รอเติมพรุ่งนี้ ข่าวดี!! ปตท.-บางจาก ลดราคาดีเซลลง 40 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 16:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893895


บางจาก-ปตท.ประกาศลดราคาดีเซล 40 สต.ต่อลิตร เบนซิน-โซฮอล์ คงเดิม มีผลตี 5 วันที่ 24 มี.ค….

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. บมจ.ปตท.-บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลลง 40 สต./ลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์คงเดิม มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 24 มี.ค.

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 33.66 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 26.55 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 26.28 บาท/ลิตร, E20 ราคา 24.04 บาท/ลิตร, E85 ราคา 19.34 บาท/ลิตร และ ดีเซล 25.09 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

รอศุลกากรสรุป!! ขสมก.ไม่ฟันธงยกเลิกจัดซื้อเมล์เอ็นจีวี ย้ำยึดตามสัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 15:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893770


ขสมก.ยังไม่ฟันธงปัญหาจัดซื้อเมล์เอ็นจีวี ชี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ให้ความกระจ่าง โดยเฉพาะกรมศุลกากร ย้ำบอร์ด กำชับปฏิบัติตามสัญญา รับหาก “เบสท์ริน” ยื่นฟ้อง จะไม่สามารถดำเนินการใดๆ จนกว่าศาลมีคำพิพากษา…

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นายสุระชัย เอี่ยมวชิระสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ขสมก.ยังไม่สามารถตัดสินใจปัญหาการจัดซื้อรถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นเชื้อเพลิงจำนวน 489 คัน ที่ยังมีปัญหาแหล่งกำเนิดสินค้าในการนำเข้าได้ เพราะยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความกระจ่างมา แม้จะส่งหนังสือขอรับคำปรึกษาไปหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเรียก ขสมก.ไปให้ข้อมูล โดย สตง.แนะนำว่า ขสมก.ควรทำหนังสือสอบถามเรื่องนี้ไปยังสถานทูตมาเลเซีย จึงได้ทำตามคำแนะนำแล้ว และสถานทูตมาเลเซียยังไม่ตอบกลับมา

ส่วนทางด้านกรมศุลกากรนั้น ขสมก.ได้ทำหนังสือทวงถามไป 2-3 ฉบับแล้วเพื่อขอผลสรุปการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบเช่นกัน ขณะที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้ให้คำแนะนำว่า ขสมก.ควรรอผลสรุปจากกรมศุลกากรก่อน

ทั้งนี้ ขสมก.ได้หารือเรื่องดังกล่าวในการประชุมคณะกรรมการ ขสมก.ทุกครั้ง ซึ่งคณะกรรมการให้นโยบายว่า ขสมก.ต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามสัญญา กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ส่วนกระทรวงคมนาคมก่อนหน้านี้เคยเร่งรัด แต่ปัจจุบันก็ขอให้ขสมก.รอคำตอบจากกรมศุลกากรเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า หากบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญายื่นฟ้องร้อง ขสมก.จะเข้าสู่การพิจารณาของศาล จากนั้นขสมก.จะไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้อีกต่อไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

ขณะที่ นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมหลักฐานเอกสาร เพื่อรวบรวมส่งให้ดีเอสไอ กรณีนำเข้ารถเมล์ NGV จำนวน 99 คัน ที่มีการสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จและเลี่ยงภาษี และความผิดฐานเป็นนอมินีในการนำเข้ารถเมล์ NGV โดยยืนยันว่าหลักฐานทั้งหมดจะถูกส่งถึงมือดีเอสไอโดยเร็วที่สุด โดยกรมศุลกากรทำหน้าที่ในส่วนที่รับผิดชอบเท่านั้น ส่วนเรื่องสัญญาที่บริษัทเอกชนทำไว้กับขสมก. เป็นเรื่องที่ต้องไปตกลงกันเอง ซึ่งจะไม่ก้าวก่ายส่วนใดที่นอกเหนือจากหน้าที่ของหน่วยงาน

พร้อมยอมรับที่ผ่านมาได้มีการส่งหนังสือจากกรมศุลกากรไปยังขสมก.แล้วหลายฉบับ โดยรายละเอียดในหนังสือจะเป็นการตอบคำถามในกรอบที่กรมศุลกากรได้ดำเนินการอยู่ แต่ไม่ได้มีการก้าวล่วงระหว่างหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานแต่อย่างใด.

 

ดัชนีราคาสินค้าเกษตร ก.พ. เพิ่มขึ้น ‘ยาง-ปาล์ม-กุ้งขาว’ ขยับสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 14:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893576


สศก. เผยดัชนีราคาสินค้าเกษตร ก.พ. เพิ่มขึ้น 12.72% พบราคายาง-ปาล์มน้ำมัน-กุ้งขาวแวนนาไม ขยับ สวนกับราคามันสำปะหลังร่วงลง ขณะที่รายได้เกษตรกรปรับเพิ่ม สะท้อนกำลังซื้อครัวเรือนพุ่งต่อเนื่อง…

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ภาพรวมราคาสินค้าเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เพิ่มขึ้น 12.72% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากฝนตกและมีน้ำท่วมที่ผ่านมา รวมทั้งเข้าสู่ช่วงต้นยางผลัดใบทำให้ผลผลิตลดลง, ปาล์มน้ำมัน ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากโรงงานสกัดแข่งขันกันรับซื้อ, กุ้งขาวแวนนาไม ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาคใต้มีสภาพอากาศแปรปรวนไม่เอื้อต่อการเติบโต ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง ราคาลดลงเนื่องจากราคาส่งออกมันเส้นและแป้งมันอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดต่ำลง

ทั้งนี้ หากเทียบกับเดือนมกราคม 2560 ภาพรวมดัชนีราคาลดลง 0.39% สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ สับปะรดโรงงาน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก, หอมแดง ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมา ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าเดือนที่ผ่านมา

สำหรับในเดือนมีนาคม 2560 คาดว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559 สินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน กุ้งขาวแวนนาไม และปาล์มน้ำมัน

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เพิ่มขึ้น 8.16% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2559 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ยางพารา และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา ดัชนีผลผลิตลดลง 0.72% สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และไก่เนื้อ

ส่วนในเดือนมีนาคม 2560 ดัชนีผลผลิตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559 โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร หอมแดง และกุ้งขาวแวนนาไม

ในส่วนของภาพรวมรายได้ วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เพิ่มขึ้น 21.91% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งเป็นผลมาจากดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.72% และดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.16% ซึ่งในเดือนมีนาคม 2560 คาดว่ารายได้ของเกษตรกรขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตและดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสะท้อนกำลังซื้อของครัวเรือนภาคเกษตรที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง.

 

พาณิชย์ปลื้มศูนย์พัฒนาการค้าอาเซียน มีผู้ประกอบการสนใจเฉียด 30,000 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 23 มี.ค. 2560 11:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893425


นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการให้บริการของศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในอาเซียนทั้ง 9 แห่งในส่วนกลางและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ 8 สำนักงานในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับการรุกตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ว่า ตามที่ศูนย์ฯ เปิดให้บริการมาเป็นเวลาเกือบ 4 ปี (นับตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2556) ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้ประกอบการเข้ารับบริการข้อมูลแล้วเกือบ 30,000 ราย คาดว่าสิ้นปี 2560 จะมีผู้มาใช้บริการเพิ่มเป็นกว่า 35,000 ราย

“จากสถิติล่าสุดในปีงบประมาณ 2559 ภาคเอกชนทั้งเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาใช้บริการรวม 6,611 ราย ซึ่งกรมฯ ให้บริการ 4 ประเภท ได้แก่ บริการข้อมูล ให้คำปรึกษาเชิงลึก อำนวยความสะดวก และประสานงาน/จัดทำนัดหมายที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาเชิงลึก มีผู้ประกอบการเข้ามาขอรับบริการทั้งในสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศและส่วนกลางรวมถึง 1,479 บริษัท”

สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเชิงลึกในการทำตลาด สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศได้ส่งข้อมูลขึ้นเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ www.ditp.go.th เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ โดยแบ่งเป็นรายประเทศ อาทิ มาเลเซีย กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารและเครื่องดื่ม เมียนมา กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ เครื่องดื่ม สินค้าแฟชั่น เครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ไอที เครื่องสำอาง และเครื่องจักรกลการเกษตร เวียดนาม กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ เครื่องประดับ อาหาร ร้านอาหารไทย วัสดุก่อสร้าง กัมพูชา กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เครื่องจักรกล สปป.ลาว กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง สิงคโปร์ กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์สปา เป็นต้น

ด้านกิจกรรมในประเทศ ศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในอาเซียนได้จัดโครงการพัฒนาและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดอาเซียนใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศรวม 8 ครั้ง ซึ่งภายใต้กิจกรรมดังกล่าวมีการจัดเสวนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการรวมกว่า 870 ราย และมีการจับคู่ธุรกิจรวมกว่า 230 คู่ นอกจากนี้ได้จัดโครงการให้คำปรึกษาโดยทูตพาณิชย์ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เกี่ยวกับการเข้าสู่ตลาดอาเซียนให้แก่ผู้ประกอบการรวม 45 บริษัท รวมถึงจัดทำคู่มือโอกาสและทิศทางการค้าการลงทุนในตลาดอาเซียน 8 ประเทศ พร้อมจัดส่งให้แก่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดรวมกว่า 240 หน่วยงาน เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาและเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการค้าและการลงทุนแก่นักศึกษาและผู้ที่สนใจ

ผู้ประกอบการที่สนใจขยายธุรกิจสู่ตลาดในภูมิภาคอาเซียน สามารถรับบริการข้อมูลการค้า การลงทุน กฎระเบียบ ตลอดจนคำปรึกษาเชิงลึกได้ที่ศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในอาเซียน (AEC Business Support Center) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 02 507 8218 ถึง 20 อีเมล aecplus.tdc@gmail.com หรือ Facebook: DITP AEC Club

 

ธุรกิจไอทียังไปได้ ปี 59 เมโทรซิสเต็มส์ฯ มีกำไร 188 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 10:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893370


เมโทรซิสเต็มส์ฯ เผยผลประกอบการปี 2559 เติบโตต่อเนื่อง มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 7,651 ล้านบาท กำไรสุทธิ 188 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 2560 มุ่งสู่ธุรกิจบริการ หวังขับเคลื่อนองค์กรสู่ผู้นำธุรกิจบริการด้านไอที

นายกิตติ เตชะทวีกิจกุล รองประธานกรรมการ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “MSC” แถลงผลประกอบการของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ปี 2559 มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 7,651 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 188 ล้านบาท มาจากกลุ่มสินค้าด้านฮาร์ดแวร์ 32%, ซอฟต์แวร์โซลูชั่นและบริการ 40% และวัสดุสิ้นเปลือง 28%

นายอรุณ ต่อเอกบัณฑิต กรรมการบริหาร บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผย มั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถเติบโตอย่างมั่นคงจากนโยบายการดำเนินธุรกิจที่ตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจไอทีด้วยการปรับ Business Model สู่ธุรกิจบริการเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2560 บริษัทฯ วางแผนกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ธุรกิจบริการ โดยตั้งเป้าหมายขยายรายได้เพิ่มจากธุรกิจบริการด้าน Business Consulting Services และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง (Recurring Revenues) จากโซลูชั่นต่างๆ ได้แก่ Solutions Rental Services, Managed Services และ Printing Solution Services การสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ด้าน BI, Big Data Analytic, On-Premises Cloud Services และ Intellectual Properties ตลอดจนการลงทุนในเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องใน Data Center และ Technology Center อาทิ IBM, Microsoft, HPE

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งเมื่อปี 2529 ดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลากว่า 31 ปี ธุรกิจหลักของบริษัทฯ ประกอบด้วย ด้านฮาร์ดแวร์ ได้แก่ Server, Storage, IT Infrastructure, Client Solutions ด้านซอฟต์แวร์โซลูชั่นและบริการ และด้านวัสดุสิ้นเปลือง ได้แก่ Printer Hardware, Printer Supplies และอื่นๆ.

 

ทองคำเปิดตลาดลดลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893352


ราคาทองวันที่ 23 มี.ค. เปิดตลาดราคาลดลง 50 ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ราคาลดลง 50 บาท จากเมื่อวานที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 บาท ขายออกบาทละ 20,450 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 บาท ขายออกบาทละ 20,950 บาท.

 

ตลาด 1.2 หมื่นล้านยังมีช่องว่าง เนสกาแฟเปิดตัวกาแฟดำลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 08:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893345


เนสกาแฟใส่เกียร์ลุยทำตลาดกาแฟกระป๋องมูลค่ารวม 1.2 หมื่นล้านบาท ส่งสินค้าตัวใหม่ “แบล็ก ไอซ์” จับลูกค้า โดยชูจุดขายน้ำตาลน้อย รสชาติเข้ม พลังงาน 50 แคลฯ…

น.ส.เครือวัลย์ วรุณไพจิตร ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า เพื่อเดินหน้าชิงส่วนแบ่งตลาดกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม ล่าสุดส่งเนสกาแฟแบล็ก ไอซ์สู่ตลาด ชูจุดเด่นของกาแฟดำน้ำตาลน้อยรสชาติอร่อยเข้มให้พลังงานเพียง 50 กิโลแคลอรี พร้อมกับข้อความโดนใจในทุกกระป๋องตอกย้ำความเป็นแบรนด์กาแฟเคียงคู่คนไทย โดยเตรียมจัดกิจกรรมสื่อสารการตลาดสร้างการรับรู้สู่ผู้บริโภคทุกช่องทางและโรดโชว์แจกผลิตภัณฑ์ตัวอย่างกว่า 2 ล้านแก้ว คาดดันยอดขายปี 2560 โตตามเป้า

ทั้งนี้ การให้ความใส่ใจต่อการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพยังคงเป็นเทรนด์ที่ถูกให้ความสำคัญต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกาแฟก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนวัยทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่รู้สึกอ่อนล้า ต้องการมองหาเครื่องดื่มที่จะช่วยให้สดชื่นขึ้น เนสกาแฟในฐานะกาแฟยอดนิยมของคนไทยและผู้คนทั่วโลก จึงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง และปีนี้ จึงส่งกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มเนสกาแฟแบล็กไอซ์กาแฟดำน้ำตาลน้อย รสชาติอร่อยเข้มตอบโจทย์ผู้บริโภค

น.ส.เครือวัลย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์กาแฟกระป๋องพร้อมดื่มมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยเนสกาแฟกระป๋องมีส่วนแบ่งในตลาดนี้อยู่ประมาณ 32% และตั้งเป้าอัตราการเติบโตของยอดขายในปีนี้ไว้ไม่น้อยกว่า 10%.

 

หุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว ก่อนสภาโหวตกฎหมายสุขภาพของทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 06:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893276


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันพุธ 1 วันก่อนที่สภาคองเกรสจะมีการโหวตลงมติร่างกฎหมายประกันสุขภาพ ของประธานาธิบดี ทรัมป์ ที่ถูกมองเป็นตัวชี้วัดว่านโยบายด้านสุขภาพของเขา จะได้รับการสนับสนุนหรือไม่…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 22 มี.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 6.71 จุด หรือ 0.03% ปิดที่ 20661.30 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 4.43 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 2348.45 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 27.81 จุด หรือ 0.48% ปิดที่ 5821.64 จุด

เมื่อวันอังคาร ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงอย่างหนักจากความกังวลว่า กฎหมายประกันสุขภาพที่นายทรัมป์สนับสนุนเพื่อแทนที่ กฎหมายโอบามาแคร์ จะไม่ผ่านการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม นายอาร์ต โฮแกน หัวหน้านักยุทธศาสตร์การตลาดของบริษัท วันเดอร์ลิช ซีเคียวริตีส์ กล่าวว่า ในวันพุธ นักลงทุนเข้าสู่โหมดรอดู หลังพรรคพวกของนายทรัมป์ไม่เลื่อนการโหวตลงมติตามกำหนดในวันพฤหัสบดี แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่น.

 

สุ่มตรวจสินค้ารับสงกรานต์ เตือนภัยดื่มกาแฟเจอมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893256


น.ส.ชุติมา บุญยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ จะเฝ้าระวังและตรวจสอบสารตกค้างซึ่งปนเปื้อนในสัตว์ และพืช รวม 130,000 ตัวอย่าง ภายใต้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท จากปี 2559 ที่มีการตรวจและเฝ้าระวังสารตกค้างฯ 110,000 ตัวอย่าง และมีการตรวจพบสารปนเปื้อน สารเคมีเกินมาตรฐาน 7% การตรวจสอบและเฝ้าระวังจะแบ่งเป็นตรวจสอบพืช 20,000 ตัวอย่าง ปศุสัตว์ 30,000 ตัวอย่าง ประมง 80,000 ตัวอย่าง เพื่อสร้างการรับรู้เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตร เพราะปีนี้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรและวันที่ 1-7 เม.ย.นี้ จะส่งเจ้าหน้าที่ออกสุ่มตรวจตัวอย่างตั้งแต่ฟาร์มที่ผลิต และร้านอาหารตามสถานที่จำหน่ายต่างๆที่สำคัญในแหล่งท่องเที่ยว เพื่อ ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ เพราะมีประชาชนออกมาซื้อสินค้าจำนวนมาก ในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

“การสุ่มตรวจการใช้สารเคมีเกินมาตรฐาน จะเน้นในสินค้า หมู ไก่ พริก มะเขือเทศ ผัก ผลไม้ และโดยกาแฟที่คนไทยนิยมบริโภค ที่มีการตรวจพบว่ามีสารก่อมะเร็งตกค้างจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเก็บรักษาไม่ดี เก็บในที่มีความชื้น หรือวิธีการใช้ไม่ถูกต้อง โดยหลายคนเอาช้อนที่เปียกน้ำลงไปตักผงกาแฟ เพื่อนำมาชง ส่งผลให้เกิดความชื้น เป็นสาเหตุของการเกิดสารก่อมะเร็ง”.

 

ร.ฟ.ท.รีบขานรับซุปเปอร์บอร์ด ย่อยสัญญาสัมปทานรถไฟทางคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893255


นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ด) เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) (บอร์ด) ว่า คณะกรรมการมีความเห็นสอดคล้องในการปรับปรุงเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ในโครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทางให้ปรับสัญญาจ้างงานใหม่ ในแต่ละสัญญาซอยสัญญาให้เล็กลงเหลือมูลค่างานละ 5,000 ล้านบาท ถึง 10,000 ล้านบาท จากเดิมสัญญาเดิมมีบางสัญญามูลค่าสูงมากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเดิมมีสัญญา 5 สัญญา เป็นสัญญาละ 1 เส้นทางที่รวมงานทั้งระบบอาณัติสัญญาณ และงานระบบรางและงานโยธาด้วย

ทั้งนี้ เบื้องต้นจะแบ่งงานระบบอาณัติสัญญาณออกจากงานระบบรางและงานโยธา โดยให้แยกระบบอาณัติสัญญาณเป็น 3 สัญญา ตามทิศที่จะก่อสร้างโครงการ มี 3 ทิศคือทางเหนือ ทางใต้ และทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนงานระบบรางและงานโยธา ซอยย่อยเป็น 10 สัญญา โดยให้พิจารณาความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ด้วย ซึ่งบางงานเป็นงานอุโมงค์ 3 แห่ง ก็ให้รวมเป็นงานเดียว โดยอาจมีมูลค่า 10,500 หมื่นล้านบาทก็ได้.