ยูดีทาวน์ผนึกพันธมิตร จัดสงกรานต์ EDM กระตุ้นท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 มี.ค. 2560 09:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895350


ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ อุดรธานี ผนึกกำลังพันธมิตรยักษ์ใหญ่เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความมันครั้งยิ่งใหญ่ของภาคอีสานกับงานสงกรานต์…

นายธนกร วีรชาติยานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุดรพลาซ่า จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ อุดรธานี กล่าวว่า งานสงกรานต์ปีนี้ ศูนย์การค้ายูดีทาวน์เตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่จัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปี ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 8 ภายใต้แนวคิด Bigger Longer Wilder Water Tunnel in Northeastern ใช้พื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นคอนเสิร์ต EDM ใหญ่-ยาว-สุด เพิ่มความมัน 5 วัน 5 คืน 50 ชั่วโมง อุโมงค์น้ำแบบ 360 องศา อุโมงค์น้ำยาวที่สุดในภาคอีสานและความมันมากที่สุด โดยร่วมกับพันธมิตร บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด

นางสาวลัดดาวรรณ เลิศวสิน ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดบริษัท เป๊ปซี่-โคล่าฯ กล่าวว่า ทุ่มงบร่วมสร้างความมันระดับประเทศที่แรกที่เดียวในภาคอีสานตอนบน ที่ศูนย์การค้ายูดีทาวน์ พร้อมจัดสรร สุดยอดดีเจชื่อดังระดับโลก เช่น VALENTINO KHAN, KILL THE NOISE และดีเจชั้นนำระดับประเทศ ได้แก่ DJ  CLEO  P,  DJ YuKie เป็นต้น และอีกมากมายกว่า 50 ชีวิต มาร่วมสร้างสีสันแบบ EDM ที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ ชุ่มฉ่ำ ตั้งแต่เที่ยงวัน ถึง เที่ยงคืน ส่วนพันธมิตรอื่นๆ ประกอบด้วย บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยสมายล์ แอร์เวย์ จำกัด และบริษัท CMO จำกัด (มหาชน) ที่จัดเต็ม จัดหนักกับกิจกรรมสุดมัน ตั้งแต่วันที่ 12-16 เม.ย.นี้ นอกจากนี้ ไทยเดนมาร์ค ยังร่วมสนับสนุนกิจกรรมสงกรานต์เพื่อฉลองครบรอบ 55 ปี ด้วยการเนรมิตปาร์ตี้โฟมและจัดกิจกรรมความสนุกสนานพิเศษสำหรับทุกคนในครอบครัว

นอกจากนี้ ศูนย์การค้ายูดีทาวน์ยังจัดให้มีกิจกรรมสงกรานต์ในรูปแบบของการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของไทย เพื่อให้สอดคล้องกับปีท่องเที่ยววิถีไทย โดยอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน ณ บริเวณลานกิจกรรม ซอย 1 เพื่อให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวได้ร่วมสรงน้ำ เพื่อเป็นสิริมงคล ทั้งนี้ คาดว่ากิจกรรมในปีนี้ จะสามารถดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 80,000 คนต่อวัน และจะสามารถกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้าภายในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20.

 

ผลักดันสินค้าจีไอขึ้นแท่น “พาณิชย์” หวังปั้นครบ 77 จังหวัดทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895195


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาประสานงานจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ทั้ง 77 จังหวัด มีสินค้าขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ครบทุกจังหวัด ซึ่งจะมีส่วนทำให้เกษตรกรและชุมชนเจ้าของสินค้าจีไอ มีรายได้สูงขึ้น เพราะสินค้าจีไอเป็นสินค้าเฉพาะที่ผลิตได้ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเท่านั้น จึงเหมือนเป็นสินค้าหายาก และราคาแพง โดยขณะนี้ กรมอยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนจีไอจาก 15 จังหวัด และยังเหลืออีก 9 จังหวัดที่ยังไม่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจีไอ จากก่อนหน้านี้ได้อนุมัติไปแล้ว 4 รายการ คือ ลองกองตันหยงมัส จ.นราธิวาส, ทุเรียนปราจีน จ.ปราจีนบุรี, สับปะรด บ้านคา จ.ราชบุรี และลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน จ.ลำพูน ส่งผลทำให้ปัจจุบันมีสินค้าจีไอแล้ว 75 สินค้าจาก 53 จังหวัด พร้อมตั้งเป้าหมายจะมีสินค้าจีไอครบ 77 จังหวัดภายในปีนี้

สำหรับในปีงบประมาณ 60 กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินทางไปยังจังหวัดที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนจีไอ ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ระนอง สตูล สมุทรสาคร สิงห์บุรี กำแพงเพชร เพื่อแนะนำให้เกษตรกรและผู้ผลิตนำสินค้าที่ผลิตได้ในท้องถิ่นมาขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ ส่วนจังหวัดอื่นๆได้เริ่มหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้เกี่ยวข้องบ้างแล้ว เช่น สมุทรสาคร สิงห์บุรี กาญจนบุรี และกระบี่ เพื่อจะดึงสินค้าที่ขึ้นทะเบียนจีไอไว้แล้ว มาพัฒนาคุณภาพสินค้า ส่งเสริมตลาด สร้างการรับรู้คุณภาพ ชื่อเสียงของสินค้าจีไอไทยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้สินค้าจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้น ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วย นอกจากนั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญา กำลังเร่งปรับปรุงขั้นตอนต่างๆให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะขั้นตอนยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เหลือเพียง 9 เดือน.

 

หนุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกรูปแบบ ทั้งไฮบริด-ปลั๊กอิน-แบตเตอรี่ เปิดทางเอสเอ็มอีไทยร่วมขบวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895192


นายอุตตม สาวนายนต์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบส่งเสริมกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตลอดจนกิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยียานยนต์ของโลก ซึ่งในอีก 3-5 ปีคงจะเห็นรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งบนท้องถนนมากขึ้น

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่าบีโอไอจะให้การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 แบบคือ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle : HEV), รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-In Hybrid Electric Vehicle : PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle : BEV) โดยให้ส่งเสริมการผลิตทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถโดยสาร

โดยกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม (HEV) ต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมภายในวันที่ 31 ธ.ค.2560 จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊กอิน (PHEV) ต้องยื่นคำขอภายใน 31 ธ.ค.2561 จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ต้องยื่นคำขอภายในวันที่ 31 ธ.ค.2561 จะได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตั้งแต่ 5-8 ปี หากมีการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้น จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 10 ปี, นอกจากนี้ ยังมีกิจการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าได้เพิ่มชิ้นส่วนอีก 10 รายการที่จะให้การส่งเสริมให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีด้วยได้แก่ กิจการผลิตแบตเตอรี่ กิจการผลิต Traction Motor กิจการผลิตระบบปรับอากาศด้วยไฟฟ้าหรือชิ้นส่วน เป็นต้น.

 

สรรพสามิตปัดรีดภาษีอ่าง คลังจัดเพิ่มมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895187


“อภิศักดิ์” ผุดไอเดียมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์อีกระลอก เพิ่มระยะเวลาเช่าสำหรับต่างชาติจากไม่เกิน 30 ปี เป็น 50 ปี หวังดึงนักลงทุนทั่วโลกเข้ามาตั้งรกรากในไทย พร้อมปัดฝุ่นเก็บภาษีกำไรส่วนเพิ่มจากอสังหาฯ ที่ได้อานิสงส์จากสาธารณูปโภค-รถไฟฟ้าที่รัฐประเคนให้ ด้านสรรพสามิตยันยกเครื่อง ก.ม.ใหม่ไม่ได้หวังรีดภาษีเหล้า บุหรี่-อาบอวบนวดแค่ไล่ตามมาตรฐานสากล

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะแก้ไขกฎหมาย “ลีสโฮลด์” (Leasehold) หรือสิทธิในการเช่าจากเดิมกำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 30 ปี เป็น 50 ปี เพื่อจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนรวมทั้งผู้ประกอบการไทยเองก็ได้ประโยชน์ในการวางแผนการลงทุน ซึ่งสิทธิการเช่านี้สามารถขายสิทธิการเช่าได้หลายรอบจนกว่าจะครบตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน จากผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยในไทยจากทั่วทุกมุมโลก อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายนี้ ผู้เช่าจะไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินในฐานะเจ้าของที่ดิน โดยที่ในที่สุดแล้วสิทธิการครอบครองที่ดินยังคงเป็นของคนไทย โดยกระทรวงการคลังกำลังเร่งศึกษาข้อดีข้อเสียและระยะเวลาการเช่าที่เหมาะสม

“ปัจจุบันโครงการลงทุนขนาดใหญ่นั้นกฎหมายกำหนดให้ต่างชาติเช่าที่ดินในเขตอุตสาหกรรมได้ยาวถึง 50 ปี แต่สำหรับที่อยู่อาศัยอนุญาตให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ไม่เกิน 30 ปี และกรณีของการซื้อคอนโดมิเนียมก็สามารถซื้อได้ ในสัดส่วนไม่เกิน 49% ของจำนวนห้องทั้งหมด หากเราเปิดกว้างมากขึ้นก็จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความมั่นใจและเข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทยมากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในทำเลที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ เป็นต้น โดยจะพิจารณาจากความแตกต่างราคาทรัพย์สินก่อนสร้างโครงการกับหลังสร้างโครงการเสร็จแล้ว จะเก็บภาษีจากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการซื้อขายเปลี่ยนมือระหว่างเจ้าของที่ดินรายเดิมกับรายใหม่ซึ่งจะมีความเป็นธรรมมากกว่า โดยแนวคิดทั้งหมดจะทำให้รัฐบาลได้ประโยชน์จากการจัดเก็บรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นด้วย

“เชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์จะบูมอีกรอบ เพราะดีมานด์ไม่จำกัด จากเดิมกรรมสิทธิ์เฉพาะคนในประเทศก็จะกลายเป็นการเพิ่มโกลบอลดีมานด์ กลายเป็นสินค้าที่ทุกคนสามารถซื้อได้ในโลกนี้ เพราะต่างชาติมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทยค่อนข้างมากอยู่แล้ว และเชื่อว่าจะดันให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องขยายตัวตามไปได้เพราะเครื่องชี้วัดภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่รัฐบาลตรวจสอบว่าเศรษฐกิจมีปัญหาหรือไม่”

ด้านนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2560 และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน หรือ 16 ก.ย.2560 เป็นต้นไปนี้ว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเป็นการรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต 7 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ร.บ.สุรา เป็นต้น มารวมเป็นฉบับเดียวกัน โดยระหว่างนี้กรมสรรพสามิตจะออกกฎหมายลูกเพื่อรองรับ พ.ร.บ.ดังกล่าวอีก 80 ฉบับ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าและบริการต่างๆ เนื่องจากสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ที่ออกมาจะกำหนดเฉพาะเพดานอัตราภาษีที่จัดเก็บสูงสุดเท่านั้น

“กรมสรรพสามิตยืนยันว่าไม่มีนโยบายปรับขึ้นอัตราภาษี เช่น เหล้า บุหรี่ หรืออาบอวบนวด เพราะในเอกสารแนบท้ายของกฎหมายกำหนดว่าการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เกิดความทันสมัยและเป็นสากล ไม่ได้มุ่งเรื่องการปรับขึ้นอัตราภาษีหรือจัดเก็บรายได้เพิ่ม กระแสข่าวในโลกโซลเซียลที่ระบุว่าจะปรับขึ้นภาษีเหล้า บุหรี่ อาบอบนวด อะไรนั้น จึงไม่เป็นความจริง เข้าใจว่าผู้ผลิตหรือเอเย่นต์บางรายสร้างข่าวลือเพื่อต้องการโละสต๊อกหรือระบายสินค้ามากกว่า”

นายสมชาย กล่าวว่า ในเร็วๆนี้กรมสรรพสามิตจะเชิญสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมาหารือถึงแนวทางปฏิบัติและวิธีการจัดเก็บภาษีจากกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะประเด็นที่ผู้ประกอบการกังวลว่าอาจจะใช้ราคาขายปลีกแนะนำของร้านค้าปลีกหรือร้านค้าส่ง มาเป็นฐานในการคำนวณภาษีนั้น ขอยืนยันว่าไม่ต้องกังวล เพราะกรมสรรพสามิตได้ว่าจ้างมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ศึกษาเรื่องดังกล่าวแล้ว และยืนยันว่าการกำหนดราคาขายปลีกแนะนำเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะช่วยกันกำหนดราคา ไม่ใช่หน้าที่ของกรมสรรพสามิต.

 

ย้ำ 5 เม.ย.คนขับ-ผู้โดยสาร ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ฝ่าฝืนจับปรับแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 22:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/895066


ย้ำอีกรอบ 5 เม.ย.60 คนขับ-คนนั่ง ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ฝ่าฝืนจับปรับรถโดยสารสาธารณะปรับ 1,000 บาท สรถยนต์ส่วนบุคคลปรับ 500 บาท

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวพร้อม พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย พ.ต.อ.ทินกร ณัฏฐมั่งคั่ง รองผู้บังคับการตำรวจจราจร และนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับรายละเอียดใน ม.44 ฉบับที่ 14/2560 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช.ประกาศใช้มาตรา 44 ฉบับที่ 14/2560 และ 15/2560 ประกาศออกมาเพื่อบังคับใช้กฎหมายควบคุมด้านความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน เคารพกฎจราจร ไม่ฝ่าฝืนเป็นการป้องกันและช่วยลดอุบัติการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2560 ลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นบนท้องถนน

โดยสาเหตุหลักมาจากตัวบุคคล เช่น การใช้ความเร็วเกินกำหนด เมาแล้วขับ และการไม่ใช้อุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ทั้งหมวกนิรภัย และการคาดเข็มขัด โดยผู้ขับและผู้ใช้บริการทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์รวมถึงรถโดยสารสาธารณะจะต้องคาดเข็มขัดและส่วมหมวกนิรภัยทุกครั้งหากไม่ปฏิบัติตามถือว่าผิดกฎหมาย และจะถูกเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 5,000 บาท

ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเข้มงวดในวันที่ 5 เม.ย.นี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากภาครัฐได้เว้นระยะให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวและประชาสัมพันธ์ให้รับรู้อย่างทั่วถึงแม้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา

นายสนิท กล่าวว่า อัตราค่าปรับของผู้ที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยนั้น หากเป็นไปตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าหน้าของกรมการขนส่งทางบก ทางผู้ประกอบการจะต้องถูกปรับ 50,000 บาท คนขับและผู้โดยสารปรับ 5,000 บาท แต่หากเป็นกฎหมายตาม พ.ร.บ.จราจร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรับผิดชอบ รถโดยสารสาธารณะจะถูกปรับ 1,000 บาท ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลปรับ 500 บาท

ภาพจากกรมการขนส่งทางบก

สำหรับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกที่ต้องจัดให้มีเข็มขัดนิรภัย พ.ศ.2555 กำหนดให้รถบรรทุกทุกประเภทที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.55 จะต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยสำหรับที่นั่งของคนขับและที่นั่งตอนหน้ารถ ส่วนรถตู้โดยสารที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.55 ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ทุกคัน และในทุกเส้นทาง

ทั้งนี้รถโดยสารที่วิ่งระหว่างกทม.ไปต่างจังหวัด (หมวด 2) และที่วิ่งระหว่างจังหวัด (หมวด 3) ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.57 กำหนดให้ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ทุกคัน ซึ่งหากเป็นรถขนาดเล็กที่วิ่งภายในจังหวัด และจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.37 เป็นต้นไป ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยส่วนที่นั่งด้านหน้าของคนขับและที่นั่งตอนหน้าคู่คนขับ

โดยกำหนดให้ที่นั่งของผู้ขับรถและที่นั่งตอนเดียวกับผู้ขับรถ ติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบรัดหน้าตักและรั้งพาดไหล่ ส่วนที่นั่งตรงกลางและที่นั่งตอนหลังผู้ขับรถทุกที่นั่งต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบรัดหน้าตัก (แบบคาดเอว)

 

นายกฯ แจงเก็บภาษีที่ดิน ลดเหลื่อมล้ำถือครอง หนุนสวัสดิการรัฐดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 21:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894997


นายกฯ แจงออก ก.ม.ภาษีที่ดิน สร้างความเสมอภาค เท่าเทียมการถือครอง วอนเจ้าของที่ดินเสียสละเผื่อแผ่แบ่งปัน ให้เช่าสร้างโอกาสให้คนไทย…

เมื่อเวลา 20.15 น.วันที่ 24 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า เรื่องร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ ครม.เห็นชอบในหลักการ เป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นตามยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสความเสมอภาค และความเท่าเทียมกันทางสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมในการถือครองที่ดิน และเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศ เต็มประสิทธิภาพ โดยมอบนโยบายการจัดเก็บภาษีมันต้องสร้างความเป็นธรรมสร้างความเท่าเทียม ไม่เป็นภาระกับประชาชนส่วนใหญ่ หรือประชาชนผู้มีรายได้น้อยของประเทศ และต้องได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ เช่น ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน หรือมีสวัสดิการที่ดีขึ้น เพราะรัฐมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ก็จะลงทุนในอนาคตได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินอยากจะให้ช่วยกันเสียสละ มองเห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาล วันนี้เสียภาษี อาจจะเสียมากขึ้น วันหน้าราคาที่ดินก็สูงขึ้นเอง แล้วบางอย่างได้เผื่อแผ่แบ่งปัน ให้ประชาชนได้เช่าได้มากขึ้น แต่คนมาเช่าที่ต้องรักษากติกา เมื่อเจ้าของที่เขาจะใช้ที่ก็ต้องคืนให้เขา เพราะเราเช่าเขามา เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีปัญหามาตลอด ในการสร้างความเท่าเทียมและสร้างโอกาสให้กับพี่น้องคนไทย เราต้องการให้มีที่ดินเป็นของตนเองทุกคนด้วย.

 

‘อภิรดี’ ถก กก.ร่วมค้าชายแดนไทย-เมียนมา เห็นชอบตรวจสอบสินค้าจุดเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 18:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894901


“อภิรดี” ถกคณะกรรมการร่วมการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ดันการค้า-ลงทุน ตั้งเป้าปี 60 มีมูลค่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เห็นชอบตรวจสอบสินค้าในจุดเดียว นำร่องด่านชายแดนเมียวดี-แม่สอด และท่าขี้เหล็ก-แม่สาย…

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดตาก ว่า การประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยตัวแทนของภาครัฐ เอกชน ทั้ง 2 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน รวมถึงเพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคทางการค้า การลงทุน โดยคาดว่าการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ในปี 60 จะมีมูลค่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะผลักดันให้ได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบร่วมกันที่จะจัดตั้ง single stop inspection (SSI) หรือการตรวจสอบสินค้าในจุดเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มมูลค่าการค้า ซึ่งคาดจะเริ่มดำเนินการปลายปี 60 นำร่องที่ด่านชายแดนเมียวดี-แม่สอด และด่านชายแดนท่าขี้เหล็ก-แม่สาย ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยจะจัดทำโครงการอบรมให้ความรู้และพัฒนาระบบฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์แก่เมียนมา เพื่อพัฒนาระบบออนไลน์ สำหรับการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) ในด่านชายแดนของเมียนมา

“ที่ประชุมยังได้สนับสนุนให้ใช้เงินบาทและเงินจ๊าดทำการค้าชายแดนอย่างเป็นทางการ ถัดจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เงินยูโร และดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อลดต้นทุนเงินตรา เบื้องต้น เมียนมาแจ้งว่าธนาคารกลางของทั้ง 2 ฝ่าย อยู่ระหว่างการเจรจาทำข้อตกลงในกรณีดังกล่าว ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นร่วมกันให้ผลักดันโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEN-D) ของทั้ง 2 ประเทศด้วย”

สำหรับในปี 60 กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าหมายมูลค่าการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 1.8 ล้านล้านบาท โดยไทย-เมียนมา ในปี 59 ที่ผ่านมา มีมูลค่าการค้าชายแดน 187,000 ล้านบาท เป็นการส่งออกมูลค่า 109,000 ล้านบาท โดยมีสินค้าส่งออกที่สำคัญ เช่น เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำตาลทราย เป็นต้น ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 78,600 ล้านบาท สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สัตว์น้ำ เป็นต้น โดยมีด่านแม่สอดเป็นประตูการค้าที่สำคัญ และในปี 56 มีมูลค่าการค้าสูงถึง 80,600 ล้านบาท.

 

หุ้นไทยปิดท้ายสัปดาห์แดนบวก ปรับขึ้น 4.79 จุด ซื้อขาย 35,671.48 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 17:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894921


หุ้นไทยปิดซื้อขายท้ายสัปดาห์แดนบวก ขึ้น 4.79 จุด ปิดที่ 1,573.51 จุด มูลค่าการซื้อขาย 35,671.48 ล้าน…

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายในแดนบวก ปรับขึ้น 4.79 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 1,573.51 จุด มูลค่าการซื้อขาย 35,671.48 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ แตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,575.39 จุด และต่ำสุดที่ 1,566.60 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน).

 

สนช. เห็นชอบ ก.ม.แข่งขันทางการค้า กมธ.ยอมแก้ ม.51 กก.ผู้ผูกขาดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894850


สนช.สายเศรษฐกิจ รุมค้าน ก.ม.การแข่งขันทางการค้า อัด กมธ.แก้ไขหลักการเกลี้ยง กก.ผู้ผูกขาดอำนาจ จนในที่สุด กมธ.ยอมแก้ไข ก่อน สนช.ลงมติเห็นชอบเอกฉันท์ ประกาศใช้เป็น ก.ม….

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานประชุม สนช. ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ…ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วในวาระ 3 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 200 เสียง งดออกเสียง 4 และให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีจำนวน 89 มาตรา และเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ที่มีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับรูปแบบและพฤติกรรมการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับเนื้อหาสำคัญร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ให้มีคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า จำนวน 7 คนที่ต้องมีผลงาน ประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 10 ปีในสาขาต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า โดยต้องไม่ดำรงตำแหน่งใดๆ ในสถาบันหรือสมาคม ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์หรือประโยชน์ร่วมกันทางการค้า โดยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ เสนอคณะรัฐมนตรีออกกฎกระทรวง ออกระเบียบ กำกับดูแลการประกอบธุรกิจและกำหนดแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้มีการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นรูปธรรม พิจารณากำหนดโทษปรับทางการปกครอง เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสนช.ที่เป็นสายธุรกิจได้อภิปรายไม่เห็นด้วยในมาตรา 51 เกี่ยวกับการควบรวมธุรกิจ ที่คณะกรรมาธิการฯได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาจากเดิม ที่กำหนด มิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการรวมธุรกิจอันอาจก่อให้เกิดการผูกขาด หรือลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญในตลาด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ซึ่งกมธ.ฯ ได้มีการเติมข้อความตอนท้ายว่า “เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ” ซึ่งหมายความว่า การรวมธุรกิจที่ทำให้เกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขันทุกประเภทหากจะรวมธุรกิจจะต้องมีการขออนุญาตจากคณะกรรมการก่อน ซึ่งเหมือนเป็นการผูกขาดไปในตัวเพราะคณะกรรมการจะเป็นผู้อนุญาตเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสียหายจากธุรกิจและหากการไปขออนุญาต ซึ่งจะมีการแจ้งข้อมูลต่างๆ ทางธุรกิจ อาจทำให้ความลับทางการค้าเกิดการรั่วไหล ทำให้คู่แข่งทางการค้ามีการได้เปรียบเสียเปรียบทันที

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง กมธ.ยินยอมปรับปรุงมาตราดังกล่าวใหม่ โดยแก้ไขมาตรา 51 เป็น 2 ส่วนคือ 1.ให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่กระทำการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญในตลาดใดตลาดหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อคณะกรรมการภายใน 7 วันนับแต่วันที่รวมธุรกิจ และ 2.ให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่กระทำการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดอย่างมีนัยสำคัญในตลาดใดตลาดหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนดเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ.

 

บอร์ดบีโอไอ เห็นชอบส่งเสริมลงทุนผลิต-ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า-สถานีชาร์จไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894826


บอร์ดบีโอไอ ไฟเขียวส่งเสริมลงทุนผลิต-ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า กระตุ้นลงทุน ให้ยื่นขอรับการส่งเสริมภายใน 31 ธ.ค.ปีนี้ ยกเว้นการผลิตชิ้นส่วน พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ยื่นขอภายใน 29 ธ.ค….

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ที่ประชุมเห็นชอบเปิดให้การส่งเสริมกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนกิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย และสอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยียานยนต์ของโลก

ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า จะให้การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า 3 แบบ ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle: HEV) และ รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-In Hybrid Electric Vehicle: PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) โดยให้ส่งเสริมการผลิตทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถโดยสาร และให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ที่แตกต่างกันตามระดับเทคโนโลยีในการผลิต

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของแต่ละประเภทกิจการดังนี้ กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม ผู้สนใจขอรับส่งเสริมจะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2560 จะต้องเสนอเป็นแผนงานรวม (Package) ที่ประกอบด้วย โครงการประกอบรถยนต์ และโครงการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญๆ ส่วนสิทธิและประโยชน์จะได้รับเฉพาะการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก จะต้องเสนอเป็นแผนงานรวม (Package) ที่ประกอบด้วย โครงการประกอบรถยนต์ และโครงการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญ จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2561 จะได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ทั้งนี้หากมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้น จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 6 ปี

ส่วนกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ จะต้องเสนอเป็นแผนงานรวม ที่ประกอบด้วย โครงการประกอบรถยนต์ และโครงการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญ จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2561 จะได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตั้งแต่ 5 – 8 ปี ทั้งนี้หากมีการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้น จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 10 ปี

กิจการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ จะต้องเสนอเป็นแผนงานรวม ที่ประกอบด้วย โครงการประกอบรถยนต์ และโครงการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญ จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2561 จะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี และหากมีการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้น จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี รวมแล้วไม่เกิน 6 ปี โดยกิจการนี้ ที่ประชุมเห็นว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่มีศักยภาพที่จะทำการผลิตได้ ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอี ซึ่งจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่าเกณฑ์ปกติ 2 ปี

กิจการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า ได้เพิ่มชิ้นส่วนอีก 10 รายการที่จะให้การส่งเสริม ให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ได้แก่ กิจการผลิตแบตเตอรี่ กิจการผลิต Traction Motor กิจการผลิตระบบปรับอากาศด้วยไฟฟ้าหรือชิ้นส่วน กิจการผลิตระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ กิจการผลิตระบบควบคุมการขับขี่ กิจการผลิต On-Board Charger กิจการผลิตสายชาร์จแบตเตอรี่พร้อมเต้ารับ-เต้าเสียบ กิจการผลิต DC/DC Converter กิจการผลิต Inverter กิจการผลิต Portable Electric Vehicle Charger กิจการผลิต Electrical Circuit Breakerกิจการพัฒนาระบบอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ (EV Smart Charging System) และกิจการผลิตคานหน้า/คานหลังสำหรับรถโดยสารไฟฟ้า และหากตั้งโครงการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และยื่นขอรับส่งเสริมภายในวันที่ 29 ธ.ค. 2560 จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 5 ปี

กิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า จะต้องเสนอแผนการจัดหาอุปกรณ์และชิ้นส่วน จะต้องเสนอแผนพัฒนาระบบอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ (EV Smart Charging System) จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2561 โดยให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร.