เอไอเอส จับมือ Netflix เป็นพันธมิตรที่งาน Mobile World Congress 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870515


เอไอเอส จับมือ Netflix ประกาศพันธมิตร ในงาน Mobile World Congress 2017 ร่วมทำตลาดแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ส่งมอบประสบการณ์ความบันเทิงระดับโลกถึงมือคนไทย เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย…

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ภายในงาน Mobile World Congress 2017 ที่ กรุงบาร์เซโลนา ประเทศสเปน Netflix ผู้นำด้านบริการดูหนังออนไลน์ชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ประกาศความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับ เอไอเอส ผู้นำด้านเครือข่ายและบริการดิจิทัล อันดับ 1 ของประเทศไทย อย่างเป็นทางการ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความบันเทิงระดับโลกถึงมือคนไทย พร้อมร่วมทำการตลาดแบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าเอไอเอส ในเร็วๆ นี้

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการประกาศความแข็งแกร่งด้านดิจิทัลคอนเทนต์ของเอไอเอสไปอีกขั้น ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ทั้งด้านเครือข่าย 4G และ 4.5G ที่ใหญ่ และครอบคลุมที่สุดในประเทศ และผู้นำคลังคอนเทนต์ดิจิทัลจากพันธมิตรระดับโลกที่ทันสมัย และใหญ่ที่สุด.

 

เปิดใจเจ้าของตึกร้างระฟ้า ‘สาธรยูนีค’ อนุสรณ์ 20 ปี วิกฤติต้มยำกุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862701


ตั้งตระหง่าน ระฟ้า ท้าพิสูจน์
จุดดึงดูด ชาวไทยเทศ ทั่วเขตขัณฑ์
ลืออาถรรพณ์ สร้างไม่เสร็จ เหตุใดกัน
ตึกร้างนั้น ชื่อโจษจัน ‘สาธรยูนีค’

หากบรรยายถึงตึกร้างที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโรมัน สูงเสียดฟ้า กว่า 50 ชั้น ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก ‘ยูนีค ทาวเวอร์’ ตึกร้างที่สูงที่สุดในประเทศไทย และตึกนี้ ‘โด่งดัง’ ไปไกลทั่วโลก ด้วยฉายาที่เรียกขานกันว่า ‘Ghost Tower’ แม้ชื่อจะฟังดูน่ากลัว แต่กลับดึงดูดทั้งคนไทยและต่างชาติให้ขึ้นมาพิชิตยอดตึกสูงที่มีวิวทิวทัศน์งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง

แต่น้อยคนนัก ที่จะรู้ถึงที่มาที่ไป…ทำไมถึงร้าง ทำไมไม่สร้างต่อให้เสร็จ แม้กระทั่ง ทำไมไม่ขายให้จบๆ กันไป หลากหลายคำถามถูกเล่าผ่าน ‘พรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ’ กรรมการบริหารบริษัท สาธรยูนีค จำกัด ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่มารับช่วงต่อจากคุณพ่อ ‘อ.รังสรรค์ ต่อสุวรรณ’ สถาปนิกเบอร์ต้นของเมืองไทย เจ้าของตึกระฟ้าแห่งนี้

นายพรรษิษฐ์ เริ่มเล่าว่า 1,800 ล้านบาท คือ เงินลงทุนโครงการทั้งหมดของสาธรยูนีค โดยได้งบมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ เงินลงทุนของบริษัท สาธรยูนีค จำกัด เงินจากการขายพรีเซลส์ลูกค้า ซึ่งเปิดขายโครงการไม่ถึงเดือนก็ประสบความสำเร็จ ด้วยราคาขายขณะนั้นอยู่ที่ตร.ม. ละ 25,000 บาท (ปัจจุบัน ตร.ม. ละ แสนกว่าบาท) ทำให้ขายได้ถึง 90% ส่วนอีก 10% ที่เหลือเป็นเพนท์เฮาส์ และช็อปด้านล่าง ซึ่งรอขายหลังจากมีลูกค้าเข้ามาอยู่ และเงินก้อนสุดท้าย มาจากการเซ็นสัญญากู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) ด้วยจำนวนเงิน 640 ล้านบาท โดยจะแบ่งจ่ายให้เป็นงวด

แต่แล้ว ‘สาธร ยูนีค’ ก็เกิดสะดุดขึ้นมาในปี 2536 อ.รังสรรค์ ต่อสุวรรณ พ่อของนายพรรษิษฐ์ ถูกตั้งข้อหาในคดีจ้างวานฆ่านายประมาณ ชันซื่อ ประธานศาลฎีกาในขณะนั้น เนื่องจากเป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัทมีชื่อไปเกี่ยวข้องในคดีจ้างวานฆ่า จึงทำให้สถาบันการเงินชะลอการปล่อยเงินกู้ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น แต่หลังจาก อ.รังสรรค์ ถูกขังหลายเดือนจนได้รับการประกันตัว สถาบันการเงินก็ปล่อยเงินกู้ต่อไป แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันศาลได้ยกฟ้องคดีนี้แล้ว

หลังจากนั้น ปี 2540 สถาบันการเงินหลายที่ปล่อยกู้ให้กับบริษัทสาธรยูนีค ได้ปิดตัวลงจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จากสาเหตุหนี้สินท่วม จนรัฐบาลเล็งเห็นว่า หากปล่อยไว้จะล้มเป็นโดมิโน่ จึงจำเป็นต้องตัดมะเร็งทิ้ง พร้อมกับขอเงิน IMF มาช่วย เมื่อสถาบันการเงินถูกปิด บ.สาธรยูนีค จึงถูกตัดเงินที่ให้กู้ไปโดยปริยาย

รัฐปิดตา เจ้าของธุรกิจไร้ที่พึ่ง เลือกจบปัญหาด้วยชีวิต

นายพรรษิษฐ์ เล่าต่อว่า แม้สถาบันการเงินจะปิดไปแล้ว แต่สามารถฟ้องผู้ที่รับสิทธิ์ต่อได้ ก็คือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน แต่ก็ยากลำบากตรงที่ทุกสิ่งทุกอยากถูกยำรวมกันเป็นแกงโฮะ โดยตามกฎหมายที่รัฐบาลเขียนขึ้นมาจะต้องตรวจดูบัญชีก่อน แยกหนี้ดี หนี้เสีย แต่รัฐไม่ทำ กลับเอาบริษัทที่มีปัญหาทั้งหมดมายำรวมกัน และแบ่งขายทอดตลาด จัดประมูลและลดราคาให้ด้วย พอเอกชนประมูลเสร็จเพิ่งมาดูกฎหมายว่า ต้องเป็นบริษัทกองทุนรวมประมูลและจะได้ละเว้นภาษี ซึ่งแทนที่รัฐจะยกเลิกการประมูล แต่กลับบอกผู้ที่ประมูลได้ ให้ไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกองทุนรวมมาสวมสิทธิ์แทน

นอกจากนี้ ครั้นจะไปฟ้องหน่วยงานของรัฐก็ถูกตัดตอน แต่ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการยุติธรรมมีเอี่ยวในเรื่องนี้ แต่เพราะพวกเขาไม่อยากรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะถ้าเปิดรับ ปัญหาจะแห่มาเป็นสึนามิ และต้องรื้อแก้ไขใหม่ระบบเศรษฐกิจจะพังทั้งหมด

“การที่คุณไม่ได้รับความยุติธรรม โดยรัฐซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่คุณ แต่พ่อแม่คุณหักหลังคุณเอง ยัดเยียดเอาบาปให้คุณ เอาความชั่วร้ายทั้งหมดให้คุณ และบอกว่าคุณน่าจะต้องตาย คุณต้องล้มละลาย นี่ไงคนที่ล้มเขาถึงฆ่าตัวตายกันตอนปี 40” นายพรรษิษฐ์ กล่าวอย่างเจ็บปวด

ลูกค้าก้มกราบเท้า “คืนเงินผมเถอะ”

ผู้สื่อข่าวถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหน้าว่า “ปัญหาอะไรที่คิดว่าหนักที่สุด?” นักธุรกิจหนุ่ม ยิ้มแห้งๆ ก่อนตอบว่า “เคยมีลูกค้าเป็นคุณลุง วัย 70 ปี ซื้อคอนโดให้ลูกเป็นโครงการนอกเมือง เขาเป็นเจ้าหนี้เราแค่เแสนเดียว อยู่ๆ มาหาผมแล้วลงไปคุกเข่ากราบเท้าผม แกพูดว่า ขอเงินแสนเดียวคืนเถอะ จะเอาไปให้ลูก ผมอึ้ง…น้ำตามันล้นแต่ร้องไห้ไม่ออก รีบลงไปคุกเข่าตามและบอกไปว่า คุณลุงอย่าทำแบบนี้เลยครับ ผมทำอะไรไม่ได้จริงๆ จะให้ผมตายก็ได้ แต่ถ้าผมคืนเงินให้ลุง เจ้าหนี้ที่เหลือก็จะมาฆ่าผมแน่ๆ ว่าทำไมคุณลุงได้พวกเขาไม่ได้

นอกจากนี้ ก็เคยมีแบบชี้หน้าด่าว่า พ่อแม่มึงโกงกูหรอ หรือชาวเน็ตที่คอมเมนต์ด่าในโซเชียลมีเดียว่า พวกมึงเป็นภาระของประเทศ ตึกนี้เมื่อไหร่จะทุบทิ้งสักที เป็นภาระทัศนอุจาดของประเทศ เอาไว้ก็ประจานประเทศ เป็นตราบาปของประเทศ ผมอ่านตลอดนะ หรือบางทีมาแบบขอร้อง เป็นป้าแก่ๆ มาขอเงินคืน บางทีผมก็พูดไม่ออก มันจุกไปหมด”

อย่างไรก็ดี แม้ว่านายพรรษิษฐ์ จะอยากควักเงินในกระเป๋าสตางค์ตัวเองชดใช้ให้กับเจ้าหนี้ แต่ก็ยอมรับอย่างตรงๆ ว่า “ผมไม่มีปัญญาเลยครับ เพราะว่าถ้าให้คนนี้ คนต่อๆ ไปก็จะมาเยอะมาก ไม่ใช่แค่โครงการสาธรยูนีค เท่านั้น แต่ยังมีโครงการอื่นๆ อีกมาก แค่เฉพาะเจ้าหนี้โครงการสาธรยูนีค ประมาณ 500 ราย และต้องคืนให้เขาเต็มจำนวนทั้งหมดประมาณ 700 กว่าล้านบาท”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เคยมีลูกค้ายื่นฟ้องร้องบ้างไหม? กรรมการบริหาร บ.สาธรยูนีค ตอบว่า “เคย แต่น้อยมากมีเพียง 10% เท่านั้น และเคยฟ้องจนถึงศาลฎีกา ซึ่งจะมีการยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด และต้องวางเงินประกัน แต่ผู้ฟ้องก็ต้องถอย เพราะมูลค่าของตึกสูงมาก และส่วนใหญ่คดีก็จบแล้ว”

ปณิธาน อ.รังสรรค์ ต้องการคืนเงินลูกค้าให้ได้มากที่สุด

เป็นคำถามที่ใครๆ ต่างก็อยากรู้ว่า ตึกร้างสูงที่สุดในประเทศไทย…ทำไมยังอยู่? ลูกชายเจ้าของตึกร้างชื่อดัง ให้คำตอบว่า คุณพ่อของเขา คือ อ.รังสรรค์ เจ้าของตึก มีความเชื่อว่า ตึกนี้มีคุณค่า สามารถขายได้ในราคาพอที่จะเยียวยาทุกคน และคุณพ่อของเขาเป็นคนที่รักในชื่อเสียงของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะถูกกระทำจนชื่อเสียงป่นปี้ แต่ก็ยังมีความสุขและรักในชื่อเสียงของตัวเองเสมอ ที่สำคัญ อ.รังสรรค์ มีความรู้สึกว่า หากไปเดินตลาดและเจอคนมาด่าว่าไปโกงเงิน คงรับไม่ได้ จึงตั้งปณิธานว่า จะต้องคืนเงินแก่ลูกค้าทั้งหมดเท่าที่จะสามารถหามาให้ได้ ซึ่งก็คือ เงินต้น ทั้งหมด

ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ คำนวณเงินที่เป็นหนี้ทั้งหมด ทั้งเจ้าหนี้ที่เป็นลูกค้า เจ้าหนี้ผู้รับเหมาก่อสร้าง และเจ้าหนี้สถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินรายใหม่คิดดอกเบี้ยเต็ม และตั้งราคาขายไว้ที่ 3,000 ล้านบาท

“โอกาสลดราคามี แต่มันไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผม ที่อยากขายเร็วๆ ก็ลดให้ได้ แต่ตึกนี้มันมีเจ้าหนี้เยอะ และราคาก็ไม่ได้ตั้งจนเว่อร์ เพราะมันมีลิสต์เป็นหลักฐานอยู่แล้ว เช่น สถาบันการเงินเรียกราคานี้ เนื่องจากฟ้องบริษัทสาธรยูนีคมาและเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยเต็มที่ 20 ปี ตัวเลขมันอยู่ในคดี เขาก็เรียกตามนี้” นายพรรษิษฐ์ ชี้แจง

10 กว่าปี มีคนสนใจซื้อตึกนับร้อยราย

นายพรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ดูแล บ.สาธรยูนีค มา 15 ปี มีคนมาดูตึกดังกล่าวนับร้อยรายทั้งผู้ลงทุนในประเทศและต่างชาติ หากเป็นผู้ลงทุนในประเทศที่ต้องการตึกนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะว่าตึกนี้มีชื่อเสียงใครสานต่อจนสำเร็จก็มีโอกาสที่จะติดอันดับในวงการอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่สุดท้ายก็สู้ราคาไม่ไหว หรือดีไซน์ไม่ตรงตามที่ต้องการ เพราะคอนโดปัจจุบันเน้นห้องเล็ก แต่สาธรยูนีคเป็นห้องขนาดใหญ่สไตล์ยุค 80-90

ขณะที่ ผู้ลงทุนต่างประเทศ มีทั้งเจ้าชายจากซาอุดีอาระเบีย หรือกลุ่มผู้ลงทุนจากอเมริกา แต่เป็นอันต้องคลาดกันมาโดยตลอด เพราะปัญหาที่ไม่สามารถแสดงสถานะทางการเงินได้ หรือมีปัญหาเรื่องการนำเงินเข้ามาในประเทศ ต้องยืดเยื้อเวลาทำสัญญาต่อ แต่พอยืดเวลาก็จะมีคนมาเสียบตลอด ทำให้ทุกวันนี้ หากจะทำสัญญากับใครต้องดูให้มั่นใจก่อนว่า ผู้ลงทุนมีความสามารถพอที่จะซื้อตึกนี้ได้ เพราะหากทำสัญญากันไปเรื่อยๆ แล้วยังไม่พร้อมวางเงิน ก็จะทำให้พลาดโอกาสจากผู้ลงทุนรายอื่นๆ ที่สนใจตึกนี้

ไร้โอกาสสร้างต่อเอง! คาดใช้เงินลงทุนอย่างน้อย 1.2 พันล้านบาท

มีโอกาสไหมที่จะพัฒนามันขึ้นมาใหม่ด้วยน้ำมือเราเอง? ลูกชายเจ้าของตึกร้างสาธร ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีโอกาสแน่นอนครับ” พร้อมให้เหตุผลว่า ราคาซื้อขายเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตร.ม. ละ 25,000 บาท ลูกค้าจองไป 90% แล้ว ถ้าสร้างตึกนี้เสร็จและส่งมอบให้ทุกคนได้ตามสัญญาเดิม บ.สาธรยูนีค จะได้เงินมาแค่ 600 ล้านบาท

ขณะที่ ปัจจุบันค่าก่อสร้างตึกนี้ต่อให้เสร็จ จะต้องใช้เงินขั้นต่ำ 1,200 ล้านบาท แต่หากต้องการให้เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว จะต้องใช้เงิน 2,000 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมกับถามผู้สื่อข่าวกลับมาว่า “สถาบันการเงินที่ไหนจะให้กู้ทั้งๆ ที่รู้ว่า ขาดทุนแน่ๆ”

ปัดร่วมลงทุนสร้างต่อ แจงให้บุคคลที่สามเข้ามาทำแทน

หากจะใช้วิธีกู้เงินมาคืนลูกบ้านให้ครบ แล้วหาผู้ร่วมลงทุนเพื่อสานต่อจนแล้วเสร็จ ทำได้หรือไม่? กรรมการบริหาร บ.สาธรยูนีค ส่ายหน้าปฏิเสธแทนคำตอบ ก่อนอธิบายต่อว่า “เคยมีคนมาเสนอให้คืนเงินลูกบ้าน และเขาจะร่วมลงทุนกับผม เพื่อสร้างตึกนี้ให้เสร็จ แต่ผมปฏิเสธไป โดยให้เหตุผลที่ว่า ลูกบ้านเขาไม่เอา เขาจะเอาห้อง ทำไมเขาถึงต้องรอ 20 ปี ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ดอกเบี้ยสักสลึงเดียว ในขณะที่ผมเอาตึกนี้ไปทำกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างมหาศาล

เพราะว่า ผมจะต้องขาย ตร.ม. ละแสนกว่าบาทอยู่แล้ว ทำไมเขาถึงจะต้องได้รับเงินเท่าเดิม มันไม่ยุติธรรม ฉะนั้น สถานการณ์ในตอนนี้และในอนาคต ผมกับลูกบ้านจะต้องหยิบเงินแล้วเดินออกไปพร้อมกัน แล้วให้คนอื่นเขาทำต่อ ผลประโยชน์อยู่กับคนอื่นไม่เกี่ยวกับเรา เราแค่ได้เงินคืนเราก็พอใจแล้ว”

บทเรียน ‘สาธร ยูนีค’ จากวิกฤติต้มยำกุ้ง

“เมื่อสมัย 20 ปีที่แล้ว ผมอายนะ ผมรู้สึกว่า ครอบครัวผมไปโกงอะไรใครหรือเปล่า จนกระทั่งผ่านมาก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถือว่าเป็นมหาลัยที่ดีให้ผมได้รู้เช่นเห็นชาติ” นายพรรษิษฐ์ เกริ่นก่อนอธิบายต่อ

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิกฤติครั้งนี้ คือ รัฐบาลหลายๆ รัฐบาลก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มข้น คนที่รักษากฎหมาย คนที่เป็นผู้รักษาความยุติธรรมกลับเอามือซุกหีบ เอาทุกสิ่งทุกอย่างหมกไว้ใต้พรม แล้วคิดว่า เดี๋ยวคนพวกนี้คงตายไปกันเอง…

นอกจากนี้ ตนยังได้เรียนรู้วิธีการในการจบปัญหาอย่างถูกกฎหมาย และชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็น ‘การขายหุ้น’ ขายให้กับบุคคลที่สาม พอซื้อหุ้นไปก็เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูโดยศาลล้มละลาย โดยมีวิธีการมากมายที่ทำให้การลดหนี้ลงจาก 100 บาท หรือ 5 บาท โดยคำพิพากษา และมีหลายโครงการที่ใช้วิธีนี้

หรือ ‘การขายทอดตลาด’ ที่กรมบังคับคดี บ.สาธรยูนีค ซึ่งเป็นพันธะติดอยู่กับลูกบ้าน มีสัญญาซื้อขายกันอยู่ก็ต้องล้มละลายไป หนี้สินทั้งหมดก็สูญ แต่นายพรรษิษฐ์ ยืนยันว่า เหตุการณ์ข้างต้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นแน่ ตราบใดที่ยังมีพ่อแม่และตัวเขาดูแลบริษัทนี้อยู่

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสอนให้ผมเป็นคนโกง…แต่พ่อกับแม่ผมดึงไว้ เอาเชือกมัดคออยู่ ถามว่าอึดอัดไหม มันก็อึดอัดจนชิน แต่ถ้าทำตามทางของธุรกิจผมก็รอด ครอบครัวก็รอด แต่ถูกลูกค้าประณาม ขณะเดียวกัน ถ้าจะทำให้ถูกตามทำนองคลองธรรมก็จะถูกคนอีกกลุ่มด่าทอว่า…โง่ ไม่ยอมทำตามวิถีทางธุรกิจ คุณเป็นผมคุณจะทำอย่างไร?”

เศรษฐกิจไทยวันนี้ เหมือน ‘มะเร็ง’ ไม่รู้ว่ามี รอวันลามทั่วร่างกาย

เศรษฐกิจในวันนี้ จะเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 40 หรือไม่? นายพรรษิษฐ์ มองว่า เมื่อปี 40 เป็นเหมือน ‘Heart Attack’ อยู่ๆ ก็เป็นแบบฉับพลันขึ้นมา แต่ก็สามารถทำบอลลูน หรือบายพาสจนรอดตายมาได้ แต่ตอนนี้ คือ ‘มะเร็ง’ ซึ่งอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้น และจะค่อยๆ แสดงอาการออกมา ซึ่งแค่นี้อาจจะรักษาได้ หายจากมะเร็งได้ แต่ถ้าไม่หายมันจะค่อยๆ ลามไปยังส่วนอื่นของร่ายกายเรื่อยๆ จะช้าหรือเร็วก็ไม่อาจทราบได้

“ผมคิดว่า มันจะเป็นหนักกว่าเดิมเยอะ เพราะว่า สิ่งที่รัฐบาลหลายๆ รัฐบาลทำ คือ การตั้งกฎหมายขึ้นมาเองแล้วละเมิดกฎหมาย เพราะตัวเองมีอำนาจใหญ่โต ขนาดกฎหมายที่ตั้งขึ้นมาเองยังไม่สามารถที่จะทำได้เลย และเป็นทุกรัฐบาลไม่ใช่แค่เพิ่งจะมาเป็นด้วย” เจ้าของตึกร้างระฟ้า ทิ้งท้าย

นี่คือบทเรียนของผู้ชายที่ชื่อพรรษิษฐ์และครอบครัวต่อสุวรรณได้รับจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ในครั้งนี้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตกงาน ขายตัว ฆ่าตัวตาย! ครบ 20 ปี ‘ต้มยำกุ้ง’ ศก.ไทยจะซ้ำรอยเดิมหรือไม่?

 

เงินร้อน! ทะลักตลาด “พันธบัตรไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870471


นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเดือนมกราคม 2560 ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่เทศกาลตรุษจีนช่วยให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวชัดเจนจากการเข้ามาเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีน โดยการท่องเที่ยวในเดือน ม.ค.ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.9% และมีโอกาสที่จำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้จะสูงกว่าที่ ธปท.คาดไว้ นอกจากนั้น แรงขับเคลื่อนยังมาจากการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวดี และการส่งออกขยายตัวสูง 8.5% ทั้งนี้ ธปท. คาดว่าส่งออกจะเป็นตัวหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวดีทั้งไตรมาส 1 และ 2 แต่ต้องติดตามการส่งออกในไตรมาส 3 จากปัญหาการกีดกันการค้าโลก

ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังคาดเดาได้ยากว่าจะฟื้นตัวหรือไม่ แม้ว่าการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐจะเริ่มลงทุนแล้ว โดยในเดือน ม.ค. การลงทุนภาคเอกชนยังคงขยายตัวติดลบ 1.4% โดยมองว่าหากลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบางโครงการชะลอออกไป 1-2 ปี จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของรัฐบาลของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ส่วนการบริโภคภาคเอกชนเดือน ม.ค.ขยายตัว 1.3% ชะลอตัวลงหลังจากเร่งตัวขึ้นมากจากมาตรการช็อปช่วยชาติปลายปี 2559 ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนระดับสูงยังกดดันกำลังซื้อต่อไป แต่มีสัญญาณดีขึ้นหลังจากโครงการรถยนต์คันแรกครบกำหนด 5 ปีในปีนี้ โดย ธปท.รอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ก.พ. นี้ “หากการส่งออกและการท่องเที่ยวยังขยายตัวดีต่อเนื่องก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวมากกว่า 3.2% ที่ ธปท.ประมาณการไว้”

นายดอนยังกล่าวถึงเสถียรภาพต่างประเทศของไทยว่า การท่องเที่ยวที่ดีขึ้นในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ดุลบริการบริจาคของไทยในเดือน ม.ค. เกินดุลสูงถึง 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อรวมกับดุลการค้าที่เกินดุล 1,900 ล้านเหรียญฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 5,000 ล้านเหรียญฯ สูงกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้มาก

ขณะเดียวกัน เงินทุนระยะสั้นยังคงไหลเข้าตลาดพันธบัตร และตลาดทุนในเดือน ม.ค.สูงกว่าเดือนที่ผ่านมา และเงินทุนระยะสั้นยังคงไหลเข้าในตลาดพันธบัตรเพิ่มขึ้นในเดือน ก.พ. ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า เพราะนักลงทุนมองว่าเงินบาทไทยเป็นสกุลที่ปลอดภัย (Safe Heaven) โดยเงินบาทมีความผันผวนต่ำประมาณ 3% ซึ่งถือว่าเป็นต่ำเกือบที่สุดในภูมิภาค ซึ่ง ธปท.จะติดตามการแข็งค่าของเงินบาท และการเก็งกำไรของนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง.

 

หวั่นนักลงทุนต่างชาติกลัวขนหัวลุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870470


ใช้ ม.44 ปลดล็อกออกสิทธิบัตร คสช.นำร่องสินค้า 8 พันรายการ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน เห็นชอบอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกคำสั่งเพื่อแก้ไขปัญหาการขอรับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ที่มีรายงานปัญหาความล่าช้าในเรื่องการตรวจสอบ ตามที่มีบริษัทต่างๆ ยื่นไว้และไม่สามารถตรวจสอบแล้วเสร็จกว่า 20,000 รายการ ซึ่งเป็นการยื่นเรื่องค้างคา 10-20 ปี หากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเมื่อนักลงทุนนำไปพูดต่อๆกัน จะกระทบภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อเรื่อง doing business และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ จึงให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 อนุญาตออกสิทธิบัตรให้กับสินค้าที่ได้รับสิทธิบัตรจากต่างประเทศแล้วกว่า 8,000 รายการ ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ทั้งนี้ สาเหตุหลักของความล่าช้าของการออกสิทธิบัตรมาจากการขาดแคลนบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบสิทธิบัตร ซึ่งปัจจุบันมีบุคลากรที่ทำหน้าที่ด้านนี้เพียง 30 คน และขั้นตอนการตรวจสอบบางครั้งต้องมีการเดินทางไปตรวจสอบยังต่างประเทศ ทำให้มีความล่าช้า แต่อย่างไรก็ตามในรายการที่ยื่นขอสิทธิบัตรพบกว่า 12,000 รายการ เป็นสินค้าที่ได้รับสิทธิบัตรในต่างประเทศมาแล้ว ดังนั้น คสช.จึงเห็นชอบการผ่อนปรนหลักเกณฑ์การตรวจสินค้าที่มีการยื่นขอสิทธิบัตรในต่างประเทศมาแล้ว แต่มีเงื่อนไขว่า หากถูกฟ้องร้องในภายหลังว่าละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกเพิกถอนสิทธิบัตรและมีความผิดด้วย

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม คสช.ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับยา ซึ่งการที่ให้สิทธิบัตรกับยาอาจทำให้ราคาของยาแพงขึ้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ในจำนวนสินค้ากว่า 12,000 รายการ ที่จะได้รับอนุมัติสิทธิบัตรนั้น มีสินค้าที่เป็นยาอยู่ 3,900 รายการ ซึ่งในส่วนนี้ คสช.จะมีมาตรการพิเศษมากำกับดูแลไม่ให้ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจนเป็นภาระกับประชาชน จึงจะปลดล็อกให้สินค้าในส่วนที่ไม่ใช่ยาประมาณกว่า 8,000 รายการ ได้รับสิทธิบัตรไปก่อน

นอกจากนี้ มีข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม ที่เสนอ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดล็อกการแก้ไขปัญหาการเดินรถโดยสารในกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่ที่ประชุม คสช.ยังไม่เห็นด้วย และมอบให้กระทรวงคมนาคมไปหามาตรการแก้ไขผลกระทบให้เรียบร้อยก่อนค่อยนำเรื่องมาเสนอ คสช.อีกครั้ง.

 

โคเรียนแอร์ รับโบอิ้ง 787-9 ลำแรก เสริมฝูงเน้นเส้นทางบินไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870501


สายการบินโคเรียนแอร์เปิดตัว โบอิ้ง 787-9 ดรีมไลเนอร์ ลำใหม่และลำแรก ที่ท่าอากาศยานอินชอน จะเตรียมเอาไปให้บริการในเส้นทางระยะไกล เช่น โตรอนโต มาดริด และ ซูริก ช่วงปลายปี โดยทดลองให้บริการจากโซลไปเกาะเชจู 12 มี.ค.นี้…

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2560 สายการบินโคเรียนแอร์ (KOREAN AIR) เปิดตัวเครื่องบินโดยสาร โบอิ้ง 787-9 ดรีมไลเนอร์ ลำใหม่ โดยมีการจัดพิธีรับมอบเข้าฝูงบินที่หน้าโรงเก็บเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานอินชอน เกาหลีใต้ โดยนับเป็นการเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกของดรีมไลเนอร์ในเกาหลีใต้

เครื่องบินดรีมไลเนอร์ลำใหม่นี้ ได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางแก่ผู้โดยสารด้วยความกดอากาศภายในห้องโดยสารที่มีความใกล้เคียงกับยอดภูเขาที่ความสูง 1,800 เมตรจากปกติที่ความสูง 2,400 เมตร รวมถึงการควบคุมความชื้นของอากาศในห้องโดยสาร ช่วยให้ผู้โดยสารไม่เหนื่อยล้าเมื่อต้องบินระยะไกล อีกทั้งยังได้รับความสะดวกสบาย

ภาพจากโบอิ้ง

โคเรียนแอร์มีแผนที่จะใช้งานโบอิ้ง 787-9 ลำใหม่ ในเส้นทางการบินระยะไกลที่มีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น โดยในช่วงเริ่มต้น จะนำไปให้บริการในเส้นทาง โซล กิมโป ไปเกาะเชจู ในวันที่ 12 มี.ค. เพื่อทดสอบการให้บริการ และเตรียมความพร้อมก่อนที่จะให้บริการในเส้นทางระยะไกล จากโซล อินชอน ไปยังโตรอนโต ประเทศแคนาดา กรุงมาดริด ประเทศสเปน และ เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงปลายปี

เครื่องบินโบอิ้ง 787-9 ของโครเรียนแอร์ไลน์ มีทั้งหมด 269 ที่นั่งแบ่งเป็น เฟิร์สคลาส 6 ที่นั่งปรับนอนได้ 180 องศาให้ความเป็นส่วนตัว พร้อมจอแอลซีดีหน้าที่นั่งขนาด 23 นิ้ว ชั้นธุรกิจ 18 ที่นั่ง และ ชั้นประหยัด 245 ที่นั่ง ภายในห้องโดยสารออกแบบค่อนข้างต่างไปจาก เครื่องบินแบบเดียวกัน โดยเรียกว่า “Premium Cabin Interior” มีการนำหลอดไฟแอลอีดีมาใช้ให้แสงสว่างในห้องโดยสาร ปรับตามช่วงเวลาตั้งแต่ เครื่องบินบินขึ้น เสิร์ฟอาหารค่ำ ช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และช่วงนอนหลับ โดยทุกโหมดมีการปรับความสว่างให้เหมาะสมกับการพักผ่อน หน้าต่างด้างข้างที่มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องบินแบบเดียวกัน ให้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน อันเป็นเอกลักษณ์ของดรีมไลเนอร์ พร้อมม่านกระจกไฟฟ้าที่ผู้โดยสารสามารถปรับความสว่างของ กระจกด้านข้างได้ด้วยปุ่มสั่งการด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้ปรับระดับความโปร่งใสของหน้าต่างได้ตามความต้องการ

ดรีมไลเนอร์เป็นเครื่องบินโดยสารลำแรกที่โครงสร้างลำตัวผลิตขึ้นจากวัสดุผสมคอมโพสิต คาร์บอนไฟเบอร์ ที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ทดแทนการใช้อลูมิเนียมอัลลอย เพื่อลดน้ำหนัก และยังประหยัดเชื้อเพลิงลง 20% และยังปล่อยมลพิษลดลง 20% เมื่อเที่ยวกับเครื่องขนาดเดียวกัน เครื่องยนต์ที่ทำงานเงียบ ไร้เสียงรบกวนเข้าไปยังห้องโดยสาร และให้ความนิ่มนวลเมื่อต้องบินเข้าไปยังสภาพอากาศแปรปรวน โดยคอมพิวเตอร์ควบคุมการบิน จะตรวจจับหลุมอากาศ และหลบหลีกเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ โคเรียนแอร์มีแผนจะรับมอบ โบอิ้ง 787-9 จำนวน 5 ลำในปีนี้ และอีก 5 ลำจะรับมอบในปี 2019.

 

ครม.อนุมัติแนวทางป้องกันทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870465


เปิดช่องทุนนอกลุยท่าเรือ-สนามบิน-ทางยกระดับ

ครม.อนุมัติแนวทางป้องกันทุจริต สกัดปัญหาล็อกสเปก ราคากลางสูงเกินจริง และฮั้วประมูล เปิดทางอินเตอร์เนชั่นแนล บิดดิ้งให้ต่างชาติร่วมประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เกิน 5,000 ล้านบาท การรถไฟฯเด้งรับ เปิดทาง ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้างแก้ทีโออาร์ทางคู่ 5 สาย

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางการปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั้งในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งสอดคล้อง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 4 ก.พ. แต่จะมีผลบังคับใช้ ดังนั้น เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ก่อนที่ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ จึงให้ใช้แนวทางที่ประกาศครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2560 เป็นต้นไป

โดยประกอบด้วยแนวทางดังนี้คือ กรณีปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) ไม่ชัดเจน หรือกำหนดคุณลักษณะเฉพาะเป็นการล็อกสเปก และกำหนดราคากลางสูงเกินความเป็นจริงไม่สมเหตุผลเป็นการกีดกันทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน จะแก้ไขโดยให้คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต กำหนดให้มีผู้สังเกตการณ์ เป็นบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถเข้าสังเกตการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นโครงการ การกำหนดราคากลาง การจัดทำทีโออาร์ ทำให้โครงการมีความโปร่งใส พร้อมทั้งให้จัดตั้งอนุกรรมการอีก 1 ชุด ทำหน้าที่ตรวจ สอบราคากลางของการก่อสร้างต่างๆ ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ และยังให้กรมบัญชีกลางจัดทำฐานราคากลางแทนให้หน่วยงานเป็นผู้กำหนดเอง

ขณะที่ปัญหาเรื่องการฮั้วประมูลนั้น จะมีแนวทางแก้ไขดังนี้คือ จะเพิ่มกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับหลักเกณฑ์และตรวจสอบราคากลางงานก่อสร้าง โดยให้มีอำนาจกำหนดรายชื่อผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ จากเดิมในอดีตให้หน่วยงานต่างๆกำหนดรายชื่อเอง ซึ่งบางครั้งมีโอกาสเกิดการฮั้วกันได้มาก นอกจากนี้ กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันมากขึ้น โดยงานก่อสร้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป มีรายละเอียดซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ต้องใช้บุคลากรในสาขาวิชาชีพการก่อสร้างขั้นสูง เช่น ทางยกระดับ อุโมงค์ใต้ดิน ท่าเรือขนส่ง ท่าอากาศยาน จะต้องประกาศประกวดราคานานาชาติ หรืออินเตอร์เนชั่นแนล บิดดิ้ง จะทำเฉพาะคนไทยไม่ได้ ต้องเปิดประมูลให้นานาชาติเข้าร่วม สำหรับงานอื่นที่ไม่ใช่งานก่อสร้างและมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีความซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ และใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จะต้องเปิดโอกาสให้มีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้าร่วมได้เช่นกัน

ขณะที่ปัญหาเรื่องการซื้อผ่านคนกลางหรือเอเย่นต์โดยราคาไม่สมเหตุสมผล มีแนวทางแก้ไขปัญหาดังนี้คือ ในการจัดซื้อพัสดุที่มีรายละเอียดของสินค้าที่ซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ และจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีผู้ผลิตน้อยราย ในส่วนนี้ต้องซื้อสินค้ากับผู้ผลิตสินค้าโดยตรง ไม่ซื้อผ่านผู้แทนจำหน่าย นอกจากจะมีความจำเป็นแต่ต้องชี้แจงได้ และยังมีแนวทางอื่นๆอีก เช่น ให้หน่วยงานภาครัฐกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อกำกับไม่ให้ข้าราชการและส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ รับทรัพย์สิน สิ่งของ หรือประโยชน์อื่นใดมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท

“ทั้งหมดนี้จะเป็นแนวทางช่วยลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย รวมถึงคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างหรือซุปเปอร์บอร์ดที่เพิ่งประกาศไป จะมีอำนาจจัดการดูแลโครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นโครงการที่สังคมสนใจ ตั้งแต่เริ่มทำแผนจนสิ้นสุดสัญญา พร้อมทั้งมีอำนาจสั่งแก้ไขและรับเรื่องร้องเรียน สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการเหล่านี้จะทำเรื่องชี้แจงส่งให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินความโปร่งใสของรับทราบต่อไป”

วันเดียวกัน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ได้เรียกคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. และนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการ รฟท. เข้าหารือโดยได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่นั้น ทาง รฟท.ก็จะต้องนำข้อมูลเสนอให้คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) พิจารณา ซึ่งในส่วนของ รฟท.อยู่ระหว่างดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ 7 เส้นทาง ในจำนวนนี้มี 2 เส้นทางที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอีก 5 เส้นทางเป็นโครงการใหม่ที่อยู่ในขั้นตอนประกวดราคา และจะมีการแก้ทีโออาร์รถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทาง หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของซุปเปอร์บอร์ดเช่นเดียวกัน

ขณะที่นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ว่า กรณีที่ศาลคุ้มครองชั่วคราวให้บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด บริษัทลูกของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี และให้กรมศุลกากรปล่อยรถเมล์ออกจากท่าเรือแหลมฉบังนั้น ตนยังไม่เห็นหนังสืออย่างเป็นทางการ และหากทางบริษัทนำรถเมล์ออกมาเพื่อส่งมอบได้ ขสมก.ก็จะต้องมีขั้นตอนการพิจารณาว่าจะรับมอบได้หรือไม่ เพราะจะต้องตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญา รวมทั้งแหล่งกำเนิดของรถที่ยังค้างคาอยู่.

 

ทรู ขึ้นโอเปอเรเตอร์มือถือเบอร์ 2 เติบโต 28% จากปี 58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 03:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870457


กลุ่มทรู เผยธุรกิจโมบายล์เติบโต 28% จากปีก่อน อีกทั้งยังเพิ่มจำนวนลูกค้า 5.4 ล้านรายในปี ก้าวขึ้นเป็นโอเปอเรเตอร์มือถืออันดับ 2 ของประเทศ…

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปี 2559 นับเป็นอีกก้าวสำคัญและเป็นปีที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยและกลุ่มทรูเติบโตได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งมีการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค 4G และดิจิตอล (Digitalization) อย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ ผลักดันให้รายได้จากการให้บริการของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของทั้งอุตสาหกรรมเติบโตถึงร้อยละ 5.4 ในปี 2559 นำโดยการเติบโตของทรูมูฟ เอช ที่มีรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 28 จากปีก่อนหน้า ในขณะที่ อัตราการเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ของอุตสาหกรรมอยู่เพียงร้อยละ 3.8 ต่อปี ในขณะเดียวกัน ธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตของกลุ่มทรู ยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำ และมีผลประกอบการที่เติบโตเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ การนำเสนอคอนเทนต์คุณภาพสูงจากทั้งต่างประเทศและในประเทศ ที่ครบครันของทรูวิชั่นส์ ช่วยส่งเสริมกลยุทธ์คอนเวอร์เจนซ์ของกลุ่มทรูได้เป็นอย่างดี ผลักดันการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมสร้างความผูกพันของลูกค้าต่อสินค้าและบริการในกลุ่มทรูได้มากยิ่งขึ้น

ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวต่อว่า ตลอดทั้งปี 2559 ที่ผ่านมา กลุ่มทรูเดินหน้าสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของทรูมูฟ เอช ทั้ง 4.5G/4G 3G และ 2G มีความครอบคลุมแล้วกว่าร้อยละ 98 ของประชากรไทย อีกทั้งยังเร่งขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ของทรูออนไลน์ ให้ครอบคลุม 10 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์ ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักของกลุ่ม ทำให้กลุ่มทรูได้รับการยอมรับและเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้าในปัจจุบัน โดยช่วยผลักดันให้รายได้ EBITDA และฐานลูกค้า ของกลุ่มให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

จุดแข็งของทรูมูฟ เอช ด้านเครือข่ายประสิทธิภาพสูงและความครอบคลุมทั่วประเทศในทุกมิติ ผ่านการผสมผสานคลื่นย่านความถี่ต่ำและสูงได้อย่างลงตัว แคมเปญดีไวซ์ร่วมกับค่าบริการที่คุ้มค่าหลากหลาย และช่องทางในการขายที่มีอยู่ทั่วประเทศของกลุ่มทรูและพันธมิตร ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตอย่างสูงของรายได้และฐานลูกค้าทั้งในระบบเติมเงินและรายเดือน โดย ทรูมูฟ เอช มีจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิ 5.4 ล้านราย ในปี 2559 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 75 ของจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิในอุตสาหกรรม ซึ่งขยายฐานลูกค้าทรูมูฟ เอช เพิ่มขึ้นเป็น 24.53 ล้านราย ส่งผลให้ทรูมูฟ เอช ก้าวเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับ 2 ของประเทศในปัจจุบัน ทั้งนี้ รายได้จากการให้บริการของทรูมูฟ เอช ในไตรมาส 4 ปี 2559 เติบโตร้อยละ 4.7 จากไตรมาส
ก่อนหน้า และร้อยละ 27.1 จากไตรมาส 4 ปี 2558 ผลักดันส่วนแบ่งตลาดรายได้ของทรูมูฟ เอช ให้เพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 24.8 เมื่อเทียบกับร้อยละ 20.9 ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยทั้งปี 2559 ทรูมูฟ เอช มีรายได้จากการให้บริการที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึงร้อยละ 28.4 ในขณะที่ รายได้จากการให้บริการของผู้ประกอบการใหญ่รายอื่นในอุตสาหกรรมมีจำนวนรวมกันลดลงร้อยละ 0.2 จากปีก่อนหน้า

ทรูออนไลน์ รายได้จากการให้บริการบรอดแบนด์สำหรับกลุ่มลูกค้าทั่วไปเติบโตร้อยละ 13.6 จากปีก่อนหน้า และมีลูกค้ารายใหม่สุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 381,000 ราย ในปี 2559 ส่งผลให้ฐานลูกค้าบรอดแบนด์ของกลุ่มเติบโตเป็น 2.8 ล้านราย ส่วน ทรูวิชั่นส์ มีจำนวนสมาชิกรายใหม่สุทธิและสมาชิกในระบบค่าบริการสมาชิกเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2559 ซึ่งผลักดันให้ฐานลูกค้าทั้งหมดของทรูวิชั่นส์เติบโตเป็น 3.9 ล้านราย ณ สิ้นปี

นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับปี 2560 กลุ่มทรูจะยังคงรักษาการเติบโตอย่างเข้มแข็ง พร้อมเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อนหน้า และเสริมความแข็งแกร่งให้กับการเป็นผู้นำคอนเวอร์เจนซ์แบบครบครันอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นในการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายและการให้บริการให้ดีมากยิ่งขึ้น  การนำเสนอแพ็กเกจ คอนเวอร์เจนซ์ที่คุ้มค่าและแตกต่าง  การพัฒนาโซลูชั่นในรูปแบบดิจิทัลและนวัตกรรมที่ทันสมัย การต่อยอดความเป็นผู้นำและความเชี่ยวชาญในด้าน IoT (Internet of Things) พร้อมวิเคราะห์และปรับตัวเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และเทคโนโลยีได้อย่างต่อเนื่อง  ขณะเดียวกัน ยังช่วยวางรากฐานให้กับกลุ่มทรูในการก้าวเป็นแนวหน้าในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Thailand 4.0.

 

การบินไทย เผยผลการดำเนินเงินปี 59 มีกำไรจากธุรกิจการบิน 4 พันกว่าล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2560 03:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870440


การบินไทย ประกาศผลการดำเนินงานปี 59 มีกำไรจากการดำเนินงานธุรกิจการบิน 4,071 ล้านบาท ดีขึ้นจากปีก่อน 412.2% ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 47 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2560 นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่หน่วยธุรกิจบริการการบิน รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2559 บริษัท ได้เข้าสู่ระยะที่ 2 ของแผนปฏิรูปองค์กรคือสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินงาน 4 ด้าน ดังนี้ 1. การหารายได้โดยเน้นที่แผนการเพิ่มรายได้ในทุกๆ ด้าน 2.การลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพ 3.การสร้างศักยภาพในด้านต่างๆ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และ 4.การสร้างความเป็นเลิศในการบริการลูกค้า

นอกจากนี้บริษัท ได้ปรับปรุงฝูงบิน (Fleet Strategy) โดยรับมอบเครื่องบิน A350-900 XWB ใหม่ 2 ลำ ซึ่งนำมาให้บริการในเส้นทางข้ามทวีปเป็นหลัก และปลดระวางเครื่องบินเช่าดำเนินงาน B777-200 2 ลำ ทำให้ฝูงบิน ณ วันที่ 31 ธ.ค.59 มีจำนวน 95 ลำ เท่ากับ ณ สิ้นปีก่อน แต่มีการใช้ประโยชน์ของเครื่องบินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้บริษัท และบริษัทย่อยมีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เพิ่มขึ้น 1.9%  ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 2.5% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 73.4% สูงกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 72.9% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 22.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.8%

จากการปรับปรุงการดำเนินงานในหลายๆ ด้านตามแผนยุทธศาสตร์ และการปฏิรูปองค์กรได้ประสบความสำเร็จอยู่ในระดับที่น่าพอใจ นอกจากจะได้รับความพึงพอใจจากลูกค้าในภาพรวมสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนได้จากรางวัลต่างๆ ที่บริษัท ได้รับในปีนี้แล้ว ผลประกอบการของบริษัท และบริษัทย่อยยังดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีกำไรจากการดำเนินงานจำนวน 4,071 ล้านบาท

ในขณะที่ปีก่อนขาดทุน 1,304 ล้านบาท หรือดีขึ้นจาก ปีก่อน 412.2% สาเหตุหลักเนื่องจากค่าใช้จ่ายรวมลดลง 7.1% จากค่าน้ำมันเครื่องบินลดลง 17,907 ล้านบาท  (28.3%) โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยลดลง 21.6% และการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมันได้ดีขึ้น ต้นทุนทางการเงินสุทธิลดลง 431 ล้านบาท (7.7%) จากการบริหารเงินสดและการปรับโครงสร้างทางการเงิน แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมน้ำมันสูงขึ้น 4,773 ล้านบาท (3.9%) ส่วนใหญ่เกิดจากค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยานเพิ่มขึ้น

สำหรับรายได้รวมลดลง 8,190 ล้านบาท (4.3%) สาเหตุหลักเกิดจากรายได้ค่าโดยสารและน้ำหนักส่วนเกินลดลง 4,428 ล้านบาท (2.9%) จากการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน และรายได้อื่นๆ ลดลง 3,775 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากในปีก่อนได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายจากการส่งมอบเก้าอี้ผู้โดยสารชั้นประหยัดล่าช้าประมาณ 3,968 ล้านบาท

นางอุษณีย์ กล่าวอีกว่า ในปี 2559 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวที่ส่วนใหญ่เกิดจากการประมาณการค่าซ่อมแซมเครื่องบินเช่าดำเนินงานตามสภาพการบินและเงื่อนไขการบำรุงรักษาเครื่องบิน จำนวน 1,317 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินการตามแผนปฏิรูป จำนวน 1,228 ล้านบาท และผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน 3,628 ล้านบาท แต่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 685 ล้านบาท ส่งผลให้ปี 2559 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 47 ล้านบาท

ทั้งนี้เป็นกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 15 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.01 บาท ในขณะที่ปีก่อนขาดทุนต่อหุ้น 5.99 บาท หรือดีขึ้นจากปีก่อน 100.2% ณ วันที่ 31 ธ.ค.59 บริษัท และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 283,124 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31  ธ.ค.58 จำนวน 19,347 ล้านบาท (6.4%) จากการชำระคืนเงินกู้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว การขายเครื่องบินที่ปลดระวาง และการสำรองด้อยค่าเครื่องบินเพิ่มขึ้นในปีนี้ หนี้สินรวมของบริษัทฯ และบริษัทย่อย เท่ากับ 249,536 ล้านบาท ลดลง 20,009 ล้านบาท (7.4%) และส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 33,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 662 ล้านบาท (2.0%).

 

ททท. จัดแฟมทริป Village to The World โปรโมตเที่ยว CSR Outing ในชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 20:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869920


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดแฟมทริป Village to The World โปรโมตกิจกรรม CSR Outing ในชุมชน ดึงพันธมิตรองค์กร สภาหอการค้าไทย, หอการค้าภูมิภาค, สมาคมการจัดงานบุคคล PMAT และบริษัท บริหาร สินทรัพย์กรุงเทพ พาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมสัมผัสประสบการณ์ CSR outing ณ ชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ สมุทรสงคราม จบทริปด้วยความประทับใจ ทุกองค์กรมั่นใจโปรแกรมท่องเที่ยว CSR outing ในชุมชน ตอบโจทย์ตลาด corporate เพราะเป็นมิติใหม่ของการทำ CSR ที่องค์กรได้ทั้งความสนุกและสุขใจ

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 60 นายนิธี สีแพร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว (ททท.) กล่าวว่า “โปรแกรมท่องเที่ยวรูปแบบ CSR outing เป็นนวัตกรรมการท่องเที่ยวชุมชน ที่ออกแบบมาสำหรับชุมชนขนาดเล็ก ที่ไม่มีจุดขายด้านแหล่งท่องเที่ยว (Attraction based) แต่มีจุดขายที่โดดเด่นด้านกิจกรรมวิถีชีวิตในชุมชน (Activity based) โดยคอนเซปต์ของกิจกรรมท่องเที่ยวรูปแบบ CSR outing คือ ทุกองค์กรจะได้สัมผัสประสบการณ์ เรียนรู้ ลงมือทำกิจกรรม วิถีชีวิตต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ Signature ของแต่ละชุมชน และทำกิจกรรม CSR ตามโจทย์ที่ชุมชนต้องการตัวอย่างในทริปนี้ ที่ชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์เป็นชุมชนชาวสวนมะพร้าว ทุกคนในทริปได้ทดลองทำกิจกรรม ใช้ชีวิตเป็นชาวสวนมะพร้าวเต็มรูปแบบ และได้ทำกิจกรรม CSR ช่วยชุมชนคิดแผนการตลาด สร้างแบรนด์น้ำตาลมะพร้าวของชุมชน เป็นต้น โครงการ Village to the world ได้พัฒนาชุมชนรูปแบบ CSR outing ไว้ 10 ชุมชนทั่วประเทศ ขอเชิญกลุ่มองค์กรบริษัทต่างๆ เปิดประสบการณ์ใหม่ ของการทำกิจกรรม CSR ที่ดีต่อใจ ลองพาพนักงานไปท่องเที่ยวชุมชนในรูปแบบ CSR Outing รับรองได้ว่าจะเป็นประสบการณ์สุดพิเศษที่จะทำให้ทุกองค์กรสนุกสนานกับอัตลักษณ์ และเสน่ห์ของวิถีชุมชนที่หลากหลาย และที่สำคัญทุกคนในองค์กรจะมีความสุขที่ได้แบ่งปัน และทำกิจกรรม CSR ที่เป็นประโยชน์กับชุมชน”

ขณะที่ นายอนุวัฒน์ ปัญจมาภิรมย์ กรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะทำงานด้านเกษตรและอาหารภาคเหนือ กล่าวว่า “เป็นทริปที่ประทับใจมาก เพราะได้ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ได้ลองเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวถึงได้รู้ว่ายากมากกว่าจะเป็นน้ำตาลมะพร้าว ได้ล่องเรือดินเนอร์ชมบรรยากาศชีวิตคนกับสายน้ำแม่กลอง ดูพระอาทิตย์ตก นั่งคุยธุรกิจกับเพื่อนๆ มีความสุขมากครับ และที่สนุกอย่างคาดไม่ถึงคือการได้ลองเล่นสกีโบราณเป็นครั้งแรกในชีวิต สนุกมากจริงๆ ผมอยากเชิญชวนให้องค์กรต่างๆ ที่มีงบทำ CSR อยู่แล้ว ลองแบ่งงบมาทำ CSR outing ในชุมชนในโครงการ Village to the world เพราะนอกจากความสนุกที่คนในองค์กรจะได้รับแล้ว ยังได้ช่วยเหลือสร้างรายได้ให้ชุมชนอีกด้วย

ด้าน นายธเนศ วรศรัณย์ กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รองประธานคณะกรรมการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ กล่าวว่า “องค์กรไม่เพียงได้มาเรียนรู้วิถีชุมชนเพียงอย่างเดียว แต่ชุมชนก็มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรียนรู้จากผู้มาเยือนด้วย นอกจากองค์กรจะได้ความสุข สนุกและพัฒนาคนในองค์กรแล้ว ยังช่วยกระจายรายได้ผลักดันเศรษฐกิจผ่านชุมชนฐานรากของประเทศด้วย อยากให้ลองมาสัมผัสกันครับ”

สำหรับ 10 ชุมชนการทำ CSR outing ที่การันตีความสนุกและสุขใจ ได้แก่ 1. ชุมชนบ้านไร่กองขิง จ.เชียงใหม่ 2. ชุมชนเมืองเก่า จ.สุโขทัย 3. ชุมชนพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน 4. ชุมชนกู่กาสิงห์ จ.ร้อยเอ็ด 5. ชุมชนบ้านโคกโก่ง จ.กาฬสินธุ์ 6. ชุมชนบ้านดงเย็น จ.สุพรรณบุรี 7. ชุมชนบ้านถ้ำเสือโฮมเสตย์ จ.เพชรบุรี 8. ชุมชนบ้านริมคลองโฮมเสตย์ จ.สมุทรสงคราม 9. ชุมชนลีเล็ด จ.สุราษฎร์ธานี และ 10. ชุมชนวิสาหกิจราไวย์ จ.ภูเก็ต

 

แรงงาน เร่งปราบต่างด้าว เผย 7 ชาติ แย่งอาชีพคนไทย เขมรนำโด่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 18:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870051


กกจ.เร่งปราบแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานผิดกฎหมาย เผย 7 ชาติ แย่งอาชีพคนไทย เขมรนำโด่งถูกดำเนินคดี 432 ราย ย้ำนายจ้างแอบจ้างทำงานมีโทษปรับสูงสุด 1 แสนต่อ 1 คน ให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.60 นายวรานนท์ ปีติวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้กำชับให้กรมการจัดหางาน ย้ำเตือนให้นายจ้างที่ใช้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ เมียนมา กัมพูชา และลาว ปฏิบัติให้ถูกต้องและใช้แรงงานตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายให้จ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมาย ตามระบบ MOU เท่านั้น หลังจากนี้จะไม่มีการเปิดจดทะเบียนรอบใหม่อีก แรงงานต่างด้าวประมาณ 1.3 ล้านคน ที่ถือบัตรสีชมพูขณะนี้อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติ โดยแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเล และแปรรูปสัตว์น้ำ ที่ใบอนุญาตหมดอายุวันที่ 31 ม.ค.60 และ  22 ก.พ. 60 ได้เปิดต่อใบอนุญาตตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.-31 มี.ค. ใบอนุญาตทำงานที่ต่อให้จะหมดอายุในวันที่ 1 พ.ย. 60 เท่ากันทุกคน ขอให้นายจ้างรีบพาไปต่อใบอนุญาตทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มี.ค.60 หากพ้นกำหนดจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวในกลุ่มนี้ มาต่อใบอนุญาตทำงานแล้ว 25,313 คน แบ่งเป็นแรงงานกิจการประมงทะเล 12,839 คน และกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ 12,474 คน

นายวรานนท์ กล่าวว่า นายจ้างจะต้องแจ้งบัญชีรายชื่อแรงงานต่างด้าว ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเล และที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ จากนั้นนำไปตรวจสุขภาพ ทำประกันสุขภาพ ในโรงพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด รายงานตัวเพื่อขอรับบัตรใหม่ ที่ทำการปกครอง แล้วขออนุญาตทำงาน ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดใน 22 จังหวัดชายทะเล และกรุงเทพมหานครในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ สำหรับแรงงานประมงที่ไม่สามารถเข้าฝั่งได้ทันตามกำหนด ให้นายจ้างยื่นบัญชีรายชื่อแรงงานต่างด้าวภายในกำหนดก่อน เมื่อเดินทางกลับเข้าฝั่ง ให้ไปตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ รายงานตัว และขออนุญาตทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และในระหว่างการอนุญาตทำงาน แรงงานต่างด้าวต้องไปดำเนินการตรวจสัญชาติให้แล้วเสร็จก่อนใบอนุญาตหมดอายุ เมื่อผ่านการตรวจสัญชาติ จะได้รับอนุญาตให้ทำงานต่อไปได้จนถึงวันที่ 1 พ.ย.62

นายวรานนท์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมากรมการจัดหางาน กระทรวงแรงวาน ได้ออกตรวจดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และสถานประกอบการที่ใช้แรงงานผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีการลักลอบใช้แรงงานผิดกฎหมาย ผิดประเภทที่ได้รับอนุญาต ตลอดจนมีแรงงานต่างด้าวส่วนหนึ่งหันไปลักลอบค้าขายแย่งอาชีพคนไทย จึงขอให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายและเร่งแจ้งทันทีเมื่อแรงงานหลบหนี อย่าปล่อยหนีไปแล้วหาคนใหม่มาแทนที่ กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดชุดเฉพาะกิจเพื่อออกตรวจสอบ ปราบปราม จับกุมดำเนินการคดีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย โดยคนต่างด้าวทำงานผิดประเภทจะมีโทษสำหรับนายจ้างปรับ 10,000-100,000 บาท ต่อแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 1 คน ส่วนแรงงานต่างด้าวมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 2,000-100,000 บาท ขอให้คนไทยต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสคนต่างด้าวที่ทำงานผิดประเภท หรือที่แย่งอาชีพสงวนของคนไทย หรือแม้แต่คนต่างด้าวที่เข้ามาเป็นเจ้าของกิจการสามารถแจ้งกรมการจัดหางาน เพื่อทำการดำเนินการตามกฎหมายได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน โทรศัพท์ 1694

นายวรานนท์ กล่าวด้วยว่า กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกตรวจสอบ ปราบปราม จับกุมดำเนินการคดีนายจ้างและแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 ก.ย. 59-20 ก.พ. 60 มีการตรวจสอบนายจ้าง / สถานประกอบการ 2,507 แห่ง ตรวจสอบแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ 58,996 ราย และได้ดำเนินคดีแรงงานต่างด้าว 1,976 ราย เป็นเมียนมา 1,122  ราย กัมพูชา 462 ราย ลาว 165 ราย และดำเนินคดีนายจ้าง 296 ราย ส่วนการดำเนินคดีนายจ้างและแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยในช่วงเวลาเดียวกัน ได้มีการตรวจสอบนายจ้าง / สถานประกอบการ 1,731 แห่ง ตรวจสอบแรงงานต่างด้าว 1,450 ราย มีการดำเนินคดีต่างด้าว 1,225 ราย ที่ลักลอบทำการค้าและทำงานแย่งอาชีพคนไทย แยกเป็นกัมพูชา 432 ราย เมียนมา 415 ราย ลาว 164 ราย เวียดนาม 81 ราย อินเดีย 62 ราย จีน 24 ราย บังกลาเทศ 1 ราย อื่นๆ 46 ราย และดำเนินคดีนายจ้าง 248 ราย.