ธปท.ลุยป้องกันฟอกเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869387


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสำแดงรายการเงินตรา เงินตราต่างประเทศ และตราสารเปลี่ยนมือ ถึงธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติตามมาตรฐานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายสากล และเป็นไปตามประกาศ 3 ฉบับของกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง โดย ธปท.ได้กำหนดเกณฑ์การนำเงินบาท เงินตราต่างประเทศ และตราสารเปลี่ยนมือ ออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศ สำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่จะต้องแจ้งรายการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากร ขณะผ่านด่านศุลกากรทุกแห่ง ทั้งด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านพรมแดน หรือช่องทางอื่น ที่เป็นช่องทางออกนอกหรือเข้ามาในประเทศ ตามประกาศ 4 ข้อ ดังนี้ 1.ต้องแจ้งต่อกรมศุลกากร กรณีนำเงินเข้าหรือส่งออกเงินบาทที่เป็นธนบัตรและเหรียญกษาปณ์มูลค่ารวมกันเกินกว่า 450,000 บาท 2.ต้องแจ้งต่อกรมศุลกากร กรณีนำเงินเข้าหรือส่งออกเงินตราต่างประเทศที่เป็นธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ มูลค่ารวมกันเกินกว่า 15,000 เหรียญสหรัฐฯ

3.ต้องแจ้งต่อกรมศุลกากร กรณีที่นำเข้าหรือส่งออกตราสารที่เปลี่ยนมือได้ ซึ่งเป็นตราสารที่ไม่ระบุชื่อผู้รับเงิน และไม่มีข้อกำหนดห้ามเปลี่ยนมือที่ระบุเป็นจำนวนที่เป็นเงินบาทรวมกันเกินกว่า 450,000 บาท หรือระบุจำนวนรวมกันเป็นเงินตราต่างประเทศ มูลค่ารวมกันเกินกว่า 15,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือเทียบเท่า และ 4.ต้องแจ้งต่อกรมศุลกากร กรณีที่นำเข้าหรือส่งออกเงินบาท เงินตราต่างประเทศ ตราสารเปลี่ยนมือ รวมกันมีมูลค่าเกินกว่า 450,000 บาท “เพื่อให้เป็นไปตามประกาศใหม่นี้ ธปท.ข้อยกเลิกประกาศเดิม ซึ่งเคยอนุญาตให้สามารถนำเข้าหรือส่งออกเงินบาทไปยังประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับไทย เวียดนาม และมณฑลยูนาน ของจีน ได้ โดยไม่ต้องแจ้งทางการในวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท และใช้วงเงินตามประกาศใหม่นี้แทน”.

 

จดมีดหมอคลอดรถไฟทางคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869365


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้จะเรียกคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มารับทราบแนวทางการทำงาน โดยเฉพาะงานระบบราง

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.กล่าวชี้แจงถึงการประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 5 โครงการว่า กรณีการเลื่อนประกาศรายชื่อผู้รับจ้างที่มีสิทธิเสนอราคาออกไป เนื่องจากอยู่ในระหว่างตรวจสอบรายละเอียด เนื่องจากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั้ง 5 โครงการ เป็นโครงการขนาดใหญ่ มีมูลค่าสูง จึงต้องตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้มีความโปร่งใส ส่วนการกำหนดราคากลางทั้ง 5 โครงการ ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาที่มีความมีเชี่ยวชาญในการจัดทำราคากลาง และมีคณะกรรมการพิจารณาราคากลางของ ร.ฟ.ท. พิจารณากำหนดราคากลาง ตามระเบียบ ร.ฟ.ท.ว่าด้วยการจ้าง พ.ศ.2544 โดยมีการสืบราคาเหล็กรางรถไฟ UIC 54 E1 จากผู้ผลิตและตัวแทน จำหน่ายทั้งในประเทศญี่ปุ่น จีน และไทย จำนวน 5 ราย และคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเลือกราคาที่สืบได้ต่ำสุดเป็นราคากลาง

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการติดตามแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน (Action Plan) ซึ่งกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบรถไฟฟ้า 5 โครงการและโครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) 1 โครงการ มูลค่ารวม 316,580 ล้านบาท ในเดือน เม.ย.นี้ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ มูลค่า 131,004 ล้านบาท ใน Action Plan 2559 โดยคาดว่าคณะกรรมการ (บอร์ด) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะพิจารณาในต้นเดือน มี.ค. จากนั้นจะสามารถเสนอให้ ครม.พิจารณาในเดือน เม.ย.นี้.

 

ไทร์ เทคโนโลยี อินเตอร์เนชั่นแนล ยกให้ คอนติเนนทอล เป็นผู้ผลิตยางรถยนต์ดีเด่นประจำปี 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 28 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/868907


• คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญระดับสูงต่างยกให้คอนติเนนทอลเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์ดีเด่นแห่งปี ทั้งในด้านของการวิจัยและการพัฒนา การทดสอบคุณภาพ และการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์

• กลยุทธ์เพื่อการเติบโตในระยะยาวอย่าง “วิชั่น 2025” ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมต่าง ๆ 
และโครงการชั้นเลิศอีกมากมาย ในปี 2016
• สามปัจจัยอันพิสูจน์ให้เห็นถึงความคู่ควรของรางวัล:

1. การก่อตั้งศูนย์วิจัยระดับสูง HPTC (High Performance Technology Center)
2. ยางธรรมชาติจากรากดอกแดนดิไลออน 

3. การผลิตที่เพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาล

16 กุมภาพันธ์ 2560 – ฮันโนเวอร์ – งาน “ไทร์ เทคโนโลยี เอ็กซ์โป 2017” (Tire Technology Expo 2017) ที่จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี เมืองฮันโนเวอร์ ในช่วงวันที่ 14-16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัท คอนติเนนทอล ได้รับเกียรติจากสื่อสัญชาติอังกฤษ “ไทร์ เทคโนโลยี อินเตอร์เนชั่นแนล” (Tire Technology International) เพื่อขึ้นรับรางวัลในฐานะ “ผู้ผลิตยางรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี” ที่เริ่มมีการจัดขึ้นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2008 โดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจาก ยุโรป ญี่ปุ่น อินเดีย และสหรัฐอเมริกา กว่า 27 ท่านต่างก็ร่วมยินดีกับคอนติเนนทอลสำหรับการลงทุนในตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา “เราตื่นเต้นกับรางวัลนี้เป็นอย่างมากครับ ในที่สุด โครงการเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เราต่างเล็งเห็นความสำคัญมานาน ผ่านกลยุทธ์เพื่อการเติบโตในระยะยาวของเราอย่าง ‘วิชั่น 2025’ ก็ได้รับการยอมรับ” นายนิโคไล เซ็ตเซอร์ สมาชิกคณะกรรมการบริหาร บริษัท คอนติเนนทอล เอจี ผู้รับผิดชอบฝ่ายจัดซื้อ และหัวหน้าแผนกยางรถยนต์ บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ อันดับ 4 ของโลกที่มียอดขายกว่าหมื่นล้านยูโรกล่าว “การได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นนี้เป็นตัวกระตุ้นที่ดีสำหรับองค์กรของพวกเรา ปัจจุบันพนักงานของเรากว่า 50,000 ชีวิตต่างก็เลือกที่จะก้าวเดิน และเติบโตไปพร้อมๆ กันกับเราทีละก้าว”

ในบรรดานวัตกรรมดีเด่นของคอนติเนนทอลทั้งหมด สิ่งที่ได้รับความสนใจจากคณะกรรมการมากที่สุด คือ การเปิดตัวของศูนย์วิจัยเทคโนโลยีระดับสูง HPTC (High Performance Technology Center) ในเมืองคอร์แบค ประเทศเยอรมนี เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2016 ที่ผ่านมา กับ “ทารักซ่ากัม” ที่เป็นสาเหตุของการก่อตั้งศูนย์วิจัยในเมืองอังคลัม ประเทศเยอรมนี โดยมีจุดประสงค์ทางอุตสาหกรรมในการสกัดยางธรรมชาติจากรากของดอกแดนดิไลออน เพื่อผลิตยางรถยนต์จากยางที่มาจากดอกไม้เป็นเจ้าแรกของโลก นอกจากนี้ เหล่าคณะกรรมการตัดสินยังได้มีการกล่าวถึงการประกาศเปิดตัวศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีในการสกัดยางจากผลิตผลทางการเกษตรใน ลูซาโด ประเทศโปรตุเกส และการขยายกำลังการผลิตยางรถบรรทุกของคอนติเนนทอลใน ออตโตรโครวิซ สาธารณรัฐเช็ก อีกด้วย

“กลุ่มผู้บริโภคที่ใช้ยางรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงไปจนถึงยางที่มาจากกระบวนการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะตลาดยุโรปไปจนถึงตลาดจีนต่างก็จะได้รับผลประโยชน์จากคอนติเนนทอลมากมาย เพราะคอนติเนนทอล นั้น ได้ทุ่มเทในการลงทุนเพื่อวิจัยและพัฒนา ผลิต และตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์ของพวกเขามาตลอดสิบสองเดือนที่ผ่านมา ขอแสดงความยินดีกับรางวัลผู้ผลิตยางรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีประจำปีนี้” นาย เกรแฮม ฮี้ปส์ บรรณาธิการ ไทร์ เทคโนโลยี อินเตอร์เนชั่นแนล (Tire Technology International) และประธานคณะกรรมการตัดสินกล่าว รางวัลนวัตกรรมดีเด่นนี้เป็นตัวยกย่องถึงความเป็นเลิศในการเอาใจใส่ การออกแบบ ไปจนถึงกระบวนการการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์นี้ รายชื่อผู้ผลิตที่ได้รับการเสนอเข้ารับรางวัลนี้ล้วนได้รับการเสนอชื่อจากทั้งผู้อ่านไปจนถึงสมาชิกจากกองบรรณาธิการ โดยในการตัดสินเลือกผู้ชนะมาจากการโหวตผ่านคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญแล้วทั้งนั้น

สำหรับกลยุทธ์ “วิชั่น 2025” คอนติเนนทอล ได้ลงทุนมากกว่า 3 พันล้านยูโร มาตั้งแต่ปี 2011 ในการก่อตั้งโรงงานผลิตใน เหอเฝย (ประเทศจีน) คาลูก้า (ประเทศรัสเซีย) และ ซัมเตอร์ (รัฐเซาท์แคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา) ด้วยเหตุนี้ งบประมาณ 350 ล้านยูโรต่อปีจึงได้ถูกลงทุนไปเพื่อขยายโรงงานที่เรามีอยู่แล้วตามจุดต่างๆ รอบโลก ไปจนถึงการก่อสร้างศูนย์วิเคราะห์เพื่อการทดสอบเบรกยานยนต์ในร่มอย่าง AIBA (Automated Indoor Braking Analyzer) ที่สนามทดสอบคอนทิดรอม รวมถึง ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีระดับสูงที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามอย่าง HPTC (High Performance Technology Centre) ที่เมืองคอร์แบค ประเทศเยอรมนี และด้วยเครือข่ายที่ชาญฉลาดในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์นี้ ศูนย์วิจัย HPTC ได้คิดค้นผลงานนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งได้มีการติดต่อประสานงานกับโรงงานการผลิตทั่วโลกเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ปี 2016 คอนติเนนทอลได้ผลิตยางรถยนต์สำหรับโดยสารและรถบรรทุกขนาดเล็กมากกว่า 150 ล้านเส้นเป็นครั้งแรก โดยมียอดขายประจำภูมิภาคที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกันระหว่างเขตเศรษฐกิจยูโรเมดิเตอเรเนียน อเมริกา และเอเชียแปซิฟิก ทั้งในแง่ของการผลิตและการขาย
ด้วยเหตุนี้ คอนติเนนทอล จึงได้มีการเน้นยำให้เห็นถึงความสำคัญของแผน “วิชั่น 2025”

นอกเหนือจากนี้ คอนติเนนทอล เคยได้รับรางวัลจาก ไทร์ เทคโนโลยี อินเตอร์เนชั่นแนล โดยถูกยกให้เป็นผู้ผลิตยางรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ประจำปี 2014 มาแล้ว จากโรงงาน “คอนติไลฟ์ไซเคิล” (ContiLifeCycle) ที่ในขณะนั้นขึ้นชื่อในเรื่องของการหล่อดอกยางแบบผสมผสานทั้งแบบร้อนและแบบเย็น ในโรงงานรีไซเคิลยางที่เมืองฮันโนเวอร์-สโต๊คเก้น ที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์จวบจนทุกวันนี้

คอนติเนนทอล พัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะสำหรับผู้ใช้ยานยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำ ในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้ ผู้จัดจำหน่ายยานยนต์ระหว่างประเทศ ผู้ผลิตยางคุณภาพ และคู่ค้าทางธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม คอนติเนนทอลนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีความปลอดภัยสูง พร้อมความสะดวกสบาย ปรับการใช้งานได้ตามความต้องการ และราคาเหมาะสม ปี 2016 บริษัทมียอดขายเบื้องต้นประมาณ 40.5 พันล้านยูโร ประกอบไปด้วยธุรกิจ 5 กลุ่ม คือ ธุรกิจช่วงล่างและความปลอดภัย ธุรกิจอุปกรณ์ภายในรถยนต์ ธุรกิจระบบขับเคลื่อน ธุรกิจยางรถยนต์ และธุรกิจยางเฉพาะทางอิลาสโทเมอร์ ปัจจุบัน คอนติเนนทอลมีพนักงานมากกว่า 220,000 คนใน 55 ประเทศทั่วโลก


แผนกยางรถยนต์ มีทั้งหน่วยงานการผลิต และฝ่ายพัฒนากว่า 24 สาขาทั่วโลก โดยมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย พร้อมด้วยการลงทุนในส่วนของการวิจัยและพัฒนาสินค้า (R&D) ที่มีประสิทธิผลทั้งในด้านของต้นทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ของโลกที่มีพนักงานมากกว่า 49,000 คน และทำยอดขายได้มากกว่า 10.4 พันล้านยูโร ในปี 2015 ที่ผ่านมา

คอนติเนนทอล คอมเมอร์เชียล เวฮีเคิล ไทรส์ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางรถบรรทุก รถโดยสาร และรถขนส่งในธุรกิจพาณิชย์ทั่วโลก หน่วยงานของเราทำหน้าที่ตั้งแต่การเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์ ไปจนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ พร้อมด้วยบริการรอบด้านเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับยางรถยนต์โดยเฉพาะ

 

อย่าลืมใช้สิทธิ์คูปองทีวีดิจิทัล แลกกล่อง-ส่วนลดซื้อโทรทัศน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869351


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.-2 ก.ย.นี้ ขอให้ประชาชนที่ได้รับหนังสือแจ้งสิทธิ์ว่าเป็นครัวเรือนที่มีสิทธิ์ได้รับคูปองทีวีดิจิทัลมูลค่าใบละ 690 บาท ลอตใหม่ จำนวน 3,984,662 ครัวเรือน สามารถนำบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดตัวจริง ไปใช้สิทธิแลกรับกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล หรือใช้เป็นส่วนลดซื้อโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ที่สามารถรับสัญญาณดิจิทัลในตัว หรือใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อกล่องไฮบริดได้ ณ จุดให้บริการ

“วันที่ 2 มี.ค.นี้ ประชาชนสามารถไปลงทะเบียนแลกรับกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ จากนั้นระบบจะทำการสุ่มเลือกยี่ห้อและรุ่นของกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลที่มีอยู่ในคลังสินค้า และจะจัดส่งให้กับประชาชนที่ใช้สิทธิ์ผ่านทางไปรษณีย์ ส่วนกรณีที่ไปแจ้งสิทธิ์แลกรับกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลที่ร้านค้าเซเว่น-อีเลฟเว่น โดยไม่เลือกยี่ห้อ รุ่น แล้วรับกลับบ้านไปเลย หรือกรณีที่ของในสต๊อกหมด ก็ให้ลงทะเบียนแจ้งชื่อที่อยู่ เพื่อให้จัดส่งกล่องรับสัญญาณไปที่บ้านได้ จะพร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค.”.

 

เต็นท์รถยนต์มือสองฟื้นคืนชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869337


นายอนุชาติ ดีประเสริฐ

นายอนุชาติ ดีประเสริฐ ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เกิดเหตุการณ์รถยนต์ปิกอัพมือสองขาดตลาด เนื่องจากเต็นท์รถได้กว้านซื้อเก็บเข้าสต๊อกเพื่อรอจำหน่าย รองรับความต้องการซื้อรถยนต์ของกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงล่างฟื้นตัว เป็นผลจากราคาพืชผลทางการเกษตรทยอยปรับตัวดีขึ้น และผลจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ที่มีความคืบหน้า เอกชนก็ได้ลงทุนตามไปด้วย รวมทั้งมีการซื้อรถปิกอัพเพื่อขนส่งสินค้า ส่งผลให้ธุรกิจเต็นท์รถมือสองที่ปิดกิจการจำนวนมาก หลังได้รับจากผลกระทบโครงการรถยนต์คันแรก ล่าสุดกลับมาเปิดให้บริการเป็นปกติ โดยเฉพาะเต็นท์รถยนต์ขนาดกลางที่มีรถยนต์มือสองในสต๊อก 15-20 คัน ที่กลับมาเปิดใหม่ เพื่อรองรับตลาดรถยนต์ที่กลับสู่ภาวะปกติ และผู้ประกอบการเต็นท์รถยนต์มือสองก็ปรับกลยุทธ์การตลาดด้วยการขายผ่านตลาดออนไลน์มากขึ้น

“การฟื้นตัวของรถปิกอัพมือสอง ทำให้ปีนี้ยอดขายรถปิกอัพป้ายแดงก็จะเติบโตได้ดีมากเฉลี่ย 4-5% ขณะที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลจะเติบโต 2-3% ส่งผลให้ตลาดรถยนต์รวมเติบโต 3-5% จะมียอดขาย 800,000 คัน และมียอดปล่อยสินเชื่อรถใหม่ 300,000-350,000 ล้านบาท ยอดปล่อยสินเชื่อรถยนต์มือสอง 150,000-200,000 ล้านบาท”

นอกจากนี้ ในปัจจุบันดอกเบี้ยของตลาดเช่าซื้อรถยนต์อยู่ในระดับที่ต่ำ โดยดอกเบี้ยรถยนต์ป้ายแดงอยู่ที่ 2.65% ต่อปี รถยนต์มือสองอยู่ที่ 3.75% ต่อปี ทำให้กลุ่มคนที่ปกติใช้เงินสดซื้อรถยนต์ใหม่เปลี่ยนมาเลือกการผ่อนชำระ และนำเงินสดไปใช้ในการลงทุน ส่งผลให้สัดส่วนการซื้อรถยนต์แบบผ่อนชำระ เพิ่มขึ้นจาก 80% เป็น 85% ของยอดขายรถยนต์ ส่วนการซื้อรถยนต์ด้วยเงินสดปรับลดลงจาก 20% เหลือ 15% ของยอดขาย ขณะที่การบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสินเชื่อรถยนต์ปีที่แล้ว ผู้ประกอบการธุรกิจเช่าซื้อทำได้ดีมาก เอ็นพีแอลปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.5-2.6% ของสินเชื่อรวม.

 

ตกงาน ขายตัว ฆ่าตัวตาย! ครบ 20 ปี ‘ต้มยำกุ้ง’ ศก.ไทยจะซ้ำรอยเดิมหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862673


คุณยังจำวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงและเจ็บปวดที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยได้ไหม?…

วิกฤติการณ์การเงินในเอเชีย หรือ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” บทเรียนทางเศรษฐกิจที่คนไทยต้องจดจำไปชั่วลูกชั่วหลาน…

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ณ เวลานั้น ประเทศไทยกำลังประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก ประชาชนทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ เศรษฐีน้อยใหญ่ หรือชาวบ้านร้านตลาด ต่างกลัดกลุ้มนอนก่ายหน้าผากค่อนคิดหาทางออกให้กับปัญหาทางการเงินที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตอย่างหนักหน่วง

ตกงาน ขายตัว ฆ่าตัวตาย! ฝันร้ายต้มยำกุ้ง

ณ เวลานั้น บริษัททั่วทุกมุมเมืองประกาศเลิกจ้างกันอย่างมโหฬาร ซึ่งการเลิกจ้างแรงงานครั้งยิ่งใหญ่ที่ว่านี้ ทำให้ลูกจ้างไร้รายได้ ทุกครอบครัวต้องประหยัดค่าใช้จ่ายสุดชีวิต คนตกงานที่เคยอยู่ในเมืองไม่สามารถกลับบ้านได้ เนื่องจากอพยพออกมานานเกินไปเสียแล้ว…

ส่วนผู้ที่ทำงานในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์หลายแห่งถูกยึดบ้านยึดรถ หลายคนต้องออกนอกประเทศ หลายคนเข้าอีหรอบไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย บุตรหลานที่เคยเรียนหนังสือก็ไม่สามารถเรียนต่อได้ เนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเงินส่งเสีย นักเรียนนักศึกษาบางคนต้องหารายได้พิเศษด้วยการขายตัว

ขณะที่ บริษัทบ้านจัดสรร อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมผลิตวัสดุก่อสร้าง ธนาคาร และสถาบันการเงินต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการ บริษัทหลายแห่งมีหนี้ท่วมหัว และบนหน้าหนังสือพิมพ์มีแต่ข่าวคนฆ่าตัวตายรายวัน!

ไม่เว้นแม้แต่ ประเทศเพื่อนบ้านในละแวกเอเชียก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย ไม่ว่าจะจีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และมาเลเซีย ต่างประสบปัญหาหนี้เน่า (NPL) หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงิน อันนำมาซึ่งความเสียหายแก่สถาบันการเงิน และธุรกิจ รวมทั้งบุคคลที่เป็นหนี้อย่างกว้างขวาง

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์!

โดยวิกฤติต้มยำกุ้งอันเจ็บช้ำที่เรากำลังหยิบยกมาพูดถึงกันอยู่นี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ในยุครัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 หรือเมื่อ 20 ปีก่อน รัฐบาลได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงจาก 25 บาท เป็น 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในทันที และต่อมาทำสถิติอ่อนตัวต่ำสุดที่ระดับ 56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ประเทศไทยก็ตกหลุมวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

หลังจากทางการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทไปแล้วนั้น ความเลวร้ายก็อุบัติขึ้นโดยที่หลายคนไม่ทันได้ตั้งตัว จีดีพี ปรับตัวลดลงฮวบฮาบ จากร้อยละ 2.6 ในปี 2540 เป็นร้อยละ -2.2 ในปี 2541 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดฮวบจาก 1,410.33 จุดในเดือนมกราคม 2539 เหลือเพียง 207 จุดในเดือนกันยายน 2541 คิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปรวมกันกว่า 3,210,353 ล้านบาท

ขณะที่ ยอดหนี้เสียธนาคารพาณิชย์ไทย พุ่งขึ้นเป็น 2.5 ล้านล้านบาท สถาบันการเงินที่มีปัญหาสภาพคล่องกว่า 58 แห่ง ถูกสั่งระงับการดำเนินชั่วคราว จนในที่สุดต้องปิดกิจการไป ทั้งสิ้น 56 แห่งในปี 2540 และอีก 11 แห่งในปี 2541 ความเลวร้ายไม่หยุดลงเพียงเท่านี้ ราคาน้ำมันพุ่งพรวด จนผลักให้ราคาสินค้าประเภทอื่นๆ สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

แต่ เดี๋ยวก่อน! ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 มิใช่วันเริ่มต้นต้มยำกุ้งเดือด เพราะวันที่จุดเตาต้มยำกุ้งหม้อนี้ให้เดือดพล่านนั้น คือช่วงเวลาที่ทุกคนไม่ได้เฉลียวใจ…

ฝันเฟื่องไปไกล หรือว่าไทยจะกลายเป็น เสือตัวใหม่แห่งเอเชีย?

ในปี 2530 เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมโหฬาร อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 8-9 ต่อปี จนหลายต่อหลายคนต่างคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะกลายเป็น “เสือตัวใหม่” แห่งเอเชียในไม่ช้า

ในปีเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยเลือกดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน โดยปรับกฎระเบียบเพื่อให้เงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศเข้าออกได้โดยเสรี แต่ไม่มีการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยน

ถัดมา ในปี 2536 ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศนโยบาย BIBF (Bangkok International Banking Facilities) โดยมีเป้าหมายให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค จากนั้นเงินทุนต่างประเทศต่างหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จนทำให้ตลาดทุนในประเทศเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก

ขณะที่ เงินทุนเหล่านี้ถูกนำมาใช้ปล่อยกู้ในประเทศเพื่อสร้างกำไร ซึ่งสามารถสร้างกำไรให้กับผู้ปล่อยกู้ได้อย่างมากมายมหาศาล เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศต่ำกว่าในประเทศค่อนข้างมาก

ในขณะนั้น เงินทุนอีกจำนวนไม่น้อยถูกนำไปใช้ลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนับว่ามีความร้อนแรงอย่างมาก นักลงทุนหลายต่อหลายรายเก็งกำไรราคาที่ดิน ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นอย่างมาก และเกิดโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น บ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม

พลาดพลั้ง เผลอวิ่งไล่ล่า “ฟองสบู่”…

ทว่า นักลงทุนชาวไทยทั้งหลายต่างพยายามกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด หลายคนกลายเป็นเศรษฐีจากการเก็งกำไรและการเล่นหุ้นอย่างไม่ยากเย็น หลายคนต่างเพลิดเพลินกับโอกาสและความมั่งคั่งที่อยู่ตรงหน้า จนหลงคิดไปว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งและเติบโตอย่างแท้จริง แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามวิ่งไล่ล่าไขว่คว้า คือ “ฟองสบู่” หากเพราะเศรษฐกิจ ณ เวลานั้นขาดรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง และพร้อมจะแตกสลายไปต่อหน้าต่อตาคุณได้ทุกเมื่อ

ฉะนั้น วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 จึงเป็นดั่งวันที่ต้มยำกุ้งเดือดปะทุ เศรษฐกิจไทยล้มลงจนแทบลุกไม่ขึ้น อาการของวิกฤติเริ่มแสดงออกตั้งแต่ต้นปี 2539 การส่งออกชะลอตัวเฉียบพลัน จากร้อยละ 24.8 ในปี 2538 เป็นร้อยละ -1.9 ในปี 2539 ต่างชาติเริ่มถอนทุน หนี้สินของสถาบันการเงินเริ่มสูงขึ้น จนประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่อง

ด้วยอาการอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยทั้งภาคสถาบันการเงินและภาคการเงินตั้งแต่ช่วงปี 2539 ได้ทำลายความเชื่อมั่นของชุมชนการเงินระหว่างประเทศเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ต่างประเทศของเศรษฐกิจไทย ประกอบกับการดำเนินนโยบายระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ด้วยปัจจัยเหล่านี้เอง ได้ดึงดูดให้นักเก็งกำไรต่างชาติถือโอกาสเข้ามาโจมตีค่าเงินบาททันที!

หายนะมาเยือน! หนี้มหาศาล รัฐพลาดอุ้มสถาบันการเงิน ล้มไม่เป็นท่า

ด้วยความพยายามที่จะรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับคงที่ต่อไป ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้พยายามปกป้องค่าเงินบาทตั้งแต่เดือนธันวาคม 2539 ชนิดเทหน้าตัก โดยใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นเดิมพันเข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ/ขายเงินบาท จนสูญเสียเงินสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาล

5 สิงหาคม 2540 รัฐบาลมีมติให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าประกันเงินฝากให้กับผู้ฝากเงิน และรับประกันหนี้ให้กับเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน ซึ่งต่อมามาตราการดังกล่าวได้สร้างภาระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล

เดือนมิถุนายน และสิงหาคม 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทย สั่งยุติการดำเนินการของสถาบันการเงินที่มีปัญหาสภาพคล่องรวมทั้งสิ้น 56 แห่ง หลังจากที่ยึดปรัชญา “สถาบันการเงินล้มไม่ได้” มาได้สักระยะหนึ่ง

ท้ายที่สุด ประเทศไทยต้องขอเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) จำนวน กว่า 17.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 14 เดือนสิงหาคม 2540 ซึ่งมาพร้อมเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจมากมายในประเทศ ใต้ร่มเงาไอเอ็มเอฟ…

ครบรอบ 20 ปี “ต้มยำกุ้ง” ศก.ไทยจะซ้ำรอยหรือไม่?

ณ วินาทีนี้ หลายต่อหลายคนอาจได้เรียนรู้จากบทเรียนอันเจ็บช้ำ หลายต่อหลายคนยังทนพิษบาดแผลมาเนิ่นนานถึงสองทศวรรษ แต่หลายต่อหลายคนเฝ้ากังวลว่า ประวัติศาสตร์อันเลวร้ายจะเวียนมาซ้ำรอยหรือไม่?

ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า หากพิจารณาจากปัจจัยภายในประเทศ โดยส่วนตัวคาดว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่มีโอกาสไปซ้ำรอยเมื่อครั้งวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างแน่นอน เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังสามารถเดินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

แม้ว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แจ้งให้ธนาคารพาณิชย์รักษาระดับทุนไว้ในระดับที่สูง เพราะฉะนั้น ปัจจัยภายในประเทศจึงไม่ใช่องค์ประกอบที่จะไปทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนเมื่อครั้งปี 2540

“สิ่งที่จะทำให้เกิดความเสี่ยง น่าจะมาจากปัจจัยภายนอกเสียมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีคนใหม่อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนโยบายที่สร้างความกดดันให้แก่เศรษฐกิจของไทยก็คือ นโยบายบีบการค้าของจีน และบีบให้จีนไม่ลดค่าเงิน ซึ่งจุดดังกล่าวจะทำให้เกิดผลกระทบต่อประเทศไทย เพราะถ้าจีนขายสินค้าไปที่สหรัฐฯ ได้น้อยลง กำลังซื้อที่จีนจะเข้ามาซื้อในประเทศไทยก็จะลดน้อยถอยลงตามไปด้วย” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วิเคราะห์ภาพใหญ่

“ปัจจัยที่อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างฉับพลันก็คือ เรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ เพราะถ้าสหรัฐฯ เข้าไปกดดันจีนในสถานการณ์ทะเลจีนใต้ จนไปก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกันอย่างฉับพลัน หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น มันก็จะต้องไปกระทบตลาดเงิน และตลาดทุนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ ณ วินาทีนี้ ยังไม่มีอะไรที่ส่อเค้าว่าจะบานปลาย หรือเกิดความรุนแรงใดๆ” นายธีระชัย กล่าวแกมเตือนไม่ให้นักลงทุนตื่นตระหนก

โดย นายธีระชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แนะนำวิธีการดำเนินชีวิตภายใต้สภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ว่า สำหรับนักธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนั้น ต้องระมัดระวังในเรื่องของการบริการเงินสดหมุนเวียน เพื่อในอนาคตคุณจะได้มีเงินสำรองเก็บเอาไว้ในมือมากพอสมควร เพราะคุณไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า สภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ การเจรจาชำระหนี้ระหว่างคุณกับธนาคารอาจไม่ราบรื่น, การเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของคุณอาจประสบปัญหา หรือแม้กระทั่ง เจ้าหนี้ หรือสถาบันการเงินต่างๆ อาจเข้ามาเร่งรัดให้คุณต้องชำระหนี้เร็วกว่ากำหนด

ขณะที่ การดำเนินชีวิตของชาวบ้านทั่วไปภายใต้เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนขยายตัวขึ้นอย่างมากเกินควร มิหนำซ้ำ ปัญหาดังกล่าวยังไม่มีท่าทีที่จะคลี่คลาย ซึ่งส่งผลให้กำลังซื้อจากภาคครัวเรือนอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ภาคครัวเรือนควรวางแผนการใช้จ่ายให้รัดกุมที่สุด และระมัดระวังในเรื่องของการก่อหนี้เพิ่ม

ขณะที่ ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะเช่นเดียวกับปี 2540 นั้น จะไม่ย้อนกลับมาซ้ำรอยกับประเทศไทยอย่างน้อยในระยะ 10 ปีข้างหน้า แต่หากจะเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจะเป็นวิกฤติฐานะทางการคลังและวิกฤติเศรษฐกิจ อันเกิดจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากกว่า โดยผู้ได้รับผลกระทบ คือ ผู้มีรายได้น้อย ไม่ใช่นักธุรกิจหรือนักลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยไม่มีความเสี่ยงที่จะมีวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือภาวะฟองสบู่แตก

หากจะเกิดขึ้น น่าจะเป็นวิกฤติฐานะทางการคลังมากกว่า หรือเศรษฐกิจเติบโตต่ำมาก จากความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังจากนี้ 3-5 ปี หากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ต้องกู้เงินจำนวนมาก ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตสูงขึ้นได้ ไม่สามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นความเสี่ยง คือ การไม่สามารถกลับคืนสู่ประชาธิปไตยและระบบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างมีเสถียรภาพได้, แรงกดดันจากสังคมผู้สูงอายูเพิ่มมากขึ้น, ระบบการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ และระบบการวิจัยที่อ่อนแอ

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกควรจับตาลัทธิกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น ผลกระทบของ Brexit และ นโยบายเศรษฐกิจ America First ของรัฐบาลทรัมป์ เศรษฐกิจหลังยุค QE ซึ่งทิศทางของอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น จนทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งอาจมีแรงกดดันเงินเฟ้อมากขึ้น SME ควรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน แสวงหาตลาดใหม่ๆ สร้างเครือข่ายในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ลงทุนทางด้านงานวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรม แสวงหาโอกาสในการลงทุนแต่ต้องรู้จักประมาณไม่ลงทุนเกินตัว เตรียมรับมือกับต้นทุน การกู้ยืมระยะยาวที่เพิ่มสูงขึ้น และความผันผวนของเงินบาท

จดจำไว้ เพื่อใช้เป็นบทเรียน
“วิกฤติต้มยำกุ้ง”

 

“ซีพีเอฟ” สวนกระแสยอดขายโตตามเป้า อุตสาหกรรมเลี้ยงกุ้งฟื้นตัวกำไรทะลุ 33%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869330


นายอดิเรก ศรีประทักษ์

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2559 ที่ผ่านมาเป็นไปตามเป้าหมาย มีรายได้จากการขายจำนวน 464,465 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 10% รายได้จากการขายของบริษัท กิจการต่างประเทศและกิจการส่งออกจากประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 68% ของรายได้จากการขาย และกิจการในประเทศไทยมีสัดส่วน 32% โดยในภาพรวมผลการดำเนินงานของแต่ละประเทศเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับกำไรสุทธิ จำนวน 14,703 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อน เป็นผลมาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจสัตว์บกในประเทศเข้าสู่ภาวะปกติ และการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งในประเทศไทย และผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยใหม่ในประเทศรัสเซียและกัมพูชา รวมทั้งมาตรการในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ คณะกรรมการบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปี 2560 รวมทั้งสิ้นหุ้นละ 0.95 บาท

“แนวโน้มธุรกิจสำหรับปี 2560 นี้ สถานการณ์และแนวโน้มของเศรษฐกิจและพฤติกรรมทางสังคมที่มีความผันแปรอย่างรวดเร็ว ถือเป็นความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวทางกลยุทธ์หลักในการสร้างธุรกิจตามพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีโอกาสและศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจ บริษัทจึงมีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตของยอดขายประมาณ 10% จากปี 2559 โดยการเติบโตมาจากกิจการในต่างประเทศเป็นหลัก”.

 

3 แบรนด์จีนผงาดยึดส่วนแบ่งตลาดโลก “เจ มาร์ท” ทุ่มไม่อั้นลุยธุรกิจปีไก่ทองคำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869326


นายชานนท์ จิรายุกูล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดมือถือปีนี้ถือว่าเริ่มต้นได้ดี โดยความต้องการสมาร์ทโฟนขยายตัวต่อเนื่อง โดยยอดขายของออปโป้เดือน ม.ค.เติบโตถึง 100% ปัจจัยสำคัญมาจากตัวสินค้า ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจที่ผงกหัวขึ้น การเมืองนิ่ง เมื่อปี 2559 บริษัทวิจัยไอดีซีรายงานว่า ซัมซุงครองส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) มือถือโลกเป็นอันดับ 1 ที่ 21.3% แอปเปิ้ล 14.6% หัวเว่ย 9.5% ออปโป้ 6.8% วีโว่ 5.3% ของจำนวนมือถือที่มีการจำหน่าย 1,470 ล้านเครื่อง โดยออปโป้มีอัตราเพิ่มขึ้นของมาร์เก็ตแชร์สูงสุดที่ 132% วีโว่ 103% หัวเว่ย 30% เป็นที่น่าสังเกต 3 แบรนด์มือถือที่ทำมาร์เก็ตแชร์โตสูงที่สุดในปีที่ผ่านมาเป็นแบรนด์จีนทั้งสิ้น

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART กล่าวว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้ามีผลดำเนินงานเติบโต 30% โดยใช้งบลงทุนรวมทั้งกลุ่ม 7,700 ล้านบาท โดยมีบริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแกน เป็นหลักในการเติบโต สำหรับธุรกิจจัดจำหน่ายมือถือ กล้องถ่ายรูป หลังจากปีที่ผ่านมาจำหน่ายมือถือได้ 1.2 ล้านเครื่อง ปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโต คือ การจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางจำหน่ายของบริษัทในเครือ และจะร่วมมือกับค่ายมือถือและแบรนด์สมาร์ทโฟนรุกตลาดขยายธุรกิจกล้อง “Jaycamera” ส่วนธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลของบริษัท เจ ฟินเทค ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 3,500 ล้านบาท.

 

‘เนสท์เล่’ เปิดโรงงานน้ำดื่มที่สุราษฎร์ฯ เน้นดูแลสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 00:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869255


กลุ่มธุรกิจน้ำดื่มเนสท์เล่ เปิดโรงงานแห่งใหม่ที่สุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นศูนย์การผลิตและจัดจำหน่ายให้กับผู้บริโภคใน 14 จังหวัดภาคใต้ เน้นดูแลสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืนและสร้างอาชีพให้กับชุมชุนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.60 นายลูก้า คิโอด้า ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจน้ำดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ทุ่มงบประมาณกว่า 1,800 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานผลิตน้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ แห่งใหม่ในภาคใต้ที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นศูนย์การผลิตน้ำดื่มคุณภาพสูง

สำหรับโรงงานผลิตน้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ มีพื้นที่ 170,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยโรงงานผลิต คลังสินค้า สำนักงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ โดยผลิตน้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ในขนาด 0.33 ลิตร 0.6 ลิตร และ 1.5 ลิตร โดยเราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำที่สะท้อนพันธสัญญาระยะยาวของเนสท์เล่ในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้โรงงานแห่งใหม่ยังใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย VSEP ที่ลดปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการผลิต และการเป็นศูนย์กระจายสินค้าสู่ภาคใต้จึงทำให้ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดระยะทางในการจัดส่งได้กว่า 3 ล้านกิโลเมตรต่อปี จึงช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เรายังได้สร้างประโยชน์สู่ชุมชนด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการยกระดับเศรษฐกิจให้กับภาคใต้อีกด้วย

นายลูก้า กล่าวอีกว่า กลุ่มธุรกิจน้ำดื่มเนสท์เล่ยังมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกันในสังคมและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านในชุมชน เช่นเรื่องของการให้ความรู้ในเรื่องของการจัดการน้ำ และการรีไซเคิลขวดพลาสติกอีกด้วย

ทางด้านนางออดรีย์ เลียว ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า เนสท์เล่ เรายึดมั่นในการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิต เสริมสร้างสุขภาพดีสู่อนาคตโดยกว่า 20 ปีที่กลุ่มธุรกิจน้ำดื่มเนสท์เล่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เราได้ผลิตน้ำดื่มคุณภาพสูงภายใต้มาตรฐานเนสท์เล่ระดับโลกเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในการเป็นน้ำดื่มที่ทุกคนไว้วางใจ ที่ใส่ใจต่อตนเองและใส่ใจต่อผู้อื่น

 

‘พาณิชย์’ ปลื้มจัดตลาดนัดข้าวเปลือก ช่วยชาวนาขายข้าวได้ 471 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.พ. 2560 23:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869210


‘พาณิชย์’ เผยผลจัดตลาดนัดข้าวเปลือก 98 ครั้ง 41 จังหวัด ชาวนาขายข้าวได้ 5.67 หมื่นตัน มูลค่า 471 ล้านบาท สูงกว่าราคาตลาด 100-1,200 บาทต่อตัน

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การจัดตลาดนัดข้าวเปลือกในปีการผลิต 2559/60 ที่กระทรวงฯได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำหนดแผนจัดในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในพื้นที่ 53 จังหวัด จำนวน 136 ครั้ง โดยตั้งแต่เดือนต.ค.59 จนถึงปัจจุบัน พบว่าได้มีการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกแล้วจำนวน 98 ครั้ง ใน 41 จังหวัด เกษตรกรนำข้าวเปลือกมาจำหน่ายในตลาดนัดจำนวน 1.98 หมื่นราย ผู้ประกอบการเข้าร่วมรับซื้อข้าวเปลือกในตลาดนัด จำนวน 273 ราย สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปตันละ 100-1,200 บาท โดยมีปริมาณรับซื้อ 5.67 หมื่นตัน มูลค่า 471 ล้านบาท

“ผลจากการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก ทำให้เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น เช่น จ.สุพรรณบุรี ได้มีการจัดช่วงปลายเดือนพ.ย.-ธ.ค.59 มีผู้ประกอบการรับซื้อ จำนวน 12 ราย เกษตรกรนำข้าวเปลือกมาจำหน่าย จำนวน 744 ราย ปริมาณผลผลิตรวม 4,614 ตัน มูลค่าการจำหน่าย 29 ล้านบาท โดยข้าวเปลือกที่เกษตรกรนำมาจำหน่ายในตลาดนัด ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 18 – 30 % จำหน่ายได้ตันละ 6,000 – 7,100 บาท สูงกว่าตลาดทั่วไปตันละ 200 – 300 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 ความชื้น 19 – 30 % จำหน่ายได้ตันละ 6,000 – 7,400 บาท สูงกว่าตลาดทั่วไปตันละ 100 – 400 บาท”

สำหรับ ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้จะเป็นไปตามคุณภาพความชื้นและสิ่งเจือปน โดยผลผลิตข้าวนาปรังจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 2560 นี้ ทางจ.สุพรรณบุรีจะได้กำหนดการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่เกษตรกรต่อไป แต่หากเกษตรกรพบปัญหาความไม่เป็นธรรมในการจำหน่ายข้าวเปลือก การวัดความชื้น ขอให้แจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบ

นอกจากนั้น กระทรวงพาณิชย์ยังได้เชื่อมโยงการขายข้าวของชาวนา โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดประสานจัดหาสถานที่จำหน่ายให้แก่ชาวนาใน 47 จังหวัด รวม 341 แห่ง มีชาวนาเข้าร่วมขายข้าว 2,299 ราย และกลุ่มชาวนา 330 กลุ่ม มีปริมาณการขายข้าวรวมทั้งสิ้นประมาณ 11 ล้านกิโลกรัม มูลค่าประมาณ 220 ล้านบาท แยกเป็น ข้าวหอมมะลิ 8 ล้านกิโลกรัม มูลค่าประมาณ 170 ล้านบาท ข้าวชนิดอื่นๆประมาณ 3.5 ล้านกิโลกรัม มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท รวมทั้งได้จัดกิจกรรม “โชห่วยช่วยชาวนา” โดยมีร้านค้าส่งร่วมดำเนินการ 76 ราย ร้านค้าปลีกเครือข่าย 352 สาขา ใน 44 จังหวัด ได้เปิดพื้นที่ให้ขายข้าว

อย่างไรก็ตาม การจัดโครงการตลาดนัดข้าวเปลือก โครงการเชื่อมโยงการขายข้าวของชาวนา และโครงการโชห่วยช่วยชาวนานั้น เป็นโครงการที่กระทรวงฯต้องการช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางการระบายผลผลิตออกสู่ตลาดได้เพิ่มมากขึ้น ในราคาที่สูงกว่าการขายในรูปแบบปกติทั่วไป ซึ่งผลที่ได้จากการดำเนินโครงการต่างๆนั้น ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยกระทรวงฯจะได้มีการดำเนินโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคต