ดึงต่างชาติหนุนเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871570


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้หารือกับหน่วยงาน ที่ดูแลเรื่องเอสเอ็มอีของประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพื่อที่จะร่วมมือพัฒนาเอสเอ็มอีไทย ให้เกิดการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และการบริการที่จะสามารถแข่งขันและก้าวไปสู่เวทีระดับโลกได้ โดยคาดว่าจะมีการนำร่องเพื่อลงนามความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น และไทย-เกาหลีใต้ ได้ในเดือน เม.ย.นี้

“ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะเป็นประเทศนำร่องในเรื่องดังกล่าวก่อน และประเทศไทยพร้อมเปิดรับความช่วยเหลือด้านเอสเอ็มอีกับประเทศอื่นๆด้วยเช่นกัน สาเหตุที่ไทยร่วมมือกับญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ก็เพราะทั้ง 2 ประเทศนี้ มีการพัฒนาเอสเอ็มอีจนประสบความสำเร็จ ที่น่าจะนำมาใช้กับไทยได้ ซึ่งรูปแบบจะเป็นองค์กรพัฒนาเอสเอ็มอีร่วมกันโดยรายละเอียด ต้องหารือกันหลังการลงนามดังกล่าว”

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในวันที่ 10-12 มี.ค.นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดงาน “SME Revolution : เส้นทางโอกาสเอสเอ็มอี 4.0” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานดังกล่าวจะมีการเปิดตัว 3 กองทุนที่จะช่วยพัฒนาเอสเอ็มอี วงเงินรวม 37,000 ล้านบาท.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง ดาวโจนส์ปิดเกิน 21,000 จุดครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 05:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871632


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันพุธ โดยดาวโจนส์ปิดเกิน 21,000 จุด เป็นครั้งแรก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงนโยบายครั้งแรก โดยมีท่าทีเป็นมิตรมากขึ้น…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 1 มี.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 303.31 จุด หรือ 1.46% ปิดที่ 21115.55 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 32.32 จุด หรือ 1.37% ปิดที่ 2395.96 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 78.59 จุด หรือ 1.35% ปิดที่ 5904.03 จุด

เมื่อคืนวันอังคาร (ตามเวลาสหรัฐฯ) นายทรัมป์ แถลงนโยบายครั้งแรกในที่ประชุมสภาคองเกรส โดยย้ำเป้าหมายเรื่องการปราบปรามคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย และจะเจรจากับประเทศคู่ค้าด้วยท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์หลีกเลี่ยงไม่ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงมากนักในการแถลงครั้งนี้ จนถูกมองว่ามีความเป็นประธานาธิบดีมากขึ้น

นักวิเคราะห์ระบุว่า การแถลงของนายทรัมป์ทำให้นักลงทุนเชื่อว่า เขาและพรรครีพับลิกันที่ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสอยู่ จะประสบความสำเร็จในการออกนโยบายสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งมาตรการลดภาษี ซึ่งเป็นความคาดหวังที่ช่วยหนุนตลาดมาตั้งแต่ช่วงหลังเลือกตั้ง.

 

CEO ธ.ไทยพาณิชย์ เปิดใจ แบงก์ใหญ่ ควรปรับตัวอย่างไรให้ทันกับโลกอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/868910


เปิดใจผู้บริหาร CEO ธ.ไทยพาณิชย์ “อาทิตย์ นันทวิทยา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผย มุมมอง SCB จะปรับตัวเดินหน้าไปอย่างไรในภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันในโลกยุคอนาคต…

คุณอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ SCB

คุณอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ SCB กล่าวถึงอนาคตของธนาคารไทยจะเป็นอย่างไรต่อไปนับจากนี้ อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ยกตัวอย่างในสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด การไปธนาคารในอดีต หากไม่ไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ธนาคาร ลูกค้าทำอะไรไม่ได้เลย แต่ในอนาคต รูปแบบการให้บริการ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการมีเคาน์เตอร์ และการต่อคิว แต่อาจปรับเปลี่ยนเป็น Direct Banking ได้ (ในกรณีที่คนไม่เลือกที่จะทำธุรกรรมผ่านออนไลน์) ซึ่งมีแมชชีนรองรับการให้บริการได้เทียบเท่ากับที่มนุษย์ทำ

ดังนั้น จึงอยากมองว่า ในอนาคต แบงก์จะเป็นเหมือนแพลตฟอร์มสำหรับกิจกรรมต่างๆ เนื่องจากในทุกกิจกรรมต้องใช้เงินเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว แต่ทำให้แบงก์ไปอยู่ในทุกที่โดยที่ผู้ใช้บริการแทบไม่รู้สึก เช่น แต่เดิมมาช็อปปิ้งที่จตุจักร เนื่องจากแบงก์ไม่ได้เป็นร้านขายของ ก็จะตั้งในบริเวณรอบๆ สวนจตุจักร เมื่อคนต้องการเบิกเงิน โอนเงิน ก็ต้องเดินออกมาทำธุรกรรม แต่ในปัจจุบัน ด้วยความสามารถของเทคโนโลยี คนเราก็สามารถโอนเงิน จ่ายเงิน โดยไม่ต้องเดินออกมาเช่นสมัยก่อน

ผลิตภัณฑ์บางอย่าง เช่น การประกันภัย จาก Research พบว่า ประเทศไทยยังทำประกันน้อยมากกว่าที่ควรจะเป็น ผนวกกับการเอาผลิตภัณฑ์ไปขายในแบงก์ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาเพื่อจะทำธุรกรรมทางการเงิน พอถูกเสนอขายประกัน ก็เกิดเป็นความไม่พอใจ นั่นเป็นเพราะผลิตภัณฑ์ไปวางอยู่ผิดที่ ในทางกลับกัน ในวันที่ลูกเข้าโรงเรียน พ่อแม่อาจจะนึกขึ้นมาได้ ว่า ต้องทำประกันให้ลูก แล้วสามารถทำเองได้เลยก็ได้ ด้วยรูปแบบการให้บริการที่เปลี่ยนไปของแบงก์

ส่วนคำถามที่ว่า อีกกี่ปีคนจึงจะเห็นภาพนั้น จะใช้เงินลงทุนมากน้อยเท่าไร คุณอาทิตย์กล่าวว่า สิ่งที่เริ่มทำไปแล้ว ณ วันนี้ คือ การแยกการขายออกจากการให้บริการธุรกรรมทางการเงิน โดยเซลส์จะไม่ได้นั่งประจำที่สาขาอีกต่อไป แต่จะออกไปหาลูกค้า โดยทำการบ้านมาอย่างละเอียดว่าลูกค้าเป็นใคร และมีความต้องการอะไร ซึ่งการเปลี่ยนรูปแบบการขาย การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนไปนี้ ช่วยลดแรงกดดันของทั้งลูกค้า และทีมขายด้วย ซึ่งเพิ่งจะเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 ที่ผ่านมานี้เอง ที่เราแยกทีมขายกว่า 2 พันคน ออกจากการให้บริการที่สาขา

ส่วนการให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น และออนไลน์นั้น มั่นใจว่าจะช่วยให้เราเห็นพฤติกรรม และเข้าใจลูกค้ามากขึ้น ซึ่งขั้นตอนนี้เราได้ลงทุนในเทคโนโลยีที่เรียกว่า Business Intelligence และ Data Analytics ซึ่งในปีที่แล้วลงทุนไปกว่า 1 พันล้าน ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ลงทุนติดตั้งพร้อมแล้ว

ส่วนการลงทุนทั้งหมดสำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ เคยแจ้งแล้วว่าคิดเป็นมูลค่ารวมถึง 40,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี และด้วยแนวทางการดำเนินงานที่เปลี่ยนไป ทำให้เราต้องเร่งที่จะพัฒนาคน ในปัจจุบัน เรามีพนักงานทั้งสิ้น 25,000 คน แต่เดิม เราอาจมีเป้าหมายในการพัฒนาคนปีละเป็นหลักร้อย แต่ในวันนี้ เรามีความจำเป็นต้องสร้างศักยภาพแก่พนักงาน เพื่อให้สามารถรับมือกับบทบาทหน้าที่ที่เปลี่ยนไปได้ดียิ่งขึ้น เรามีเป้าหมายต้องพัฒนาคนให้ได้ปีละเป็นพันคน ล่าสุด เราก็มีแนวคิดในการเปิดเป็นลักษณะ Academy ซึ่งจะเร่งดำเนินการในปีนี้

อย่างไรก็ตาม แต่เดิมเราเคยคิดว่า แบงก์ชาติจะปกป้องเราได้ เพราะที่ผ่านมาแบงก์พาณิชย์ไทยสามารถเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในโลก แต่ปัจจุบันด้วยการเกิดขึ้นของ PromptPay ทำให้รายได้ของธนาคารหายไปทันทีในสัดส่วนที่มากทีเดียว แต่ในทางกลับกัน เราสามารถลดต้นทุนในการรักษาเงินสดได้ เราก็ยังมองเห็นว่ามีโอกาสอยู่มาก

ปัจจุบัน เรามีลูกค้าที่มีบัญชีกับเราอยู่นับว่าเป็นขนาดใหญ่ หากแต่มีลูกค้าที่ใช้บริการกับเราบ่อยๆ และมี engagement กับเราสูงๆ น้อยอยู่ ซึ่งนั่นจะกระทบในเรื่องความยั่งยืนของธนาคาร ดังนั้น ภารกิจของเราในปีนี้ คือ การทำให้ธนาคารเป็นที่รัก แต่สิ่งที่พูดนั้นทำได้ยาก เพราะท้ายที่สุด เมื่อสิ้นปี ก็ต้องมาวัด Performance หากผลประกอบการไม่ดี ผู้ถือหุ้นก็ต้องมีคำถาม แต่เมื่อเราเลือกที่จะตั้ง KPI เช่นที่กล่าวมาแล้ว เราก็ต้อง drive ให้ถึงที่สุด และร่วมหัวจมท้ายไปกับทีมด้วย

มีใครที่เรามองว่าเป็นคู่แข่งที่สำคัญ เราไม่ได้มองใครเป็นคู่แข่งอีกต่อไป เพราะคิดว่า ณ นาทีนี้ ทุกคนต้องแข่งกับตัวเองเนื่องจากประเทศเรากำลังก้าวเข้าสู่การเป็น Aging Society

หากถามว่า ธนาคารมีแนวโน้มจะออกผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับกระแสนี้หรือไม่ คุณอาทิตย์กล่าวว่า เราต้อง focus ในทุกเซกเมนต์ หากเราจะขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม Aging เราก็ต้องเริ่มต้นทำงานคู่กับพาร์ทเนอร์ในกลุ่มโรงพยาบาล เป็นต้น แต่ในวันนี้ เรายังเริ่มน้อยมาก แต่เชื่อว่าภายในกลางปีนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ แต่ในด้านของสปีด (ความเร็ว) นั้น นับว่ายังอาจทำได้ไม่เร็วอย่างที่คิด

ทั้งหมดนี้ เป็นความคิดเพียงส่วนหนึ่ง หรือบางส่วนของบุคคลที่เป็นถึง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CEO ของ 1 ใน 3 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทย ที่มองว่าธนาคารต้องมีการปรับตัวอีกมากในอนาคต ที่การแข่งขันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในการเข้าสู่โลกยุคดิจิทัล…

 

สั่งทูตพาณิชย์เปิดตลาด “เมืองรอง” ในจีน เตรียมคณะผู้แทนเยือน”เทียนจิน”พ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871566


นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ในจีนทำแผนบุกเจาะตลาดเมืองรองในจีนเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่เน้นแต่การบุกเจาะตลาดเมืองหลัก ล่าสุดมีแผนที่จะเจาะผ่านเมืองรอง ในเดือน พ.ค.นี้ จะนำคณะเดินทางไปเจรจาการค้าที่เมืองเทียนจินตามคำเชิญของรองผู้ว่าการมณฑล เพื่อหาลู่ทางในการขยายการค้า การลงทุน และเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น

“เทียนจินเป็นเมืองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ มีจำนวนประชากรถึง 15.17 ล้านคน มีจีดีพีเติบโตเฉลี่ยปีละ 12% มีรายได้เฉลี่ยของประชาชนเพิ่มขึ้นปีละ 10% ขณะนี้รัฐบาลจีนได้จัดสรรงบประมาณกว่า 1.28 ล้านล้านบาท เพื่อปรับปรุงเส้นทางคมนาคมทางรถไฟระหว่างกรุงปักกิ่งกับเมืองเทียนจินจนถึงมณฑลเหอเป่ย ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างขนาดยักษ์เพื่อสร้าง “ซุปเปอร์ซิตี้” ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2573 และจะทำให้เทียนจินมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

นางอภิรดีกล่าวว่า เทียนจินยังมีท่าเรือสำคัญที่เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือกับเอเชียกลางและภาคตะวันตก และเป็นท่าเรือสำคัญสำหรับการค้าระหว่างประเทศในภาคเหนือของจีน โดยเป็นท่าเรือหลักที่มีความสำคัญในการขนส่งสินค้าต่อไปยังเมืองต่างๆ ได้แก่ ปักกิ่ง เทียนจิน มณฑล เหอเป่ย มณฑลซานซี มณฑลส่านซี มณฑลกานซู มณฑลชิงไห่ เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน เขตปกครองตนเองซินเจียง เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย เขตปกครองตนเองทิเบต มณฑลเหอหนาน มณฑลเสฉวน และมณฑลซานตง โดยมากกว่า 70% ของจำนวนสินค้าที่มีการขนส่งทั้งจากภายในประเทศและจากการนำเข้าส่งออกล้วนมาจากเมืองอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ท่าเรือเทียนจินมีเส้นทางการเดินเรือไปยังประเทศต่างๆ กว่า 180 ประเทศ มีปริมาณสินค้าผ่านเข้าออกปีละมากกว่า 600 ล้านตัน ซึ่งมากเป็นอันดับ 3 ของจีน.

 

งานไทยเที่ยวไทยครั้งที่ 42 คึก ฉลองต้อนรับเทศกาลฤดูร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871564


ภาพจากเฟซบุ๊ก ไทยเที่ยวไทย

นายกฤตย์ พัตรปาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.เค.เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ จำกัด ผู้จัดงานไทยเที่ยวไทย เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจัดงาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 42” ระหว่างวันที่ 2-5 มี.ค.60 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “ไทยเที่ยวไทย 4.0” เพื่อขานรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และจุดประกายให้ผู้ประกอบการปรับตัวเข้ากับเทรนด์การท่องเที่ยวสมัยใหม่ รวมถึงเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

“บริษัทเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลในยุค 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวครั้งนี้ได้เชิญผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวชั้นนำมาร่วมแสดงงานจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดงาน ทั้งโรงแรม รีสอร์ต ทัวร์ รถเช่า สายการบิน เรือท่องเที่ยว สถานบันเทิงและสถานพักผ่อนหย่อนใจทุกประเภท เต็มพื้นที่การจัดงานกว่า 1,230 บูธ แล้วประชาสัมพันธ์งานเชิญชวนผู้ชมงานผ่านสื่อดิจิทัลต่างๆ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกลุ่มเป้าหมายใหม่กว่า 500,000 คน”

ภายในงาน 80% จะเป็นโซนที่พักทั่วไทย ทั้งโรงแรม รีสอร์ต มีให้เลือกครบแบบราคาสบายกระเป๋านักท่องเที่ยว โดยไฮไลต์บูธงานนี้คือ โซนงานไหมแห่งสยาม ร้อยแก่นสารสินธุ์ เทศกาลไหมแห่งประเทศไทยของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง

นอกจากนั้น ยังมีโซนทัวร์ทั่วไทยกว่าอีก 70 บริษัทนำเที่ยวชั้นนำ และสายการบินโลว์คอสต์ เช่น นกแอร์ แอร์เอเชีย ไทยสมายล์ บางกอกแอร์เวย์ส และไทยไลอ้อนแอร์ ในโซนเอเทรียม รวมทั้งโซนรถเช่า โซนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในด้านโปรโมชั่น ร่วมกับพันธมิตรบัตรเครดิตชั้นนำในเครือกรุงศรีคอนซูเมอร์ทั้ง 7 บัตร และบัตรเครดิตธนาคารซิตี้แบงก์ทุกประเภท นำข้อเสนอดีๆมาลดราคาสุดคุ้ม 4 ต่อ พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษมาให้สมาชิกผู้ถือบัตรโดยเฉพาะ.

 

ธอส.ออก 4 แพ็กเกจสินเชื่อใหม่ สานฝันผู้มีรายได้น้อยมีบ้านง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871561


นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากนโยบายธนาคารที่มุ่งเน้นช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มสาขาอาชีพให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ง่ายยิ่งขึ้นตามพันธกิจทำให้คนไทยมีบ้าน ล่าสุดได้จัดทำ “แพ็กเกจสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้ากลุ่ม Social Solution ไตรมาส 1-2 ปี 2560” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่รองรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ บุคลากรทางการศึกษา และผู้สูงอายุ ภายใต้กรอบวงเงินรวม 36,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อข้าราชการครู ปี 2560 สำหรับข้าราชการครูในโรงเรียนของรัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และ 2.โครงการบ้าน ธอส.เพื่อข้าราชการ ปี 2560 สำหรับข้าราชการ ทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการศึกษาในสังกัดส่วนราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ 3.โครงการบ้าน ธอส.เพื่อผู้สูงอายุ ปี 2560 ให้กู้สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และ 4.โครงการบ้าน ธอส.เพื่อสานรัก ปี 2560 สำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้รวมไม่เกินจำนวนที่ธนาคารกำหนด.

 

ไม่ถ่านหิน..ก็นิวเคลียร์ เทรนด์ปั่นไฟฟ้าทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870692


การพูดถึงโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแบบสะอาดกับโรงไฟฟ้าถ่านหินรุ่นเก่าคร่ำครึ อันดับแรกควรต้องแยกทั้ง 2 กรณีออกจากกันให้ชัด

บางท่านที่ตั้งข้อรังเกียจ หรือมีอคติกับโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกชนิด ประเภทชาตินี้ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ เห็นว่าไม่ควรใช้คำว่า เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด (Clean Coal) แต่น่าจะเรียกว่า โรงไฟฟ้าที่สามารถลดมลภาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ (High Efficiency Emission Reduction Power Plant) แทน…ก็ว่ากันไป

แต่ไม่ว่าจะเรียกชื่อเช่นไร เพื่อให้เกิดการทำความเข้าใจที่ถูกต้อง และเป็นกลาง ควรต้องแยกแยะโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินทั้ง 2 ประเภท ซึ่งใช้เทคโนโลยีต่างกัน ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

จะได้เป็นการฉายหนังคนละม้วน ม้วนแรกเหมือนหนังฝรั่ง “ฮอลลีวูด” อีกม้วนเป็นหนังแขก “บอลลีวูด” ที่มีคนละแนวทาง หรือมาตรฐาน ตั้งแต่ตัวแสดงนำ เงินทุน ฉาก เทคนิคถ่ายทำ รวมทั้งแฟนคลับ…

เทคโนโลยีสะอาดสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้การยอมรับ กันมานาน และมีใช้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยว สำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนมีมาตรฐานทางกฎหมาย และการดูแลรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่สูงทั้งสิ้น

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจภาคใต้ของไทยที่มุ่งเน้นให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร รองรับ การขยายตัวของประชากร และ นักท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับ การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นั้น

ได้ก่อให้เกิดความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของภาคใต้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 100 เมกะวัตต์

ซึ่งภาวะดังกล่าวสวนทางกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ที่ภาคใต้ยังไม่มีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลัก หรือ Base plant (โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชม.)

ทุกวันนี้ภาคใต้จึงเป็นภูมิภาคเดียวที่ยังต้องพึ่งพาการลาก สายส่งไฟฟ้า มาจากภาคกลาง และจากประเทศมาเลเซีย

ด้วยระยะทางยาวในการลากสาย รวมถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นแนวยาวคล้ายด้ามขวาน ไม่เพียงต้องลงทุนค่าสายส่งมหาศาล นับแสนล้านบาท การลากสายส่งเช่นนี้ยังทำให้โครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้า ไม่มั่นคงแข็งแรงเท่าที่ควร เทียบไม่ได้กับการตั้งโรงไฟฟ้าในพื้นที่ เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงให้แก่ระบบ

กระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงมีแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยี โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสะอาด ไปใช้กับโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ซึ่งมีแผนจะสร้างขึ้นที่ จ.กระบี่

โครงการนี้ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชน ทั้งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของตัวโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือไปเรียบร้อยแล้ว

ยกตัวอย่าง ระบบเผาไหม้ และ หม้อน้ำของโรงไฟฟ้า กระบี่ ใช้เทคโนโลยีระดับ Supercritical ขึ้นไป ซึ่งให้ประสิทธิภาพการผลิตพลังงานถึงร้อยละ 42-45 (เทียบกับเทคโนโลยีเดิม Sub-Critical ให้ประสิทธิภาพเพียงร้อยละ 35-38) ซึ่งนอกจากจะทำให้ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง ยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงร้อยละ 21

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าที่ จ.กระบี่ ยังกำหนดให้ใช้ถ่านหินประเภทซับบิทูมินัส ซึ่งเป็นถ่านหินเกรดคุณภาพดี ให้ค่าความร้อนสูง มีขี้เถ้าน้อย และค่ากำมะถันต่ำ

เท่านั้นไม่พอ เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะไม่ตกเป็นจำเลยของสังคม ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตกับกรณีของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่ จ.ลำปาง ทาง กฟผ.ได้มีการติดตั้งระบบกำจัด ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (SCR) กำจัดฝุ่นละออง (ESP) และ กำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) เพื่อให้สามารถควบคุมอัตราการปล่อยก๊าซมลสารดีกว่าค่ามาตรฐาน อีกไม่น้อยกว่า 3 เท่าตัว

และเพื่อเป็นการตอกย้ำความมั่นใจแบบสุดๆขึ้นไปอีก โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ได้นำเทคโนโลยี ระบบจับปรอท มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ในการดักจับสารปรอท หลังการเผาไหม้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งการตรวจวัดสารตกค้างต่างๆ ทั้งในธรรมชาติ พืช และสัตว์ เป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการ ตามกฎหมาย และข้อตกลงในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลาของการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า

แม้แต่ข้อกังวลใน เรื่องการขนส่งถ่านหินไปยังโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นอีกช่องโหว่สำคัญ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อชุมชน และสภาพแวดล้อม ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โครงการนี้ได้ป้องกันปัญหาด้วยการกำหนดให้ใช้เรือบรรทุกถ่านหิน แบบระบบปิด เพื่อป้องกันการร่วงหล่น และฟุ้งกระจาย รวมทั้ง ใช้เรือขนส่งถ่านหินขนาดเล็ก เพียง 10,000 ตัน ในการขนส่งถ่านหินเที่ยวละ 8,000 ตันไปยังท่าเทียบเรือ

เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ถ่านหินของโรงไฟฟ้าวันละ 7,260 ตัน เท่ากับขนส่งถ่านหินเฉลี่ยเพียงวันละ 1 เที่ยวหรือไม่เกิน 2 เที่ยวในบางวัน โดยกำหนดให้ใช้ความเร็วในการเดินเรือใกล้ชายฝั่ง ไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อลดคลื่น และการกวนตะกอนในท้องน้ำ

นอกจากนั้น การลำเลียงถ่านหินจากเรือไปยังโรงเก็บถ่านหิน บริเวณท่าเทียบเรือก็ใช้ ระบบปิด เช่นเดียวกัน โดยมีการลำเลียงถ่านหินไปตามอุโมงค์ หรือสายพานลำเลียงไปยังโรงเก็บถ่านหิน บริเวณโรงไฟฟ้า ด้วย ระบบปิดตลอดทาง ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งลึกเข้าไปในแผ่นดินถึง 10 กิโลเมตร

แม้แต่ประเด็นผลกระทบของเรือขนส่งถ่านหินต่อแหล่งดำน้ำ หรือเรือท่องเที่ยว จากการศึกษาพบว่า มีจุดดำน้ำดูปะการัง 13 แห่ง เกือบทั้งหมดอยู่ห่างจากเส้นทางเดินเรือเกินกว่า 10 กิโลเมตรขึ้นไป มีเพียง 2 จุดเท่านั้นที่มีระยะห่าง 3.9 และ 6 กิโลเมตร ซึ่งจากระยะห่างของเส้นทางเดินเรือ เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรการความเร็วเรือที่ไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และการเดินเรือเฉลี่ยวันละ 1 เที่ยว ย่อมไม่สร้างผลกระทบ

จะว่าไปแล้ว เปรียบเทียบกันระหว่างโครงการ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ จ.กระบี่ กับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ระดับแถวหน้าของโลก อย่างเช่น โรงไฟฟ้า “มัตสึอุระ” (Matsuura Thermal Power Plant) บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้เทคโนโลยีพลังงานถ่านหินสะอาด เปิดดำเนินการมาแล้ว 25 ปี

เป็นที่ประจักษ์ว่า ทั้งชาวประมง เกษตรกร และชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้า มัตสึอุระ ภายในรัศมีตั้งแต่ 1-10 กม. สามารถอยู่ร่วมในระบบนิเวศที่ดีกับโรงไฟฟ้าได้อย่างไร้ปัญหา

เทียบกับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสะอาดที่ จ.กระบี่ ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่าโรงไฟฟ้า “มัตสึอุระ” ด้วยซ้ำ หากถกกันด้วยเหตุและผล…โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น ปัญหาก็น่าจะเป็น 0

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งยกเลิกรายงานการวิเคราะห์ทั้ง EIA และ EHIA ฉบับเดิม หลังจากยังมีกลุ่มผู้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่

พร้อมทั้งสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำทั้ง EIA และ EHIA กรณีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ขึ้นใหม่ โดยเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการระดับสูงเข้าไปดูแลนโยบายการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

กรณีดังกล่าว ไม่น่าเรียกได้เต็มปากว่าเป็นการถอยโรงไฟฟ้าถ่านหินของรัฐบาลชุดนี้ แต่ใช้คำว่า “ซื้อเวลา” น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะท้ายที่สุดแล้ว การใช้พลังงานทดแทน หรือทางเลือกอื่นใด ไม่ว่าน้ำมันปาล์ม พลังงานลม หรือแสงแดดมาปั่นไฟฟ้า เพื่อรองรับกับความต้องการใช้ไฟของภาคใต้ที่เพิ่มขึ้น

ล้วนมีข้อด้อยกว่า การใช้พลังงานจากถ่านหิน (สะอาด) ทั้งสิ้น

ใครจะรู้…ถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินในไทยเดินหน้าต่อไม่ได้…โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในภาคใต้ อาจหนีไม่พ้นอีก 2 ตัวเลือก นั่นคือ ถ้าไม่กลับไปพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งทุกวันนี้ก็ถูกนำไปใช้งานเต็มเหยียดอยู่แล้ว…อาจต้องเลือกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แทน.

 

ทางหลวง เตรียมพร้อมแก้ไขปัญหาหมอกควัน-ไฟป่า ช่วงหน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 20:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871358


กรมทางหลวง เตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าช่วงฤดูแล้ง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้ทางตลอด 24 ชั่วโมง…

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. นายสราวุธ ทรงศิวิไล รองอธิบดีกรมทางหลวง ฝ่ายบำรุงทาง เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูแล้งของทุกปีมักจะเกิดปัญหาหมอกควัน ปัญหาไฟป่า และไฟไหม้หญ้าสองข้างทางหลวงในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบทำให้บดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนผู้ใช้ทางได้ โดยขณะนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกรมทางหลวง ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวง ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร ยานพาหนะ และวัสดุอุปกรณ์ เตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

พร้อมทั้งได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย จัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังเหตุไฟไหม้สองข้างทางหลวง จัดเตรียมรถบรรทุกน้ำให้พร้อมใช้งานได้ทันที รวมถึงได้มีการสำรวจแหล่งน้ำหรือประสานกับการประปาส่วนภูมิภาค โดยขอความอนุเคราะห์ในการขอรับใช้น้ำประปาเพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ยังได้เตรียมพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนทันท่วงทีและจะดำเนินมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้ทางตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือผู้อาศัยบริเวณสองข้างทางหลวงและผู้ใช้ทางช่วยกันสอดส่องดูแลในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเผาขยะบริเวณริมทางซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันได้อีกด้วย ทั้งนี้หากประชาชนประสบหรือพบเห็นหมอกควัน ไฟป่า ไฟไหม้หญ้า หรือต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานทางหลวง  แขวงทางหลวง หมวดทางหลวง ในพื้นที่ทั่วประเทศ และสายด่วนกรมทางหลวง โทร.1586.

 

คลัง ย้ำเปิดลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ 3 เม.ย.-15 พ.ค. แจงยิบคุณสมบัติ 5 ข้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 19:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871330


คลัง ย้ำเปิดลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ 3 เม.ย.-15 พ.ค. แจงยิบคุณสมบัติ 5 ข้อ เพิ่มจุดลงทะเบียนยังสำนักงานคลังจังหวัด-สำนักงานเขตใน กทม.

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ครม.ได้มีมติรับทราบรายงานผลโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2559 และโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 โดยในปี 2559 มีจำนวนลงทะเบียนทั้งสิ้น 8,375,383 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินโอนทั้งหมด 7,715,359 คน

ส่วนผู้ที่ไม่มีสิทธิ์จำนวน 660,024 คน เนื่องจากมีการเสียชีวิต, ชื่อนามสกุลผิดไปจากบัตรประชาชน, คนมีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี รวมทั้งไม่เป็นเกษตรกรที่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนกรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์

ทั้งนี้ หลังจากสิ้นสุดมาตรการแล้ว ปรากฏว่า มีผู้มารับเงินโอนทั้งสิ้น 7,525,363 คน และไม่ได้มารับเงินทั้งสิ้น 189,996 คน เนื่องจากไม่มีเงินฝากกับทางธนาคาร บางส่วนไม่มาติดต่อธนาคาร หรือบัญชีถูกอายัด ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับสวัสดิการในปี 2559 ทั้ง 2 มาตรการที่มีจำนวน 7,525,363 คน คิดเป็น 97.5% ของจำนวนผู้ทีสิทธิ์ทั้งหมด  หรือคิดเป็นงบประมาณ 17,469 ล้านบาท

สำหรับปี 2560 จะเปิดรับลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค. โดยต้องมีคุณสมบัติ 5 ข้อ คือ 1.ต้องมีสัญชาติไทย 2.อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป (ต้องเกิดก่อนวันที่ 16 พ.ค. 2542) 3.ว่างงาน หรือมีรายได้ในปี 2559 ไม่เกิน 100,000 บาท 4.ไม่มีสินทรัพย์ทางการเงิน ได้แก่ เงินฝากธนาคาร สลากออมสิน สลาก ธ.ก.ส. พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ หรือถ้ามีทรัพย์สินทางการเงินดังกล่าว  จะต้องมีจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง และ 5.ไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย หรือถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ดังกล่าว จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้ กรณีที่มีบ้านพร้อมที่ดินที่อยู่อาศัยอย่างเดียว ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา ส่วนห้องชุดต้องไม่เกิน 35 ตารางวา กรณีใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตร หรือหากเป็นที่ดินที่ไม่ทำการเกษตรต้องมีไม่เกิน 1 ไร่

นอกจากนี้ ได้เพิ่มจุดรับลงทะเบียนไปยังสำนักงานคลังจังหวัดทุกจังหวัดและในกรุงเทพฯ จะสามารถลงทะเบียนได้ที่สำนักงานเขตกรุงเทพมหานครทุกเขต จากเดิมที่มีจุดรับลงทะเบียนเฉพาะในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย โดยหลังจากปิดรับลงทะเบียนวันสุดท้ายไปประมาณ 1 เดือน จะมีการเผยแพร่ชื่อผู้มีสิทธิ์รับสวัสดิการผ่านทาง 2 ช่องทาง คือ http://www.epayment.go.th และที่ทำงานกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ทั้งนี้ หลังจากคัดกรองผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว กระทรวงการคลังจะดำเนินการออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้มีสิทธิ์ เพื่อสามารถนำไปใช้รับสวัสดิการตามที่ภาครัฐกำหนด เช่น ส่วนลดค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่ารถโดยสารประจำทางทั้งรถเมล์และรถไฟ.

 

‘พิเชฐ’ ตั้ง กระบี่มือดี ‘ณัฐพล’ คุมดีป้า หน่วยงานใหม่เอี่ยมสังกัดดีอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 18:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871261


“พิเชฐ” ตั้ง กระบี่มือดี “ณัฐพล” คุมดีป้า หน่วยงานใหม่เอี่ยมสังกัดดีอี หวังให้เป็นทัพหน้าเปลี่ยนประเทศสู่สังคมดิจิทัล…

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. มีรายงานว่า ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เซ็นคำสั่งเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2560 แต่งตั้ง ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เป็นการชั่วคราว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ดีป้า เป็นหน่วยงานใหม่ล่าสุดภายใต้กระทรวงดิจิทัลฯ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนเชื่อมโยงกับประเทศให้เป็นสังคมดิจิทัล

ดร.ณัฐพล กล่าวว่า การเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ดีป้า ถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะทุกวันนี้ โลกได้เข้าสู่ระบบและเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกระบวนการผลิต การค้า การบริการ และกระบวนการทางสังคมอื่น ๆ รวมถึงสนับสนุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวางรากฐานดิจิทัลให้ขับเคลื่อนได้อย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้ทุกภาคเศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ทันโลกและสามารถแข่งขันในโลกสมัยใหม่ได้ ด้วยดิจิทัล เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และจีดีพีของประเทศเติบโตปีละ 5%

อย่างไรก็ตามวิสัยทัศน์ ที่ถือเป็นหลักยึดในการทำงานคือ Value people first คือการจะทำอะไรก็ตามประชาชนสำคัญที่สุด ดังนั้นการปรับเปลี่ยนหรือขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางใด ต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรก เพราะการขับเคลื่อนจะไปต่อไม่ได้เลย ถ้าขาดฟันเฟืองที่สำคัญคือคน

สำหรับ ดร.ณัฐพล จบปริญญาเอกและปริญญาโทด้านการจัดการการเงินการธนาคาร จาก Swinburne University of Technology ประเทศออสเตรเลีย ผ่านการทำงานหลายกระทรวง มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนและธุรกิจระหว่างประเทศ การจัดการการเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงการนำนวัตกรรมมาใช้ในเชิงพาณิชย์ ผ่านการทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ SMEs รายสาขา สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงอุตสาหกรรม และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการร่างแผนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิจัยและจัดการนโยบาย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์วิสาหกิจ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และรองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม