หุ้นไทยปิดแดนบวก ขยับขึ้น 1.53 จุด ซื้อขาย 37,389.88 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 17:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870127


หุ้นไทยปิดตลาด ปรับขึ้น 1.53 จุด ที่ระดับ 1,559.56 จุด มูลค่าซื้อขาย 37,389.88 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ดัชนีหุ้นไทยปิดการซื้อขายในแดนบวก ปรับขึ้น 1.53 จุด หรือ 0.10% ที่ระดับ 1,559.56 จุด มูลค่าซื้อขาย 37,389.88 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวัน ดัชนีแตะระดับสูงสุดที่ 1,563.96 จุด และต่ำสุด 1,557.93 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน).

 

‘พาณิชย์’ ตัดใจไม่ขายข้าวสต๊อกรัฐราคาต่ำ จ่อชง นบข.เคาะขาย 1 ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870016


“พาณิชย์” ตัดใจไม่ขายข้าวสต๊อกรัฐราคาต่ำ เตรียมเสนอประธาน “นบข.” เคาะขายแค่ 1 ล้านกว่าตัน จากที่เปิดประมูลกว่า 2 ล้านตัน เตรียมเปิดประมูลข้าวเสื่อมเข้าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อีก 1 ล้านตันขึ้นไปเร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.60 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ภายใต้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 2/60 ที่มี น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้พิจารณาผลการประมูลขายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ครั้งที่ 1/60 ซึ่งเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาไปตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยพบว่า บางคลังมีการเสนอราคาซื้อข้าวหอมมะลิต่ำกว่าราคาข้าวข้าว 5% และราคาปลายข้าว ทำให้อาจจะไม่อนุมัติขายในส่วนที่เสนอราคาต่ำมาก เบื้องต้นจะสรุปข้อมูลทั้งหมด และเสนอ ประธาน นบข.อนุมัติขายข้าวปริมาณ 1 ล้านกว่าตัน จากที่มีผู้เสนอราคาสูงสุด 48 ราย ในปริมาณที่เปิดประมูลทั้งสิ้น 2.03 ล้านตัน

“คณะอนุกรรมการฯได้พิจารณาทุกมิติแล้ว โดยแยกเกณฑ์ราคาตามชนิดข้าว คุณภาพความเสื่อม เปรียบเทียบกับภาระค่าฝากเก็บ จากที่มีการเสนอราคาเข้ามา ซึ่งบางคลังเสนอซื้อข้าวหอมมะลิต่ำกว่าข้าวขาว 5% และบางคลังเสนอซื้อต่ำกว่าราคาปลายข้าว เช่น บางคลังเสนอซื้อเพียงตันละ 4,000-5,000 บาท บางคลัง 6,000-7,000 บาท จึงไม่พิจารณาขาย เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อกลไกตลาด ซึ่งจะทำรายงานสรุปเสนอต่อประธาน นบข.โดยเร็วที่สุด ส่วนข้าวที่เหลือจะพิจารณานำกลับมาเปิดประมูลใหม่อีกครั้ง ในเร็วๆ นี้” นางดวงพรกล่าว

นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาการเปิดระบายข้าวรอบใหม่เร็วๆ นี้ ซึ่งจะนำข้าวกลุ่มที่มีข้าวเกรดซี (ข้าวเสื่อมคุณภาพ) ปนเกิน 20% และต้องเข้าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มาเปิดประมูล โดยปริมาณที่จะนำออกมาเปิดประมูลอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตันขึ้นไป เพื่อให้การระบายข้าวเป็นไปตามแผนที่ต้องพยายามระบายให้หมดสต๊อกภายในปีนี้ สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงบริษัทที่เข้าร่วมประมูลที่เสนอราคาประมูลสูงสุด 2 ราย คือ บริษัท ไทยแกรน ลักซ์ จำกัด ว่าเป็นตัวแทนของบริษัท เอเซีย โกลเด้น ไรซ์ จำกัด ซึ่งถูกตัดสิทธิการประมูลจากปัญหาที่ไม่มารับมอบข้าวก่อนหน้านี้ และบริษัท ทรัพย์ถาวรไรซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน เพียง 1 ล้านบาท แต่เสนอซื้อข้าวนับแสนตันนั้น คณะทำงานฯได้ตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลแล้ว ไม่พบความเชื่อมโยงว่า บริษัทไทย แกรน ลักซ์ เป็นตัวแทนของบริษัท เอเซีย โกลเด้น ไรซ์ ดังนั้นจึงเข้าร่วมการประมูลได้ ขณะที่บริษัท ทรัพย์ถาวรไรซ์ ถึงแม้จะมีทุนจดทะเบียนไม่มาก แต่หากเข้าร่วมประมูล และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ มีการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันซอง ก็สามารถเข้าร่วมประมูลได้เช่นกัน.

 

สรท. ประเมินส่งออกปี 60 โต 2-3% จากภาวะ ศก.โลกฟื้นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 15:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869997


สภาผู้ส่งออก คาดส่งออกปี 60 โต 2-3% ชี้ “สมคิด” ตั้งเป้า 5% ต้องมีแผนยุทธศาสตร์แตกต่างจากเดิม ประเมินเดือน ก.พ.จะกลับมาติดลบ 4% จากมูลค่าส่งออกทองสูงผิดปกติใน ม.ค. จับตาการเมืองต่างประเทศ…

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือ สภาผู้ส่งออก คาดสถานการณ์การส่งออกในปี 60 จะขยายตัวได้ 2-3% ตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก ส่วนกรณี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี อยากให้ได้ 5% ต้องมีแผนยุทธศาสตร์แตกต่างไปจากเดิมโดยเฉพาะการสร้างพันธมิตรทางการค้ากับประเทศคู่ค้าหลักที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าการเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) การตั้งผู้แทนการค้าตลาดสำคัญ การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศและตรายี่ห้อของสินค้าไทย การผลักดันช่องทางการจัดจำหน่ายผ่าน e-Commerce และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

สำหรับการส่งออกในเดือน ม.ค. 60 ขยายตัว 8.8% เมื่อเทียบเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่า 17,099 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นผลมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ การปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาทองคำ และการเร่งส่งสินค้าก่อนช่วงหยุดตรุษจีนซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือน ม.ค. ทำให้ผู้ซื้อสินค้าในหลายตลาดเร่งสั่งซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณที่ดีแต่ต้องติดตามใกล้ชิด ทั้งนี้ สรท.คาดว่าภาวะการส่งออกในช่วงไตรมาส 2/60 จะขยายตัวได้ดีกว่าไตรมาส 1/60 ส่วนไตรมาส 3/60 จะขยายตัวที่ 3-4%

ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธาน สรท. คาดการส่งออกในช่วงไตรมาส 1/60 จะขยายตัวได้เพียง 1-2% แม้การส่งออกในเดือน ม.ค. 60 จะขยายตัวมากถึง 8.8% แต่การส่งออกจะกลับมาติดลบ 4.0% ในเดือน ก.พ. 60 และอยู่ในระดับทรงตัวในเดือน มี.ค. 60 เนื่องจากสถานการณ์การส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในเดือนแรกของปี มาจากการมูลค่าการส่งออกทองคำที่สูงผิดปกติ ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในต่างประเทศที่เป็นตลาดส่งออกของไทยยังมีความไม่แน่นอน ได้แก่ การเลือกตั้งในฝรั่งเศส และเยอรมนี และปัญหา Brexit.

 

ธุรกิจสื่อ-วิทยุ หด ฉุดรายได้ ’อาร์เอส’ ปี 59 ขาดทุน 102.1 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 14:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869871


“อาร์เอส” โชว์รายได้ปี 59 จาก 4 ธุรกิจหลัก โกย 3,124.9 ล้าน ขาดทุน 102.1 ล้าน จากรายได้ธุรกิจสื่อ-วิทยุ ลดลง ส่งซิกอุตฯ สื่อฟื้นตัวชัดเจน ชี้ “ธุรกิจไลฟ์สตาร์” พลิกทะลุเป้าเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผล…
นายดามพ์ นานา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2559 บริษัทฯ มีรายได้หลักรวม 3,124.9 ล้านบาท มาจาก 4 ธุรกิจหลักด้วยกัน ได้แก่ ธุรกิจสื่อ 1,814.7 ล้านบาท, ธุรกิจเพลง 321.6 ล้านบาท, ธุรกิจอีเวนต์ 753.2 ล้านบาท, ธุรกิจสุขภาพและความงาม 227.9 ล้านบาท และมีผลขาดทุน 102.1 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขขาดทุนน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องด้วยแม้ธุรกิจสื่อทีวีและวิทยุจะทำรายได้ 1,814.7 ล้านบาท ลดลง 19.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ “ช่อง 8” ซึ่งเป็นรายได้หลักของธุรกิจสื่อทีวีของบริษัทฯ กลับทำได้ดีสวนทางกับตลาดโดยรวม สอดคล้องกับผลสำรวจของ AGB Nielsen Media Research (Thailand) ระบุว่า ช่อง 8 มีจำนวนผู้ชมช่วงปลายปีเพิ่มขึ้นจากปลายปี 2558 มากถึง 13.9% อันเป็นผลจากความแข็งแกร่งของรายการกลุ่มกีฬา ได้แก่ 8 Max มวยไทย, เดอะ แชมเปี้ยน มวยไทยตัดเชือก, ศึกมวยโลก ช่อง 8 HBO Boxing และ UFC มวยกรง 8 เหลี่ยม” รวมทั้งรายการข่าว นำโดย “คุยข่าวช่อง 8” ซึ่งสร้างสถิติใหม่ทำให้เรตติ้งรายการข่าวติดอันดับ 1 ในกลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลรายใหม่ และอันดับ 3 ของประเทศ

ขณะที่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ภาครัฐใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทำให้การใช้จ่ายภายในประเทศมีการฟื้นตัวและเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้อุตสาหกรรมสื่อเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน จึงเชื่อมั่นว่าในปีนี้อาร์เอสจะเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะเรามีการวางกลยุทธ์เชิงรุกที่ดี นอกจาก “ช่อง 8” จะเสริมความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องให้กับรายการที่ได้รับความนิยม นำโดยกลุ่มกีฬา ข่าว ละคร และวาไรตี้ เพื่อเพิ่มเรตติ้งแบบก้าวกระโดด ให้สอดคล้องกับการปรับเพิ่มขึ้นค่าโฆษณาประมาณ 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนแล้ว ฟาก “ไลฟ์สตาร์” ธุรกิจสุขภาพและความงามก็กำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลกำไร หลังจากที่ขยายการลงทุนและทำตลาดจริงจังสู่ปีที่ 3

ด้าน ธุรกิจสุขภาพและความงามทำรายได้ฟื้นตัวทะลุเป้าที่วางไว้ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา เป็นผลมาจากเพิ่มเส้นการขายและโฆษณาผ่านสื่อในเครือมากขึ้น รวมถึงเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รับสายคอลเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่สูงขึ้นให้ได้ครบถ้วนทั้งหมด ในอนาคตบริษัทฯ ได้วางแผนเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ (SKU) ให้ครอบคลุมตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น รวมทั้งขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านโฮมช็อปปิ้ง และทำโปรโมชั่นร่วมกับร้านวัตสัน (Watsons) อีฟ แอนด์ บอย (EVEANDBOY) ท็อปส์ มาร์เก็ต (Tops Market) กูร์เมต์ มาร์เก็ต (Gourmet Market) และ โฮม เฟรช มาร์ท (Home Fresh Mart)

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ อนุมัติเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) รุ่นที่ 3 หรือ “RS-W3” จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้นไม่เกิน 193,332,870 หน่วย อายุใบสำคัญแสดงสิทธิ 3 ปี นับจากวันที่ออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิจำนวนหุ้นที่ออก เพื่อรองรับใบสำคัญแสดงสิทธิไม่เกิน 193,332,870 หุ้น มูลค่าตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 19.14% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560

โดยจะจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้นในอัตราส่วนหุ้นสามัญเดิม 5 หุ้นต่อใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย ปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 19 เมษายน 2560 (Book Closing) อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วย สามารถซื้อหุ้นใหม่ได้ 1 หุ้น ราคาการใช้สิทธิ 12.50 บาท ระยะเวลาและกำหนดการใช้สิทธิวันทำการสุดท้ายของเดือนเมษายนและตุลาคม ขณะที่กำหนดวันที่สามารถใช้สิทธิครั้งแรกคือวันที่ 31 ตุลาคม 2560

“บริษัทฯ แจกวอร์แรนต์ให้ผู้ถือหุ้น 5 หุ้นต่อ 1 ซึ่งวอร์แรนต์จะมีอายุ 3 ปี ราคาใช้สิทธิ 12.50 บาท สามารถใช้สิทธิครั้งแรกได้ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคมนี้ เรามองว่าภายหลังการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม หากมีการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่ออกในครั้งนี้ทั้งจำนวนแล้ว ก็จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อด้านการลดลงของราคา (Price Dilution)” นายดามพ์ กล่าว.

 

ทองคำเปิดตลาดราคาลดลง 50 รูปพรรณขายบาทละ 21,200

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869562


ราคาทองวันที่ 28 ก.พ. เปิดตลาดยังราคาลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,600 ขายออกบาทละ 20,700 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,223.44 ขายออกบาทละ 21,200 บาท

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ราคาลดลงจากเมื่อวาน 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,600 บาท ขายออกบาทละ 20,700 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,223.44 บาท ขายออกบาทละ 21,200 บาท.

 

‘Fund Navigator’ เครื่องมือวางแผนการลงทุน เหมือนมีมืออาชีพมาอยู่ใกล้ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 07:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869285


“อยากจะเริ่มลงทุนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน, ไม่อยากลงทุนเพราะมันเสี่ยงเหลือเกิน, ลงทุนได้แต่เงินต้นต้องอยู่ครบนะ, อยากลงทุนนะแต่ช่วยอธิบายง่ายๆ ได้ไหม” นี่เป็นคำตอบในใจใครหลายคน เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ลงทุน‘ คำถามต่อมาคือจะมีเครื่องมีอะไรบ้างหรือไม่ที่ช่วยให้การลงทุนง่ายขึ้น

ทีมงาน ‘ไทยรัฐออนไลน์’ มีโอกาสได้พบปะผู้บริหารและผู้คร่ำหวอดในแวดวงกองทุนรวม อย่าง วศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด ซึ่งได้ผนึกแนวคิดและออกแบบการลงทุนในกองทุนรวม ให้นักลงทุนได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

วศิน กล่าวว่า ถ้าเรานับกองทุนรวมทั้งอุตสาหกรรม จะพบว่า มีกองทุนรวมประมาณ 1,500 กองทุน ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีกองทุนแตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ (General Fixed Income Fund) กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) กองทุนรวมตราสารทุน (Equity Fund) กองทุนรวมต่างประเทศ (Foreign Investment Fund) กองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) เป็นต้น

วศิน วณิชย์วรนันต์

ทั้งนี้ การลงทุนในกองทุนรวมถือว่าเป็นภาระของนักลงทุนค่อนข้างมาก เนื่องจากนักลงทุนต้องมีความรู้ และต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุน ในขณะที่บางกองทุนเองก็มีนโยบายการลงทุนที่ซับซ้อน ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้เอง ทำให้เรามองเห็น 2 สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมกองทุนรวม คือ

1. เมื่อมีภาระมากทำให้ผู้ลงทุนไม่กล้าไปลงทุน ปฏิเสธการลงทุน หรือ ปฏิเสธการเรียนรู้ ทำให้ผู้ลงทุนเสียโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เขารับได้ ทั้งๆ ที่รับความเสี่ยงได้มาก ยกตัวอย่างเช่น เห็นการลงทุนดูซับซ้อนและวุ่นวาย ก็เลือกที่จะไม่ลงทุนอะไรเลย เป็นต้น

2. กลุ่มที่รับความเสี่ยงได้ แต่รูปแบบผลตอบแทนไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนคาดหวัง

โดย 2 กลุ่มที่กล่าวมานั้น ถือว่าเป็นโจทย์สำคัญของเรา เราก็มองว่าจะทำอย่างไรที่จะลดภาระที่เกิดกับนักลงทุนได้ หรือ หาเครื่องมือง่ายๆ ที่ให้ผู้ลงทุนเอารูปแบบผลตอบแทนที่คาดหวังไปสะท้อน หรือ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการลงทุน และความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ เราจึงออกแบบ Fund Navigator ขึ้นมาเพื่อช่วยให้การลงทุนเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายการลงทุนดังนี้

1. กลุ่ม Liquidity กลุ่มที่ต้องการสภาพคล่องสูง หรือ ซื้อง่าย ขายคล่อง ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะสั้นๆ

2. กลุ่ม Stability กลุ่มที่ต้องการสร้างความมั่นคง หรือ สร้างฐาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนยาวขึ้น เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทตารสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี

3. กลุ่ม Income กลุ่มสร้างความสม่ำเสมอของรายได้ เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการสร้างรายได้ และรับความผันผวนได้ต่ำ

4. กลุ่ม Growth มุ่งสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว และสามารถรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ในระยะสั้น

5. กลุ่ม Opportunity เหมาะกับผู้ที่ต้องการแสวงหาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนสอดคล้องกับสภาพตลาด

“ยกตัวอย่างง่ายๆ หากเราอยู่ในวัยเริ่มทำงาน เพิ่งเริ่มทุกอย่าง สิ่งแรกที่ควรจะมีคือการสร้างสภาพคล่อง ซึ่งอยู่ในช่วงการสร้างรากฐานของชีวิต การลงทุนก็จะเป็นกลุ่ม Liquidity และกลุ่ม Stability เมื่อสร้างสภาพคล่องเพียงพอแล้ว มีฐานรากที่ใช้ได้แล้ว โดยระหว่างทางอาจจะมีการใช้กลุ่ม Opportunity บ้าง เมื่อรากฐานแน่นแล้ว มีครอบครัว มีบ้าน มีทรัพย์สินที่ควรจะเป็น ก็อาจจะขยับการลงทุนมาที่ Income และ Growth เพื่อสร้างความมั่งคั่ง และรองรับเกษียณในอนาคตนั้นเอง”

วศิน อธิบายต่อว่า เมื่อเราได้วัถตุประสงค์ของการลงทุนแล้ว ก็สามารถเลือกจาก Fund Navigator ว่าจะลงทุนในแบบใด หลังจากนั้นตัวโปรแกรมก็จะแนะนำกองทุนที่เหมาะสมของแต่ละบุคคลมาให้เลือกลงทุน โดยเราก็ได้ดีไซน์คำแนะนำว่า กองทุนไหนที่เป็นเรือธง (Flagship) ของเรา หรือกองทุนไหนเป็นกองเด่นประจำเดือนนั่นเอง

สำหรับเครื่องมือที่เราได้ออกแบบไว้ ไม่ว่าจะเป็น Fund Navigator การลงทุนตามวัตถุประสงค์ My Port Simulator การจำลองพอร์ตการลงทุน หรือ Retirement Plan การคำนวณแผนเกษียณอายุ ที่เราได้ทำไว้นั้น นักลงทุนหรือประชาชนทั่วไปที่สนใจการลงทุน สามารถเข้าไปทดลองศึกษาผ่านเว็บไซต์ของ บลจ.กสิกรไทย ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ เราเชื่อว่าเครื่องมือทั้งหมดจะช่วยให้ทุกคนเข้าใกล้ และเข้าใจการลงทุนได้ง่ายขึ้น โดยเร็วๆ นี้เรามีแผนเปิดตัว K-My PVD แอพพลิเคชั่นสำหรับลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ K-Mutual Fund แอปพลิเคชั่นสำหรับลูกค้ากองทุนรวมอีกด้วย

 

คุมเข้มค่าใช้จ่ายเดินทางราชการ ผู้บริหารระดับบิ๊กบินชั้นประหยัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.พ. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869397


นางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.2560 เพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน มีสาระดังนี้ 1.แก้ไขบทนิยามคำว่า “ข้าราชการ” โดยตัด “ข้าราชการฝ่ายตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ และข้าราชการฝ่ายอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ” ออกจากบทนิยาม เนื่องจากสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานอัยการ มีกฎหมายของตัวเอง

2.แก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้เดินทางไปราชการทุกระดับตำแหน่ง สามารถเดินทางโดยพาหนะรับจ้างได้ โดยผู้เดินทางต้องชี้แจงเหตุผลความจำเป็น 3.ให้ใช้พาหนะส่วนตัวเดินทางไปราชการได้ สำหรับกรณีไม่ใช้พาหนะส่วนตัว ให้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาอนุญาต 4.กำหนดชั้นโดยสารเครื่องบิน สำหรับการเดินทางในประเทศ โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (อธิบดีหรือเทียบเท่า ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการ เอกอัครราชทูต รองปลัดกระทรวง) ตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น, ประเภทอำนวยการระดับสูง, ประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญและระดับทรงคุณวุฒิ ตำแหน่งประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษ โดยสารเครื่องบินชั้นประหยัด

ส่วนการเดินทางไปต่างประเทศให้พิจารณาระยะเวลาการเดินทางคือ 1.เดินทางตั้งแต่ 9 ชั่วโมงขึ้นไป กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษ โดยสารเครื่องบินชั้นประหยัด 2.เดินทางต่ำกว่า 9 ชั่วโมง กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ได้แก่ อธิบดีหรือเทียบเท่า ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการ เอกอัครราชทูต รองปลัดกระทรวง หรือประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ หรือเทียบเท่า โดยสารเครื่องบินชั้นธุรกิจ และกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ประเภทอำนวยการระดับสูง ประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษ ประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ หรือเทียบเท่า โดยสารเครื่องบินชั้นประหยัด ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการเดินทาง

ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องโดยสารเครื่องบินในชั้นที่สูงกว่าสิทธิ สามารถเดินทางได้ แต่ต้องได้รับอนุมัติจากปลัดกระทรวงเจ้าสังกัดก่อน แต่ยกเว้นผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญลงมา ประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษลงมา ประเภทอำนวยการระดับต้น ให้โดยสารเครื่องบินในชั้นประหยัดเท่านั้น รวมทั้งกำหนดเพิ่มเติมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จัดให้มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับชั้นโดยสารเครื่องบิน เช่นเดียวกับหน่วยงานภาครัฐด้วย.

 

หนุนรวมกลุ่มลงขันทำงานวิจัย นำค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษี 300%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869377


นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยภายหลังการประชุมสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นัดแรกว่า กระทรวงการคลังเสนอให้ตั้งหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องการวิจัย ที่จะดึงภาคเอกชนมาเข้าร่วมเป็นหลัก ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์นำค่าใช้จ่ายสำหรับงานวิจัยไปหักลดหย่อนภาษีได้ 300% ในกรอบเวลา 3 ปี คือปี 60-62

“ที่ผ่านมาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับเอกชนเป็นรายบริษัท โดยให้นำค่าใช้จ่ายในงานวิจัยมาหักภาษีได้ 300% แต่ต่อไปจะให้รวมกลุ่ม และลงขันทำวิจัย แล้วนำค่าใช้จ่ายไปหักภาษีได้ 300% เช่นกัน ใน 5 อุตสาหกรรม คือ 1.อาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2.สาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีการแพทย์ 3.อุปกรณ์อัจฉริยะและหุ่นยนต์ 4.ดิจิทัล อินเตอร์เน็ต และปัญญาประดิษฐ์ และ 5.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ โดยคลังจะจัดทำรายละเอียดมาตรการทางภาษี และกำหนดรายละเอียดว่าจะให้รวมกลุ่มกันทำงานวิจัยใดบ้าง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประเทศ”

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้กำหนดกรอบการทำงานที่ต้องดำเนินการให้เสร็จในเดือน พ.ย.60 เพื่อให้เดินหน้าต่อภายในปีงบประมาณ 61 เช่น กำหนดทิศทางงานวิจัยและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ รอทรัมป์แถลงต่อสภาคองเกรสคืนวันอังคาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869466


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันจันทร์ เนื่องจากนักลงทุนรอประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ในสภาคองเกรสคืนวันอังคารนี้ โดยดาวโจนส์ยังทำสถิติใหม่เป็นวันที่ 12 ติดต่อกัน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 27 ก.พ. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 15.68 จุด หรือ 0.08% ปิดที่ 5861.90 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 2.41 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 2369.75 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 16.59 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 5861.90 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนตลอดทั้งวัน ก่อนจะเริ่มอยู่ในแดนบวกในช่วงบ่าย โดยนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังพักหายใจรอประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมร่วมของสภาคองเกรสในคืนวันอังคาร โดยคาดหวังว่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับแผนงบประมาณ และมาตรการลดภาษีตามที่เขาสัญญาไว้หรือไม่ โดยเป็นความคาดหวังที่หนุนตลาดมาตลอดหลายสัปดาห์.

 

ตั้งกองทุนธรรมาภิบาลที่แรกในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869370


ตลาดทุนรวมพลังภาคสังคม ลุยซื้อหุ้นกำกับกิจการดี-ต้านโกง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมประกาศเจตนารมณ์ รวมพลัง ภาคตลาดทุน ตลาดเงิน ร่วมก่อตั้ง “โครงการกองทุนเพื่อการพัฒนาธรรมาภิบาลและสนับสนุนการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน” โดยนางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เปิดเผยว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ร่วมกับภาคสังคมคือ มูลนิธิประเทศไทย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) 14 บริษัทที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ภายใต้การบริหารรวมกันมากถึง 93% ของมูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งอุตสาหกรรมได้ร่วมกัน ประกาศเจตนารมณ์ก่อตั้งโครงการ “กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย” เพื่อลงทุนในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีการกำกับกิจการที่ดีหรือมีธรรมาภิบาลที่ดี และมีการต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อเป็นแรงจูงใจในการพัฒนาระบบธรรมาภิบาล โดยจะร่วมกันกำหนดหุ้นที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์มาอยู่ในกลุ่มหรือตะกร้าหุ้นเดียวกัน จากนั้น บลจ.แต่ละแห่งจะจัดตั้งกองทุนของตัวเองและคัดเลือกหุ้นจากในตะกร้าเพื่อลงทุน โดยคาดว่าจะจัดตั้งกองทุน และเริ่มเสนอขายหน่วยลงทุนต่อประชาชนได้กลางปีนี้ นอกจากนี้ จะแบ่งรายได้จากค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุน ที่ บลจ.จะได้รับราว 40% ไปสนับสนุนองค์กร หรือโครงการที่มีแนวคิดในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านคอร์รัปชัน

“กองทุนฯนี้ถือเป็นนวัตกรรมการลงทุนทางสังคมแบบใหม่ และน่าจะเป็นกองทุนธรรมาภิบาลกองแรกของโลกที่มาจากความร่วมมือกันทุกส่วน โดยเชื่อมั่นว่าผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีในระยะยาว ย่อมมาจากกิจการที่มีธรรมาภิบาล นอกจากผลตอบแทนที่เป็นเม็ดเงินแล้ว นักลงทุนและสังคมยังได้รับผลตอบแทนด้านอื่นๆด้วย”

ด้านนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า นอกจากกองทุนนี้จะลงทุนหรือสนับสนุนบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดีแล้ว ยังเห็นว่าควรมีการต่อต้าน หรือไม่ลงทุนในบริษัทที่เอาเปรียบ ทุจริตหรือไม่มีธรรมาภิบาลที่ดีด้วย นอกจากนี้ยังเห็นว่าผู้จัดการกองทุนหรือผู้ลงทุนสถาบันควรจะเข้าไปร่วมในการประชุมผู้ถือหุ้น โดยประกาศจุดยืนให้ชัดเจนก่อนการประชุมว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านการดำเนินการของบริษัทในเรื่องใด รวมทั้งไปใช้สิทธิตั้งคำถามในการประชุมผู้ถือหุ้นด้วย.