดือน เม.ย.นี้.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ยังกังวลความสามารถออกกฎหมายของทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 06:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897627


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมอีกวัน หลังร่างกฎหมายปฏิรูปประกันสุขภาพของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกถอนออกจากสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน จนเกิดความกังวลในความสามารถในการออกกฎหมายของเขา…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 27 มี.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลงเป็นวันที่ 8 ติดต่อกัน ที่ 45.74 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 20550.98 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 2.39 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 2341.59 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 11.63 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 5840.37 จุด

ตลาดร่วงอย่างหนักตั้งแต่เปิดตลาด จากความสงสัยในความสมารถของทรัมป์ ในการผลักดันกฎหมายปฏิรูปภาษีตามสัญญาในช่วงการหาเสียงของเขา หลังจากร่างกฎหมายประกันสุขภาพที่เขาหมายมั่นจะนำมาใช้แทนโอบามาแคร์ ถูกถอนออกจากสภาก่อนจะมีการลงมติ เนื่องจากมีเสียงสนับสนุนไม่พอ

อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนกลับมาปิดผสม ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า แสดงให้เห็นการยอมรับการประกาศผลักดันกฎหมายลดภาษีของนายทรัมป์

 

เพิ่มรายได้คนวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897590


“กบข.” ตั้งบริษัทลูกบริหารกองทุนแข่ง “บลจ.”

กระทรวงการคลังลุยแก้กฎหมาย กบข. เพื่อให้สามารถจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อไปบริหารกองทุนต่างๆ แข่งขันกับ บลจ. ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชน การันตีนำร่องที่ กบช.ตั้งเป้าหมายให้ข้าราชการพนักงานบริษัทสามารถดำรงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลังเกษียณอายุ

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยในงานประชุมนานาชาติ เรื่องระบบบำนาญและการลงทุนว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขกฎหมายของ กบข. ในการเพิ่มช่องทางเข้าไปบริหารกองทุนอื่นๆ เหมือนกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ได้ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนแก่สมาชิก กบข. และให้ กบข.เป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่สร้างรายได้แก่ประชาชนหลังเกษียณอายุในกรณีที่เป็นสมาชิกกองทุนอื่นๆ ที่ กบข.เข้าไปบริหาร เนื่องจาก กบข.มีประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดทุน อสังหาริมทรัพย์ มาเป็นเวลา 20 ปี จึงมีศักยภาพในการบริหารที่ดี

“ขณะนี้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายเพื่อให้ กบข.เพิ่มช่องทางในการเข้าไปบริหารกองทุนอื่นๆได้เช่นเดียวกับ บลจ. เนื่องจากที่ผ่านมา กบข.ถือเป็นกองทุนที่มีศักยภาพ จนสมาชิกได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยเฉพาะสมาชิกข้าราชการที่เกษียณอายุยังมีรายได้ในระดับ 60-70% ของรายได้ก่อนเกษียณ สูงกว่าเกณฑ์องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศของยุโรป ได้กำหนดเกณฑ์รายได้ประชากรหลังเกษียณอายุ ต้องอยู่ที่ 50% ของรายได้ก่อนเกษียณ

ทั้งนี้ หลังจากที่แก้กฎหมาย กบข.แล้ว กองทุนที่เหมาะสมที่จะเข้าไปร่วมแข่งขันในการบริหารได้ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ที่เป็นกองทุนภาคบังคับ ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการทุกรายที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป ต้องตั้งกองทุนให้กับลูกจ้างและจะต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน กบช. เช่นเดียวกับข้าราชการสมาชิก กบข. คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ในเดือน ม.ค.2561

นายสมชัยกล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทย ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ในการเข้าไปดูแลผู้สูงอายุหลังเกษียณ เพราะที่ผ่านมาพบว่ารายได้เฉลี่ยของพนักงานบริษัท ที่อยู่ในระบบประกันสังคมบางราย มีรายได้หลังเกษียณอายุเพียง 20% ของรายได้ก่อนเกษียณ ต่างจากข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.ที่มีรายได้เฉลี่ย 60-70% ทำให้กระทรวงการคลังต้องปฏิรูปกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้ผลตอบแทนหลังการเกษียณอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้สูงขึ้นเพียงพอต่อการดำรงชีพ

“ล่าสุดได้มีการแก้ไขกฎหมายกองทุนประกันสังคม ให้เพิ่มเงินสมทบจาก 5% เป็น 10% เพื่อให้รายได้หลังการเกษียณอยู่ในสัดส่วนใกล้เคียง 50% ถือเป็นระดับที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ รวมถึงเพิ่มช่วงอายุของผู้ออมจาก 55 ปี เป็น 60 ปี ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา”

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า การเข้าไปบริหารกองทุนอื่นๆของ กบข. จะต้องมีการจัดตั้งบริษัทลูก ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ไปบริหารงานกองทุนต่างๆ โดยบุคลากรจะเน้นทีมงานเดิมเป็นหลัก เนื่องจากมีศักยภาพและเชี่ยวชาญการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เห็นได้จาก 20 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างผลตอบแทนแก่สมาชิก กบข.เฉลี่ย 6.6% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเงินฝากในขณะนี้ คาดว่า กบข.จะเริ่มเข้าไปแข่งขันในการบริหารกองทุน กบช.ก่อนในปีหน้า

“ในปีนี้ กบข.สามารถสร้างผลตอบแทนแก่สมาชิกได้ 5.1% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ จะให้มีผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ 2.5% และเป็นการสร้างผลตอบแทนเป็นบวกติดต่อกันเป็นปีที่ 8 โดยปัจจัยหลักๆมาจากส่วนหนึ่งตลาดหุ้นไทย ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก”.

 

สะพัดใช้ ม.44 ปฏิรูป ขสมก.ทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897586


นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าอาจต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดผลักดันแผนปฏิรูปองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก.รวมถึงการจัดหารถเมล์ ขสมก.ที่ล่าช้า ซึ่งแนวทางอาจต้องใช้วิธีล้างไพ่จัดสัมปทานรถเมล์ ขสมก.ใหม่ตามแผนการปฏิรูปเส้นทางนั้นว่า เรื่องนี้ขอปฏิเสธว่าขณะนี้ยังไม่มี แต่สัปดาห์หน้าจะต้องหารือเรื่องนี้กับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อเร่งรัดดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้เตรียมเสนอให้ใช้ ม.44 เพื่อจัดระเบียบแผนการปฏิรูปรถเมล์ โดยเฉพาะการจัดสัมปทานเดินรถหลังปฏิรูปเส้นทางรถเมล์เพื่อลดปัญหาซ้ำซ้อน ซึ่งถือเป็นการจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด แต่ติดปัญหาเรื่องสัมปทานเดิมที่ยังไม่สิ้นสุดลง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าสัมปทานเหล่านี้เป็นการให้สิทธิ์ในการเดินรถไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะเสนอให้จัดเส้นทางเดินรถใหม่ในคราวเดียวกันทั้งระบบ โดยไม่ต้องรอให้ผู้ประกอบการแต่ละรายหมดอายุสัมปทาน ส่วนกรณีที่มีคำสั่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามโยกย้ายนายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล พ้นจากตำแหน่ง ผอ.ขสมก.ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ไม่ตัดสินใจในเรื่องจัดหารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน และเพิ่มประสิทธิภาพตามแผนปฏิรูปองค์กร ขสมก. ซึ่งมีแผนอยู่แต่กลับไม่คืบหน้า

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ประธานบอร์ด ขสมก.เผยว่า ที่ประชุมบอร์ด ขสมก.มีมติเห็นชอบร่วมกันแต่งตั้งนายสมศักดิ์ ห่มม่วง ขึ้นเป็นรักษาการ ผอ.ขสมก. เนื่องจากปัจจุบันเป็นบอร์ด ขสมก.จะได้ติดตามโครงการของ ขสมก.ต่อเนื่องและ
รักษาการ ผอ.ขสมก.มีอำนาจเต็มในการบอกเลิกสัญญารถเมล์เอ็นจีวี 489 คันได้ทันที.