หุ้นไทยปิดบวก ขยับ 7.63 จุด ซื้อขาย 42,033.67 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 17:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871291


หุ้นไทยปิดตลาดแดนบวก ปรับเพิ่ม 7.63 จุด ที่ระดับ 1,567.19 จุด มูลค่าซื้อขาย 42,033.67 ล้าน…

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ดัชนีหุ้นไทยปิดการซื้อขายในแดนบวก ปรับขึ้น 7.63 จุด หรือ 0.49% ที่ระดับ 1,567.19 จุด มูลค่าซื้อขาย 42,033.67 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวัน ดัชนีแตะระดับสูงสุดที่ 1,567.36 จุด และต่ำสุด 1,559.85 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน).

 

สรรพสามิต แจงอัตราใหม่ภาษีน้ำเมา ไม่ส่งผลให้ราคาขยับขึ้นพรวด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 16:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871185


สรรพสามิต แจงอัตราใหม่ภาษีน้ำเมา เป็นการปรับเพดานสูงสุดของพิกัดภาษีล่วงหน้า ไม่ส่งผลให้ราคาขยับขึ้นพรวดอย่างที่เป็นข่าว…เมื่อวันที่ 1 มี.ค. นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ชี้แจงการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ ว่า เป็นการปรับเพดานสูงสุดของพิกัดภาษี 20 ปีข้างหน้า เนื่องจากของเดิมใช้มานานไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยจะปรับเปลี่ยนเป็นการคิดคำนวณทั้งจากราคาขายปลีกแนะนำและปริมาณแอลกอฮอล์ เป็นฐานการกำหนดอัตราภาษี แต่จะไม่ได้ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นมากผิดปกติตามที่เป็นข่าว

ส่วนอัตราการจัดเก็บจริงจะเป็นเท่าใด ซึ่งที่ประชุมครม. ที่ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวได้ระบุว่าจะต้องไม่สร้างภาระเรื่องภาษีให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภค ดังนั้นเมื่อฐานการคำนวณโตขึ้นเนื่องจากการหันมาใช้ราคาขายปลีกแนะนำ จะต้องปรับลดอัตราลงมาเพื่อให้เสียภาษีในระดับใกล้เคียงของเดิม เพื่อไม่ให้เป็นปัญหากับผู้บริโภค ซึ่งจะต้องออกเป็นกฎกระทรวงโดยเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบอีกครั้งก่อนจะมีผลบังคับใช้

“การกำหนดเพดานภาษีไม่ได้หมายความว่าจะต้องเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงสุด เป็นการเผื่อไว้ล่วงหน้า โดยฝ่ายวิชาการจะนำปัจจัยต่างๆ มาคิดคำนวณ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนที่จะผันแปรไป ส่วนการจัดเก็บภาษีอย่างไรขึ้นอยู่กับสถานการณ์และนโยบายของรัฐบาล โดยฐานภาษีจะคิดคำนวณรวมกันทั้งฐานด้านราคา บวกด้วยด้านปริมาณแอลกอฮอล์” นายสมชาย กล่าว

ขณะที่นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ขณะนี้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ารัฐบาลจะจัดเก็บภาษีใหม่เพิ่มเติมหลายตัว เพื่อเพิ่มรายได้เข้ารัฐ เช่น การเก็บภาษีสุรา เบียร์ ไวน์ ซึ่งพบว่ามีการรายงานตัวเลขที่คลาดเคลื่อน มีการนำข้อมูลเพดานอัตราภาษีสูงสุดไปคำนวณมูลค่าภาษี ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะอัตราภาษีที่เก็บจริงยังไม่มีการกำหนด และที่ผ่านมากรมสรรพสามิตยืนยันมาตลอดว่า หลังจากใช้กฎหมายภาษีสรรพสามิตใหม่ และมีการเปลี่ยนแปลงการเก็บภาษีจากที่ใช้ฐานราคาหน้าโรงงาน หรือราคาสำแดงนำเข้า มาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ จะมีการกำหนดอัตราให้ภาระภาษีของผู้ประกอบการเท่ากับของเดิม

ส่วนการเก็บภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเป็นส่วนประกอบสูง ยืนยันไม่ได้เป็นการเก็บภาษีน้ำตาล แต่ในหลักการเป็นการเก็บภาษีจากปริมาณความหวาน ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเก็บภาษีในอัตราเท่าไร และจะเริ่มเก็บเมื่อใด.

 

รร.ดุสิตธานีต่อสัญญาเช่าที่อีก 30 ปี จับมือเซ็นทรัล ผุดมิกซ์ยูส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870950


ชนินทธ์ โทณวณิก – ศุภจี สุธรรมพันธุ์

โรงแรมดุสิต กรุงเทพ ต่อสัญญาเช่าที่อีก 30 ปี จับมือเซ็นทรัล ร่วมพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบผสมขนาดใหญ่ เน้นพื้นที่สีเขียว สร้างสัญลักษณ์แห่งใหม่ใจกลางเมือง

วันที่ 1 มีนาคม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาและบริหารโรงแรมและโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกๆ ของประเทศไทย ประกาศลงนามในสัญญา กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อต่อสัญญาเช่าที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลมและพระราม 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ต่อไปอีก 30 ปี และได้รับสิทธิในการเช่าที่ดินต่อเนื่องอีก 30 ปี โดยมีแผนพัฒนาและยกระดับโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรงแรมที่เป็นที่นิยมระดับโลก พร้อมจับมือกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบผสมขนาดใหญ่ (Mixed-use) ซึ่งจะประกอบไปด้วย โรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก และมุ่งเน้นในเรื่องการมอบพื้นที่สีเขียวให้กับโครงการ

นายชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการบริหาร ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสีลม ถือเป็น ‘สัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในยุคสมัยใหม่แห่งแรก’ ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2513 วันนี้ ดุสิตธานีมีความมุ่งมั่น จะพัฒนาโครงการบนที่ดินผืนนี้ให้เป็นโครงการระดับโลก เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของดุสิตธานี ซึ่งเป็นบริษัทไทยที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับบนเวทีระดับโลกมาอย่างยาวนานกว่า 65 ปี ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดุสิตธานีได้รับสิทธิเช่าที่ดินเพิ่มขึ้นอีกรวมเป็นที่ดินขนาดเกือบ 24 ไร่ และได้มีแผนยกระดับโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ และพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมมูลค่าประมาณ 36,700 ล้านบาท ที่ร่วมมือกับเซ็นทรัลพัฒนา โดยโครงการใหม่นี้จะมีจุดเด่นที่การดำรงรักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดุสิตมาช้านาน ผสานเข้ากับมาตรฐานสากล และให้เป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ ปักหมุดเป็นสัญลักษณ์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เหมือนที่โรงแรมดุสิตธานีได้สร้างประวัติศาสตร์เอาไว้เมื่อ 47 ปีที่ผ่านมา

“เรามุ่งให้โครงการใหม่นี้ เป็นโครงการที่สามารถเอื้อประโยชน์แก่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้เป็นจุดศูนย์กลางของเมืองอย่างแท้จริง โดยเป็นทั้งจุดศูนย์กลางทางธุรกิจ จุดศูนย์กลางค้าปลีก และจุดศูนย์กลางที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนหลักของกรุงเทพฯ ทั้งรถไฟฟ้า BTS และรถไฟใต้ดิน MRT ตลอดจนเป็นย่านที่ตั้งของโครงการที่พักอาศัยระดับบนมากมาย อีกทั้งยังตั้งอยู่ติดกับสวนลุมพินี พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ และเป็นสวนสาธารณะที่เป็นที่นิยมที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย”

นางศุภจี สรุป ทั้งนี้ ดุสิตธานีอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาแผนพัฒนาโครงการ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับรายละเอียดที่สำคัญของโครงการ และพร้อมประกาศให้ทราบภายในช่วงกลางปีนี้.

 

น้ำมันแพง ดันเงินเฟ้อ ก.พ. ขยับ 1.44% พาณิชย์ ยังคงเป้าปีนี้ 1.5-2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 13:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871005


เงินเฟ้อเดือน ก.พ. ขยับ 1.44% จากราคาน้ำมันพุ่ง พาณิชย์ ชี้อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ สอดคล้องเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ยังคงเป้าปีนี้เท่าเดิมที่ 1.5-2.0%…

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวถึง ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือน ก.พ.60 ว่า อยู่ที่ 100.79 ขยายตัว 1.44% เมื่อเทียบ ก.พ.59 จากตลาดคาดการณ์ที่ราว 1.60% และหากเทียบกับเดือนก่อนหน้า (ม.ค.60) ขยายตัว 0.04% มีผลให้ CPI เฉลี่ยช่วง 2 เดือนแรกขยายตัว 1.49% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) อยู่ที่ 101.07 ขยายตัว 0.59% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.59 และหากเทียบ ม.ค.60 ขยายตัว 0.02%

สำหรับดัชนีราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม อยู่ที่ 101.36 เพิ่มขึ้น 1.00% เมื่อเทียบกับ ก.พ.59 แต่หากเทียบ ม.ค.60 ลดลง -0.15% ส่วนดัชนีราคาสินค้าที่ไม่ใช่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ที่ 100.48 ขยายตัว 1.68% จากเดือน ก.พ.59 และขยายตัว 0.15% จากเดือน ม.ค.60

“อัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.พ.ถือว่าอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพและสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับอัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศในโลกที่เข้าสู่ช่วงขาขึ้นเช่นกัน ทั้งสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และจีน เป็นต้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจที่จะดูแลราคาสินค้าให้อยู่ในระดับที่สมเหตุผล” น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว

อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 1.44% มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเป็นสำคัญ แต่ในภาพรวมแล้วยังไม่ถือว่าต้องกังวล ซึ่งจากการหารือกับกรมการค้าภายในพบว่าสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงปลายปี 59 ต่อเนื่องต้นปี 60 มีผลกระทบให้สินค้าราคาสูงขึ้นบ้างแต่ไม่มากนัก รวมถึงสถานการณ์ราคาดอกกุหลาบที่สูงขึ้นในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.พ.ให้ปรับขึ้นบ้างเล็กน้อยเช่นกัน

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าในเดือน ก.พ.นี้ จากการสำรวจรายการสินค้า 422 รายการ พบว่ามีสินค้า 129 รายการที่ราคาสูงขึ้น เช่น ไก่สด กุ้งขาว กระเทียม อาหารสำเร็จรูป ก๊าซหุงต้ม และน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนสินค้าที่ราคาลดลงมี 114 รายการ เช่น ข้าวสารเจ้า เนื้อสุกร ผักและผลไม้ น้ำมันพืช ไข่ไก่ เป็นต้น

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายเงินเฟ้อในปีนี้ไว้เท่าเดิมที่ระดับ 1.5-2.0% และยังคงสมมติฐานทั้ง 3 ตัวไว้ในระดับเดิม คือ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่ระดับ 3-3.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วง 45-55 ดอลลาร์/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน ที่ระดับ 35.50-37.50 บาท/ดอลลาร์ จากนั้นจะมีการทบทวนอีกครั้งเป็นรายไตรมาส ในช่วงเดือน เม.ย.นี้ โดยขอรอดูตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในไตรมาสแรกก่อน ทั้ง GDP การส่งออก และราคาน้ำมัน

ส่วนปัจจัยที่ยังเป็นตัวกดดันเงินเฟ้อในปีนี้ ได้แก่ เศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวได้ช้าๆ และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในประเทศคู่ค้าสำคัญที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออก, ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ และเงินบาทยังมีทิศทางอ่อนค่าส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก และต้นทุนการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ.

 

ทองคำเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,200

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 10:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870641


ราคาทองวันที่ 1 มี.ค. เปิดตลาดราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,600 ขายออกบาทละ 20,700 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,223.44 ขายออกบาทละ 21,200 บาท

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ราคาคงที่จากเมื่อวาน ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,600 บาท ขายออกบาทละ 20,700 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,223.44 บาท ขายออกบาทละ 21,200 บาท.

 

หุ้นไทยปีนี้ยืนสูงสุด 1,618 จุด เงินฝรั่งไหลออก!กำไรไม่ชูใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870492


นางภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลสำรวจความเห็นจากนักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนปี 2560 ว่า นักวิเคราะห์ให้สัดส่วนการลงทุนในเดือน ก.พ. ต่างจากเดือน ม.ค. โดยมองว่าควรลดสัดส่วนการถือครองตราสารหนี้มาถือครองหุ้นไทยแทน มีสัดส่วนการลงทุนดังนี้ หุ้นในประเทศหรือกองทุนหุ้นในประเทศ 42% หุ้นต่างประเทศ 21% ทองคำและโกลด์ฟิวเจอร์ 8% ตราสารหนี้และกองทุนตราสารหนี้ 14% เงินสด 11% และอื่นๆ เช่น กองทุนน้ำมัน 4%

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า หุ้นไทยจะแกว่งตัวในทิศทางขาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป จากการรวบรวมพบว่าดัชนีปลายปีจะอยู่ที่ 1,618 จุด มีจุดสูงสุดของดัชนีเฉลี่ยที่ระดับ 1,669 จุด และต่ำสุดที่ 1,453 จุด มีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจในประเทศ การลงทุนภาครัฐ การเมืองในประเทศที่จะมีการเลือกตั้งและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาสที่ 1/2560 โดยควรเน้นลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาครัฐ ธนาคาร และหุ้นปันผล

สำหรับกระแสเงินทุนจากต่างประเทศนั้น คาดว่าจะมีแนวโน้มไหลออกไปประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายลดภาษีนิติบุคคล หนุนกำไรบริษัทจดทะเบียน ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยคาดว่าจะโต 8-9% เมื่อเทียบกับปีก่อน และจีดีพีไทยที่คาดว่าจะโตเพียง 3.39% น้อยกว่าการเติบโตของประเทศในภูมิภาคจึงไม่จูงใจให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มเห็นแรงเทขายหุ้นไทยออกไปถือตราสารหนี้แทนแล้ว ทั้งนี้ กระแสเงินทุนจะไหลกลับอีกครั้ง หากตลาดสหรัฐฯปรับตัวขึ้นไปสูงมากจนทำให้ราคาแพงเกินไป ส่วนตลาดตราสารหนี้นั้น มองว่าอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน.

 

สรุปนโยบาย ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ทำไทยรวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870487


นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลกระทบจากนโยบายนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า หากสหรัฐฯปรับขึ้นภาษีสินค้าจากจีน 45% จะทำให้จีนส่งออกไปยังสหรัฐฯลดลง 1.7 ล้านล้านบาท หรือ 11.4% ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้มูลค่าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯลดลงรวม 39,200 ล้านบาท หรือลดลง 4.9%

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ที่สหรัฐฯต้องการกดดันให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น 5% เพื่อลดการขาดดุลการค้ากับจีน ซึ่งจะทำให้มูลค่าการส่งออกของจีนไปสหรัฐฯลดลง 236,000 ล้านบาท และจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยทั้งทางตรงและอ้อม โดยทำให้มูลค่าหายไปอีก 7,526 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มองว่านโยบายการถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) จะเป็นผลดีต่อไทย เพราะจะทำให้แต้มต่อของประเทศคู่แข่ง ในเรื่องของนโยบายภาษีและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ลดลง คาดว่าไทยจะได้ประโยชน์หรือมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 11,800 ล้านบาท และเมื่อหักลบกันแล้ว จะยังทำให้ไทยได้ประโยชน์อยู่ 2,582 ล้านบาท “หากพิจารณาภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯที่เริ่มฟื้นตัว รวมกับอานิสงส์ของไทยในการส่งออกไปยังญี่ปุ่น จากการที่ญี่ปุ่นน่าจะส่งออกไปยังสหรัฐฯได้มากขึ้น คาดว่าไทยจะได้ประโยชน์ในการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม 17,200 ล้านบาท.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง ผิดหวังผลประกอบการ บ.จดทะเบียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 06:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870530


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันอังคาร จากรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่น่าผิดหวัง และแนวโน้มในอนาคตที่ไม่สดใสของบริษัท ทาร์เก็ต ทำให้ดาวโจนส์หยุดสถิติทำนิวไฮติดต่อกันไว้ที่ 12 วัน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 28 ก.พ. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 25.20 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 20812.24 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 6.11 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 2363.64 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 36.46 จุด หรือ 0.62% ปิดที่ 5825.44 จุด

หุ้นของบริษัท ทาร์เก็ต ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ลดลงถึง 12.6% หลังจากเปิดเผยว่า รายได้ไตรมาส 4 ลดลง 42.7% และส่งสัญญาณว่ากำไรในปี 2017 จะน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์กันเอาไว้ ขณะที่หุ้นของบริษัทค้าปลีกอื่นๆ ก็ลดลงเช่นกัน ฉุดดาวโจนส์ร่วง

ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนหลายคนยังคงรอการกล่าวสุนทรพจน์ของนายทรัมป์ในการประชุมร่วมของสภาคองเกรสในคืนวันอังคาร (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยคาดหวังว่าจะมีการเปิดเผยเรื่องแผนการลดภาษี ซึ่งความคาดหวังนี้ช่วยหนุนตลาดมาตลอด.

 

คนไทยไม่มีลูก ถ่วงจีดีพีไม่เติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870486


นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร และหุ้นส่วน บริษัท PwC (ประเทศไทย) หรือพีดับบลิวซี เปิดเผยถึงรายงาน The World in 2050 : The long view : how will the global economic order change by 2050 พบว่า ในอีก 34 ปีข้างหน้า หรือปี 2593 ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแซงหน้าไทย โดยจากการจัดอันดับการเติบโตของจีดีพีในปี 2593 พบว่า ไทยจะตกไปอยู่ในอันดับที่ 25 จากอันดับที่ 20 ในปี 2559 โดยคาดการณ์ว่า จีดีพีของไทยในปี 2593 จะมีมูลค่า 2.78 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปี 2559 มีมูลค่า 1.16 ล้านล้านดอลลาร์ฯ

ขณะที่อินโดนีเซียจะขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก ฟิลิปปินส์จะขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 19 เวียดนามจะขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 20 ส่วนมาเลเซียจะขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 24 สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราการเติบโตของจีดีพีของไทยลดลงในอีก 30 ปีข้างหน้า เกิดจากการที่ไทยกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนประชากรวัยทำงาน โดยคาดว่าอัตราการเพิ่มของประชากรไทยในปี 2593 จะติดลบ 0.3% คืออัตราการเกิดจะน้อยกว่าอัตราการตาย ทำให้ไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต

ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศจะชะลอตัวตามไปด้วย และวัยทำงานที่ลดลง อาจส่งผลให้ค่าแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและกดดันอัตราเงินเฟ้อโดยประเทศไทยคงต้องเร่งวางแผนเพื่อรับมือโครงสร้างประชากรที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอีก 30 ปีข้างหน้า ภาครัฐอาจมีมาตรการสนับสนุนให้ภาคการผลิตนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อทดแทนแรงงานที่จะลดลงนอกจากกระตุ้นให้ครอบครัวไทยมีบุตรมากขึ้นผ่านมาตรการทางภาษี เพื่อลดปัญหาอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มลดลง.

 

มีเงินฝาก-บ้านคอนโดฯ-ที่นาไม่ใช่คนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870481


รัฐบาลเคาะลงทะเบียนใหม่ปีนี้ 3 เม.ย.

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้เปิดลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐหรือโครงการลงทะเบียนคนจน ประจำปี 2560 ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.นี้ โดยปรับหลักเกณฑ์เพิ่มจากปี 2559 คือ ผู้ที่มีสิทธิลงทะเบียนต้องไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ เงินฝากธนาคาร สลากออมสิน สลากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ หรือถ้ามีทรัพย์สินทางการเงินดังกล่าวรวมแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง รวมทั้งต้องไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านหรือทาวน์เฮาส์ที่มีพื้นที่เกินกว่า 25 ตารางวา หรือห้องชุดเกิน 35 ตารางเมตร กรณีเป็นเกษตรกรต้องไม่มีที่ดินเพื่อการเกษตรเกิน 10 ไร่ หรือใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการอื่น ที่ไม่ใช่การเกษตรต้องไม่เกิน 1 ไร่

สำหรับเงื่อนไขเดิมคือ ผู้มีสิทธิลงทะเบียนต้องมีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป และเป็นผู้ว่างงานหรือมีรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2559 ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับหน่วยรับลงทะเบียนได้จัดเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดความสะดวกสามารถลงทะเบียนได้ที่คลังจังหวัด และสำนักงานเขตกรุงเทพฯ จากเดิมที่ลงทะเบียนได้เฉพาะ ธ.ก.ส.ทุกสาขา ธนาคารออมสินทุกสาขา และธนาคารกรุงไทยทุกสาขา เท่านั้น “การเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่ ผู้มีสิทธิต้องมาลงทะเบียนใหม่หมด ทั้งรายเดิมที่เคยลงทะเบียนแล้ว และรายใหม่ โดยต้องเตรียมบัตรประชาชนและเอกสารให้พร้อม หลังลงทะเบียนสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้ จาก http://www.epayment.go.th และที่ทำการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหลังคัดกรองผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว กระทรวงการคลังจะออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้มีสิทธิ์ เพื่อนำไปใช้รับสวัสดิการตามที่รัฐกำหนด เช่น เรื่องค่าโดยสารในการเดินทาง การช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำค่าไฟ เป็นต้น อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2559 มีผู้มาลงทะเบียนทั้งสิ้น 8,375,383 คน เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินโอน 7,715,359 คน และรัฐได้โอนเงินให้แล้ว 7,715,359 คน.