ทองคำเปิดตลาดขึ้นพรวด 250 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892332


ราคาทองวันที่ 22 มี.ค. เปิดตลาดราคาพุ่ง 250 ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาเพิ่มขึ้น 250 บาท จากเมื่อวานที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 บาท ขายออกบาทละ 20,500 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000 บาท.

 

‘โฟร์โมสต์’ สานต่อแคมเปญ พากลับบ้านสงกรานต์ ปี 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 08:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892280


‘โฟร์โมสต์’ สานต่อแคมเปญเพื่อสังคมแห่งปี ‘โฟร์โมสต์ พากลับบ้าน สงกรานต์สุข ปี3’ แจกตั๋วเดินทางกลับภูมิลำเนา ช่วงสงกรานต์สำหรับ ‘ฮีโร่’ ของครอบครัว แบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ครอบคลุมทุกเส้นทางทั่วไทย

นางสาววิภาดา อัตศรัณย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์นมสำหรับครอบครัว บริษัท ฟรีสแลนด์ คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่ทุกครอบครัวไทยจะได้มีโอกาสพบปะหรืออยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แต่สำหรับบางครอบครัวอาจไม่ได้รับโอกาสกลับบ้าน โดยหนึ่งในสาเหตุหลักคือ ไม่สามารถจองตั๋วเดินทางกลับบ้านได้ทัน ซึ่ง โฟร์โมสต์ ร่วมสนับสนุนส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้แข็งแรง จึงได้สร้างสรรค์แคมเปญเพื่อสังคมภายใต้ชื่อ “โฟร์โมสต์ พากลับบ้าน สงกรานต์สุข” โดยกระตุ้นให้ประชาชนที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร ได้กลับถิ่นฐานบ้านเกิดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผ่านกิจกรรมมอบตั๋วโดยสาร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยตั้งแต่เริ่มแคมเปญในปี พ.ศ.2558 ได้รับการตอบรับที่ดี โฟร์โมสต์จึงขอสานต่อแคมเปญดีๆ เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

“สำหรับแคมเปญ “โฟร์โมสต์ พากลับบ้าน สงกรานต์สุข ปี3” ในครั้งนี้ มีแนวคิดสำคัญมาจากความเสียสละของหัวหน้าครอบครัวที่ต้องพลัดถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อมาประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวในกรุงเทพมหานคร ฉะนั้นบุคคลเหล่านี้ก็เปรียบเสมือน “ฮีโร่” ของครอบครัว” คุณวิภาดา กล่าว

คุณวิภาดา กล่าวด้วยว่า ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การเนรมิต “โฟร์โมสต์ ฮีโร่ สเตชั่น (Foremost Hero Station)” สถานีขนส่งใจกลางเมือง รถโดยสารปรับอากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟระดับวีไอพี ที่สะอาด พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย โดยจะร่วมส่ง “ฮีโร่” กลับบ้านพร้อมกันทั่วไทย 11 เมษายน 2560 ณ สนามมอเตอร์ สปอร์ต แลนด์ (แดนเนรมิตเก่า) ถนนพหลโยธิน

สามารถลงทะเบียนร่วมรับสิทธิ์ตั๋วเดินทาง ได้ที่ www.ForemostForLife.com/Hero ตั้งแต่วันที่ 17 – 27 มีนาคม 2560 นี้เท่านั้น โดยจะประกาศรายชื่อผ่านทาง Foremost Family Facebook Fanpage ในวันที่ 28 มีนาคม 2560 เวลา 12.00 น. สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทะเบียนได้ที่ Call Center หมายเลข 02-657-5344

 

แห่ร้อง “บริษัทประกัน” สุดแสบ อ้างสารพัดปัญหาไม่ลดเบี้ยรถติดกล้องซีซีทีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892197


ประชาชนแห่ร้องเรียนเสียงระส่ำ! บริษัทประกันหัวหมอ อ้างสารพัดเหตุ เลี่ยงไม่ยอมลดเบี้ยค่าติดกล้องรถยนต์ให้ผู้เอาประกันทันที ด้าน คปภ.ออกเกณฑ์เข้มแจงละเอียดให้ชัดเจนมากขึ้น ลับมีดรอฟันไม่ทำตามปรับครั้งละ 3 แสนบาท ยันกล้องซีซีทีวีทุกประเภทลดได้หมด ทุกประเภทไม่ต้องติดรอบคัน ไม่กำหนดราคาถูกหรือแพง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า มีบริษัทประกันภัยบางแห่งยังไม่ยอมให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ในกรณีผู้เอาประกันมีการติดกล้องวงจรปิด หรือกล้องซีซีทีวี ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 8/2560 เรื่องให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) ที่ติดตั้งกับรถยนต์ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยให้เหตุผลว่า ที่ยังไม่ดำเนินการปรับเบี้ยประกันดังกล่าว เนื่องจากประกาศยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับคุณสมบัติของกล้องวงจรปิดว่าต้องเป็นชนิดไหน หรือเป็นกล้องประเภทใด และบางรายยังแจ้งว่า จำเป็นต้องเป็นกล้องที่มีคุณภาพสูง สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับโทรศัพท์มือถือได้ จึงจะสามารถลดเบี้ยประกันได้ ขณะเดียวกัน ยังมีบางรายที่อ้างว่ายังมีปัญหาเรื่องเอกสารกรมธรรม์ที่ยังเป็นรูปแบบเก่า จึงยังไม่สามารถมอบส่วนลดให้ได้ทันที นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการมอบส่วนลดที่ไม่ชัดเจน โดยอ้างว่ามีการลดจากกรณีนี้ให้แล้ว หรือบางรายนำส่วนลดอื่นๆ มาถัวเฉลี่ยกับส่วนลดติดกล้องรถยนต์ ทำให้ผู้ซื้อกรมธรรม์ได้รับส่วนลดไม่แตกต่างจากเดิม และไม่ได้รับประโยชน์จากส่วนลดจากการติดตั้งกล้องหน้ารถดังกล่าว

ทั้งนี้ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า คปภ.ได้ออกแนวทางปฏิบัติซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับคำสั่งนายทะเบียนเรื่องให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ติดตั้งกับรถยนต์เพื่อให้การปฏิบัติมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อลดปัญหาและความไม่เข้าใจต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับการลดเบี้ยประกันกรณีดังกล่าว

โดยมีการระบุให้ชัดเจนขึ้นว่า กรณีกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) ที่ติดตั้งกับรถยนต์นั้น ให้หมายถึงกล้องติดรถยนต์ทุกประเภทที่ใช้ติดตั้งภายในรถยนต์และสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ แต่ไม่รวมถึงอุปกรณ์อื่น เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต มาดัดแปลงเพื่อให้มีลักษณะการใช้งานเช่นเดียวกับกล้องติดรถยนต์ และไม่มีการกำหนดมาตรฐาน คุณภาพ ราคา ของกล้องติดรถยนต์ที่จะได้รับการลดเบี้ยประกัน รวมถึงไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนเพิ่มที่กรมการขนส่งทางบกแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ผู้ทำประกันภัยสามารถติดตั้งระบบกล้องไว้เพียงด้านหน้าของรถยนต์คันเอาประกันภัยก็ได้ ไม่ต้องติดรอบคัน เพียงแต่ให้บริษัทใช้ภาพถ่ายการติดตั้งระบบกล้องมาเป็นเอกสารประกอบในเวลาทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ขณะเดียวกัน ยังกำหนดให้บริษัทแสดงส่วนลดเบี้ยประกันภัยไว้ในช่องส่วนลดอื่น ในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์

ทั้งนี้ หากบริษัทประกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง คปภ.มีความผิดมาตรา 90 ตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย มีโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย โดยประชาชนที่พบบริษัทประกัน และนายหน้าขายประกันไม่เสนอส่วนลดให้ สามารถร้องเรียนที่สายด่วน คปภ. หมายเลข 1186 จะมีการตรวจสอบและลงโทษอย่างเด็ดขาด เพราะกฎหมายนี้เป็นการบังคับใช้ ไม่ใช่เป็นการขอความร่วมมือ หากมีการร้องเรียน 10 ราย ก็อาจต้องปรับเป็นเงินสูงสุดถึง 3 ล้านบาท

ส่วนกรณีมีการทำสัญญาประกันภัยและผู้เอาประกันภัยได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทไปแล้ว ก่อนหรือหลังวันที่ 3 มี.ค.60 แต่กรมธรรม์ประกันภัยเริ่มต้นคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.60 เป็นต้นไป หากเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยได้ชำระแล้วนั้น ยังไม่มีการให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยตามคำสั่งนี้ เมื่อผู้เอาประกันภัยได้แจ้งขอส่วนลดภายหลัง บริษัทต้องให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยตามที่คำสั่งกำหนดไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้ทำประกันตรวจสอบการให้ส่วนลดในช่องส่วนลดอื่นในหน้าตารางกรมธรรม์ก่อน เพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง

นายอรัญ ศรีว่องไทย นายทะเบียน และประธานคณะกรรมการกฎหมายและกฎระเบียบ สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า สมาคมฯพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ และได้แจ้งสมาชิกให้มีการปฏิบัติตามคำสั่ง คปภ. โดยมอบส่วนลดตามที่กำหนดระหว่าง 5-10% โดยกำชับหากไม่ปฏิบัติจะไม่เป็นผลดีต่อบริษัทในระยะยาว เพราะส่วนลดเพียงไม่กี่ร้อยกี่พัน จะไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการถูกปรับหรือถูกนำไปร้องเรียนจนทำให้เสียชื่อเสียง.

 

อ้อมแอ้มรับปากรื้อทีโออาร์ทางคู่ ออกตัวไม่เคยแบ่งย่อยซอยงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892196


รฟท.หวั่นผู้รับเหมาทิ้งงานทำป่วน

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการ รฟท. กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ด) เสนอให้ รฟท.แบ่งตอนก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทางให้มากขึ้นเพื่อเปิดทางให้กับผู้ประกอบการรายย่อยนั้น และยกเลิกทีโออาร์เดิม ร่างทีโออาร์ครั้งใหม่ว่า โครงการสร้างทางคู่ 5 เส้นทาง หากต้องเริ่มร่างทีโออาร์ใหม่ ก็คงต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นจึงจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการเพื่อประกวดราคาได้ ส่วนการแบ่งตอนก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทาง จะส่งผลให้การก่อสร้างสามารถดำเนินการไปได้รวดเร็วมากขึ้น

แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากการเข้ามาของผู้รับเหมาหลายเจ้านั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาในขั้นตอนการก่อสร้าง และถ้าหากมีการก่อสร้างแค่เพียงตอนเดียวที่มีปัญหา ก็จะส่งผลกระทบไปทั้งโครงการจนเป็นปัญหากันทีหลัง อย่างไรก็ตาม รฟท.ได้กำหนดมาตรฐานของผู้รับเหมาไว้อยู่แล้วในทีโออาร์ควบคู่ไปกับการเพิ่มเงินจ้างผู้ควบคุมงานเพิ่มขึ้นเพื่อเร่งรัดให้แผนงานก่อสร้างของแต่ละเจ้าเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมจากกระทรวงคมนาคมว่า การดำเนินการตามมติซุปเปอร์บอร์ดดังกล่าว คาดว่ารายละเอียดการแบ่งตอนของการก่อสร้าง จะประกอบด้วย 1.แบ่งช่วงการก่อสร้างเป็นตอน 2.แบ่งส่วนก่อสร้างเช่น ระบบราง งานภาคพื้นดินและงานโครงสร้าง และเพื่อรองรับการแบ่งตอนก่อสร้างดังกล่าว การร่างทีโออาร์ครั้งใหม่ จะต้องกำหนดมาตรฐานของผู้รับเหมาให้ชัดเจน โดยเฉพาะคัดเลือกผู้รับเหมาพิเศษที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือและอุปกรณ์การก่อสร้าง รวมถึงตรวจสอบคัดเลือกบริษัทที่ไม่มีประวัติการทิ้งงานและส่งมอบงานไม่ได้จนต้องเกิดการฟ้องร้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดการทิ้งงานจนทำให้โครงการภาพรวมไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การแบ่งตอนย่อยนั้นทำให้ภาพรวมของโครงการมีความเสี่ยงมากขึ้นถ้าผู้รับจ้างไม่มาก่อสร้างตามกำหนดหรือทิ้งงานก็จะทำให้โครงการต้องล่าช้าเพิ่มขึ้นไปอีก หรืออาจถึงขั้นโครงการชะงักไปเลยถ้าเกิดปัญหาฟ้องร้องกันขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของ รฟท.ต้องเพิ่มงบประมาณจ้างควบคุมงานมากขึ้นเพื่อคุมเข้มให้โครงการสามารถก่อสร้างได้ เพราะ รฟท.ยังไม่มีประสบการณ์แบ่งตอนก่อสร้างแบบนี้มาก่อน แต่ยังมั่นใจว่าการแบ่งตอนย่อยในการก่อสร้างรถไฟทางคู่จะกระทบกับมาตรฐานการก่อสร้างไม่มากนัก เนื่องจากบริษัทผู้รับเหมาในไทยที่มีมาตรฐานเพียงพอที่จะรับงานโครงการใหญ่มูลค่าหลัก 100 ล้านบาท หรือ 1,000 ล้านบาทได้ มีจำนวนถึง 50-60 ราย.

 

ยังไม่พอปล่อยกู้เอสเอ็มอี ครม.จัดยากระตุ้นชุดใหม่เพิ่มอีก 1.5 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892192


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผ่านโครงการสินเชื่อ SMEs Transformation Loan ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) วงเงิน 15,000 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ และกระตุ้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ โดยให้กู้รายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปีในช่วง 3 ปีแรก และปีที่ 4-7 คิดดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ตามที่ ธพว.กำหนด รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 2% ใน 3 ปีแรก

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการประกอบด้วย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและมีปัญหาด้านสภาพคล่อง, ผู้ประกอบการใหม่ (สตาร์ตอัพ) หรือผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรม และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ หรือมีแนวโน้มเติบโตเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และเอสเอ็มอี 4.0 เช่น เอสเอ็มอีในกลุ่มธุรกิจนิวเอสเคิร์ฟ และเอสเอ็มอีที่ส่งออกหรือขยายธุรกิจในต่างประเทศ ทั้งนี้ ธพว.ขอเวลา 1 เดือนนับจากวันที่ ครม.อนุมัติโครงการ เพื่อจัดระบบบริหารจัดการก่อนที่จะเปิดให้เอสเอ็มอียื่นขอสินเชื่อ โดยมีกำหนดสิ้นสุดการยื่นขอสินเชื่อ 12 เดือน

ทั้งนี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะค้ำประกันสินเชื่อตามโครงการให้เอสเอ็มอี ขณะที่จะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เงินงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 2,250 ล้านบาท โดยคาดว่าจะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ประมาณ 3,000 ราย หรือปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยรายละ 5 ล้านบาท รักษาการจ้างงานได้ไม่น้อยกว่า 24,000 คน และสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ 68,700 ล้านบาท”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งหนักสุดในปี 2017 กังขาทิศทางนโยบายทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892226


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร ลดลงมากที่สุดตั้งแต่เข้าสู่ปี 2017 เป็นต้นมา ในขณะที่ความสงสัยเกี่ยวกับความสามารถของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันนโยบายของเขาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 21 มี.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 237.85 จุด หรือ 1.14% ปิดที่ 20668.01 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 29.45 จุด หรือ 1.24% ปิดที่ 2344.02 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 107.70 จุด หรือ 1.82% ปิดที่ 5793.83 จุด

ดัชนีหุ้นใหญ่ทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ดิ่งลงหลังประธานาธิบดีทรัมป์ เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อกดดันเหล่าสมาชิกสภาคองเกรส ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการโหวตลงมติเกี่ยวกับร่างกฎหมายสุขภาพใหม่ที่นายทรัมป์สนับสนุน ซึ่งจะนำมาใช้แทนโอบามาแคร์ ในวันพฤหัสบดีนี้ ท่ามกลางความสงสัยว่าเมื่อไรมาตรการลดภาษี และลดข้อบังคับที่เขาสัญญาไว้จะเกิดขึ้นเสียที

ความสงสัยดังกล่าวทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารตกลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวานนี้ ในขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมัน ซึ่งหุ้นกลุ่มบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมด้วย

 

5 เม.ย.เปิดราคาตั๋วร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892187


นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเปิดประมูลโครงการเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์บนรถโดยสารประจำทาง 2,600 คัน สัมปทาน 5 ปี วงเงิน 1,786.59 ล้านบาท เพื่อนำมาเชื่อมโยงกับระบบตั๋วร่วมหรือบัตรแมงมุม บริการบัตรเดียวใช้บริการได้ทุกระบบขนส่ง ตามโครงการของกระทรวงคมนาคม โดยได้เปิดประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Auction ไปแล้วเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ยื่นซองรวม 4 กลุ่มบริษัท โดยทุกกลุ่มที่ยื่นเป็นการรวมตัวกันของบริษัทไทยและต่างประเทศหลายบริษัท และจากการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นพบว่า มีผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ 3 กลุ่มบริษัท จากทั้งหมด 4 กลุ่มบริษัท สำหรับกลุ่มบริษัทที่ตกคุณสมบัติ 1 ราย เพราะไม่เคยมีผลงานด้านระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (e-Ticket) สําหรับรถโดยสารมาก่อน

ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไป ขสมก.จะเปิดให้ 3 กลุ่มบริษัทที่เหลือทำการสาธิตระบบว่า มีการใช้งานได้จริงหรือไม่ ระหว่างวันที่ 23-25 มี.ค. โดย ขสมก.จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบระบบภายในวันที่ 27 มี.ค.นี้ และกำหนดให้ผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดเสนอราคาในวันที่ 5 เม.ย.

“หลังเปิดให้เสนอราคาวันที่ 5 เม.ย. คณะกรรมการจัดซื้อจะพิจารณาว่า รายใดเสนอราคาต่ำสุด โดยนำผลการคัดเลือกเสนอให้คณะกรรมการ ขสมก.พิจารณาอนุมัติ ในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ คาดว่าจะเซ็นสัญญาได้ปลาย พ.ค.นี้ และจะสามารนำรถลอตแรก 100 คัน มาเปิดให้บริการในเดือน ก.ย.”.

 

ผิดกฎหมายผ่อนปรนไม่ได้ควรยุติชั่วคราว ลุยล่อซื้อ-ปรับ-จับอูเบอร์ต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892181


นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก

ล่อซื้อ-ปรับ-จับอูเบอร์ต่อ หลังเจรจาเสร็จ แต่อูเบอร์ยืนยันให้บริการต่อ รองปลัดคมนาคมย้ำควรหยุดชั่วคราวเพื่อความชัดเจน เพราะขณะนี้ผิดกฎหมาย ไม่สามารถผ่อนปรนได้ ไม่หยุดยิ่งทำให้ยาก ขณะที่สมาคมแท็กซี่ระบุ อีกหน่อยแท็กซี่ที่ถูกเพิกถอนใบขับขี่ จะไปขับอูเบอร์หมด เพราะไม่มีการตรวจสอบใดๆ

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า จากที่มีการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาการให้บริการรถที่ผิดกฎหมาย โดยนำรถส่วนบุคคลหรือรถป้ายดำมาวิ่งให้บริการเป็นรถโดยสารสาธารณะ ภายใต้บริการของแท็กซี่อูเบอร์นั้น ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายไทยรองรับ และอูเบอร์เป็นคนเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางออกด้านกฎหมายร่วมกัน ทั้งกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งจะใช้เวลาศึกษา 6-12 เดือนจากนี้ โดยระหว่างรอผลการศึกษา ขอให้อูเบอร์หยุดให้บริการ แต่อูเบอร์ยืนยันว่าจะให้บริการต่อ โดยไม่รอผลการศึกษา ทำให้ทางคณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้ ซึ่งมีทั้งทหาร ตำรวจ และ ขบ.ต้องดำเนินให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะการล่อซื้อ จับ ปรับ ตามที่มีการร้องเรียน เพราะขบ.ถือว่าการให้บริการดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

“การเข้ามาตรวจจับรถอูเบอร์ ถือเป็น 1 ในนโยบายจัดระเบียบรถสาธารณะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งรถตู้โดยสาร รถมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ ขนาดรถโดยสารสาธารณะที่ถูกกฎหมาย หากปฏิบัติไม่ถูกตามเงื่อนไขข้อบังคับตามกฎหมาย เช่น รถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร, กิริยาวาจาไม่สุภาพ โกงมิเตอร์ ขนส่งทางบกยังเรียกมาตักเตือน ปรับ จับเลย และนี่รถผิดกฎหมาย เพราะนำรถส่วนบุคคลมาให้บริการสาธารณะ หากมีการร้องเรียน ตรวจพบว่าทำผิด ก็ต้องถูกจับแน่นอน”

ด้านนายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานการพิจารณาแก้ไขปัญหาอูเบอร์ กล่าวว่า ในระหว่างที่กำลังหาทางออกร่วมกัน การที่ทางอูเบอร์ยังยืนยันที่จะให้บริการต่อ จะทำให้การเจรจาในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้ายากขึ้น โดยเฉพาะหากผู้ที่เดือดร้อน อันได้แก่ แท็กซี่ถูกกฎหมายไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้คุ้มครอง ก็จะยิ่งทำให้การเจรจายุ่งยากขึ้นแน่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ขบ.พยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ และพูดคุยกับอูเบอร์หลายครั้ง เพราะการให้บริการแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่นเป็นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่ง ขบ.ก็ยอมรับและออกเป็นประกาศรับรองมาแล้ว แต่ปัญหาของอูเบอร์ในขณะนี้คือใช้รถผิดประเภทกับผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายที่ไม่สามารถที่จะยอมรับหรือผ่อนผันได้ ส่วนแนวคิดเรื่อง Ridersharing หรือการใช้รถร่วมกันแบบคาร์พูลนั้น ยอมรับว่ายังเป็นเรื่องใหม่ ต้องศึกษารายละเอียดหรือเงื่อนไขให้ชัดเจน เชื่อว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 6-12 เดือน

ด้านนายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ กล่าวยอมรับว่า มีผู้ขับขี่รถแท็กซี่บางส่วน ที่มีพฤติกรรมที่ไม่ดี ทั้งปฏิเสธผู้โดยสาร เอาเปรียบในรูปแบบต่างๆ แต่ก็ต้องเห็นใจคนขับดีๆอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนกรณีที่อูเบอร์ยืนยันจะยังให้บริการต่อไปนั้น ทางสมาคมก็ต้องกดดันให้ ขบ.จับปรับ และหากยังไม่ได้ผล ก็จะทำหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช. สั่งระงับห้ามรถที่ไม่ได้รับอนุญาตออกมาวิ่งให้บริการ เพราะถือว่ารถเหล่านี้ เป็นรถที่ผิดกฎหมาย สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือผู้ให้บริการของอูเบอร์เป็นใครก็ได้ แค่ไปขึ้นทะเบียน ไม่ต้องตรวจสอบประวัติ ดังนั้น ต่อไปอาจได้เห็นผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่กระทำความผิด จนถึงขั้นเพิกถอนใบขับขี่รถสาธารณะ ผันตัวไปขับอูเบอร์เพราะใช้ใบขับขี่ส่วนบุคคล ไม่มีการตรวจสอบประวัติ ไม่ต้องขึ้นทะเบียนหรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ขบ.และไม่มีการทำประกันภัยผู้โดยสาร.

 

“จีน” แชมป์เที่ยวสาดน้ำสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892171


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. คาดว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ปี 2560 ระหว่างวันที่ 13-17 เมษายนนี้ จะมีรายได้ 16,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 8,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% มีจำนวนนักท่องเที่ยว 470,000 คน เพิ่มขึ้น 10% ส่วนตลาดในประเทศมีรายได้ 8,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% มีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.47 ล้านคน/ครั้ง จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.26 ล้านคน/ครั้ง

สำหรับจำนวนเที่ยวบินเช่าเหมาลำระหว่างวันที่ 13-17 เมษายนนี้ เข้าประเทศไทยมีจำนวนทั้งหมด 28 เที่ยวบิน เข้าภูเก็ต 23 เที่ยวบิน เชียงใหม่ 1 เที่ยวบิน และกระบี่ 4 เที่ยวบิน โดยเป็นเที่ยวบินจากจีนมากที่สุด 22 เที่ยวบิน ส่วนที่เหลือมาจากสหราชอาณาจักรและสวีเดน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาช่วงสงกรานต์คาดว่าจะมีวันพักเฉลี่ย 3 วัน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปราว 17,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% โดยตลาดแอฟริกาและยุโรปมีแนวโน้มการจองเพิ่มขึ้นดีที่สุด มากกว่า 60% รองลงมาเป็นโอเชียเนีย เพิ่มขึ้น 35% และจากอาเซียน เพิ่มขึ้น 18% ใกล้เคียงกับภูมิภาคอเมริกาที่เพิ่มขึ้น 16% และหากแยกเป็นรายประเทศ พบว่า 5 ประเทศที่มีจำนวนยอดจองตั๋วโดยสารเข้ามาช่วงสงกรานต์มากสุด คือ จีน ฮ่องกง เยอรมนี อังกฤษ และออสเตรเลีย และตลาดที่มีอัตราเติบโตของยอดจองเพิ่มมากที่สุด คือ ฮ่องกงเพิ่มขึ้น 140% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่มขึ้น 137% แอฟริกา เพิ่มขึ้น 110% และอิตาลี เพิ่มขึ้น 80% “มั่นใจว่าตลาดในประเทศจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งด้านจำนวนและค่าใช้จ่าย หลังแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้คนไทยกล้าเดินทางมากขึ้น โดยมีการปรับเพิ่มเที่ยวบินภายในประเทศช่วงสงกรานต์มากถึง249 เที่ยวบิน”.

 

ทุ่ม 1.6 หมื่นล้านผุดเมืองสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892166


นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบลงทุน 16,000 ล้านบาท สร้างอาณาจักร “เมืองแห่งสุขภาพ” บนพื้นที่ 140 ไร่ ที่รังสิต ปทุมธานี โดยภายในโครงการจะประกอบด้วยโรงพยาบาล ศูนย์พักฟื้นและฟื้นฟูผู้ป่วย ศูนย์รวมสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพขนาดใหญ่ ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังสร้างบ้านพักภายในโครงการเพื่อให้ผู้สูงวัยได้เข้ามาอยู่อาศัย เฟสแรก 1,300 ยูนิต โดยภายในที่พักได้ออกแบบก่อสร้าง และใช้อุปกรณ์ภายในที่มุ่งเน้นในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก และภายในโครงการจะมีบริการดูแลผู้สูงวัยอย่างครบวงจร มีคลับเฮ้าส์ สปอร์ตคอมเพล็กซ์ สปา สนามไดรฟ์กอล์ฟ สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น เพื่อรองรับการสันทนาการของผู้สูงวัยที่พักในโครงการ รวมทั้งการทำกิจกรรมร่วมกับลูกหลานและครอบครัว นอกจากนี้ยังมีห้องสมุด ห้องสวดมนต์ ห้องนั่งสมาธิ ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดขายที่พักสำหรับผู้สูงวัยได้ภายในกลางปีนี้ “เมืองแห่งสุขภาพนี้ พร้อมรองรับผู้ที่ต้องการมีสุขภาพที่ดี ให้มาใช้บริการ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ป่วย แต่ผู้ที่แข็งแรงดี ก็เข้ามาใช้บริการได้ เพราะที่นี่มีบริการเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างครบวงจร นอกจากการสร้างบ้านพักให้ผู้สูงวัย ที่จะรองรับสังคมผู้สูงวัยให้สูงวัยอย่างมีความสุข คือมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อรองรับประเทศไทยที่ก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุในอนาคต”

นพ.บุญยังกล่าวต่อว่า สำหรับธุรกิจอื่นๆนอกจากธุรกิจโรงพยาบาลที่กลุ่มธนบุรีมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจำนวนมาก โดยมีศูนย์แพทย์เฉพาะทางเช่นศูนย์หัวใจแล้ว ซึ่งมีการเติบโตและมีผู้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเน่ือง โดยมีนโยบายที่จะยกระดับการให้บริการผู้ป่วยให้มีศักยภาพในการรักษาสูงขึ้นเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ส่วนการรับจ้างบริหารโรงพยาบาลทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะการรับจ้างบริหารโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน ขณะที่จ่ายค่าใช้จ่ายเท่าโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีมาก นอกจากนี้ยังกำลังสร้างโรงพยาบาลศูนย์พักฟื้น ธนบุรี เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นและสามารถออกจากโรงพยาบาลให้มาอยู่ในศูนย์พักฟื้น ซึ่งโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วยได้อีกด้วย ทั้งนี้บริษัทมีเป้าหมายผู้นำในธุรกิจบริการด้านสุขภาพครบวงจร โดยมุ่งเน้นการรักษาพยาบาลและให้บริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานในราคาที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงการบริการได้.