“ทีเอ็มบี” ฟันธงเศรษฐกิจปีนี้โต 3.3%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897582


มึนเอกชนโยนผ้าขาวไม่ลงทุน ระทึกส่งออกเผชิญปัจจัยเสี่ยง

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยปีนี้ จะฟื้นตัวระดับปานกลาง โดยขยายตัวได้ 3.3% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อน ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.5% เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชน ยังกลับมาเติบโตได้ไม่เต็มที่หลังจากติดลบต่อเนื่องมา 3 ปี ซึ่งปีนี้คาดว่าขยายตัวเพียง 1.7% จากเดิมคาดว่าขยายตัว 2.2% โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยังเปราะบาง จึงคาดว่า กลุ่มเอสเอ็มอีจะขยายตัวเพียง 2% และส่วนใหญ่การเติบโตของเอสเอ็มอีจะเป็นการเติบโตในตลาดอาเซียนและกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัว แต่ยังไม่ถือว่าจะเป็นอัตราเร่ง ในการช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มที่ โดยคาดว่าจะขยายตัว 3% แต่ก็อาจขยายตัวได้มากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากรายได้ภาคเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น

“ภาพรวมสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ปีนี้ จะขยายตัว 5.7% เติบโตดีขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัว 2% แต่ลดลงจาก 6.3% จากประมาณการครั้งก่อน ตามการปรับลดลงของอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่การปล่อยสินเชื่อ จะมาจากการเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่ นำโดยธุรกิจก่อสร้างที่ได้รับผลดีจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และประเมินว่า ธุรกรรมเงินฝากก็จะขยายตัว 4.3 % เพิ่มขึ้นตามความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งในครึ่งปีหลัง จะได้เห็นการแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่รุนแรงมากขึ้น ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะทรงตัวที่ 2.7%”

สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย จะมาจากการลงทุนภาครัฐ ที่ปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 15% ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ จำนวน 240,000 ล้านบาท และ มีเม็ดเงินเพิ่มเติมจากงบพัฒนา 18 กลุ่มจังหวัด จำนวน 75,000 ล้านบาท ส่วนการท่องเที่ยว คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีจำนวน 35 ล้านคน และการส่งออกจะขยายตัว 2% ซึ่งน่าเป็นห่วงหากไม่ปรับโครงสร้างการผลิตให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงก็จะตกขบวน และแพ้เวียดนามที่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยง คือนโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ ความเสี่ยงทางการเมืองในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งในฝรั่งเศส ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอยู่ที่ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯในปลายปีนี้.

 

ดึงธุรกิจท่องเที่ยวสู่บัญชีสีขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897577


นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า กรมขอให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เข้าร่วมโครงการการประเมินมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยขั้นพื้นฐาน อาทิ การทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถูกสุขลักษณะ แสดงราคา ฯลฯ สำหรับ 5 กลุ่มประเภทธุรกิจ ได้แก่ 1.กลุ่มสินค้าและบริการ แยกออกเป็น ธุรกิจสินค้า อาทิ ของที่ระลึก อัญมณี และธุรกิจบริการ อาทิ บริการนวด สปา สวนสนุก 2.กลุ่มธุรกิจนำเที่ยว 3.กลุ่มร้านอาหาร 4.กลุ่มรถนำเที่ยว 5.กลุ่มที่พักเพื่อการท่องเที่ยว โดยการตรวจประเมินมีหลักเกณฑ์ในแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน เช่น บริษัททัวร์ต้องจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เคยโดนร้องเรียน เป็นต้น

“รายชื่อของบริษัทที่ผ่านการประเมินกรมจะรวบรวมเป็นผู้ประกอบการในบัญชีสีขาว ที่รัฐบาลจะเผยแพร่และสนับสนุนธุรกิจ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เลือกใช้ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะส่งรายชื่อให้สำนักงาน ททท.ในต่างประเทศ นำไปเผยแพร่กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่เป็นคู่ค้า และส่งให้สถานทูตไทยในประเทศต่างๆ รวมถึงส่งให้องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้รับรู้ว่ารายชื่อผู้ประกอบการ ได้ผ่านการตรวจประเมินแล้วว่าได้มาตรฐาน ผู้ที่ต้องการสมัครเพื่อขอรับการตรวจประเมิน ยื่นคำขอได้ที่สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดในทุกๆจังหวัด โดยใบรับรองมีอายุครั้งละ 2 ปี ไม่สามารถโอนใบรับรองให้แก่ผู้อื่นได้”.

 

พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.2 เจาะจุดอ่อนหลอกโอนตังค์ผ่านแอป ไฉนหาตัวคนร้ายไม่ได้?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897275


จากรายงานพิเศษ “พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.1 ลูบคมศิลปินดัง! มือดีแฮกเฟซ หลอกต้มโอนตังค์ผ่านแอป” สู่รายงานพิเศษตอนที่ 2 ซึ่งเปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่จะไขทุกช่องโหว่ของเรื่องราวการต้มตุ๋นผ่านแอปพลิเคชันดังครั้งมโหฬาร…

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เจาะประเด็น “ช่องโหว่สำคัญของเหตุการณ์นี้ คืออะไร?” และ “คุณควรทำอย่างไร ที่จะไม่ตกหลุมพรางให้กับมิจฉาชีพยุค 4.0?” ทุกเนื้อหาสาระนับจากนี้ คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!

เจาะช่องโหว่สำคัญ ปมโอนตังค์ผ่านแอป

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กล่าวกับผู้สื่อข่าว โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น ดังต่อไปนี้

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า 1. ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กำหนดไว้ว่า ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ (Log File) ตามกฎหมายระบุ และต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งการใช้แอปพลิเคชันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น TrueMoney Wallet ถือเป็นธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยอาศัยการใช้งานผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ย่อมหมายความว่า ผู้ให้บริการจะต้องมีหน้าที่บันทึกข้อมูลการใช้งานต่างๆ ของผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลการสมัครใช้บริการ อุปกรณ์ที่ใช้สมัครและใช้งาน ช่วงเวลาที่เข้าถึงระบบและใช้งาน โดยสามารถระบุได้ว่าเป็นการเข้าไปธุรกรรมอะไร อย่างไร ด้วยหมายเลข IP Address อะไร และ ยอดเงินจำนวนเท่าไหร่ เป็นต้น

“เมื่อมีผู้เสียหายแจ้งความเข้ามาว่า คนร้ายได้ทำการล่อลวงผู้เสียหายให้โอนเงินเข้าบัญชี E-Wallet หรือที่ผูกไว้กับแอปพลิเคชัน นั่นก็เท่ากับว่า ในทางสืบสวนผู้ให้บริการต้องสามารถตรวจสอบข้อมูลการจราจรทางอินเตอร์เน็ต และตรวจสอบข้อมูลการใช้งานของบัญชีที่ต้องสงสัยได้ทันท่วงที ทางเจ้าพนักงานก็จะใช้อำนาจตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาศัยอำนาจเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อขอให้ส่งข้อมูลการใช้งานบัญชีของมิจฉาชีพจากผู้ให้บริการรายนั้นๆ แต่ปัญหาสำคัญที่ทางเจ้าหน้าที่กำลังประสบอยู่ก็คือ ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากทางผู้ให้บริการบางราย โดยการประสานเป็นหนังสือราชการตามอำนาจหน้าที่ แต่มักไม่ได้รับข้อมูลเพื่อประกอบการสืบสวน หรือล่าช้าจนทำให้ไม่สามารถติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุได้ทันท่วงที และด้วยเหตุนี้ การทำงานของเจ้าหน้าที่จึงค่อนข้างมีข้อจำกัดหลายด้าน พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ กล่าวถึงอุปสรรคในการตามตัวคนร้าย

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ กล่าวถึงปมปัญหาที่ 2 ว่า ในการสมัครลงทะเบียน เพื่อเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Wallet ของผู้ให้บริการบางรายนั้น ยังมีช่องโหว่ในเรื่องของการสมัครเข้าใช้งานที่ค่อนข้างง่าย และความปลอดภัยค่อนข้างต่ำ

“การลงทะเบียนเข้าใช้งานที่ง่าย อาจจะแลกมาด้วยความปลอดภัยที่ต่ำ เนื่องจากการสมัครเข้าใจงานแอปฯ หรือ Wallet ดังกล่าว เพียงแค่คุณกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักโดยการสุ่ม หรือใส่ชื่อ-นามสุกลแบบสุ่ม คุณก็สามารถสมัครเข้าใช้งานแอปฯ ที่ว่านี้ได้แล้ว โดยไม่ได้มีมาตรการตรวจสอบกับกรมการปกครอง เพื่อตรวจสอบข้อมูลจากรหัสบัตรประชาชนว่า มีข้อมูลตรงกับที่สมัครในฐานระบบจริงหรือไม่ ซึ่งการลงทะเบียนที่ไม่รัดกุมเช่นนี้ ถือว่าเป็นช่องโหว่สำคัญที่เอื้อให้มิจฉาชีพนำแอปฯดังกล่าว ไปใช้ประโยชน์” สารวัตรกองกำกับการ 1 ปอท. ชี้ช่องโหว่

“หากผู้ให้บริการมีหัวใจแห่งความรับผิดชอบต่อสังคม และเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาการถูกคุกคามทางไซเบอร์ ย่อมช่วยให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถติดตามตัวคนร้ายได้ในที่สุด เพราะข้อมูลจากผู้ให้บริการถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขทุกปัญหาของเรื่องนี้ พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ สารวัตรกองกำกับการ 1 ปอท. ทิ้งท้ายถึงผู้เกี่ยวข้อง

กลแฮกเฟซบุ๊กที่คุณต้องรู้ให้เท่าทันมิจฉาชีพ!

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าว ได้หาข้อมูลเพิ่มเติมจากประเด็น “การแฮกเฟซบุ๊ก” อันเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เปรียบเสมือนแขนขาที่ขาดไม่ได้ของคนไทยหลายล้านคน ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยัง นายปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ถึงกรณีที่ว่า “แฮกเฟซบุ๊กง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ และวิธีการของมันเป็นเช่นไร?” เพราะฉะนั้น คุณควรอ่านเอาไว้สักนิด เพื่อเก็บมาใช้สร้างภูมิต้านทานให้ตัวเอง!

นายปริญญา ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงวิธีการแฮกเฟซบุ๊กเอาไว้ 2 ส่วน ซึ่งมีความยากง่ายแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

1. มิจฉาชีพจะทำทีล็อกอินเข้าสู่ระบบเฟซบุ๊กของเหยื่อ โดยกรอกอีเมลของผู้ใช้เฟซบุ๊ก พร้อมกับกดเข้าไปที่ไอคอนลืมรหัสผ่าน จากนั้น ระบบของเฟซบุ๊กจะแสดงคำถามที่เจ้าของเฟซบุ๊กเคยตั้งไว้ ซึ่งเป็นคำถามง่ายๆ และเป็นเรื่องราวใกล้ตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊ก โดยขั้นตอนนี้ มิจฉาชีพจะเอาข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อที่ปรากฏอยู่ตามอินเทอร์เน็ต เช่น วันเดือนปีเกิด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อเล่น ภูมิลำเนา ทะเบียนรถ ฯลฯ มาคาดเดา และตอบคำถามที่เฟซบุ๊กแสดงขึ้นมา หากตอบได้ถูก มิจฉาชีพมีสิทธิ์สวมรอยเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กนั้นได้ทันที ซึ่งวิธีการดังกล่าว ถือว่าเป็นวิธีการที่ค่อนข้างง่าย

2. ยากขึ้นมาอีกขั้นกับการแฮกเฟซบุ๊กด้วยวิธีการส่งไวรัสโทรจันในรูปแบบของอีเมล ลิงก์ภาพนู้ด คลิป 18+ หรือลิงก์ต่างๆ มาฝังไว้บนระบบปฏิบัติการวินโดว์ ส่วนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ จะส่งเป็น SMS ลวงว่าเป็นสินค้าราคาโปรโมชั่น หรือข้อมูลข่าวสารที่เจ้าของเฟซบุ๊กสนใจ เช่น อาหาร กีฬา ตกปลา เป็นต้น และเมื่อเหยื่อรายนั้นๆ เผลอกดเข้าไปตามลิงก์ดังกล่าว username และ password ของคุณจะตกเป็นของมิจฉาชีพทันที

แนะ 3 สเต็ปง่ายๆ ไม่ถูกแฮกเฟซบุ๊ก!

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กล่าวเตือนประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยว่า 1. คุณไม่ควรตั้งรหัสผ่านที่มาจากข้อมูลส่วนตัวของคุณเอง เช่น วัน เดือน ปีเกิด, เบอร์โทรศัพท์, ชื่อจริงหรือชื่อเล่น เป็นต้น เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ มิจฉาชีพจะสามารถสืบค้นจากโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อนำมาคาดเดาเป็นรหัสผ่านในการแฮกเฟซบุ๊กของคุณได้โดยง่าย

2. หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ยังใช้อีเมลของ Hotmail ในการล็อกอินเข้าเฟซบุ๊ก และคุณก็ไม่ได้เข้าไปสำรวจอีเมล Hotmail มานานแสนนาน จนทำให้คุณลืมรหัสผ่านเพื่อเข้า Hotmail ของคุณไปแล้ว หากเป็นเช่นนี้ คุณกลับไปสำรวจอีเมลของคุณก่อนว่า ที่ผ่านมา คุณได้ลงทะเบียนกับ Outlook ไปหรือยัง เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้ย้ายผู้ใช้ Hotmail ไปใช้ Outlook เพราะฉะนั้น Hotmail อันเก่าแก่ของคุณที่ไม่เคยเปิดเข้าไปใช้งานก็จะถูกลบออกจากเซิร์ฟเวอร์ไปโดยปริยาย ซึ่งประเด็นสำคัญ อยู่ที่ว่า Hotmail ของคุณยังถูกนำไปใช้เพื่อล็อกอินเข้าเฟซบุ๊ก ซึ่งมิจฉาชีพจะเอาช่องโหว่จากจุดนี้ไปใช้ประโยชน์ ด้วยการนำชื่ออีเมลของคุณไปสมัครอีเมลใหม่ จากนั้นมิจฉาชีพก็จะกรอกอีเมลของคุณเข้าไปในหน้าล็อกอินเข้าใช้เฟซบุ๊ก พร้อมกับกดลืมหรัสผ่าน เพียงไม่นาน ลิงก์สร้างรหัสผ่านใหม่ก็จะถูกส่งไปยังอีเมลของคุณที่มิจฉาชีพนำไปสมัครใช้งานใหม่ สุดท้ายเฟซบุ๊กของคุณก็ตกเป็นของมิจฉาชีพทันที ดังนั้นคุณควรเข้าไปเปลี่ยนอีเมลที่ใช้ล็อกอินเฟซบุ๊กให้เป็นอีเมลปัจจุบัน เพื่อป้องกันการแฮกเฟซบุ๊ก

3. คุณควรเพิ่มความแน่นหนาในการลงชื่อเข้าใช้เฟซบุ๊กของคุณ ด้วย 2-step verification หรือการตรวจสอบความปลอดภัย 2 ขั้นตอน ในช่วง Sign in เข้าสู่ระบบของ facebook

โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

อันดับแรกเข้าไปที่การตั้งค่า (Setting)

ขั้นตอนที่ 1. เลือกความปลอดภัย (security)
ขั้นตอนที่ 2 เลือกเปิดรับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการเข้าสู้ระบบที่ไม่รู้จัก
 ผ่านทางอีเมล (Get alerts about unrecognized logins)
ขั้นตอนที่ 3 เลือกเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองปัจจัยแล้วเพิ่มหมายเลข โทรศัพท์เพื่อรับรหัสชุดที่ 2 หรือตัวสร้างรหัส(Code Generator) ที่อยู่ใน Application : Facebook ตามภาพประกอบ

เมื่อช่องโหว่ของเรื่องราวปรากฏ การแก้ไขจะเกิดขึ้นหรือไม่?
ต้องติดตามตอนต่อไป…

อ่านเพิ่มเติม
พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.1 ลูบคมศิลปินดัง! มือดีแฮกเฟซ หลอกต้มโอนตังค์ผ่านแอป

พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.3 ยักษ์ใหญ่เคลียร์ข้อคาใจ บทสรุปมหากาพย์โอนตังค์ผ่านแอป!

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้ สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่…

ค่ายมือถือมาตามนัดขอร่วมวง 4 จี “ทีโอที”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897575


นายรังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอเป็นพันธมิตรทางธุรกิจหรือคู่ค้าเพื่อให้บริการ 4 จี บนคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์นั้น ปรากฏว่ามีเอกชนมายื่นข้อเสนอรวมทั้งสิ้น 6 ราย จากที่มารับเอกสาร 13 ราย โดยผู้ที่มายื่นข้อเสนอ ประกอบด้วย 1.บริษัท ไฮ มีเดีย เทคโนโลยี จำกัด 2.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส 3.บริษัท โมบาย แอลทีอี จำกัด 4.บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค 5.บริษัท ทานตะวัน เทเลคอมมูนิเคชั่น จำกัด และ 6.TUC RMV for 2300 MHz Consortium ในเครือกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยทีโอทีจะประกาศรายชื่อผู้ที่ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดในวันที่ 12 เม.ย.2560.

 

ชวนคนไทยดื่มนมเพิ่มส่วนสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897572


นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้จัดโครงการ “รณรงค์บริโภคนมช่วงสงกรานต์” เพื่อส่งเสริมให้มีการบริโภคนมเพิ่มขึ้นตลอดปีนี้ โดยจะจัดรณรงค์บริโภคนม ตามเทศกาลต่างๆ อาทิ เทศกาลสงกรานต์ วันที่ 1—15 เม.ย. วันดื่มนมโลกวันที่ 1—15 มิ.ย. ซึ่งในแต่ละเทศกาลจะจัดโปรโมชั่นลดราคา 5—40% ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ เทสโก้โลตัส สยามแม็คโคร บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ ท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต รวม 2,000 สาขาทั่วประเทศ

นายทศพร ศรีศักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ได้ระบุว่า วัยรุ่นไทยเตี้ยกว่ามาตรฐาน โดยเด็กไทยเมื่อมีอายุ 18 ปี ผู้ชายมีความสูงเฉลี่ย 167.1 เซนติเมตร (ซม.) ผู้หญิงสูงเฉลี่ย 157.4 ซม. กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มความสูงเด็กไทย อายุ 18 ปี ให้ได้มาตรฐานสูงสมส่วน ไม่อ้วน ด้วยการดื่มนมเพื่อทำให้ ปี 2568 ผู้ชายควรมีความสูงเฉลี่ย 177 ซม. ส่วนผู้หญิง 165 ซม. รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมการดื่มนมของคนไทย ให้เพิ่มจาก 14 ลิตรต่อคนต่อปีในขณะนี้ ให้เป็น 20 ลิตรต่อคนต่อปี เพราะประชากรของเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีการดื่มนม 30 ลิตรต่อคนต่อปี.

 

ตั้ง ‘สมศักดิ์ ห่มม่วง’ รองปลัดคมนาคม นั่งแท่นรักษาการ ผอ.ขสมก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 มี.ค. 2560 20:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897436


บอร์ด ขสมก.ตั้ง ‘สมศักดิ์ ห่มม่วง’ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นั่งแท่นรักษาการ ผอ.แทน ‘สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล’ เผยเร่งเตรียมเอกสารรับมือ ‘เบสท์ริน’ ฟ้องกลับกรณียกเลิกสัญญารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 60 พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ประธานบอร์ด องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า บอร์ด ขสมก. มีมติแต่งตั้ง นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ดำรงตำแหน่ง รักษาการ ผอ.ขสมก.แทนนายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล หลังจากที่มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีลงนามโยกย้าย นายสุระชัย เอี่ยมวิชรสกุล พ้นจากตำแหน่ง ผอ.ขสมก. ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีผลตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สาเหตุที่แต่งตั้งเนื่องจาก นายสมศักดิ์ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ขสมก.(บอร์ด) จึงได้ติดตามโครงการของ ขสมก.มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งตำแหน่งรักษาการ ผอ.ขสมก. มีอำนาจเต็มในการบอกเลิกสัญญารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอเรื่องให้บอร์ด ขสมก.พิจารณา

“ขณะนี้ได้สั่งการให้บอร์ดเตรียมหาแนวทางบริหารสัญญาในกรณีที่ต้องบอกเลิกสัญญารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน โดยจะเร่งหาข้อสรุปเพื่อจบปัญหาดังกล่าวภายในเดือนเมษายน หลังจากที่ ขสมก.มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดเจนในการบอกเลิกสัญญา แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมหลักฐานและเอกสารยืนยัน เพื่อรับมือการฟ้องร้องของคู่สัญญาคือ บริษัทเบสท์ริน โดยจะพิจารณาข้อเท็จจริงทุกส่วนเพื่อหาแนวทางดำเนินการบอกเลิกสัญญา เพราะการที่ไม่สามารถจัดซื้อรถเมล์ใหม่นั้นมีผลกระทบต่อแผนฟื้นฟูองค์กร ส่งผลให้เกิดความเสียหายอีกทั้งยังส่งผลให้ประชาชนเสียประโยชน์อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในระเบียบไม่ได้เขียนแนวทางบอกเลิกสัญญาไว้อย่างเด็ดขาด แต่ขณะนี้ก็พยายามรวบรวมข้อมูลโดยทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับอัยการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการบอกเลิกสัญญาในครั้งนี้ ขสมก.ต้องชนะคดีอย่างแน่นอน”

สำหรับแนวทางการเดินหน้าโครงการของ ขสมก.นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอปรับแผนจัดซื้อรถเมล์พลังงานทางเลือกเพื่อเร่งนำรถเมล์ใหม่มาให้ประชาชนใช้ ควบคู่ไปกับการเตรียมปรับตัวเพื่อเป็นผู้ให้บริการ (Operator) จึงมีแผนจัดระเบียบเส้นทางรถเมล์โดยสารให้มีความสอดคล้องกับระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังพิจารณาเปลี่ยนรถตู้ที่เป็นรถร่วม ขสมก. ซึ่งมีอยู่ราว 6,000 คันเป็นรถตู้ไมโครบัสด้วย เนื่องจากสัญญาเดินรถของรถตู้ส่วนใหญ่จะหมดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า ดังนั้น จึงจะพิจารณาให้การต่อสัญญาใหม่ต้องเปลี่ยนมาใช้รถไมโครบัสให้บริการในเมืองหลวงแทน ตามนโยบายมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาล

 

หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 3.01 ดัชนีอยู่ที่ 1,570 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 มี.ค. 2560 17:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897330


หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 3.01 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,570.50 จุด มูลค่าการซื้อขาย 30,964.38 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยช่วงครึ่งบ่ายของวันที่ 27 มี.ค.60 พบว่า ดัชนีปรับลดลง 3.01 จุด เปลี่ยนแปลง -0.19% ดัชนีอยู่ที่ 1,570.50 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 30,964.38 ล้านบาท ระหว่างวันพบว่าดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,576.12 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,568.48 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เอเพ็กซ์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).

 

วอยซ์ทีวี เล็งยื่นอุทธรณ์ศาลปกครอง ยันเนื้อหาไม่กระทบความมั่นคง (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 มี.ค. 2560 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897286


ผู้บริหารวอยซ์ทีวี แถลงเตรียมยื่นอุทธรณ์ศาลปกครอง หลังคณะกรรมการ กสท. มีมติพักใช้ใบอนุญาต 7 วัน ยืนยันดำเนินการตามพื้นฐานวิชาชีพสื่อ แม้ว่าจะมีเนื้อหาที่แตกต่าง แต่ไม่กระทบความมั่นคง…เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2560 นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถานีโทรทัศน์ วอยซ์ทีวี (Voice TV) เปิดเผยว่า เห็นด้วยและเห็นต่างกับมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. ที่มีมติให้พักใช้ใบอนุญาตช่อง 7 วัน และขอยืนยันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาวอยซ์ได้ดำเนินการตามพื้นฐานวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด แม้ว่าจะมีเนื้อหาที่แตกต่าง แต่ยืนยันว่าเนื้อหาไม่กระทบความมั่นคง และเตรียมดำเนินการทางแพ่งและปกครองตามความเหมาะสมต่อไป

หลังจากนี้ จะปรับการออกอากาศในช่องทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ และเฟซบุ๊ก พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่กระทบกับการทำงานของพนักงาน และไม่มีการปลดคนออก โดยเบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 5 ล้านบาท สำหรับรายการที่ได้รับการร้องเรียน 3 รายการ ได้แก่ ที่เผยแพร่ผ่านทางช่อง Voice TV คือ รายการ ใบตองเเห้ง รายการ อินเตอร์วิว (Interview) เเละ รายการ โอเวอร์วิว (Overview) โดยรวมมีการวิพากษ์วิจารณ์ที่ขาดเหตุผล ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม ไม่มีการติชม ชี้เเนะ แนวคิดอันชอบธรรม.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มติกสท.พักใบอนุญาตVoiceTVรวม7วันมีผลเที่ยงคืน28มี.ค.เหตุขัดคำสั่งคสช.

 

โลตัสผนึกกระทรวงเกษตรฯ ขยายเครือข่ายผู้ผลิตสินค้าอาหารสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 มี.ค. 2560 16:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897270


เทสโก้ โลตัส ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานจับคู่ธุรกิจขยายโอกาสให้เกษตรกรจังหวัดขอนแก่น ส่งผลิตผลทางการเกษตรคุณภาพสูงเพื่อจำหน่าย หวังช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2560 เทสโก้ โลตัส ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร จัดงานจับคู่ธุรกิจขยายโอกาสให้เกษตรกรจังหวัดขอนแก่น เข้ากระบวนการสรรหาตรง ส่งผลิตผลทางการเกษตรคุณภาพสูงเพื่อจำหน่ายภายใน เทสโก้ โลตัส โดยจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร ลดความเสี่ยงสินค้าล้นตลาด ซึ่งนำไปสู่ปัญหาราคาผลิตผลเกษตรตกต่ำ โดยมี นายนำชัย พรหมมีชัย รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี

ดร.สรินทิพย์ สถิตย์เสถียร ผอ.ฝ่ายสรรหาและพัฒนาอาหารสด เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เทสโก้ โลตัส ให้ความสำคัญกับการจัดหาอาหารสดคุณภาพสูงและมีความปลอดภัย ในราคาย่อมเยาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ ส่งตรงจากแหล่งเพาะปลูกเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ความต้องการรับซื้อผักและผลไม้ที่ได้รับรองมาตรฐานของเทสโก้ โลตัส มากขึ้นทุกปี ปัจจุบันผลิตผลทางการเกษตรเกือบทั้งหมดที่จำหน่ายในเทสโก้ โลตัส มาจากโครงการรับซื้อตรง หรือ direct sourcing โดยในปี 2559 เทสโก้ โลตัส รับซื้อผักและผลไม้สดตรงจากเกษตรกรทั่วประเทศมากกว่า 150,000 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้น ที่รับซื้อทั้งหมด 100,000 ตัน

สำหรับในจังหวัดขอนแก่น ที่เทสโก้ โลตัส มีศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาคตั้งอยู่ ซึ่งทำให้การรับซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในปัจจุบันเทสโก้ โลตัส ได้รับซื้อผลิตผลทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกรบ้านโนนเขวา จังหวัดขอนแก่น ภายใต้โครงการเทสโก้ โลตัส ประชารัฐร่วมใจ และต้องการสนับสนุนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของภาครัฐ จึงได้สรรหาเกษตรกรจากโครงการเกษตรกรแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 9 ราย เข้าร่วมโครงการ BU Matching เกษตรแปลงใหญ่ เพื่อช่วยให้เกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยลดความเสี่ยงสินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ำด้วย

ขณะที่เกษตรกร 9 ราย ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจ ได้ผ่านเกณฑ์คัดเลือกมาตรฐานกับทางเทสโก้ โลตัส โดยเป็นสินค้าผักผลไม้ประเภท ลำไย, ปลานิล, กุ้งก้ามกราม, มะม่วง, กล้วยหอม

ดร.สรินทิพย์ กล่าวอีกว่า “เทสโก้ โลตัส มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกษตรกรไทยมีความเข้มแข็งทั้งในเรื่องมาตรฐานการเพาะปลูก การวางแผนการผลิต การจัดการ ตลอดจนการตลาด เพื่อให้เกษตรกรไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างผลผลิตที่ตลาดมีความต้องการได้อย่างแท้จริง”

 

เผยเดือนมี.ค.60 ‘สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน’ ลงทุนไทยเพิ่ม ดันการจ้างงานอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 มี.ค. 2560 16:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897230


บอร์ดต่างด้าวไฟเขียวคนต่างชาติลงทุนเดือนมี.ค.60 จำนวน 28 ราย ลดลง 12% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปี 59 พบส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และจีน และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนไทย 715 คน

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.60 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวได้อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจในไทยเดือนมี.ค.60 จำนวน 28 ราย ลดลง 12% เทียบกับเดือนมี.ค. 59 โดยมีเงินลงทุนประกอบธุรกิจ 580 ล้านบาท ลดลง 30% โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และจีน และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนไทย 715 คน

ส่วนในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) ปีนี้ มีคนต่างด้าวได้รับใบอนุญาตแล้ว 69 ราย ลดลง 27.37% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อนุญาต 95 ราย มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,387 ล้านบาท ลดลง 33.25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีเงินลงทุน 2,078 ล้านบาท ขณะที่ทั้งปี 59 มีคนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในไทย 352 ราย และมีเงินลงทุนทั้งสิ้น 7,443 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตในเดือนมี.ค.60 ได้แก่ ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่ม 9 ราย มีเงินลงทุน 278 ล้านบาท ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า 8 ราย มีเงินลงทุน 242 ล้านบาท โดยเป็นคนต่างด้าวจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และจีน ธุรกิจบริการเป็นสำนักผู้แทน 5 ราย มีเงินลงทุน 15 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากญี่ปุ่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ 3 ราย มีเงินลงทุน 26 ล้านบาท โดยเป็นคนต่างด้าวจากสิงคโปร์ ฝรั่งเศส และอิตาลี และธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง 3 ราย มีเงินลงทุน 19 ล้านบาท โดยเป็นคนต่างด้าวจากจีน และสิงคโปร์

“การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในครั้งนี้ มีผลให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิทยาการ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ในแขนงที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญ หรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น วิทยาการเฉพาะด้านเกี่ยวกับการก่อสร้างพื้นคอนกรีตชนิดต่างๆ และการใช้เทคโนโลยีช่วยให้พื้นคอนกรีตมีคุณลักษณะและคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานสากล การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับกระบวนการผลิตเคมีภัณฑ์ประเภทสารไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ วิทยาการเฉพาะด้านเกี่ยวกับขั้นตอน มาตรฐานการผลิต เป็นต้น”