เปิดแล้ว งานธงประจำปีของ SACICT จัดเต็มงานนวัตศิลป์ไทย-เทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 24 มี.ค. 2560 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894847


นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2560 หรือ IICF 2017” จัดโดย SACICT ที่ขนทัพงานศิลป์กว่า 350 ร้านค้าร่วมจัดหนัก จัดเต็มทุกฟังก์ชั่น ทั้งด้านองค์ความรู้งานหัตถกรรม พร้อมสรรพ ด้านการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตศิลป์ ตระการตากับนิทรรศการผลงานหัตถกรรมที่รวมตัวกัน หาชมยาก สัมผัสแรงบันดาลใจกับผู้รังสรรค์งานหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ในการประกวด Innovative Craft Award 2017 และร่วมเชิดชูผู้สืบสานงานฝีมือกับทายาทช่างศิลปหัตถกรรม 2560 พร้อมต่อยอดขับเคลื่อนงานศิลป์ตอบโจทย์ตลาด งานเดียวที่เอาใจคนรักงานศิลป์อย่างครบถ้วน วันที่ 23 – 26 มีนาคมนี้ ที่ไบเทค บางนา

23 มีนาคม 2560 – นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2560 หรือ International Innovative Craft Fair 2017 หรือ IICF 2017 เป็นงานที่รวมพลคนรักงานนวัตศิลป์ จับไอเดียคนรุ่นใหม่ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ โดยในปีนี้ได้กำหนดแนวคิดการจัดงานในหัวข้อ “Today Life’s Crafts” มุ่งเน้นให้สังคมเห็นถึงศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถนำไปใช้ในวิถีชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย

ในงานจึงระดมจัดกิจกรรมหลายส่วนที่ร่วมตอบโจทย์ทุกความต้องการอย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่การเอาใจกลุ่มคนรักงานศิลป์ ซึ่งบรรยากาศจะชวนให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมคิด ร่วมชมผลงาน ร่วมลงมือทำงานประดิษฐ์กว่า 8 งานฝีมือ เป็นอีกหนึ่งงานดีๆ ที่ SACICT มุ่งจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้มีใจรักงานศิลป์ที่เข้าชมงาน พร้อมกันนี้ ก็ยังเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้ประกอบการงานศิลปหัตถกรรมของไทยได้มีโอกาสเชื่อมโยงทางการตลาด ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ไอเดีย เจรจาธุรกิจต่อยอดงานฝีมือกัน แสดงให้เห็นว่า นอกจากจะเป็นกิจกรรมสำคัญที่สร้างความสุขทางใจแล้ว ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นฐานแก่กลุ่มสมาชิกงานศิลปหัตถกรรมได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยสร้างกำลังใจให้เกิดการสืบสาน ต่อยอดผลงานอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมสำคัญในปีนี้ คือ การมอบรางวัลและจัดแสดงผลงาน Innovative Craft Award 2017 (การประกวดผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ ครั้งที่ 6) ในหัวข้อ “Communi-Craft” หรือ ชุมชนบันดาลใจ ที่เป็นการใช้ทักษะงานออกแบบผสานเข้ากับงานฝีมือจากชุมชนฯ แบ่งการประกวดออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทประชาชนทั่วไป และประเภทอุดมศึกษา จาก 9 กลุ่มงานวัสดุ ประกอบด้วย เครื่องไม้ เครื่องจักสาน เครื่องดิน เครื่องทอ/ผ้า เครื่องรัก เครื่องโลหะ เครื่องหนัง เครื่องกระดาษ เครื่องหิน และอื่นๆ

ผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย ประเภทประชาชนทั่วไป จำนวน 10 ราย/กลุ่ม จะได้รับโล่รางวัล และผู้ได้รางวัลสูงสุดจากคณะกรรมการ จำนวน 1 ราย/ทีม จะได้รับรางวัลชนะเลิศ ประกอบด้วยเงินสดจำนวน 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ประเภทอุดมศึกษา จำนวน 10 ราย/กลุ่ม จะได้รับโล่รางวัลและผู้ได้รางวัลสูงสุดจากคณะกรรมการ จะได้รับรางวัล รางวัลที่ 1 จำนวน 1 ราย/กลุ่ม เงินสด 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลที่ 2 จำนวน 1 ราย/กลุ่ม เงินสด 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัล และรางวัลที่ 3 จำนวน 1 ราย/กลุ่ม เงินสด 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ซึ่งจากเวทีนี้ SACICT จะได้นักออกแบบงานฝีมือรุ่นใหม่ๆ เพื่อเชิญชวนให้สังคมนิยมหันมาสนใจงานหัตถกรรมมากขึ้นแน่นอน

อีกกิจกรรมคือการ “เชิดชูทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” ประจำปี 2560 ซึ่งดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 ในการคัดสรร “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” จากทั่วประเทศที่สืบสานงานศิลปหัตถกรรมดั้งเดิม 9 สาขาอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังนี้ เครื่องไม้ เครื่องจักสาน เครื่องดิน เครื่องทอ (เครื่องผ้า) เครื่องรัก เครื่องโลหะ เครื่องหนัง เครื่องกระดาษ และเครื่องหิน โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ แบ่งออกเป็น 5 มิติ ประกอบด้วย 1.มิติด้านการอนุรักษ์ สืบสาน 2.มิติด้านทักษะฝีมือ 3.มิติด้านองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและนวัตกรรม 4.มิติด้านสังคมในการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม 5.มิติด้านความร่วมสมัยและการสร้างสรรค์ ซึ่งในปีนี้มีผู้ผ่านการคัดสรรทั้งหมด 11 ท่าน เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักในงานหัตถกรรม จากการเป็นลูกหลาน หรือผู้ซึ่งรักษาองค์ความรู้งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน จากภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดผลงานจากบรรพบุรุษให้คงอยู่ บางท่านเป็นทายาทของครูศิลป์ของแผ่นดิน หรือครูช่างศิลปหัตถกรรม ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูจาก SACICT หรือช่างฝีมือที่ทำงานศิลปหัตถกรรมในสาขาที่เกี่ยวเนื่องกับภูมิปัญญาดั้งเดิมที่กำลังจะสูญหาย ซึ่งทายาทช่างศิลปหัตถกรรมทั้ง 11 ท่าน จะนำเอาผลิตภัณฑ์มาจัดแสดงและสาธิตให้ได้เยี่ยมชมภายในงานร่วมด้วย

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ ซึ่งมีความยิ่งใหญ่ตระการตาและให้ความรู้ ซึ่งในปีนี้ SACICT ได้จัดนิทรรศการพิเศษขึ้นคือ “ต้นกล้าความคิดจากพ่อสู่ลูก” เพื่อน้อมรำลึกและแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านงานศิลป์และงานช่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทย ตลอดจนนิทรรศการขององค์กรพันธมิตร ทั้งในและต่างประเทศ นิทรรศการแนวโน้มงานหัตถกรรมปี 2561 ในฝั่งของแต่งบ้านที่ต้องมาอัพเดต SACICT Craft Trend Gallery 2018 ซึ่งมาจากการระดมแนวความคิด และสังเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญในหลายวงการ

พลาดไม่ได้กับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตศิลป์ ที่มีให้เลือกสรรมากกว่า 350 ร้านค้า แบ่งออกเป็นโซนตามประเภทของผลิตภัณฑ์ เพื่อสะดวกแก่การเลือกชมงาน อาทิ Green Craft Zone บริเวณจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ Design Craft Marche Zone บริเวณจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตศิลป์ไทยเก๋ไก๋หน้าใหม่ Souvenir Gift Zone บริเวณจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับเป็นของขวัญ ของชำร่วย University Street Zone บริเวณจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากสถาบันการศึกษา เห็นอย่างนี้แล้ว บอกได้เลยว่า ไม่ควรพลาด “งานเทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2560 (IICF 2017)” 23 – 26 มีนาคม 2560 เวลา 10.00 -20.00 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

38ปีวท. ประกาศทุ่ม5พันล้าน วิจัย-พัฒนา-นวัตกรรม ก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 15:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894555


รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ประกาศทุ่ม 5 พันล้านบาทหนุนอุตสาหกรรมแพทย์ เกษตร อาหารพร้อมพัฒนาโยธี-สยาม-กล้วยน้ำไท สู่ย่านนวัตกรรม ปรับอุทยานฯ วิทย์เป็นเมืองอาหาร ดึง ม.เกษตรและมหิดล ร่วม…

วันที่ 24 มี.ค. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ได้จัดงานครบรอบ 38 ปี มีดร.อรรชกา สีบุญเรือง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธาน กล่าวว่า วท.เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมของประเทศ รวมทั้งการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศเพื่อลดความซับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสเชิงรุกให้ประเทศไทยและการก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

ทั้งนี้ งานที่ วท.จะผลักดันมี 5 ด้าน คือ 1. การวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม สำหรับ 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2) กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3) กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม 4) กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองฝังตัว และ 5) กลุ่มเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง

รมว.วท.กล่าวต่อว่า 2. การพัฒนาผู้ประกอบการตามอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยในปี 2560 งบประมาณของ วท.ลงทุนไปกับการพัฒนาผู้ประกอบการ และงานวิจัย เกือบ 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และการแพทย์ 3. การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงพื้นที่ ได้แก่ โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร ซึ่งได้เชิญชวนให้บริษัทเข้ามาลงทุนวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่เมืองนวัตกรรมอาหารที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี นอกจากนี้จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น อาทิ ม.เกษตรศาสตร์ ม.มหิดล ในภูมิภาคเตรียมขยายไปยังอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา การพัฒนาย่านวิสาหกิจเริ่มต้น และย่านนวัตกรรม ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนา 4 ย่าน ได้แก่ ย่านโยธี ย่านสยาม ย่านกล้วยน้ำไท และย่านคลองสาน 4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ อาทิ ระบบดาวเทียมสำรวจโลก (ธีออส) โครงการพิพิธภัณฑ์นวัตกรรม เป็นต้น และ 5. การพัฒนากำลังคน ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอโครงการนักเรียนทุน ระยะที่ 4 เพื่อเตรียมกำลังคนในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

“วท. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาฐานกำลังด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยวางเป้าหมายในการพัฒนากำลังคน การสร้างองค์ความรู้และความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และได้ดำเนินงานที่สำคัญต่างๆ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการสนับสนุนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล อันนำไปสู่ความสำเร็จในภาพรวมของการพัฒนาประเทศ” ดร.อรรชกา กล่าว

 

พณ. เร่งผลักดันสินค้าจีไอ ครบ 77 จังหวัดภายในปี 60 เพิ่มรายได้ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 15:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894741


“พาณิชย์” เดินหน้าผลักดันสินค้าจีไอให้ครบ 77 จังหวัดภายในปี 60 หลังเหลืออีก 9 จังหวัดยังไม่ยื่นคำขอ เตรียมเดินสายหารือผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรกร ให้นำสินค้ายื่นจด เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน…

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาประสานงานจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ทั้ง 77 จังหวัด มีสินค้าขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ครบทุกจังหวัด ซึ่งจะมีส่วนทำให้เกษตรกร และชุมชนเจ้าของสินค้าจีไอ มีรายได้สูงขึ้น เพราะสินค้าจีไอเป็นสินค้าเฉพาะที่ผลิตได้ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเท่านั้น จึงเหมือนเป็นสินค้าหายาก และราคาแพง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนจีไอจาก 15 จังหวัด และยังเหลืออีก 9 จังหวัด ที่ยังไม่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจีไอ จากก่อนหน้านี้ได้อนุมัติไปแล้ว 4 รายการ คือ ลองกองตันหยงมัส จ.นราธิวาส, ทุเรียนปราจีน จ.ปราจีนบุรี, สับปะรด บ้านคา จ.ราชบุรี และลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน จ.ลำพูน ส่งผลทำให้ปัจจุบันมีสินค้าจีไอแล้ว 75 สินค้า จาก 53 จังหวัด พร้อมตั้งเป้าหมายจะมีสินค้าจีไอครบ 77 จังหวัดภายในปีนี้

สำหรับในปีงบประมาณ 60 กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินทางไปยังจังหวัดที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนจีไอ ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ระนอง สตูล สมุทรสาคร สิงห์บุรี กำแพงเพชร เพื่อแนะนำให้เกษตรกร และผู้ผลิตนำสินค้าที่ผลิตได้ในท้องถิ่นมาขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ ส่วนในจังหวัดอื่นๆ ได้เริ่มหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้เกี่ยวข้องบ้างแล้ว เช่น สมุทรสาคร สิงห์บุรี กาญจนบุรี และกระบี่ เพื่อจะดึงสินค้าที่ขึ้นทะเบียนจีไอไว้แล้ว มาพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้น ส่งเสริมการตลาด สร้างการรับรู้คุณภาพ ชื่อเสียงของสินค้าจีไอไทยทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อให้สินค้าจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้น ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและท้องถิ่นด้วย.

 

ทายาทเกลือปรุงทิพย์ ทุ่มกว่า 800 ล้าน ผุด คอนโดฯ ‘ฟินน์ สุขุมวิท 31’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 14:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894700


ทายาทเกลือปรุงทิพย์ ลุยธุรกิจอสังหาฯ เปิดตัวโครงการล่าสุด “ฟินน์ สุขุมวิท 31” มูลค่ากว่า 800 ล้าน ตอบโจทย์นิชมาร์เก็ตด้วยโลเคชั่นที่ใช่ ตกแต่งพร้อมอยู่ เผยปี 60 ทุ่มกว่า 500 ล้าน ผุด 2 โครงการ ทั้งทาวน์โฮมและคอนโดฯ กลางเมือง…

นายพงศธร จอม สาลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินน์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ทายาทเกลือปรุงทิพย์ ที่ผันตัวเองจากธุรกิจการโรงแรม มาสู่การเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยเต็มตัว เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมแนะนำโครงการใหม่ล่าสุด ‘ฟินน์ สุขุมวิท 31’ คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์โครงการที่สอง ภายใต้แบรนด์ “ฟินน์” มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท ชูจุดเด่นทำเลทองใจกลางสุขุมวิท ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ราคาเริ่มต้นที่ 5.99 ล้านบาท จะเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 25-26 มี.ค.นี้

นายพงศธร กล่าวเสริมว่าว่า เป็นคนรักการท่องเที่ยว และชอบการผจญภัย อีกทั้งยังมีความสนใจในธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ การบริการ การท่องเที่ยว และการโรงแรม เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์โครงการแรก คือ หาดเทียน บีช รีสอร์ท ในรูปแบบวิลล่าริมทะเล จำนวน 70 หลัง บนหาดเทียน เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 117 ไร่ หลังจากนั้นได้พัฒนาโรงแรมอีกแห่งหนึ่งในบริเวณเดียวกัน ภายใต้แบรนด์ เดอะ บีชคลับ บายหาดเทียน ในรูปแบบอาคารห้องพักซึ่งสามารถมองเห็นวิวทะเล จำนวน 74 ห้อง รวมไปถึงธุรกิจนำเที่ยวดำน้ำ ชมทัศนียภาพรอบเกาะ โดยหนึ่งในเรือไม้สักแบบไทยที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย มาพร้อมห้องนอนส่วนตัว ห้องน้ำ และห้องนั่งเล่น ซึ่งสามารถรองรับแขกได้สูงสุดกว่า 30 คน พร้อมพนักงานบริการแบบส่วนตัว

ส่วนความคืบหน้าของโครงการ ฟินน์ อารีย์ ที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่มีอิสระ เน้นเดินทางสะดวกสบาย บนทำเลใจกลางอารีย์ มูลค่าโครงการกว่า 350 ล้านบาท ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 79 ยูนิต ปัจจุบันสามารถปิดการขายแล้วกว่า 95% และจะโอนกรรมสิทธิ์กลางปีนี้ โดยคาดว่าจะสามารถปิดโครงการภายในปีนี้

สำหรับในปี 2560 นี้ มีแผนเดินหน้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อีก 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท เป็นโครงการประเภททาวน์โฮมและคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง.

 

อธิบดี คาด ก.ม.สรรพสามิตใหม่ บังคับใช้ 16 ก.ย. ยันไม่กระทบผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 13:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894625


อธิบดี คาด พ.ร.บ.สรรพสามิตใหม่ มีผลบังคับใช้ 16 ก.ย. ย้ำอิงจัดเก็บในปัจจุบัน ไม่กระทบผู้บริโภค อัตราภาษีจัดเก็บจริงต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้ เนื่องจากมองถึงอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า…

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 จะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 มี.ค.60 หรือคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.ย. 60 ซึ่งเป็นการรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตทั้ง 7 ฉบับเข้าด้วยกัน ทั้งภาษีสรรพสามิต พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สุรา ยาสูบ ไพ่ การจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต และการจัดสรรเงินภาษีสุรา โดยอิงภาระภาษีที่จัดเก็บในปัจจุบัน และจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้กรมสรรพสามิตต้องออกกฎหมายรองประมาณ 80 ฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่บท โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าและบริการต่างๆ เนื่องจากกฎหมายแม่บทที่ออกมานั้นเป็นการปรับขยายเพดานอัตราภาษีเท่านั้น ซึ่งเพดานใหม่ดังกล่าวจะใช้ไปจนถึงปี 2580

ส่วนอัตราภาษีที่จะจัดเก็บจริงจะถูกกำหนดไว้ในกฎหมายลำดับรอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยอัตราภาษีที่จะจัดเก็บจริงจะต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้สูง เพราะมองไปถึงอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบกฎหมายภาษีสรรพสามิต และแนวทางการจัดเก็บภาษีแบบใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส เป็นสากล และทำให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น.

ราชกิจจาฯ ก.ม.ภาษีสรรพสามิตใหม่ บุหรี่ 5 บาทต่อมวน-อาบอบนวด 1พันต่อรอบ

 

ทองคำเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มี.ค. 2560 10:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894380


ราคาทองวันที่ 24 มี.ค. เปิดตลาดราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ราคาคงที่จากเมื่อวานที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 บาท ขายออกบาทละ 20,450 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 บาท ขายออกบาทละ 20,950 บาท.

 

สร้างปึกแผ่น “ซีแอลเอ็มวีที” “สมคิด” ชวนสร้างอำนาจต่อรองมหาอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894301


“สมคิด” ชูความเป็นปึกแผ่นของซีแอลเอ็มวีที ให้ลืมความขัดแย้งและเป็นคู่แข่ง พร้อมวางแผนแม่บทของภูมิภาคร่วมกัน สร้างอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ กำหนดราคาข้าว สร้างสกุลเงิน เชื่อมนโยบาย “วันเบลท์ วันโรด” ของจีน เดินหน้าสู่ความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ซีแอลเอ็มวีที พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของเอเชีย” ว่ากลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่น โดยมีแผนแม่บทร่วมกันของภูมิภาค แล้วเดินตามแผนร่วมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินไปข้างหน้า และต้องลืมความขัดแย้งในอดีต รวมถึงความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน ความคิดในการแข่งขันหรือเป็นคู่แข่งกัน แล้วมองอนาคตร่วมกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกัน เดินไปข้างหน้าด้วยกัน เพราะเมื่อซีแอลเอ็มวีที มีความแข็งแรง การส่งออก เศรษฐกิจภายในประเทศ การท่องเที่ยว การเมือง และอำนาจต่อรองของภูมิภาค จะมีเพิ่มขึ้นและแข็งแรงขึ้น เมื่อซีแอลเอ็มวีทีแข็งแรงก็จะเป็นกาวใจให้อาเซียนเชื่อมโยงกับจีน เป็นไปตามนโยบาย “วันเบลท์ วันโรด” และเชื่อมโยงกับอินเดียผ่านทางพม่า รวมถึงการเชื่อมโยงกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่นด้วย

“จีนกำลังเชิญให้รัฐมนตรีของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวีทีไปประชุม “วันเบลท์ วันโรด” ในเดือน พ.ค.นี้ โดยมีทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงคมนาคม เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายในการพัฒนาร่วมกัน”

นายสมคิดกล่าวว่า ความเป็นปึกแผ่นของภูมิภาคซีแอลเอ็มวีที จะช่วยให้มีอำนาจในการต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งในอนาคตถ้าประเทศในภูมิภาคไม่มีการพัฒนาเรื่องดิจิทัล และการทำงานที่ใช้ความรู้ คนในประเทศจะยิ่งจนลงเรื่อยๆ ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือจากประเทศมหาอำนาจ เช่น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ควรช่วยเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในด้านต่างๆ ไม่ใช่แค่สร้างทักษะฝีมือแรงงานเท่านั้น “ในอนาคตชาวนากัมพูชา ลาว เวียดนาม เมียนมา และไทย ต้องการทำการค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ต หากยังใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น จะอยู่ได้อย่างไร และหากเราเป็นปึกแผ่น เราสามารถกำหนดว่า ต้องการอะไรในการประชุมระหว่างประเทศ ไม่ใช่ ไปวิ่งตามประเทศมหาอำนาจ”

ทั้งนี้ ปัจจุบันการค้าชายแดนมีความสำคัญด้วย โดยไทยมีชายแดนติดกับประเทศเมียนมายาวมาก แต่คนเมียนมายังยากจนอยู่ และสิ่งที่จะทำให้คนเมียนมามีรายได้สูงขึ้น คือ การค้าขายชายแดน และการเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้าด้วยกัน การทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวร่วมกัน ประชาชนของทั้งสองประเทศจะมีรายได้ดีขึ้น รวมทั้งการค้าชายแดนทั้งกับลาวและกัมพูชา อย่ามัวแต่คิดว่าใครจะได้เปรียบ อุปสรรคต่างๆ ต้องปรับแก้ให้เอื้อต่อกัน เช่น การขนถ่ายสินค้า ระหว่างกัน การใช้แรงงานเพื่อนบ้าน การใช้เงินสกุลร่วมกันในอนาคต เป็นต้น

นายสมคิดกล่าวว่า ในอนาคตต้องเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ร่วมกันระหว่างกลุ่มประเทศ และการประชุมร่วมกันระหว่างประเทศ ควรมีเรื่องยุทธศาสตร์เศรษฐกิจร่วมกัน เช่น ถ้าต้องการนักท่องเที่ยว ก็ให้ทำเป็นแพ็กเกจแหล่งท่องเที่ยวร่วมกัน นักท่องเที่ยวมา 5-6 วัน สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้หลายประเทศ เป็นต้น เป็นหุ้นส่วนในเชิงการท่องเที่ยวร่วมกัน รวมถึงการเป็นหุ้นส่วนสร้างให้สินค้าเกษตรมีราคาร่วมกันได้ ทั้งที่ประเทศในภูมิภาคซีแอลเอ็มวีที เป็นกลุ่มประเทศที่ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก แต่ชาวนาในแต่ละประเทศยังมีความยากลำบากอยู่ ซึ่งต่อไปต้องวางยุทธศาสตร์ราคาสินค้าเกษตรร่วมกันด้วย เพื่อกำหนดราคาเอง รวมถึงการเชื่อมโยงเรื่องถนน สนามบิน และการพัฒนาระบบดิจิทัล

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เกิดขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงให้ซีแอลเอ็มวีทีเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว เพราะจะช่วยให้ทุกประเทศที่มีท่าเรืออยู่เป็นท่าเรือแห่งการขนถ่ายสินค้า อีอีซีจะช่วยให้เกิดการเกื้อกูลเชื่อมโยงท่าเรือของประเทศในภูมิภาค ประเด็นเหล่านี้จะต้องมีการหารือกันในการประชุมระดับภูมิภาค เช่น อาเซียนซัมมิท เพื่อให้เกิดการวางยุทธศาสตร์ร่วมกันในภูมิภาค ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการเมืองระหว่างประเทศในอนาคตข้างหน้า ไม่ใช่แค่การไปโรดโชว์ หรือทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เท่านั้น “ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวีที เติบโต 6-8% ถือว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประชากรรวมแล้ว 230 ล้านคน และชนชั้นกลางกำลังเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงมีนัยสำคัญเชิงเศรษฐกิจสูงมาก และช่วงนี้เป็นช่วงที่ถูกจังหวะเวลามากสำหรับความร่วมมือในภูมิภาค”.

 

“อภิศักดิ์” ร่ายมนตร์กล่อมนักลงทุน ชู 5 นโยบายรัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894296


ลั่นนำประเทศไทยโชติช่วงชัชวาล

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยในงาน “มหกรรมการลงทุนครบวงจรแห่งปี ครั้งที่ 12 SET in the City กรุงเทพมหานคร 2017” ว่า ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในระดับสูง จะช่วยทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นอีกทางเลือกในการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ไม่ว่าประชาชนจะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง ลงทุนผ่านกองทุน หรือแม้แต่การประกันชีวิต ก็ถือเป็นอีกทางเลือกของการลงทุนด้วยเช่นกัน

สำหรับบทบาทของกระทรวงการคลังในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังเร่งดำเนินการปฏิรูป 5 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย 1.การปฏิรูปด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่ง ทั้งระบบรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง รวมทั้งสนามบิน ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าการปฏิรูปในส่วนนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศได้ “การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานนี้จะทำให้ประเทศไทย มีศักยภาพที่เข้มแข็ง และช่วยในการเติบโตด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐฯและสหภาพยุโรป เป็นเหตุทำให้เราต้องพึ่งพาตัวเอง ดังนั้น การลงทุนภาครัฐจะต้องเกิด ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถือว่าดีที่สุด เพราะมีผลตอบแทนในอนาคตกลับสู่ประเทศโดยตรง”

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีการปฏิรูปทางการเงิน โดยมีการนำระบบชำระเงินอัตโนมัติ (National E-Payment) มาทดลองใช้ไปแล้ว 1 ปีที่ผ่านมา มีความมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงินไทยให้เหนือกว่าคู่แข่งในภูมิภาคนี้ทั้งหมด รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้มีการปรับปรุงระบบการชำระเงิน ในการซื้อขายหลักทรัพย์โดยลดเวลาลงจาก T+3 เหลือเป็น T+2

2.การปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมของไทยยังเป็นอุตสาหกรรมเดิมเหมือนเช่น 20 ปีที่ผ่านมา และเข้าสู่วงจรในช่วงขาลง 3.การปฏิรูปภาษี โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่มีความล้าสมัยและไม่ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งที่เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพากร 4.การปฏิรูปความเหลื่อมล้ำ 5.การปฏิรูปวินัยและความมั่นคงทางการคลัง ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกกฎหมายวินัยการเงินการคลัง และกฎหมายงบประมาณ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเร็วๆนี้.

 

ตั้งเครื่องเอกซเรย์สกัดแบรนด์เนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894290


(แฟ้มภาพ)

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังเร่งจัดทำเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) หาผู้ติดตั้งระบบเครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพานลำเลียงกระเป๋าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อตรวจสอบกระเป๋าเดินทางที่โหลดจากเครื่องบินเข้ามาในประเทศไทยทุกใบ เพื่อป้องกันไม่ให้นำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงวัตถุต้องห้ามตามอนุสัญญาไซเตส ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น นอแรด งาช้าง เกร็ดลิ่มตลอดจนสารตั้งต้นยาเสพติด อาวุธ สารเคมีที่เสี่ยงต่อการก่อการร้าย โดยคาดจะหาผู้ติดตั้งได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ จากนั้นเริ่มใช้เครื่องเอกซเรย์ตั้งแต่ปี 61 เป็นต้นไป

“การติดตั้งเครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพานฯ เป็นมาตรการหนึ่งที่กรมศุลกากรนำมาใช้เหมือนสนามบินอื่นอีกหลายประเทศ เช่น เกาหลี ออสเตรเลีย เพื่อเน้นการป้องกันภัยก่อการร้าย หรือการใช้ไทยเป็นฐานในการนำเข้ายาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย ส่วนการตรวจจับสินค้าแบรนด์เนม เครื่องสำอาง หรือสินค้าชนิดอื่นที่นำเข้ามาโดยเสียภาษีไม่ถูกต้อง ถือเป็นผลพลอยได้จากการใช้เครื่องนี้ โดยเบื้องต้นกรมฯใช้งบประมาณไปกว่า 1,000 ล้านบาท นำร่องติดตั้งที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก่อน 22 สายพาน จากนั้นขยายไปใช้กับสนามบินนานาชาติอีกหลายแห่ง เช่น ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นต้น”

สำหรับหลักการทำงานของเครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพานลำเลียงกระเป๋านี้ จะทำงานเห็นผลแบบเวลาสมจริง (เรียลไทม์) โดยติดตั้งอยู่ด้านบนของสายพานฯทุกเส้น ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่สนามบินนำกระเป๋าที่โหลดจากใต้ท้องเครื่องบินไปวางบนสายพาน เครื่องเอกซเรย์จะสแกนกระเป๋าทุกใบก่อนนำส่งขึ้นไป หากพบในกระเป๋ามีวัตถุน่าสงสัย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปห้องควบคุมทันที เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นติดตามดูว่าใครเป็นเจ้าของกระเป๋า ถ้าเจ้าของนำกระเป๋าไปสำแดงเสียภาษีอย่างถูกต้องก็ไม่มีปัญหา แต่หากเดินผ่านช่องปกติก็จะถูกตรวจค้นอย่างละเอียด ส่วนกระเป๋าใบนั้นที่ผ่านเอกซเรย์ไปได้ ก็ไม่ต้องถูกตรวจ หรือสุ่มตรวจอีกเลย.

 

วอนเกษตรกรงดปลูกข้าว หวั่นเกิดวิกฤติแล้งหนักชาวนาแย่งน้ำทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894281


น.ส.ชุติมา บุญยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การปลูกข้าวรอบ 3 หรือนาปรังรอบ 2 ยังคงเพิ่มขึ้น ทางกระทรวงเกษตรฯจึงขอความร่วมมือจากชาวนาที่ยังไม่ปลูกข้าว อย่าปลูกข้าวเพิ่มอีก เพราะขณะนี้การปลูกข้าวถือว่าสูงกว่าแผนที่วางไว้ ซึ่งอาจกระทบกับแผนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานได้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติขาดน้ำหรือแล้ง กระทรวงเกษตรฯได้แจ้งให้จังหวัดทราบ และให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯลงพื้นที่ทำความเข้าใจชาวนาว่าตอนนี้มีน้ำใช้จำกัด หากแย่งน้ำกันใช้น้ำจะไม่เพียงพอ และนาข้าวเสียหายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมชลประทานว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ กังวลกับสถานการณ์น้ำมาก เพราะน้ำต้นทุนมีไม่มาก แต่ยังมีการปลูกข้าวเกินแผนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง โดยกรมชลประทานรายงานในที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงครั้งล่าสุดว่า ปัจจุบันมีการปลูกข้าวทั่วประเทศแล้วประมาณ 11.06 ล้านไร่ เกินแผน 4.13 ล้านไร่ หรือ 60% จากแผนที่วางไว้ 6.93 ล้านไร่ โดยเก็บเกี่ยวแล้ว 2.37 ล้านไร่ เหลือรอเก็บเกี่ยว 8.73 ล้านไร่ ขณะที่ในเขตชลประทานทั้งประเทศ วางแผนเพาะปลูกไว้ 4.00 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 7.54 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 1.65 ล้านไร่ และเหลือรอเก็บเกี่ยว 5.93 ล้านไร่ นอกเขตชลประทานทั้งประเทศวางแผน 2.93 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 3.52 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 0.72 ล้านไร่ และเหลือรอเก็บเกี่ยว 2.80 ล้านไร่ สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 34 เขื่อน และแหล่งน้ำอื่นๆ นอกจากการนำน้ำไปใช้ในการเกษตร ยังต้องสำรองน้ำเพื่อประโยชน์หลายอย่าง ได้แก่ อุปโภคบริโภค หรือน้ำต้นทุนทำน้ำประปา, ใช้น้ำรักษาระบบนิเวศ, ลดความเค็มพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้ชายทะเล.