ลุ้นอีกเฮือกปลดธงแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893250


นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิด เผยว่า ขณะนี้ กพท.อยู่ระหว่างเร่งทบทวนและออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (AOC Re-certification) ให้สายการบินระหว่างประเทศที่จดทะเบียนในไทยทั้ง 23 ราย เพราะการยื่นเรื่องขอให้องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ตรวจสอบซ้ำ เพื่อปลดธงแดงประเทศไทยมีเงื่อนไขกำหนดว่า เมื่อ กพท. ยื่นเรื่องให้ ไอเคโอ ตรวจสอบในเดือน มิ.ย. แล้ว สายการบินที่ยังไม่ได้รับ AOC ใหม่ จะต้องหยุดบินในเส้นทางระหว่างประเทศตั้งแต่ 1 ก.ค.60 เป็นต้นไป หรือจนกว่าไอเคโอจะประกาศปลดธงแดง

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีสายการบินบางกอกแอร์เวย์สเพียงรายเดียวที่ได้รับ AOC ใหม่ ขณะเดียวกันมี 2 สายการบินที่อยู่ระหว่างการประเมินขั้นที่ 4 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอน ได้แก่ สาย การบินไทยและไทยแอร์เอเชีย โดยจะได้รับ AOC ใหม่ในเดือน เม.ย.นี้ และมีอีก 6 สายการบินที่อยู่ระหว่างประเมินขั้นที่ 3 ได้แก่ สายการบินเค-ไมล์แอร์, โอเรียนท์ไทย, นกแอร์, นกสกู๊ต, ไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ และไทยสมายล์แอร์เวย์

“สายการบินระหว่างประเทศที่เหลืออีก 14 รายได้ผ่านการตรวจสอบขั้นที่ 2 ทั้งหมดแล้ว ปรากฏว่ามีสายการบินลงชื่อขอรับการตรวจสอบทั้งหมด 9 ราย ที่เหลืออีก 5 ราย ที่ไม่ได้ลงชื่อขอรับ การตรวจสอบ ทำให้ต้องหยุดการบินในเส้นทางระหว่างประเทศไปก่อน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เป็นต้นไป”.

 

ขาดทุนสต๊อกข้าว 1.5 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893245


น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้หารือถึงแผนการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล ที่เหลืออยู่ตามกรอบที่ นบข.กำหนดไว้เมื่อเดือน ม.ค.ที่ให้ระบายข้าว 8 ล้านตัน ที่ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มโดยมีความคืบหน้าดังนี้ กลุ่มที่ 1 ข้าวที่ยังคงมีคุณภาพอยู่สามารถบริโภคได้ 3 ล้านตัน ที่ได้เปิดประมูลเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา 2.86 ล้านตัน ในจำนวนนี้ระบายออกไปได้ 1.3 ล้านตัน ยังเหลืออยู่ 1.5 ล้านตัน นบข.ได้อนุมัติหลักการเพื่อนำออกมาประมูลรอบใหม่ในเดือน พ.ค.นี้

กลุ่มที่ 2 ข้าว ที่ไม่เหมาะสมกับการบริโภค ให้นำเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เปิดประมูลไปแล้ว 3.66 ล้านตัน มีผู้ประกอบการยื่นเสนอซื้อ 19 ราย และวันที่ 23 มี.ค.นี้เป็นกำหนดวันเปิดซองประกวดราคาเสนอซื้อ จะทำให้ทราบจำนวนข้าวและราคาข้าว ที่ผู้ประกอบการต้องการขอซื้อ คาดว่าอาจระบายข้าวกลุ่มนี้ได้ไม่หมด 3.66 ล้านตันในรอบนี้ จึงจะนำข้าวที่เหลือไปประมูลรอบใหม่ ในเดือน มิ.ย. กลุ่มที่ 3 ข้าวที่เสื่อมสภาพเก็บไว้ เกิน 5 ปี รวม 1 ล้านตันเศษ จะเปิดประมูลรอบแรกเดือน เม.ย.นี้ เพราะต้องระบายไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่อาหารคน อาหารสัตว์

“ปีนี้ กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศ จะเร่งหาตลาดต่างประเทศเพื่อส่งออก และเมื่อรวมกับเอกชน มั่นใจว่าจะส่งออกได้จำนวนมาก ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10 ล้านตัน ในส่วนของฟิลิปปินส์ที่ไทยจะเข้าร่วมประมูลขายข้าวให้รัฐบาลฟิลิปปินส์คาดว่าจะส่งออกได้ 300,000 ตัน ขณะที่จีนเพิ่งเจรจาได้ 200,000 ตัน อิหร่านภาคเอกชน สามารถหาตลาดได้ 100,000 ตัน ญี่ปุ่น 27,000 ตัน บังกลาเทศมีกรอบความร่วมมือเดิม 1 ล้านตัน อิรักเพิ่งส่งคำเชิญมาให้ไทยไปเสนอราคาให้”

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ได้ประเมินมูลค่าของข้าว ในสต๊อกรัฐบาล 8 ล้านตัน ณ วันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา มีผลขาดทุนสะสม 154,000 ล้านบาท ถ้าไม่เร่งระบายข้าวออกจากสต๊อก จะมีผลต่อการกดราคาข้าวเปลือก ที่จะออกใหม่และหากขายช้าจะขาดทุนมากขึ้น เพราะมีภาระเรื่องต้นทุนเก็บรักษา ดอกเบี้ยและค่าเสื่อมของข้าวที่เกิดขึ้นทุกวันเฉลี่ยรวมเดือนละ 500 ล้านบาท และหากระบายออกหมด คาดว่ากลุ่มแรก ข้าวที่ยังบริโภคได้จะได้เงิน 29,000 ล้านบาท กลุ่มที่ 2 ข้าวที่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม 17,000 ล้านบาท กลุ่มที่ 3 ข้าวเสื่อมสภาพ จะได้เงิน 1,800 ล้านบาท.

 

พาณิชย์มั่นใจตลอดปีเข้าเป้า 3% ส่งออกเดือน ก.พ.พลิกติดลบ เจอพิษคอบร้าโกลด์-ทองคำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893242


น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือน ก.พ.60 การส่งออกมีมูลค่า 18,470 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 2.76% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.59 ซึ่งเป็นการกลับมาติดลบครั้งแรกในรอบปีนี้ หลังจากที่เดือน ม.ค.60 มูลค่าเพิ่มขึ้น 8.83% ส่วนเมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 647,360 ล้านบาท ลดลง 5.3%โดยสาเหตุที่มูลค่ากลับมาติดลบ เพราะมีการส่งออกสินค้าพิเศษคืออากาศยานและทองคำรวมกันถึง 13.5% แต่หากหักมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้ง 2 รายการแล้ว มูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้น 8.5% ส่วนหากหักมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน มูลค่าส่งออกจะติดลบ 4.0% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 16,860 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 20.36%

สำหรับการส่งออกในช่วง 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) ปี 60 มีมูลค่า 35,569 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 2.49% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 59 คิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 1.256 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 33,133 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 12.39% คิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 1.185 ล้านล้านบาท มีดุลการค้าเกินดุล 2,435.9 ล้านเหรียญฯ หรือเกินดุล 71,484 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าตลอดทั้งปีนี้ ยอดส่งออกจะขยายตัว 3%

“เมื่อหักสินค้าทองคำและอากาศยานออก การส่งออกไทยในเดือน ก.พ. บวก 8.5% สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขัน และการปรับตัวในระดับที่ดีของไทย ตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวสอดคล้องกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ เศรษฐกิจจีนทรงตัว ขณะที่ญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่องในระดับปานกลาง”

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.พ. ที่หดตัว -2.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากฐานของปี 2559 ขยายตัวสูง โดยเดือน ก.พ. ปีที่ผ่านมา มีการส่งออกทองคำจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังส่งออกอากาศยาน ที่นำเข้ามาเพื่อใช้สำหรับฝึกคอบร้าโกลด์ด้วย จึงทำให้ตัวเลขการส่งออกขยายตัวมากผิดปกติในเดือน ก.พ.59.

 

คลอดภาษีที่ดินเดือน ก.ย.นี้ สนช.รับฟังคนเห็นต่างจ่อไฟเขียว 3 วาระรวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893237


“พรเพชร” มั่นใจ สนช.ผ่าน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกินเดือน ก.ย.นี้ กรมธนารักษ์เร่งประเมินราคาที่ดินแปลง 32 ล้านไร่ทั่วประเทศ มั่นใจเสร็จภายในปีนี้ รองรับ พ.ร.บ.ใหม่ ด้าน สศค.คาดว่ารัฐเก็บภาษีเพิ่มอีก 5-6 หมื่นล้านบาท ไม่หวั่นลดอัตราเก็บภาษีที่ดินว่างเปล่า

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า ในวันที่ 27 มี.ค. วิปรัฐบาลและวิป สนช.จะพิจารณามติ ครม.ดังกล่าวเพื่อเตรียมบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม สนช. ส่วนจะเป็นการพิจารณา 3 วาระรวดหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ต้องรอดูรายละเอียดเนื้อหาก่อนว่า สนช.ต้องปรับแก้ไขเรื่องใดบ้าง ทั้งนี้ ในการพิจารณา สนช.พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย ทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา รัฐบาลและผู้ได้รับผลกระทบ คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม สนช.ไม่เกินเดือน ก.ย.2560

ส่วนกรณีนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก เกรงว่าจะมีคนต่อต้าน นายพรเพชรตอบว่า ไม่กังวลจะถูกต่อต้านเพราะหากรัฐธรรมนูญฉบับประชามติมีผลประกาศบังคับใช้แล้ว สนช.จะต้องรับฟังความคิดเห็นในวงกว้างตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่ระหว่างรอรัฐธรรมนูญประกาศใช้ สนช.จะรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอนปกติไปเรื่อยๆ ถ้าใครคัดค้านตรงไหน สนช. ต้องรับฟังอยู่แล้ว

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯ ยังคงเดินหน้าในการประเมินที่ดินรายแปลงให้แล้วเสร็จทั้งหมด 32 ล้านไร่ทั่วประเทศ ภายในปี 2560 เพื่อรองรับ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. …ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจาก ครม.เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา และกำลังจะเข้าสู่การพิจารณา สนช.โดยคาดว่ากฎหมายฉบับดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ซึ่งช่วงที่ผ่านมา กรมฯ ได้ประเมินที่ดินรายแปลงไปแล้ว 17 ล้านไร่ ยังเหลืออีกประมาณ 15 ล้านไร่ก็ครบทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การประเมินราคาที่ดินแปลงจะทำให้การจัดเก็บภาษีที่ดินตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ สะท้อนความเป็นจริงได้มากขึ้น เพราะแต่เดิมกรมฯ ประเมินราคาที่ดินเป็นตามสภาพภูมิประเทศ หรือประเมินที่ดินเป็นรายบล็อก ทำให้การประเมินราคาที่ดินในบางพื้นที่ไม่ตรงกับความจริง หรือไม่สะท้อนราคาซื้อขายที่แท้จริงในท้องตลาดได้ จึงส่งผลต่อการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายที่ดินด้วย โดยในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา หลังจากกรมฯ ได้ประกาศราคาประเมินที่ดินใหม่ทุก 4 ปี พบว่า การจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายที่ดินเพิ่มขึ้นปีละ 30,000-50,000 ล้านบาท ซึ่งราคาประเมินที่ดินใหม่นี้จะเป็นฐานของการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วย

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าอัตราภาษีที่ดินตาม พ.ร.บ.ใหม่ จะจัดเก็บในอัตราใดเนื่องจากรัฐบาลต้องนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ส่วนอัตราภาษีกรณีที่ดินทิ้งว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.เดิมกระทรวงการคลังเสนอให้เก็บภาษีในอัตรา 5% แต่ร่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไขให้เก็บในอัตรา 2% และหากที่ดินนั้นยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ให้ปรับขึ้น 0.5% ทุกๆ 3 ปีแต่ไม่เกินเพดานอัตรา 5% นั้น มีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีน้อยมาก ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ สศค.คาดว่าจะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้ 50,000-60,000 ล้านบาทต่อปี

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริม-ทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด กล่าวว่า โอกาสจะทำให้ที่ดินทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์ตามควร ออกมาหมุนเวียนสู่ตลาดมาก เพื่อนำไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ และระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนจะมีผลกระทบกับวงการอสังหา-ริมทรัพย์มากหรือไม่ ก็คงไม่มาก เพราะบริษัทแต่ละบริษัทจะต้องจัดหาซื้อที่ดินเตรียมไว้พัฒนาแต่ละปีอยู่แล้ว ซึ่งมีแผนลุยพัฒนาโครงการต่างๆ ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว จึงไม่น่าห่วง

สำหรับราคาที่ดินในปัจจุบันจากการออกสำรวจและเก็บสถิติของบริษัทฯ พบว่าราคาที่ดินเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล เฉลี่ยปรับขึ้นปีละ 4% ที่ดินในใจกลางเมือง และแนวติดโครงการรถไฟฟ้า จะมีราคาปรับขึ้นปีละ 7-8% ส่วนที่ดินในต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ราคาก็จะขยับขึ้นปีละ 4%

ด้านนายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากจะให้คาดการณ์ว่า พ.ร.บ.ใหม่จะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจพัฒนาอสังหาริม-ทรัพย์หรือไม่ อาจจะเร็วเกินไป แต่ในระยะสั้นแล้ว พ.ร.บ.ฉบับนี้ อาจส่งผลกระทบไม่มากต่อเจ้าของที่ดิน แต่ในระยะยาวอาจมีผลกระทบ เพราะภาษีที่จัดเก็บจะทำให้การถือครอบครองที่ดินเปล่ามีต้นทุนที่สูง และเปิดโอกาสให้เกิดความต้องการขาย (ซัพพลาย) ที่ดินเปล่าถูกปล่อยลงตลาดในที่สุด.

 

45 ปียูนิแอร์ จัดกิจกรรมปันประสบการณ์แก่ นร.10 สถาบันอาชีวศึกษาทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 21:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893032


“ยูนิแอร์” เครื่องปรับอากาศแบรนด์ไทยเก่าแก่ที่สุด ก้าวสู่ปีที่ 45 ประกาศจุดยืน “ผู้ชำนาญเรื่องเครื่องปรับอากาศ” พร้อมเตรียมจัดกิจกรรม “ปันประสบการณ์ งานเครื่องปรับอากาศ” แก่นักเรียนใน 10 สถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ…

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.60 ดร.ณรัณ ศิริสันธนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิแอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศภายใต้แบรนด์ “ยูนิแอร์” (UNI-Aire) เปิดเผยว่าในโอกาสที่บริษัทฯ ดำเนินกิจการมาจนก้าวสู่ปีที่ 45 ได้จัดกิจกรรม “ปันประสบการณ์ งานเครื่องปรับอากาศ” แก่นักเรียนใน 10 สถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ โดยบริษัทให้ความสำคัญเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดมา ด้วยการจัดโครงการต่างๆ เช่น กิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติร่วมกับชุมชน สนับสนุนระบบการศึกษาโดยร่วมเป็นทวิภาคีให้การอบรมประสบการณ์วิชาชีพแก่นักเรียนนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาจากสถาบันต่างๆ ระยะเวลา 6-10 เดือน เพื่อผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีฝีมือในการออกไปประกอบอาชีพ อันเป็นกำลังสำคัญให้วงการอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศไทยต่อไป สำหรับกิจกรรม “ปันประสบการณ์ งานเครื่องปรับอากาศ” ที่จัดขึ้นนี้เป็นการนำทีมวิทยากรผู้มีประสบการณ์ของบริษัทไปให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยี การตลาด และแนะนำเทคนิคการเป็นมืออาชีพเรื่องเครื่องปรับอากาศ แก่นักเรียนใน 10 สถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ โดยจะเริ่มโครงการในเดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

ดร.ณรัณ กล่าวด้วยว่า ยูนิแอร์ มุ่งเน้นการผลิตเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่สำหรับกิจการเชิงพาณิชย์ และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสืบเนื่องมาจากผู้ก่อตั้งกิจการของ เป็นกลุ่มวิศวกรไทยที่ร่วมกันบุกเบิก จึงให้ความสำคัญกับงานวิศวกรรมและเทคโนโลยีเป็นหลัก เน้นการผลิตชิ้นส่วนเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศสำหรับเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ผลิตภัณฑ์จึงได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคว่าเป็น “แอร์พันธุ์อึด” เพราะผลิตจากวัสดุที่ทนทาน มีเทคโนโลยีทันสมัย ประหยัดพลังงาน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจ จึงสอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีการผลิตเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กสำหรับที่พักอาศัยด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วไป

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีลูกค้าทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ มีผลประกอบการในปี 2559 ประมาณ 400 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็น ตลาดในประเทศ 75% และตลาดต่างประเทศอีก 25% และตั้งเป้าการเติบโตสำหรับปี 2560 ไว้เพิ่มขึ้น 15% ของรายได้ที่ผ่านมา โดยการรักษาฐานตลาดเดิม และขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ในกลุ่มเออีซี ทั้งนี้ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับรางวัลด้านมาตรฐานสินค้ามาโดยตลอด โดยเฉพาะรางวัลล่าสุด Thailand Energy Award 2015 จากกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นรางวัลทางด้านผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน

ดร.ณรัณ ยังกล่าวถึงแนวโน้มพฤติกรรมการใช้เครื่องปรับอากาศในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคว่า มีแนวโน้มใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อน โดยปัจจัยในการเลือกซื้อสินค้ามาจากตัวเลือกต่างๆ เช่น ราคา ความเย็น ความเงียบ เน้นประหยัดพลังงาน รักษาสุขภาพและความบริสุทธิ์ของอากาศบริเวณที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ซึ่งบริษัทฯ เองได้พยายามนำเสนอนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้ได้อย่างครบถ้วน ในราคาที่สมเหตุสมผล ในช่วงฤดูร้อนจึงได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้า “ยูนิแอร์” รับทันที “กล่องอเนกประสงค์ยูนิแอร์ สีสันสดใส” ใช้งานสารพัดประโยชน์.

 

หุ้นไทยปิดซื้อขายแดนลบ ร่วง 2.12 จุด ที่ระดับ 1,566.66 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 18:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892952


หุ้นไทยปิดซื้อขายแดนลบ ร่วง 2.12 จุด ปิดที่ระดับ 1,566.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 35,245.30 ล้าน…

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายในแดนลบ ร่วงลง 2.12 จุด หรือลบ 0.14% ปิดที่ระดับ 1,566.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 35,245.30 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ แตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,569.99 จุด และต่ำสุดที่ 1,558.00 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน).

 

แบงก์พาณิชย์ทยอยปิดสาขา รองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้า หันมาใช้ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 18:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892800


ธปท.เผย ตั้งแต่ปี 59 แบงก์พาณิชย์ส่วนใหญ่ทยอยปิดสาขา มากกว่าเปิดสาขา จากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หันมาใช้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง พร้อมปรับรูปแบบสาขาให้ลูกค้าเข้าถึงง่าย…

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงช่วงไตรมาส 1 ของปี 2560 พบว่าธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะมีการปิดสาขามากกว่าเปิดสาขา เนื่องจากพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป มีการนำเทคโนโลยีมาให้บริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ ประกอบกับธนาคารพาณิชย์มีการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์จึงมีการปรับตัวโดยทบทวนจำนวนเครือข่ายที่ตั้งสาขา Relocate และเพิ่มช่องทางการให้บริการผ่านโมบาย แบงก์กิ้ง หรืออินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้ง หรือการนำเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้ด้วยตนเอง ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง มีความสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังมีการปรับรูปแบบสาขาให้มีขนาดที่เหมาะสม อยู่ในที่ตั้งที่ลูกค้าเข้าถึงง่าย เช่น มีสาขาตามห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ ส่วนพนักงานของธนาคารจะได้รับการอบรม เวียนงาน ให้มีประสบการณ์ และทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ซึ่ง ธปท.ก็มีการติดตามการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ การดูแลลูกค้าและพนักงานให้มีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง.

 

ขนส่งฯ แจงม.44 เบี้ยวจ่ายค่าปรับ ต่อภาษีไม่ได้-ไขข้อสงสัยเข็มขัดนิรภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 17:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892847


ขนส่งแจงด่วน!หลัง ออกม.44 คุมเข้มวินัยจราจร มีผลบังคับใบสั่งที่ออกตั้งแต่ 21 มี.ค.เป็นต้นไป หากไม่เสียค่าปรับ ต่อทะเบียนได้แค่ป้ายภาษีชั่วคราว 30 วันเท่านั้น หากเกิน ตร.ส่งฟ้องศาลทันที พร้อมอำนวยความสะดวกตั้งโต๊ะรับชำระค่าใบสั่ง…

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยภายหลังคสช. ออก ม.44 แก้ปัญหาความปลอดภัยรถโดยสาร และคุมเข้มวินัยจราจร ว่า ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายนั้น กรณีการออกใบสั่งรถยนต์ทั่วไป จะมีผลตั้งแต่ใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. 2560 เป็นต้นไป หากประชาชนได้รับใบสั่งและไม่เสียค่าปรับ จะไม่สามารถต่อภาษีได้ตามปกติ เนื่องจากจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก แต่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายกับประชาชนที่โดนใบสั่ง

ทั้งนี้ กรณีที่ทำผิดกฎหมายจราจร และยังไม่เสียค่าปรับ ในส่วนนี้กรมการขนส่งทางบก จะใช้พื้นที่ของขนส่งเปิดโต๊ะรับชำระค่าปรับแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งหากผู้ต่อภาษีรายใดชำระค่าปรับเรียบร้อยก็สามารถต่อภาษีได้ทันที แต่หากผู้ต่อภาษี ไม่สะดวกชำระค่าปรับทางเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบก จะออกป้ายต่อภาษีชั่วคราว ซึ่งจะมีลักษณะเป็นใบเสร็จ พร้อม แสตมป์ข้อความที่ระบุว่า ใช้เป็นป้ายต่อทะเบียนภาษีชั่วคราว

“หากกรณี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเรียกตรวจสอบรถ ก็สามารถแสดงป้ายดังกล่าวได้ โดยป้ายต่อภาษีชั่วคราวจะมีอายุ 30 วัน และในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวผู้ต่อภาษีต้องไปชำระค่าปรับ ให้ครบถ้วน แต่หากไม่ดำเนินการหลังพ้น 30 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ดำเนินคดีฟ้องร้อง”

อย่างไรก็ตามในวันที่ 23 มี.ค. 60 นี้ทางขนส่งทางบก จะมีประชุมที่กองบังคับการตำรวจทางหลวง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อหารายละเอียด และข้อสรุปร่วมกันในเรื่องของรายละเอียดโดยเร็วของการเชื่อมต่อข้อมูล ระหว่างขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจ เนื่องจากมีการประกาศ ม.44 มีผลบังคับใช้แล้ว ดังนั้นจำเป็นต้องเร่งรัดการดำเนินการให้มีผลสอดคล้องกัน

ส่วนประเด็นการออกประกาศ ม.44 ที่ควบคุมเกี่ยวกับความปลอดภัยของรถโดยสารและรถยนต์ส่วนบุคคลนั้น ในประเด็นรถโดยสารจะมีผลทันที โดยเฉพาะในส่วนของรถตู้โดยสารซึ่งเดิมรถตู้ที่วิ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งปกติจะมี 15 ที่นั่ง และรถตู้วิ่งระหว่างจังหวัดมี 14 ที่นั่ง ในการประกาศ ม.44 ครั้งนี้จะมีผลทำให้รถทั้งสองประเภทจะต้องไปแก้ไขปรับปรุงตัวรถให้มี 13 ที่นั่งเหมือนกัน ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของประกาศ คสช. ต้องการให้มีการนำเบาะท้ายสุดของตัวรถออกไป 1 ที่นั่ง รวมทั้งเบาะกลางระหว่างคนขับกับผู้โดยสารด้านหน้า อีก 1 ที่นั่ง ซึ่งเมื่อเอาออกไป 2 ที่นั่งก็จะมีจำนวนที่นั่งพอดี

สำหรับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว โดยเป้าหมายสำคัญของประกาศ ต้องการให้การบรรทุกผู้โดยสารในรถตู้ มีที่เหลือและเกิดความคล่องตัวในการเปิดประตูด้านหลังกรณีรถเกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยมีการมอบหมายให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นเจ้าพนักงานรับไปดำเนินการ ดังนั้นในส่วนนี้กรมการขนส่งทางบกจะมีการนำประกาศดังกล่าว เข้าหารือในคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลางในการประชุมครั้งต่อไปเพื่อประกาศบังคับใช้กับรถตู้โดยสารทุกคัน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยซึ่งจะต้องมีการติดตั้งในรถโดยสารและรถยนต์ส่วนบุคคลทุกคัน แต่มีข้อสงสัยว่าจะมีผลครอบคลุมถึงรถกะบะที่มีการต่อหลังคาคลุมกะบะด้านหลัง หรือ cab ด้านหลังหรือไม่นั้น ในเรื่องนี้ ชี้แจงว่าประกาศดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะรถที่มีการกำหนดโครงสร้างว่ามีจำนวนกี่ที่นั่งเท่าใด หากรถคันใดมีการต่อเติมที่นั่งเพิ่มเติมหรือเป็นพื้นที่ในรถที่ไม่ได้ถูกระบุเพื่อการใช้สำหรับโดยสาร (ใช้วางสิ่งของ) ก็จะไม่เข้าข่ายตามประกาศดังกล่าว รวมทั้งรถสองแถว ซึ่งตามโครงสร้างไม่สามารถติดเข็มขัดนิรภัยได้สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ก็จะใช้มาตรการควบคุมดูแลความปลอดภัยอื่นๆ มาทดแทน.

 

ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตฯก.พ. ร่วงเดือนที่ 2 กังวลบาทแข็ง-สภาพคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 15:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892691


สิ้นสุดมาตรการกระตุ้นใช้จ่าย ฉุดดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตฯเดือน ก.พ. ร่วงเดือนที่ 2 ผู้ประกอบการกังวลบาทแข็ง ขณะที่เอสเอ็มอี ห่วงสภาพคล่อง จากต้นทุนผลิตปรับตัวสูง คาด 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีเชื่อมั่นฯ จะปรับเพิ่มเล็กน้อย อานิสงส์ส่งออก-ลงทุนรัฐ…

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมในเดือน ก.พ. 60 ว่า อยู่ที่ 86.2 ปรับตัวลดลงจาก 87.2 ในเดือนม.ค. โดยปรับลดเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน จากการชะลอตัวของอุปสงค์และกำลังซื้อ หลังจากสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐในช่วงปลายปี 59 ขณะที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่ากว่าประเทศในภูมิภาค ส่วนผู้ประกอบการ SME กังวลต่อปัญหาสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ ภาวะการแข่งขันและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่งออกที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เห็นว่าการส่งออกของไทยปี 60 มีทิศทางการขยายตัวดี จากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศและทำความเย็น ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 100.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 100.4 ในเดือนม.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ดี โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออก การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ

ด้านปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการในเดือนก.พ. พบว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน และสถานการณ์การเมืองในประเทศ ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมัน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า

สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือนนี้ คือ รักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกการค้าชายแดน โดยเปิดด่านเพิ่มและปรับแก้ไขกฎระเบียบข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคทางการค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน รวมถึงสนับสนุนการขยายฐานส่งออกสินค้า SME และให้ความรู้ผู้ประกอบการในการเข้าถึงช่องทางการตลาดในต่างประเทศและเร่งเจรจาการค้ากับประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเพื่อขยายตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และมาตรการกีดกันสินค้าที่มิใช่ภาษี.

 

พณ.เชื่อส่งออกไทยปีนี้ฉลุย โตเกิน 3% มีลุ้นเข้าเป้า ‘สมคิด’ 5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892671


พาณิชย์ ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคเริ่มปรับตัว มีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น คาดส่งออกไทยปีนี้จะโตเกิน 3% ใกล้เคียงเป้า 5% ตามที่ ”สมคิด” ต้องการ แต่ยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงกระทบการค้า-ลงทุนโลก ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน…

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ คาดว่า ส่งออกไทยในปีนี้จะสามารถเติบโตได้เกิน 3% อย่างแน่นอน และมีโอกาสเติบโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายไว้ว่าต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ผลักดันการส่งออกปีนี้ให้โตได้ถึง 5% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ ส่งผลให้แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคเริ่มปรับตัวและมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น

นอกจากนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 2 ครั้งภายในปีนี้ ประกอบกับเศรษฐกิจจีนยังทรงตัวและมีโอกาสขยายตัวได้ต่อเนื่องในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในระดับปานกลางจากแรงขับเคลื่อนในประเทศ ทั้งการบริโภคและการใช้จ่าย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะสนับสนุนให้สถานการณ์ส่งออกไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น

ทั้งนี้หากจะผลักดันให้การส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตได้ 5% นั้น มูลค่าการส่งออกในแต่ละเดือนที่เหลืออยู่จะต้องไม่ต่ำกว่า 19,052 ล้านดอลลาร์ แต่หากจะให้การส่งออกเติบโตได้ 4% มูลค่าการส่งออกในแต่ละเดือนต้องไม่ต่ำกว่า 18,837 ล้านดอลลาร์ และหากจะให้การส่งออกเติบโตได้ 3% มูลค่าการส่งออกในแต่ละเดือนจะต้องไม่ต่ำกว่า 18,621 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยเรื่องความไม่ชัดเจนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในยูโรโซน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนในด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับภาวะการค้าและการลงทุนของโลกในระยะต่อไป ซึ่งจะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด โดยค่าเงินบาทในปีนี้คาดจะอยู่ในช่วง 35.50-37.50 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ มีผลทำให้เงินบาทอาจอ่อนค่าลง แต่ประเทศเพื่อนบ้านก็อาจจะอ่อนค่ากว่า ดังนั้นจึงอาจจะไม่ได้เป็นผลดีมากนัก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ จะอยู่ในกรอบ 50-60 ดอลลาร์/บาร์เรล.