ทองคำเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,150

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871726


ราคาทองวันที่ 2 มี.ค. เปิดตลาดราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,550 ขายออกบาทละ 20,650 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,177.96 ขายออกบาทละ 21,150 บาท

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาคงที่จากเมื่อวาน ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,550 บาท ขายออกบาทละ 20,650 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,177.96 บาท ขายออกบาทละ 21,150 บาท.

 

ล้างหนี้นอกระบบเหลือศูนย์ “บิ๊กตู่” สั่งจับทหาร-ตำรวจปล่อยกู้ดอกโหด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871616


“บิ๊กตู่” ประกาศกวาดล้างหนี้นอกระบบเป็นศูนย์ ให้เวลาปรับตัวขึ้นทะเบียนเป็น “พิโก ไฟแนนซ์” ก่อนจับเข้าคุกไม่เว้นทั้งเจ้าหนี้ที่เป็นทหารและตำรวจ ปลัดคลังมั่นใจแก้หนี้นอกระบบอยู่หมัด หลังบูรณาการทั้งระบบดึงธนาคารออมสิน ธ.ก.ส.ร่วมปล่อยกู้ คิดดอกเบี้ยถูก 18.83% ต่อปี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเปิดงาน การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน เมื่อวานนี้ (1 มี.ค.) ว่า การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้หมดไปเป็นวาระสำคัญของชาติ เพราะเกิดปัญหากับสังคมไทยมายาวนาน ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ และสร้างให้เกิดปัญหาสังคม เกิดจากการที่ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม ดังนั้น จะต้องแก้ปัญหาหนี้นอกระบบแบบครบวงจร เพื่อคนไทยทั้งประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินโครงการต่างๆเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบมาตลอด เช่น การให้สินเชื่อผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล มาตรการเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อยเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจฐานราก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นอกจากการแก้ไขหนี้นอกระบบแล้ว ต้องพิจารณาด้วยว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดหนี้นอกระบบขึ้น ไม่ให้คนเป็นหนี้ หรือลดหนี้ให้น้อยลง ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคืออยู่ที่ตัวเราเอง เรื่องการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การดื่มสุราเป็นประจำก็จะเป็นหนี้ ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะทำให้หนี้นอกระบบเป็นศูนย์คือ หมดสิ้นไป และมาอยู่ในระบบให้หมด และเข้าใจดีว่าคนปล่อยสินเชื่อนอกระบบก็คือ ธนาคารของคนจน แต่ก็ควรจะมาเข้าระบบที่ถูกต้อง จะมีความสุขมากขึ้น เพราะไม่ต้องไปคอยตามทวงหนี้อย่างผิดกฎหมาย และหลบๆซ่อนๆ ทำให้มีความไม่สบายใจ

“ผมให้ระยะเวลาช่วงหนึ่งที่จะให้เจ้าหนี้นอกระบบมาเข้าระบบตามกฎหมายให้ถูกต้อง จากนั้น จะกวาดล้างทั้งหมด เป็นสิ่งที่จะต้องทำ ใครที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมดภายในเวลา 2 ปี เจ้าหนี้นอกระบบราว 200,000 รายต้องจับให้หมด ซึ่งเจ้าหนี้นอกระบบหากเป็นตำรวจและทหารจะต้องถูกจับและดำเนินคดีทั้งหมด ถ้าอยากเป็นเจ้าหนี้เหมือนเดิมก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นพิโก ไฟแนนซ์ ถ้าไม่ทำตามนี้ก็ต้องติดคุก และถ้าพบว่ามีทหารรับจ้างทวงหนี้ก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที พวกนี้จะต้องถูกลงโทษ อย่าแสวงหาประโยชน์ตรงนี้กันอีกเลย รัฐบาลจะใช้ 3 แนวทางคือ จัดระเบียบเจ้าหนี้ สร้างวินัยการเงินให้ประชาชนและพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง จะทำให้หนี้นอกระบบเป็นศูนย์ได้”

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในครั้งนี้ จะได้ผลอย่างแท้จริง เนื่องจากการแก้ปัญหาครั้งนี้แตกต่างจากในอดีต เพราะมีการตั้งธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รับหน้าที่ในการแก้หนี้นอกระบบโดยตรงประกอบกับมีกฎหมายหนี้นอกระบบที่มีโทษหนัก ซึ่งนายกรัฐมนตรีประกาศแล้วว่า จะเอาจริง ต่างจากเดิมที่โทษเกี่ยวกับหนี้นอกระบบและดอกเบี้ยโหด มีโทษไม่สูงนัก จึงไม่เกรงกลัวกัน นอกจากนี้ในแต่ละพื้นที่จังหวัด ยังมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้ ซึ่งรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาเรื่องคณะกรรมการที่ไม่ค่อยอยากลงไปในพื้นที่ เพราะไม่มีเบี้ยประชุมเรียบร้อยแล้ว โดยในครั้งนี้รัฐบาลจะมีเบี้ยประชุมและประเมินผลการทำงานของอนุกรรมการเป็นระยะๆ

สำหรับผู้ประกอบการหนี้นอกระบบหลังจากนี้ รัฐบาลมีทางเลือกให้เพียง 3 ทางเท่านั้น คือ 1.ถ้าอยากปล่อยสินเชื่อให้คนที่ต้องการกู้เงินก็สามารถปล่อยเงินกู้ต่อไปได้ดังเดิม แต่ต้องคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี 2.ต้องผันตนเองมาเป็นนิติบุคคลและเข้ามาในระบบเพื่อทำพิโก ไฟแนนซ์ คิดอัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 36% ต่อปีและ 3.หากไม่ดำเนินการตามข้อ 1-2 ทางตำรวจ ทหารและผู้บังคับใช้กฎหมายจะเข้าไปดำเนินการตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ซึ่งจะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับเป็นเงินไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ ซึ่งล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้อนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการพิโก ไฟแนนซ์ 6 ราย จากที่ยื่นสมัครทั้งหมด 107 ราย

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการให้ดีขึ้นประมาณ 200,000 ราย โดยสามารถติดต่อยื่นลงทะเบียนได้ที่สาขาธนาคารออมสินตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยธนาคารจะปล่อยสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท ผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ไม่เกิน 0.85% ต่อเดือน หรือ 18.83% ต่อปี โดยใช้บุคคลค้ำประกันอย่างน้อย 1 คน และ/หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า การดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของ ธ.ก.ส. ได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2547 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 300,000 ราย และโครงการนี้คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วม 100,000-150,000 ราย.

 

ศาลยกเลิกคุ้มครองรถเมล์เอ็นจีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871598


นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมศุลกากรรับทราบคำสั่งของศาลจังหวัดพัทยา เมื่อวันที่ 24 ก.พ.60 ได้ไต่สวนฉุกเฉินและมีคำสั่งให้คุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด กรณีนำเข้ารถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (เอ็นจีวี) 489 คัน ให้แก่บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่ได้นำรถเมล์ออกจากท่าเรือแหลมฉบัง 99 คัน เนื่องจากกรมศุลกากรระบุว่า

บริษัทผู้นำเข้าสำแดงสินค้าเป็นเท็จ และยังแจ้งถิ่นกำเนิดสินค้า หรือฟอร์ม ดี เป็นเท็จ ต่อมาวันที่ 27 ก.พ. กรมศุลกากรได้ส่งหนังสือเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้แก่ศาลจังหวัดพัทยา โดยในวันเดียวกัน ศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งยกเลิกการคุ้มครองบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า

“ขณะนี้รูปคดีระหว่างกรมศุลกากรกับบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ยังเหมือนเดิมทุกประการเพราะคำสั่งเดิมของศาลสั่งให้คุ้มครอง และต่อมาเมื่อศาลได้รับเอกสารเพิ่มเติมจากกรมศุลกากร ศาลจึงมีคำสั่งยกเลิกการคุ้มครอง ซึ่งเป็นอำนาจของศาลที่สามารถดำเนินการได้ และไม่ได้สร้างความสับสนในการทำงานของกรมศุลกากรแต่อย่างใด”

นายชัยยุทธกล่าวว่า รถเมล์จำนวน 99 คัน ยังจอดอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบังนั้น ซึ่งหากบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ต้องนำออกจากท่าเรือแหลมฉบัง กรมศุลกากรก็ไม่ได้ห้าม แต่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายศุลกากรโดยต้องจ่ายค่าภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในอัตราภาษี 40% ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% คันละ 1.47 ล้านบาท แต่ในกรณีนี้ เนื่องจากบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า สำแดงการนำเข้าเป็นเท็จและใช้ฟอร์ม ดี เป็นเท็จ ต้องวางเงินค้ำประกันเพิ่มเติมอีกรวมเป็นเงินที่จ่ายให้แก่ศุลกากรคันละ 3.7 ล้านบาท เป็นเงินที่ 366 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ได้นำรถเมล์เอ็นจีวีเข้ามาในประเทศไทยทั้งหมด 5 เที่ยวเรือ จำนวน 489 คัน โดยรถเมล์ที่นำเข้าเที่ยวเรือ 1 และ 2 มีจำนวน 100 คัน สำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าจากประเทศมาเลเซีย และใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (ฟอร์ม ดี) ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) เป็นเท็จ ส่วนรถเมล์เที่ยวเรือที่ 3-4-5 นั้น เสียภาษีในอัตรา 40% โดยสำแดงสินค้ามาจากประเทศจีน ซึ่งขณะนี้ บริษัท ซุปเปอร์ซาร่าได้นำรถเมล์ออกจากท่าเรือแหลมฉบังไปแล้ว 390 คัน ยังเหลืออยู่อีก 99 คัน ที่ยังไม่ได้นำออกจากท่าเรือแหลมฉบัง นอกจากนี้ ฝ่ายกฎหมายของกรมศุลกากรยังมีคำสั่งให้ดำเนินคดีกับ บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำนวน 1 คดี จากทั้งหมด 5 คดี ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

 

“สมคิด” ปฏิรูปตลาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871597


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เร่งปฏิรูปตลาดทุนไทยให้เป็นตลาดหุ้นที่มีคุณภาพ แทนตลาดหุ้นที่เน้นเชิงปริมาณของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) รวมทั้งเข้มงวดในการควบคุมและเพิ่มบทลงโทษ บจ.ที่ไม่มีธรรมาภิบาล ขณะเดียวกันให้หามาตรการสนับสนุน บจ.ที่มีธรรมาภิบาลดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและเพื่อให้ตลาดหุ้นไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

“ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป การดึงภาคธุรกิจเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ต้องเน้นเรื่องของคุณภาพของบริษัท มากกว่าการเน้นปริมาณหรือจำนวนบริษัทเข้ามามากๆ โดยจะมีมาตรการคัดกรองที่เข้มข้นขึ้น ซึ่ง ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ต้องร่วมกันหามาตรการคัดกรองและกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น บริษัทที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาด ต้องมีความโปร่งใสเป็นหลัก เพื่อให้ตลาดทุนเป็นแหล่งการลงทุนในระยะยาว”

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ตลาดหลักทรัพย์ออกไปชักจูงบริษัท หรือธุรกิจที่มีศักยภาพที่อยู่ในประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา, ลาว, เมียนมาและเวียดนาม) ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเพื่อให้ตลาดทุนไทยเป็นที่เชื่อมโยงกับซีแอลเอ็มวี โดยเฉพาะบริษัทในเมียนมาที่รัฐบาลเมียนมามีโครงการลงทุนต่างๆออกมาจำนวนมาก.

 

ผุดแผนป้องกันโคเนื้อสูญพันธุ์! ปล่อยกู้ปลอดดอกให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871594


นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้ากรมฯจะเสนอการดำเนินงานในโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพระยะที่ 2 ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อของบประมาณ 900 ล้านบาท มีอายุโครงการ 7 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนโคเนื้อ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่มีปริมาณลดลงต่อเนื่อง จนอาจสูญพันธุ์ ซึ่งหากมีการจัดทำโครงการโคเนื้อ ให้มีปริมาณโคเนื้อพันธุ์ดีเพียงพอกับการบริโภคในประเทศและส่งออกได้ในอนาคต โดยจะปล่อยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย ให้เกษตรกรในโครงการโคเนื้อ 3,600 ราย, ซื้อโคเนื้อให้เกษตรกรเพื่อขยายพันธุ์รายละ 5 ตัว ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนโคเนื้อ 18,000 ตัว คาดว่าจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 120,000 บาทต่อราย

“กรมฯได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น โดยเป็นการดำเนินงานต่อจากโครงการระยะที่ 1 ที่ดำเนินการเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท สามารถซื้อโคเนื้อให้เกษตรกรได้ 400 ราย”

สำหรับโครงการนี้ เป็นการให้กู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ยแก่เกษตรกร โดยผ่านองค์กรเกษตรกรที่เกษตรกรเป็นสมาชิก ซึ่งจะจัดหาแม่โคสาวตั้งท้องก่อน ให้เป็นอันดับแรก หากไม่เพียงพอจะหาแม่โคสาวสุขภาพดีเป็นลำดับต่อไป และจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องการใช้ประโยชน์จากมูลโคอย่างครบวงจร ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มรายได้ในช่วงที่ยังไม่ได้ผลผลิต.

 

“กอบกาญจน์” จัดโซนนิ่งพัทยา ดึงกีฬาล้างภาพเมืองคนบาป!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871590


นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผย ถึงกรณีมีสื่อต่างประเทศลงข่าวว่าพัทยาเป็นเมืองคนบาป มีหญิงขายบริการทางเพศ 27,000 คนว่า ภายในเดือน มี.ค.นี้ จะลงตรวจพื้นที่เมืองพัทยา ในมุมมองของตนเองคิดว่า มีความจำเป็นที่ต้องจัดโซนนิ่งของสถานให้บริการ สถานบันเทิงต่างๆ ในเมืองพัทยา ซึ่งในข้อเท็จจริงเรื่องแบบนี้มีทุกประเทศ แต่ประเทศอื่นจัดพื้นที่เป็นการเฉพาะ ไม่สามารถเข้าไปได้ง่าย ต่างจากเมืองไทยที่อยู่ริมถนน

“กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายังคงเดินหน้าสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อชูภาพพจน์ของเมืองพัทยาและ จ.ชลบุรี เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬา หรือสปอร์ต ทัวริซึ่ม ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ตรงนี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะมีหลายอีเวนต์ที่เป็นการแข่งขันระดับโลกอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องหาทางทำให้คนทั่วโลกที่อยู่นอกวงการกีฬาได้รู้จักเพิ่มขึ้นด้วยเช่น เจ็ตสกี เวิลด์ คัพ พัทยา หรือบางแสน ไตรกีฬา และคงต้องหาทางสนับสนุนต่อเนื่อง 5 ปี มีการประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศ เพื่อให้คนสนใจรายการกีฬาที่แข่งขันในไทย

ขณะเดียวกัน ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบส่งเสริมให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก โดยมีมติเห็นชอบให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการนำเข้าเพื่อขายในกลุ่มสินค้าอัญมณีที่ยังไม่ได้ เจียระไนเหลือภาษี 0% ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงมีแผนส่งเสริมให้เพชรอัญมณีไทยเป็นสินค้าของที่ระลึกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องห้ามพลาด.

 

จับมือเซ็นทรัลยกระดับโรงแรมดุสิตธานี ขึ้นโครงการยักษ์ 3.6 หมื่น ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871584


ชนินทธ์ โทณวณิก

“ดุสิตธานี” ผนึกกำลังกลุ่มเซ็นทรัล ลงทุน 3.6 หมื่นล้าน ยกระดับโรงแรมดุสิตธานี สีลม เป็นโครงการยักษ์ครบวงจร รองรับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป หลังต่อสัญญาเช่ายาว 60 ปี ขณะที่กลุ่มเซ็นทรัลประกาศลงทุนปีนี้ 4.5 หมื่นล้าน ขยายการลงทุนต่อเนื่อง ปรับแผนใหญ่เชื่อมโยงธุรกิจออนไลน์และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน รับการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี

นายชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการบริหาร ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามในสัญญากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อต่อสัญญาเช่าที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลมและพระราม 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ต่ออีก 30 ปี และได้รับสิทธิในการเช่าที่ดินต่อเนื่องอีก 30 ปี โดยมีแผนพัฒนาและยกระดับโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ในปัจจุบัน โดยร่วมกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบผสมขนาดใหญ่ จะมีทั้งโรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และพื้นที่ค้าปลีก รวมมูลค่ากว่า 36,700 ล้านบาท เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาแผน คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงกลางปี

“มั่นใจว่าพื้นที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางของเมือง เป็นทั้งจุดศูนย์กลางทางธุรกิจค้าปลีก และจุดศูนย์กลางที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนหลักของกรุงเทพฯ น่าจะมีโอกาสในการขยายธุรกิจ สร้างรายได้ และผลกำไร”

ขณะเดียวกัน ทางซีพีเอ็นแจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้ตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) (โรงแรมดุสิตธานี) เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม (มิกซ์ยูส) ประกอบด้วยโรงแรม เรสซิเดนซ์ ศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน บนพื้นที่ 23 ไร่ 2 งาน 2.72 ตารางวา มีระยะเวลาการเช่ารวม 60 ปี โดยเป็นเงินลงทุนของบริษัทประมาณ 17,393 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เงินในปี 2560-2561 ประมาณ 2,408 ล้านบาท ที่เหลือจะทยอยลงทุนจนถึงปี 2567

โดยจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนทั้งหมด 3 บริษัท คือ 1.บริษัท วิมานสุริยา เพื่อพัฒนาโรงแรม เรสซิเดนซ์ และโครงสร้างอาคารศูนย์การค้าทางซีพีเอ็นถือหุ้น 40% ดุสิตธานีถือหุ้น 60% มูลค่าโครงการไม่เกิน 21,900 ล้านบาท 2.บริษัท สวนลุม พร็อพเพอร์ตี้ ร่วมทุนโครงการศูนย์การค้า ประกอบธุรกิจศูนย์การค้าทางซีพีเอ็นถือหุ้น 85% ดุสิตธานีถือหุ้น 15% มูลค่าโครงการไม่เกิน 8,900 ล้านบาท 3. บริษัท พระราม 4 เดเวลลอปเม้นท์ เพื่อเช่าที่ดินตามสัญญาเช่าหลักโดยบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วน 90% และบริษัท ดุสิตธานี ถือหุ้น 10%

ขณะเดียวกัน นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางการทำธุรกิจปี 60 จะใช้เงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในเครือฯรวมกว่า 45,534 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในธุรกิจศูนย์การค้าของซีพีเอ็น และเป็นการลงทุนใหม่ 60-70% ปรับปรุงสาขาเดิมและลงทุนในเรื่องเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล หรืออนาคตประเทศไทย 4.0 ประมาณ 30-40% โดยปีนี้จะใช้เงินลงทุนพัฒนาและวางระบบออนไลน์ เทคโนโลยี และโลจิสติกส์ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ Digital Centrality ที่มีเป้าหมายเชื่อมโยงธุรกิจออนไลน์กับออฟไลน์ไว้ด้วยกัน รวมถึงเชื่อมโยงลูกค้าครอบคลุมทั่วโลก ตั้งเป้า 5 ปีนับจากนี้ สัดส่วนยอดขายจากช่องทางออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัลจะเพิ่มเป็น 15% จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียงแค่ 1%

แผนธุรกิจปี 60 เพื่อให้บรรลุเป้ารายได้ 382,200 ล้านบาท เติบโต 14.9% ในสิ้นปี จากปี 59 ที่ทำได้ 332,700 ล้านบาท คือ ขยายธุรกิจ เปิดศูนย์การค้าและห้าง 6 แห่ง คือศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา 2 แห่ง ที่ จ.นครราชสีมา, มหาชัย 1 แห่ง, โรบินสัน 3 แห่ง ที่สมุทรสาคร เพชรบุรี และกำแพงเพชร, ท็อปส์ พลาซา 2 แห่ง ที่ จ.พิจิตร จ.พะเยา เปิดห้างลารินาเซนเต แห่งใหม่ที่ประเทศอิตาลี เดือน ก.ย.60, เปิดโรงแรมใหม่ 4 แห่ง คือ ปาร์ค ไฮแอท, เซ็นทารา แกรนด์ เวสต์เบย์ เมืองโดฮา กาตาร์ โรงแรมเซ็นทารา มัสกัต ประเทศโอมาน และโรงแรมโคซี่ เฉวง จ.สมุย.

 

“ณรงค์ชัย” เต็ง “ดีดี” เจ้าจำปีคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871573


ณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าคณะกรรมการการบินไทยได้มีมติแต่งตั้งนางปรารถนา มงคลกุล เป็นกรรมการบริษัทแทนพลอากาศเอกหม่อมหลวงสุปรีชา กมลาศน์ ที่หมดวาระลงและให้มีผลในวันเดียวกัน สำหรับนางปรารถนา เป็นผู้สมัครเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หรือดีดีการบินไทย ซึ่งถือเป็นตัวเก็งในกลุ่มผู้สมัครเข้ามาคัดทั้งหมด 9 คน แต่ต่อมานางปรารถนาได้ขอถอนตัวจากการคัดเลือกและมีกระแสข่าวว่าจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งในบอร์ดการบินไทย ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นบอร์ดอย่างเป็นทางการในที่สุด

ร.อ.กนก ทองเผือก รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลและกำกับกิจการองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้แจ้งผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครชิงตำแหน่งดีดีใหม่จำนวน 8 คน กลับมาให้คณะกรรมการสรรหาแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการตรวจสอบคุณสมบัติของ สคร.ที่ส่งมานั้น ไม่ได้ชี้ชัดว่าใครผ่านหรือไม่ผ่านคุณสมบัติ เพียงแต่ให้ความเห็นเบื้องต้นสำหรับบางคนที่อยู่ในข่ายมีปัญหา ซึ่ง สคร.ได้เสนอแนะให้คณะกรรมการสรรหาฯเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะให้ใครผ่านหรือไม่ผ่านคุณสมบัติ ขณะเดียวกันมีความพยายามที่จะผลักดันให้นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี บมจ.การบินไทยขึ้นดำรงตำแหน่งดีดีการบินไทยคนใหม่ เพื่อให้เกิดการทำงานที่สอดรับกับทีมบริหารเดิม ที่ปัจจุบันนายณรงค์ชัยทำงานร่วมด้วย ส่วนกรณีที่บอร์ดมีมติเมื่อวันที่ 28 ก.พ. แต่งตั้งนางปรารถนา มงคลกุล ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือแม็คยีนส์ เป็นกรรมการบริษัท การบินไทยนั้น คาดว่าเป็นการจัดทัพทีมบริหารให้ทำงานเข้าขากัน.

 

บางกอกแอร์เวย์สแถลงผลประกอบการปี 2559 และทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 2 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866352


กรุงเทพฯ / 24 กุมภาพันธ์ 2560 – (วันนี้) บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส นำโดย นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ นายพรต เสตสุวรรณ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ส่วนการตลาด และ นายวรงค์ อิศรเสนา ณ อยุธยา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ส่วนขาย จัดงานแถลงข่าว “ผลประกอบการปี 2559 และทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2560 ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 2 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
“ผลการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 26,765.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 เมื่อเทียบกับปี 2558 โดยปี 2559 บริษัทฯ มีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางภาษีเท่ากับ 2,776.4 ล้านบาท ซึ่ง บริษัทฯ ได้ชำระภาษีเงินได้ส่วนเพิ่มตามประกาศกระทรวงการคลังเป็นจำนวน 506.1 ล้านบาท ทำให้มีกำไรสุทธิ 1,837.0 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เท่ากับ 1,768.4 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.84 บาทต่อหุ้น อัตราการเติบโตของผู้โดยสารปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 9.5 โดยมีจำนวนผู้โดยสารในปี 2559 ทั้งสิ้น 5.6 ล้านคน คาดว่าในปี 2560 อัตราผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 12-13 และวางเป้าอัตราการขนส่งผู้โดยสารอยู่ที่ 72% โดยปี 2559 อยู่ที่ 69%”

“สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจปี 2560 นี้ บริษัทฯ จะยังคงเน้นการขยายโครงข่ายเส้นทางการบินที่ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารและสายการบินพันธมิตร โดยใช้กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สมุย และเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางทางการบิน เพื่อให้ครอบคลุมเส้นทางการเดินทางไปยังเมืองสำคัญหรือแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของภูมิภาคเอเชีย โดยมีแผนจะเปิดในเส้นทางต่างๆ เช่น เชียงใหม่-เวียงจันทน์ (สปป.ลาว) เชียงใหม่-พุกาม (เมียนมา) กรุงเทพฯ-นครราชสีมา กรุงเทพฯ-ฟู้ก๊วก (เวียดนาม) (เส้นทางเหล่านี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากหน่วยงานราชการของแต่ละประเทศ) และสมุย-กวางโจว (จีน) นอกจากนี้ บริษัทฯ จะเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในเส้นทางบินที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเส้นทางบินภายในประเทศ ได้แก่ เส้นทางบินไป-กลับ เชียงใหม่-สมุย เพิ่มเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน เชียงใหม่-ภูเก็ต เพิ่มเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน เพิ่มเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ (ขาเดียว) เพิ่มเป็น 9 เที่ยวบินต่อวัน และภูเก็ต-กรุงเทพฯ (ขาเดียว) เพิ่มเป็น 10 เที่ยวบินต่อวัน และสำหรับเส้นทางบินระหว่างประเทศ ได้แก่ เส้นทางบินไป-กลับ ระหว่างกรุงเทพฯ-ดานัง (เวียดนาม) เพิ่มเป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ กรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ (สปป.ลาว) เพิ่มเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน และเชียงใหม่-มัณฑะเลย์ (เมียนมา) เพิ่มเป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ อีกทั้งเพิ่มเครือข่ายพันธมิตรทางการบินผ่านการทำข้อตกลงเที่ยวบินร่วม (Codeshare Agreement) กับสายการบินชั้นนำ ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ มีข้อตกลงเที่ยวบินร่วมกับสายการบินชั้นนำจากทั่วโลกอยู่ 22 สายการบิน โดยล่าสุดบริษัทฯ ได้ทำการลงนามการให้บริการเที่ยวบินร่วมกับเซียะเหมินแอร์ไลน์ และในปี 2560 นี้ บริษัทฯ จะมีการลงนามข้อตกลงเทียวบินร่วมกับสายการบินเพิ่มเติมอีก 4 สายการบิน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสายการบินแห่งชาติของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ด้านการเพิ่มฝูงบิน ปัจจุบัน บริษัทฯ มีเครื่องบินในฝูงบิน 34 ลำ และมีแผนรับมอบเครื่องบินเพิ่มเติมในปี 2560 อีก 5 ลำ ได้แก่ เครื่องบินแบบเอทีอาร์ 72-600 จำนวน 2 ลำ และเครื่องบินแบบแอร์บัส 319 อีกจำนวน 3 ลำ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีจำนวนเครื่องบินรวมทั้งสิ้น 39 ลำ ในส่วนการขยายธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนธุรกิจการบิน บริษัทฯ จะมีโครงการ อาทิ การสร้างโรงซ่อมอากาศยานเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง คือ โรงซ่อมอากาศยานสุวรรณภูมิ และโรงซ่อมอากาศยานสุโขทัย ที่จะสามารถรองรับการตรวจซ่อมอากาศยานได้ถึง ระดับ C-Check การพัฒนาสนามบินใหม่ ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้บริหารจัดการสนามบิน 3 แห่ง คือ สนามบินสมุย สนามบินสุโขทัย สนามบินตราด และมีแผนที่จะก่อสร้างและพัฒนาสนามบินอีก 2 แห่ง ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากหน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน สำหรับธุรกิจครัวการบิน BAC (Bangkok Air Catering) จะเปิดครัวการบินเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง คือ ครัวการบินกรุงเทพ สาขาสนามบินภูเก็ต ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และครัวการบินกรุงเทพ สาขาสนามบินเชียงใหม่ ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2561 ตลอดจนธุรกิจอาหารแปรรูปภายใต้แบรนด์การค้า “กูร์เมท์พรีโม่” ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำการผลิตและแปรรูปอาหารเพื่อจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงให้บริการจัดเลี้ยงและบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 นี้ ในส่วนการพัฒนาโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยในปี 2560 บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการให้บริการและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ และเพื่อให้การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ มีประสิทธิภาพและมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยปีนี้ บริษัทฯ จะมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนรอบสนามบินทั้ง 3 แห่ง ที่บริษัทฯ บริหาร คือ สนามบินสมุย สนามบินตราด และสนามบินสุโขทัย ตลอดจนจุดหมายปลายทางที่บริษัทฯ ทำการบินไป โดยเข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น เข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน และช่วยเหลือและสนับสนุนชุมชนผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการสานพลังชุมชนเพื่อพ่ออย่างพอเพียงสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โครงการเยาวชนต้นแบบ Blue Volunteers โครงการรณรงค์และสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมชุมชน โครงการค่ายสิ่งแวดล้อม และโครงการค่ายยุวศิลปะ เป็นต้น” นายพุฒิพงศ์กล่าวเสริม

นายพรต เสตสุวรรณ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ส่วนการตลาด เผยถึงแผนการตลาดปี 2560 ว่า “สำหรับแผนการตลาดของสายการบินฯ ในปีนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการขายและกระตุ้นยอดขาย โดยใช้กลยุทธ์สร้างแบรนด์ให้เข้มแข็งและเป็นที่รับรู้มากขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรมในเชิงกีฬา (Sports Tourism) รวมทั้ง ร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจในการจัดกิจกรรมต่างๆ โดยกิจกรรมเชิงกีฬาที่เราจะจัดในปี 2560 นี้ มีรายการวิ่ง “Bangkok Airways Boutique Series 2017” ใน 6 เส้นทางบินของสายการบินฯ จำนวน 6 รายการ การแข่งขันกอล์ฟเอเชี่ยนทัวร์รายการควีนส์คัพ บางกอกแอร์เวย์ส – เอสเอที สมุย กอล์ฟ ทัวร์นาเมนต์ 2560 ชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ การจัดกิจกรรมจักรยานรายการ “Bangkok Airways Boutique Cycling Tour Powered by OCTO” ในเส้นทางบินทั้งในประเทศและต่างประเทศของสายการบินฯ การสนับสนุนรายการแข่งขันชกมวยไทยไฟต์ (Thai Fight) และสำหรับการสนับสนุนทีมฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนทีมฟุตบอลอาชีพ 4 ทีม ได้แก่ เชียงรายยูไนเต็ด เชียงใหม่เอฟซี กระบี่เอฟซี และลำปางเอฟซี และในปีนี้จะสนับสนุนเพิ่มอีก 2 ทีม คือ ตราดเอฟซี และเกษตรศาสตร์เอฟซี ส่วนกิจกรรมที่บริษัทฯ ร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อาทิ โครงการ Thailand Wedding Destiny นำคู่รักที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกจำนวน 9 คู่ เดินทางไปจัดงานแต่งงานในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศไทย เช่น สมุย สุโขทัย ภูเก็ต และกระบี่ งานตรุษจีนย้อนอดีตเมืองภูเก็ต งานอินเตอร์เนชั่นแนล บอลลูน เฟียสต้า 2560 ที่เชียงราย งานสงกรานต์ ม่วนต๋ามฮีตปี๋ใหม่เมือง ที่เชียงใหม่ และงานเทศกาลแสงสีเมืองฮอยอัน 2560”

“การจัดแคมเปญต่างๆในปีนี้ เราให้ความสำคัญกับลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น อาทิ แคมเปญ U Fare สำหรับกลุ่มนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ ซึ่งเป็ญแคมเปญที่ต่อยอดมาจากปีที่แล้ว แต่มีการพัฒนาระบบให้สามารถดำเนินการสมัครและสำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นการขยายฐานการรับรู้ให้กว้างยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีแคมเปญบัตรโดยสารราคาพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้าต่างๆ อาทิ ข้าราชการ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และแคมเปญ Resident Card สำหรับกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในจังหวัดหรือพื้นที่ใกล้เคียงกับสนามบินทั้ง 3 แห่งของบางกอกแอร์เวย์ส คือ เกาะสมุย สุโขทัย และตราด และเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่าน บางกอกแอร์เวย์สได้จัดแคมเปญพิเศษของปี “ลุ้นบินลัดฟ้าสู่ลอนดอนกับบางกอกแอร์เวย์ส” โดยจะจับสลากนำผู้โชคดีเดินทางไปท่องเที่ยวในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร พร้อมชมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ณ สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของเชลซี” นายพรต กล่าวเสริม

นายวรงค์ อิศรเสนา ณ อยุธยา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ส่วนขาย เปิดเผยถึงแผนการขายปี 2560 ว่า “ในปีนี้ บางกอกแอร์เวย์ส จะยังคงมุ่งเน้นการกระตุ้นการขายในกลุ่มประเทศ CMLV กัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม ซึ่งสายการบินฯ มองเห็นว่าประเทศเหล่านี้มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งทั้ง 4 ประเทศนี้ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากทวีปยุโรปและอเมริกานิยมเดินทางมา โดยปัจจุบันบางกอกแอร์เวย์สมีให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ และประเทศดังกล่าว กว่าวันละ 40 เที่ยวบิน (ไป-กลับ) และยังมีแผนที่จะเพิ่มเที่ยวบินหรือเส้นทางบินเชื่อมต่อเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากกลุ่มประเทศดังกล่าวแล้ว ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าจากประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าจากมณฑลที่เป็นเขตอุตสาหกรรม อาทิ กวางโจว เฉินตู ฉงชิ่ง ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีกำลังในการซื้อสูง ปัจจุบัน บริษัทฯ ให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างสมุย–เฉินตู และ สมุย-กวางโจว และมีแผนที่จะเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงจากสมุยไปยังเมืองสำคัญต่างๆ ในประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีแผนที่จะเข้าร่วมงานเทรดโชว์ (Trade Show) ตามมณฑลต่างๆ ที่มีศักยภาพของประเทศจีน เพื่อขยายฐานลูกค้าอีกด้วย บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับตลาดในทวีปอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป อเมริกา แอฟริกาใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ปัจจุบัน สายการบินฯ ได้ทำการแต่งตั้งตัวแทนการขายในหลายประเทศ อาทิ ประเทศบราซิล ประเทศแอฟริกาใต้ และกำลังมองหาตัวแทนการขายเพิ่มเติมในประเทศเม็กซิโก ประเทศคาซัคสถาน และประเทศอุซเบกิสถาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังจะเข้าร่วมงานเทรดโชว์ (Trade Show) ที่สำคัญๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะงานเทรดโชว์ (Trade Show) ในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาจีน และภาษารัสเซียเป็นหลักเพิ่มขึ้นด้วย”

“แผนการขายในประเทศ บริษัทฯ มีแผนออกโปรโมชั่นบัตรโดยสารราคาพิเศษในปี 2560 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขายล่วงหน้ามากขึ้น อาทิ โปรโมชั่นเที่ยวปีไก่ไปใหนก็ชิค โปรโมชั่นอัศจรรย์ปีใหม่ไปไหนก็แฮปปี้ โปรโมชั่นรักล้นใจไปกับ PG เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนออกบูธจำหน่ายบัตรโดยสารราคาพิเศษตลอดทั้งปี เช่น งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม งานไทยเที่ยวไทย ในเดือนมีนาคม และงานท้าเที่ยวไทยไปสมุย ในเดือนพฤศจิกายนอีกด้วย” นายวรงค์ กล่าวเสริม

 

ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจลดลง ธปท.ระบุผู้ประกอบการเริ่มกังวลอีก 3 เดือนหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871572


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ซึ่งมาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการภาคเอกชน พบว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า ตามความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในภาคที่มิใช่อุตสาหกรรมที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ภายหลังสิ้นสุดมาตรการภาครัฐกระตุ้นการซื้อสินค้า หรือช็อปช่วยชาติ ของรัฐบาลในช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือน ม.ค.60 ที่ระดับ 50.1 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 49.8 ในเดือน ก.พ. ตามความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการและคำสั่งซื้อของผู้ประกอบการในกลุ่มการค้าซึ่งขายสินค้าในประเทศที่ความเชื่อมั่นปรับลดลงต่อเนื่องภายหลังจากการสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐช่วงปลายปี อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยเฉพาะความเชื่อมั่นด้านการผลิตและคำสั่งซื้อต่างประเทศ ของผู้ประกอบการในกลุ่มผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ และกลุ่มผลิตอาหารและเครื่องดื่ม สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกสินค้าของอุตสาหกรรมดังกล่าวที่ปรับดีขึ้น

ขณะที่ความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ประเมินว่าภาวะธุรกิจจะดีขึ้นมีจำนวนน้อยลง โดยเป็นความกังวลของผู้ประกอบการการค้าและบริการเป็นสำคัญ โดยการประเมินความเชื่อมั่นล่วงหน้าในเดือน มี.ค.-เม.ย.-พ.ค. ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สะท้อนจากดัชนีฯ ที่อยู่เหนือระดับ 50

อย่างไรก็ดี สัดส่วนของผู้ประกอบการที่ประเมินว่าภาวะทางธุรกิจจะดีขึ้นปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีฯลงจากระดับ 56.3 มาอยู่ที่ระดับ 55.5 ในเดือนนี้ ซึ่งเป็นการปรับลดลงตามความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคที่มิใช่อุตสาหกรรมตามองค์ประกอบด้านคำสั่งซื้อ การผลิต และผลประกอบการที่คาดว่าจะปรับลดลง โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่มองว่าความต้องการจากตลาดในประเทศที่ยังตกต่ำเป็นข้อจำกัดสำคัญในการดำเนินธุรกิจ.