‘พาณิชย์’ ดึง 24 บิ๊กเอกชน ปั้นโอทอปไทย ขยายช่องทางตลาดเข้าห้างค้าปลีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892046


‘พาณิชย์’ ดึง 24 บิ๊กเอกชน ช่วยปั้นโอทอปไทย แนะพัฒนาสินค้า ขยายช่องทางตลาด นำร่องคัดเลือกโอทอป 3-5 ดาว 2,380 ราย จับคู่ธุรกิจกระจายสินค้าเข้าห้างค้าปลีก แหล่งท่องเที่ยว และสนามบิน

เมื่อวันที่ 21 มี.ค.60 น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยภายหลังการประชุมเพื่อพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์และขยายช่องทางตลาดโอทอปตามแนวทางประชารัฐว่า ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนส่งเสริมและผลักดันสินค้าโอทอปของไทยให้เป็นที่รู้จัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด จึงได้เชิญภาคเอกชนรายใหญ่ 24 ราย ประกอบด้วย กลุ่มผู้ซื้อ ผู้ค้า และผู้ใช้ จำนวน 14 บริษัท ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัล การบินไทย คิงพาวเวอร์ ซีพี ออลล์ เซ็นทรัล ฟู๊ด รีเทล เดอะมอลล์ กรุ๊ป ตำรับไทยสมุนไพร นารายภัณฑ์ บางจากปิโตรเลียม บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สยามเจมส์ กรุ๊ป สยามพิวรรธน์ เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม และ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง

นอกจากนี้ยังได้ถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดผลิตภัณฑ์ 10 หน่วยงาน ได้แก่ ศูนย์อบรมแพ็ทเทิร์นอุตสาหกรรม แพทเทิร์นไอที สมาคมการตลาดแห่งประเทศไท สมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย สมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้ง (ประเทศไทย) สมาคมผู้ประกอบการสปาไทย, สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมสปาไทย สมาคมสินค้าตกแต่งบ้าน และสมาคมออกแบบสร้างสรรค์ มาร่วมหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นแนวทางการพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์โอทอป รวมทั้งปัญหาจากมุมมองของผู้ประกอบการ

“ภาคเอกชนเห็นพ้องร่วมกันว่าสินค้าโอทอปควรพัฒนาให้มีรูปแบบเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยต้องเน้นคุณภาพมาตรฐาน การผลิตสินค้าต้องมีความต่อเนื่อง เพราะบางครั้งเมื่อสินค้าติดตลาด และผู้บริโภคมีความต้องการมากขึ้น ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามความต้องการ ทำให้สินค้านั้นอาจสูญเสียตลาด และลูกค้าในอนาคตได้ รวมทั้งผู้ผลิตต้องเข้าใจในกลไกตลาดเป็นอย่างดี โดยผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และต้องประยุกต์ให้เข้ากับกระแสสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ผลิตสินค้าตามความต้องการของตนเองที่อยากจะผลิต”

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า กรมจะนำความเห็นและข้อเสนอแนะมาปรับแนวทางการพัฒนาสินค้าโอทอป เบื้องต้นได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์โอทอปจากกลุ่มโอทอป 3-5 ดาว ปี 59 โดยให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ คัดสรรกลุ่มผลิตภัณฑ์โอทอปที่ได้มาตรฐานตามกฎระเบียบทางราชการ 2,380 ราย จากทั้งหมด 8,039 ราย เข้าสู่การคัดสรรสู่ Best OTOP 77 Experience ผลิตภัณฑ์เด่นของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย กลุ่มของใช้ ของที่ระลึก และกลุ่มสมุนไพรที่มิใช่อาหาร จังหวัดละ 1 รายต่อกลุ่ม รวมทั้งสิ้น 308 ราย ที่จะนำร่องการพัฒนาการตลาดและให้เข้าถึงตลาดอย่างยั่งยืน

“จะเจรจาจับคู่ธุรกิจกับช่องทางการตลาดให้โอทอปที่คัดสรรมาแล้วทั้งออฟไลน์ ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านค้าส่ง-ค้าปลีก ร้านจำหน่ายของที่ระลึก สนามบิน แหล่งท่องเที่ยว และออนไลน์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ช่องทางทีวี แคตตาล๊อค ตลอดจนการพัฒนาร้านค้าต้นแบบจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอทอป เพื่อสามารถขยายเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ในรูปแบบของแฟรนไชส์ โมเดล ต่อไป”

 

กรรมการ บจ.สร้างสถิติโดดร่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892161


นางวชิรา ณ ระนอง นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เปิดเผยว่า จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าปี 2559 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) กว่า 600 แห่งได้ใช้เงิน 2,819 ล้านบาท ในการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการ 7,334 คนในการประชุมและอื่นๆ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ใช้เงิน 2,766 ล้านบาท จ่ายค่าตอบแทนกรรมการ 6,296 คน

อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนภาพรวมไม่สูงมากนัก เพราะบางบริษัทจ่ายผลตอบแทนไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะบริษัทที่มีปัญหาในองค์กร หรือประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การจ่ายค่าตอบแทนส่วนใหญ่ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังพบว่าในการประชุมสามัญประจำปี 2559 มีประธานกรรมการไม่เข้าประชุม 36 บริษัท, มีประธานกรรมการตรวจสอบไม่ร่วมประชุม 29 บริษัท และกรรมการเข้าร่วมน้อยกว่า 90% ถึง 115 บริษัท เป็นต้น “ปัจจุบันสมาคมฯได้เป็นผู้ถือหุ้น บจ.ทุกบริษัทตั้งแต่ 1 หุ้นขึ้นไป เพื่อเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นรายบุคคล ขณะเดียวกันทางสมาคมฯได้ร่วมรณรงค์งดแจกของชำร่วย ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับผู้ถือหุ้นอื่นๆที่ไม่สะดวกในการเข้าร่วมประชุม แต่ทั้งนี้บริษัทจดทะเบียนแต่ละแห่งสามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ตามเหมาะสม เพราะสมาคมฯต้องทำหน้าที่ยกระดับธรรมาภิบาล ให้ตลาดทุนไทยก้าวสู่ระดับสากล”.

 

ดึง 24 บิ๊กเอกชนช่วยปั้น “โอทอป” พัฒนาสินค้าเปิดตลาดจับคู่ธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892157


น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยหลังการประชุมเพื่อพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์และขยายช่องทางตลาดโอทอปตามแนวทางประชารัฐว่า ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนส่งเสริมและผลักดันสินค้าโอทอปของไทยให้เป็นที่รู้จัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด จึงได้เชิญภาคเอกชนรายใหญ่ 24 ราย มาร่วมหารือรับฟังความคิดเห็นแนวทางการพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์โอทอป รวมทั้งปัญหาจากมุมมองของผู้ประกอบการ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ซื้อ ผู้ค้าและผู้ใช้ ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัล, การบินไทย, คิงเพาเวอร์, ซีพี ออลล์, เซ็นทรัล ฟู๊ดรีเทล, เดอะมอลล์ กรุ๊ป, บางจากปิโตรเลียม, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, สยามเจมส์ กรุ๊ป, สยามพิวรรธน์, เอกชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม และเอสซีจี แพคเกจจิ้ง เป็นต้น รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดผลิตภัณฑ์ 10 หน่วยงาน เช่น ศูนย์อบรมแพ็ทเทิร์นอุตสาหกรรม, แพทเทิร์นไอที, สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย, สมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน, สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย, สมาคมทีวีโฮมช็อปปิ้ง, สมาคมผู้ประกอบการสปาไทย, สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น “เอกชนเห็นร่วมกันว่าสินค้าโอทอปควรพัฒนาให้มีรูปแบบเชิงพาณิชย์มากขึ้น เน้นคุณภาพมาตรฐาน การผลิตสินค้าต้องมีความต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ผลิตต้องเข้าใจกลไกตลาด โดยผลิตสินค้าให้ตรงความ ต้องการลูกค้าและต้องประยุกต์ให้เข้ากับกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

น.ส.บรรจงจิตต์กล่าวว่า กรมจะนำข้อเสนอแนะมาปรับแนวทางการพัฒนาสินค้าโอทอป เบื้องต้นได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์โอทอป 3-5 ดาว ปี 59 จำนวน 2,380 ราย จากทั้งหมด 8,039 ราย เข้าสู่การคัดสรรสู่ Best OTOP 77 Experience ที่จะนำร่องการพัฒนาการตลาดและให้เข้าถึงตลาดอย่างยั่งยืน และจะเจรจาจับคู่ธุรกิจกับช่องทางการตลาด ตลอดจนการพัฒนาร้านค้าต้นแบบจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอทอป เพื่อขยายเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์โมเดลต่อไป.

 

กรุงศรีแย้มสินเชื่อรายย่อยอืด ปีนี้ตั้งเป้าโต 11% ต่ำกว่าปีก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892151


นายแดน ฮาร์โซโน่ ประธานกลุ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคลธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อรายย่อยปีนี้โต 11% แบ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อโต 10% สินเชื่อที่อยู่อาศัยโต 10-11% สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลโต 7-8% ทั้งนี้ การโตของสินเชื่อรายย่อยปีนี้ต่ำกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 15% เนื่องจากอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโตเพิ่มเล็กน้อยจาก 3.2% ในปี 59 เป็น 3.3% ในปีนี้ ขณะที่ยังมีการแข่งขันสูง

สำหรับค่าธรรมเนียมปีนี้ตั้งเป้าโต 5% จากปี 59 ที่ทำได้ 11.7% โดยค่า ธรรมเนียมที่ลดลงได้รับผลกระทบจากการให้บริการอีเพย์เม้นท์ของรัฐบาล ด้านเงินฝากรายย่อยโต 2.2% ธนาคารมีเงินฝากอยู่ที่ 600,000 ล้านบาท และมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) โต 11.7% จากสิ้นปี 59 อยู่ที่ 362,000 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลปีนี้ควบคุมไม่ให้เกิน 2.5% จากสิ้นปี 59 ที่อยู่ 2.21% นอกจากนี้ ธนาคารจะเปิดสาขาที่ร่วมทุนกับพันธมิตรเพิ่มเติมที่ปากเซ สปป.ลาว ในเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ และยังสนใจเปิดสาขาที่เวียดนาม รวมทั้งสนใจศึกษาที่เมียนมา แต่ติดปัญหาที่กฎระเบียบมีความเคร่งครัด.

 

ไม่มีอินบ็อกซ์แล้ว! ผู้ค้าออนไลน์ ต้องแสดงราคาสินค้าและบริการให้ชัดเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2560 01:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892090


มติบอร์ด กลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ประกาศให้ ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ แสดงราคาของสินค้าและค่าบริการให้ชัดเจน อ่านง่าย บนหน้าเว็บไซต์ สื่อออนไลน์ จะให้อินบ็อกซ์ถามราคาหลังไมค์ไม่ได้แล้ว…

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฉบับที่ 44 พ.ศ. 2560 เรื่องการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2560 ที่ผ่านมา

ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฉบับที่ 44 พ.ศ. 2560 เรื่องการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์

โดยที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้มีมติเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 เห็นควรกําหนดให้มีการกํากับดูแลการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสในการเปรียบเทียบราคาหรือค่าบริการก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการ

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 9 (5) มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ. 2542 คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการจึงออกประกาศดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ 2 ในประกาศนี้“ผู้ประกอบธุรกิจ”ได้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าหรือบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์

ข้อ 3 ให้ผู้ประกอบธุรกิจแสดงราคาจําหน่ายค่าบริการรวมถึงประเภทชนิดลักษณะขนาดน้ําหนักและรายละเอียดของสินค้าหรือบริการโดยการเขียนพิมพ์หรือกระทําให้ปรากฏด้วยวิธีอื่นใดในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือระบบออนไลน์ของผู้ประกอบธุรกิจนั้นในลักษณะที่ชัดเจนครบถ้วน เปิดเผยสามารถอ่านได้โดยง่าย การแสดงราคาจําหน่ายสินค้าค่าบริการตามวรรคหนึ่งให้แสดงราคาต่อหน่วยราคา หรือค่าบริการนั้นจะมีตัวเลขภาษาใดก็ได้ แต่ต้องมีตัวเลขอารบิคอยู่ด้วย สําหรับข้อความหรือรายการที่แสดงควบคู่กับราคาจําหน่ายหรือค่าบริการต้องเป็นภาษาไทยแต่จะมีภาษาอื่นด้วยก็ได้

ข้อ 4 กรณีที่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากราคาจําหน่ายสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการที่แสดงไว้ตาม ข้อ 3 ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องแสดงค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ชัดเจนครบถ้วน และเปิดเผยโดยแสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคาจําหน่ายสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการ

ข้อ 5 การแสดงราคาจําหน่ายปลีกสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการตามข้อ 3 ต้องแสดงให้ตรงกับราคาที่จําหน่ายหรือค่าบริการที่ให้บริการความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับกับกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจจําหน่าย หรือให้บริการแก่ผู้ซื้อต่ำกว่าราคาจําหน่ายหรือค่าบริการที่แสดงไว้

ประกาศ ณ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560

อภิรดี ตันตราภรณ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

อ่านรายละเอียดฉบับเต็ม

 

3 เอ็มเปิดตัวฟิล์มรถยนต์ ชูจุดขายกันยูวี-แสงผ่านได้น้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2560 22:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891876


“3 เอ็ม” เดินหน้าทำตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์เปิดตัวฟิล์มกรองแสงรถยนต์รุ่นใหม่ “คริสตัลไลน์ ซี20” ภายใต้คอนเซปต์เข้ม แต่เคลียร์…

น.ส.วารินทร์ จงสมสุข ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจความปลอดภัยและงานกราฟิก บริษัท 3 เอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัท 3 เอ็ม เป็นรายแรกของโลกที่คิดค้นฟิล์มกรองแสงรถยนต์ เพื่อความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมฟิล์มกรองแสงกว่า 50 ปีที่บริษัท 3 เอ็ม คิดค้นวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีบนฟิล์มกรองแสงรถยนต์มัลติเลเยอร์ นาโนเทคโนโลยีในรุ่นคริสตัลไลน์เป็นการซ้อนทับฟิล์มถึง 200 ชั้น เพื่อสะท้อนความร้อนจากรังสีอัลตราไวโอเลตและรังสีอินฟราเรดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

น.ส.วารินทร์ กล่าวต่อ คริสตัลไลน์ ซี 20 รุ่นใหม่ล่าสุด คอนเซปต์ เข้ม แต่เคลียร์ ด้วยคุณภาพระดับพรีเมียม และคุณสมบัติที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ การขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ในปัจจุบันที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยคุณสมบัติเด่นของคริสตัลไลน์ ซี 20 เป็นการผลิตจากฟิล์มระดับพรีเมียม และใช้เทคโนโลยีออฟติคอลฟิล์มแสงจึงส่องผ่านเพียง 20% แต่ยังให้ทัศนวิสัยที่ชัดเจนในการขับขี่ เมื่อมองจากภายนอกให้สีชาเข้ม เรียบหรู คงความมีระดับ โดดเด่นมีสไตล์ พร้อมประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีสูงถึง 99.9% เทียบเท่าค่าเอสพีเอฟ 1000 จากสถาบันมะเร็งผิวหนังสหรัฐฯ รองรับว่าสามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ และชั้นเนื้อฟิล์มยังช่วยสะท้อนและหักเหรังสีอินฟราเรดได้สูงถึง 97% ช่วยให้อากาศภายในรถยนต์เย็นสบาย

นอกจากนี้ ยังมีค่าแสงสะท้อนจากภายนอกและภายในรถต่ำเพียง 8% ทำให้ไม่มีเงาสะท้อนบนกระจกมารบกวนสมาธิและการมองเห็น รวมถึง ปราศจากสารโลหะ ใช้งานทนทาน ไม่รบกวนสัญญาณมือถือ จีพีเอส หรือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ และไม่ก่อให้เกิดคราบสนิมบนเนื้อฟิล์ม ทำให้ฟิล์มกรองแสง 3 เอ็ม คริสตัลไลน์ ซี20 คุ้มค่าด้วยคุณภาพและการรับประกันคุณภาพฟิล์ม 7 ปี.

 

สภาสตรีแห่งชาติฯร่วมงาน 2017 Women’s Sports Festival ”งานออกกำลังกายเพื่อวันสตรีโลก” ที่มาเก๊า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 21 มี.ค. 2560 22:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892025


ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ มอบหมายให้นางไปรยา บุญมี เลขาธิการสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นหัวหน้านำทีมสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์จากประเทศไทย ไปร่วมงาน 2017 Women’s Sports Festival “งานออกกำลังกายเพื่อวันสตรีโลก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-20 มีนาคม 2560 ที่ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

สืบเนื่องจาก สมาคมสตรีมาเก๊า ร่วมกับ กระทรวงพัฒนาส่งเสริมกีฬา เรียนเชิญสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมงานดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความสามารถของสตรีในระดับอาเซียนสู่สากล อีกทั้งได้จัดความสำคัญของการออกกำลังกาย เป็นยุทธศาสตร์วาระแห่งชาติ ที่สตรีต้องให้ความสำคัญในการออกกำลังกาย รวมถึงการประสานความสัมพันธ์อันดี ในกลุ่มสมาคมสตรีในเขตภาคพื้นเอเชีย โดยมีผู้เเทนจากหน่วยงาน ทั้งภาครัฐเเละเอกชน รวมถึงสมาคมระหว่างประเทศ จำนวน 11 ประเทศ ได้เเก่ สมาคมสตรีฟิลิปปินส์ สมาคมสตรีสิงคโปร์ สมาคมสตรีอินโดนีเซีย สมาคมสตรีมาเก๊า สมาคมสตรีจีน (ปักกิ่ง) สมาคมสตรีจีน (เซี่ยงไฮ้) สมาคมสตรีไต้หวัน สมาคมสตรีฮ่องกง สมาคมสตรี Guam สมาคมสตรีจูไห่ และรวมถึงจากประเทศไทย

ภายในงานมีการจัดการสัมมนา “Health and Beauty” เปิดโอกาสให้ทุกประเทศ ขึ้นเวทีแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยประเทศไทย ได้รับเกียรติจากนางสาวจรรยา เฮงตระกูล ที่ปรึกษาประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ขึ้นเวทีสาธิตพร้อมภาคปฏิบัติในการรักษาสุขภาพของร่างกายด้วยการออกกำลังกายแบบง่ายๆ แต่ถูกวิธีให้เข้าถึงอวัยวะของร่างกายเช่นสมอง หัวใจ อื่นๆ โดยหลังจากบรรยายจบได้รับเสียงปรบมืออย่างชื่นชมจากทุกประเทศ

ในโอกาสนี้ นางสาวจรรยา เฮงตระกูล ได้กล่าวขอบคุณถึงที่มาของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นผลงานวิจัย จากนายแพทย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล อีกด้วย

 

กพท. ชี้ชัดเด็กพูดมีระเบิดบนเครื่อง ต้องได้รับโทษตาม ก.ม.เหมือนผู้ใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2560 21:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/892027


การบินพลเรือนฯ ชี้ชัดเด็กพูดว่ามีระเบิด ต้องได้รับโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่จะโดนมากน้อยขึ้นอยู่กับศาลพิจารณา ขณะที่การฟ้องเรียกค่าเสียหาย เป็นเรื่องแต่ละสายการบินว่าจะดำเนินการหรือไม่…

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยถึงกรณีสายการบินไทยสมายล์ เที่ยวบินที่ WE 136 กรุงเทพฯ-เชียงราย มีความจำเป็นต้องล่าช้า เนื่องจากมีผู้โดยสารซึ่งเป็นเด็กชายอายุ 14 ปี พูดว่ามีระเบิดในแจ็กเกตว่า ปกติแล้วเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทางสายการบินต้องแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่ง พ.ร.บ.ความผิดบางประการของการเดินอากาศ พ.ศ.2558 มาตรา 22 ระบุโทษไว้ชัดเจน ดังนั้นผู้กระทำผิดไม่ว่าจะอายุเท่าใด เป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ ก็ต้องได้รับโทษเช่นเดียวกัน แต่โทษจะมากน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับศาลจะเป็นผู้พิจารณา

ส่วนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละสายการบินว่าจะมีการฟ้องร้องหรือไม่ เพราะเมื่อมีการออกเดินทางล่าช้ากว่ากำหนด (ดีเลย์) ทำให้สายการบินต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ค่าที่จอดเครื่องบิน เป็นต้น สำหรับ พ.ร.บ.ความผิดบางประการของการเดินอากาศ พ.ศ.2558 มาตรา 22 ระบุไว้ว่า ผู้ใดแจ้งข้อความ หรือส่งข่าวสาร ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ และการนั้นเป็นเหตุ หรือน่าจะเป็นเหตุผู้ที่อยู่ในอากาศยานในระหว่างการบินตื่นตกใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากการกระทำนั้นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยของอากาศยานในระหว่างการบิน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.

 

ครม.ไฟเขียวร่างภาษีที่ดินฯ เก็บที่รกร้างไม่เกิน 2% ทุกๆ 3 ปี ขึ้น 0.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2560 18:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891865


ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หลังผ่านการปรับแก้จัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างจาก 5% เป็นไม่เกิน 2% แต่จะปรับเพิ่มขึ้น 0.5% ทุกๆ 3 ปี ส่วนที่ดินที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 0.5%…

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว โดยได้มีการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้าง

สำหรับสาระสำคัญของร่างดังกล่าวนั้น ได้มีการกำหนดอัตราเพดานที่ดินรกร้างจากเดิม 5% เป็นเพดานไม่เกิน 2% ของฐานภาษี และจัดเก็บเพิ่มขึ้น 0.5% ทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 5% และในส่วนของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ให้มีอัตราภาษีไม่เกิน 0.2% ของฐานภาษี ซึ่งต้องเป็นการใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม เป็นการทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ และกิจการอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศกำหนด

ส่วนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัย ให้มีอัตราภาษีไม่เกิน 0.5% ของฐานภาษี ด้านที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่นนอกจากดังกล่าวนั้น ให้มีอัตราภาษีไม่เกิน 2% ของฐานภาษี

ทั้งนี้การคำนวณภาษีในกรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 ม.ค.ของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณไม่เกิน 50 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้ออกพระราชกฤษฎีกา เพื่อเป็นช่องทางการขอลดหย่อนภาษีได้ 90% จากอัตราฐานภาษี กรณีที่มีบ้านพักอาศัยอยู่มาเป็นระยะเวลานานแต่ราคาที่ดินปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเจ้าของบ้านมีรายได้ไม่มาก รวมทั้งกำหนดข้อบังคับห้ามขายห้ามโอน หากติดหนี้ภาระภาษี ยกเว้นกรณีขายทอดตลาด อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะใช้ระยะเวลาการพิจารณาในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติประมาณ 2-3 เดือน และจะมีผลบังคับใช้หลังประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 1 ปี.

 

หุ้นไทยปิดแดนบวก ปรับขึ้น 5.24 จุด ซื้อขาย 35,685.04 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2560 18:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/891895


หุ้นไทยปิดซื้อขายแดนบวก ปรับขึ้น 5.24 จุด หรือ 0.34% ปิดที่ 1,568.78 จุด มูลค่าซื้อขาย 35,685.04 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายในแดนบวก ปรับขึ้น 5.24 จุด หรือ 0.34% ปิดที่ 1,568.78 จุด มูลค่าซื้อขาย 35,685.04 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวก แตะสูงสุดที่ระดับ 1,571.74 จุด และต่ำสุดที่ 1,564.06 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ5.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน).