ททท. จ่อนัด ทอท.-ตม. หาทางแก้นักท่องเที่ยวตกเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.พ. 2560 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/868925


ททท.นัดหารือ ทอท.-ตม. แก้ปัญหาสนามบินแออัด จนนักท่องเที่ยวขึ้นเครื่องไม่ทันกระทบภาพลักษณ์ท่องเที่ยว ขณะที่ ททท.ลงนามร่วมสิงคโปร์แอร์ไลน์ส เพิ่มช่องทางนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกา มาไทย เตรียมเป็นพันธมิตรร่วมกับสายการบินของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพิ่ม

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)เปิดเผยว่า จะขอหารือกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ถึงแนวทางบริหารจัดการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาใช้บริการในสนามบินหลักๆ ที่ต้องรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินภูเก็ต ที่มีปัญหาความแออัดของผู้โดยสารจนเกิดปัญหานักท่องเที่ยวขึ้นเครื่องบินไม่ทันตามเวลาที่กำหนดในหลายๆ ครั้ง ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย ขณะที่ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ตนพร้อมด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา จะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อสำรวจปัญหาสนามบินภูเก็ต และปัญหาโดยรวมภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป

“ผู้ประกอบการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบไม่แตกต่างกัน จากปัญหาความแออัดโดยเฉพาะที่สนามบินภูเก็ต ที่มีเที่ยวบินลงจำนวนมาก จนสนามบินไม่เพียงพอในการรองรับเที่ยวบินทั้งหมดได้ ทำให้หลายเที่ยวบินต้องปรับเปลี่ยนตารางบินหรือเปลี่ยนเส้นทางการลงจอดหรือการบินกลับจากเดิมที่ต้องลงสนามบินภูเก็ตไปลงสนามบินกระบี่แทน กระทบต่อบริษัททัวร์ในการรับ-ส่งนักท่องเที่ยว รวมถึงร้านสินค้าปลอดภาษีที่ต้องยกเลิกการส่งมอบสินค้าทำให้เกิดปัญหาการคืนสินค้า คืนเงินตามมา ซึ่งหากรัฐบาลต้องการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาก็ต้องมีการบริหารจัดการเครื่องโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น” ผู้ว่าการ ททท. กล่าว

นายยุทธศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ททท.ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมการท่องเที่ยวกับนายโก๊ะชุน ปง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส เพื่อร่วมมือส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันเพื่อเพิ่มช่องทางในการรับนักท่องเที่ยวจากจากสิงคโปร์ โดยตั้งเป้าภายใน 2 ปี จะมีนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ให้เดินทางมาประเทศไทยเพิ่มขึ้นแตะ 1 ล้านคน จากปี 2559 อยู่ที่ 900,000 คน และแอฟริกาใต้ถึง 100,000 คนจากปี 2559 ที่ 78,000 คน โดยสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส เป็นสายการบินที่มีเส้นทางบินครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และแอฟริกา กว่า 100 เมืองใน 35 ประเทศ และมีหลายจุดหมายที่สายการบินไทยไม่ได้บินโดยเฉพาะจากสิงคโปร์มายังภูเก็ต ซึ่งมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ใช้บริการจำนวนมาก โดยปัจจุบันสิงคโปร์แอร์ไลน์ส บินจากสิงคโปร์เข้าสู่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุยและเชียงใหม่ 89 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

“ขณะนี้ ททท.ได้ร่วมมือกับสายการบินต่างชาติรวม 5 สายการบินแล้ว ได้แก่ เอทิฮัด แอร์ไลน์ เอมิเรตส์ แอร์ไลน์ กาตาร์ แอร์เวย์อีวีเอแอร์ และสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส พร้อมกับได้เล็งสร้างความร่วมมือกับสายการบินของอีก 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยกรณีของญี่ปุ่น เนื่องจากคนไทยเดินทางไปเที่ยวญีปุ่นมากซึ่งคนไทยเดินทางไปแล้วก็ต้องเดินทางกลับจนทำให้ที่นั่งบนเที่ยวบินจากญี่ปุ่นมาไทยเต็มคนญี่ปุ่นจึงหาเที่ยวบินมาไทยยาก ได้ให้สำนักงาน ททท.ที่กรุงโตเกียวไปหารือกับเจแปน แอร์ไลน์ และเอเอ็นเอ แอร์ไลน์ ส่วนเกาหลี มีโคเรียนแอร์ และเอเชียน่าแอร์ไลน์ ที่จะช่วยเชื่อมไปยังประเทศที่เป็นเส้นทางระยไกลได้” ผู้ว่าการท่องเที่ยวกล่าว.

 

‘พาณิชย์’ ปลื้มส่งออกเดือน ม.ค.60 โต 8.83% ดันสินค้าเกษตรขึ้นตามเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.พ. 2560 18:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869020


“พาณิชย์” ปลื้มมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค.60 โต 8.83% เป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 เหตุสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม ส่งออกได้ดีขึ้น ตลาดส่งออกกว่า 80% พลิกกลับมาเป็นบวกได้หมด คาดแนวโน้มส่งออกไทยโตต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงราคาน้ำมันที่เริ่มสูงขึ้น ดันราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และสินค้าเกษตรขึ้นตาม มั่นใจเป้าใหม่ 5% ทำได้แน่

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือน ม.ค.60 การส่งออกมีมูลค่า 17,099.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 8.83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน นับตั้งแต่เดือนพ.ย.59 และยังถือเป็นมูลค่าการค้าที่กลับมาเป็นปกติ ไม่ลงไปต่ำถึง 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เหมือนเมื่อเดือน ม.ค.59 ที่มีมูลค่า 15,711.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 16,273.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.17% โดยเกินดุลการค้า 825.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

“มูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการค้าโลก เพราะการค้าโลกเริ่มมีสัญญาณเป็นบวกตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค.59 แม้ว่าตลอดทั้งปี 59 จะขยายตัวติดลบ 2.6% แต่การส่งออกไทยเริ่มพลิกเป็นบวกมาตั้งแต่ช่วงปลายปี และดีขึ้นมาต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน ประเมินว่าการส่งออกน่าจะปรับตัวดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะขณะนี้การค้าโลกเริ่มกลับมาเป็นปกติ เศรษฐกิจโลกดีขึ้น เศรษฐกิจคู่ค้าดีขึ้น น่าจะช่วยสนับสนุนให้การส่งออกไทยดีขึ้นตาม” น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว

สำหรับมูลค่าการส่งออกเดือน ม.ค.ที่เพิ่มขึ้น มาจากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 9.7% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัวดี เช่น ยางพารา, ผัก ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง, ไก่แปรรูป ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเพิ่ม 7.6% สินค้าสำคัญเพิ่มขึ้น เช่น ทองคำ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า น้ำมันสำเร็จรูป เป็นต้น ส่วนตลาดส่งออกสำคัญส่วนใหญ่ 80% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 59 โดยตลาดหลักเพิ่มขึ้น 8.8% เช่น สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ตลาดศักยภาพสูงเพิ่ม 14.7% เช่น จีน เอเชียใต้ เกาหลีใต้ อาเซียน (9 ประเทศ) CLMV แต่ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และทวีปออสเตรเลีย ลดลง

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้เดิม คือ 2.5-3.5% แน่นอน และเป้าหมายใหม่ที่ 5% มีความเป็นไปได้ เพราะปัจจัยสำคัญที่ส่งผลดีต่อการส่งออกอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจคู่ค้า ที่เริ่มดีขึ้น และมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแบบช้าๆ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตร และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ในกรอบ 50-60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

“แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในยูโรโซน ที่หลายประเทศอยู่ในช่วงเลือกตั้ง เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน และเพิ่มความไม่แน่นอนของการค้า และการลงทุนโลก แต่เชื่อว่า ในส่วนของค่าเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะบริหารจัดการได้ คาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ในช่วง 35.5-37.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ”

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ หากขยายตัวที่ 3.5% จะมีมูลค่า 222,863 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือจะต้องส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 18,572 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และหากขยายตัว 5% จะมีมูลค่า 226,093 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือจะต้องส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 18,841 ล้านเหรียญสหรัฐฯ.

 

หุ้นไทยปิดตลาด ลดลง 6.56 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,558.40 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.พ. 2560 17:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/869021


27 ก.พ. หุ้นไทยปิดตลาด ลดลง 6.56 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,558.40 จุด มูลค่าซื้อขาย 37,147.74 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 27 ก.พ. ปิดตลาดลดลง 6.56 จุด เปลี่ยนแปลง -0.42% ดัชนีอยู่ที่ 1,558.40 จุด มูลค่าซื้อขาย 37,147.74 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

รมว.คมนาคม เป็นประธาน พิธีรับมอบใบรับรอง AOC ให้สายการบินผ่านมาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.พ. 2560 12:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/868610


รมว.คมนาคม เป็นประธาน พิธีรับมอบใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) ให้สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส

วันที่ 27 ก.พ. ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน โดยในวันนี้มีสัญญาณที่ดีหลังมีสายการบินเริ่มรับมอบใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยแล้ว

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน พิธีรับมอบใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) ระหว่าง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส โดยมี นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เข้ารับมอบใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ จาก นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า หลังจากที่ กพท. ได้ดำเนินการตรวจประเมินสายการบิน ในด้านมาตรฐานความปลอดภัยทางการบิน มาตั้งแต่ 12 กันยายน 2559 ทางสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และพนักงานผู้ปฏิบัติงานก็ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ และแก้ไขในรายละเอียดของการดำเนินงานทุกอย่างเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยทุกประการ จนมาในวันนี้ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ได้ผ่านการตรวจประเมินครบทุก 5 ขั้นตอน และได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO เป็นสายการบินแรกในประเทศไทย

นายจุฬา กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยทางด้านการบิน หรือ (ssc) ตามข้อแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอเคโอ เพื่อปลดธงแดง ได้มีการแก้ไขอย่างต่อเนื่องจาก 33 ข้อ ตอนนี้แก้ไขไปแล้วกว่า 75% โดยตั้งเป้าหมายว่า จะแก้ไขให้แล้วเสร็จ 100% ก่อนเดือน มิ.ย. 60 นี้ และล่าสุดขณะนี้ได้รับ หนังสือจาก ไอเคโอ จะเข้ามาตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน หรือ ยูแซฟ (Universal Security Audit Programme – USAP) มาตรฐานความปลอดภัยสนามบินสุวรรณภูมิ และ สนามบินดอนเมือง ในวันที่ 13-21 กรกฎาคม 2560 นี้ ทั้งนี้ การดำเนินการแก้ไขปัญหาที่มีนัยความปลอดภัยด้านการบินจะทำควบคู่ไปกับการยื่นเรื่องให้สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานการบิน ถึงความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการบิน ให้สอดรับกับแผนการเลื่อนชั้นขึ้นสู่ CAT1 (Category 1) โดยภายหลัง การมอบ AOC ให้ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ในวันนี้ ส่วนสายการบินที่คาดว่าจะได้ต่อไป คือ สายการบินไทยแอร์เอเชีย และ สายการบินไทย โดยสาเหตุที่การบินไทย ต้อง re-AOC เนื่องจากมีเครื่องบินเครื่องยนต์หลายรุ่น จึงทำให้การตรวจมีหลายขั้นตอนและหลายครั้ง.

 

รัฐเร่งแก้โจทย์ความต้องการภาคเอกชน ดันวิจัยหนุนอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/868296


นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“อรรชกา” เร่งทำโจทย์งานวิจัยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม วางเป้าหมายผลิตงานวิจัยให้ตรงความต้องการของประเทศมากขึ้น “บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะประชุมสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติครั้งแรกวันนี้

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เร่งทำโจทย์งานวิจัยให้ชัดเจนเพื่อให้งานวิจัยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมได้ตรงกับความต้องการ เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการวิจัยแบบกว้างๆ และไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งเท่าที่ได้วางกรอบไว้เบื้องต้น งานวิจัยต้องแบ่งเป็นกลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ กลุ่มเพื่อความมั่นคง กลุ่มการพัฒนาที่ยั่งยืน กลุ่มองค์ความรู้ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร และลักษณะการวิจัยจะต้องเป็นรูปแบบการกำหนดนโยบายจากบนลงล่างให้มากขึ้น จากเดิมเป็นแบบล่างขึ้นบน โดยนักวิจัยเป็นผู้เสนอเรื่องที่ตนอยากทำวิจัยขึ้นมา

“ต่อไปนี้ต้องกำหนดเป้าหมายงานวิจัยที่ประเทศต้องการมากยิ่งขึ้น และการกำหนดงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาจะต้องมีความต่อเนื่องเช่น 2-3 ปี จากปัจจุบันที่มีการพิจารณางบประมาณเป็นปีต่อปีซึ่งทำให้ได้งานวิจัยที่ไม่มีความต่อเนื่อง ทำให้งานวิจัยที่ต้องใช้เวลาในการศึกษาทำได้ยาก” นางอรรชกากล่าว

สำหรับในวันนี้ (27 ก.พ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในการประชุมสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติครั้งแรกหลังจากที่ได้มีการปรับโครงสร้างโดยยุบรวมคณะกรรมการด้านการวิจัยและพัฒนา 3 คณะรวมเป็นคณะเดียว โดยครั้งนี้จะหารือถึงแนวทางการปฏิรูประบบการวิจัยและพัฒนาของประเทศ รวมถึงการกำหนดกลไกการขับเคลื่อนด้านต่างๆออกมา ทั้งด้านยุทธศาสตร์ งบประมาณ บุคลากร และกฎหมาย นอกจากนี้ ยังจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่างๆมาดูแลและทำการวิจัยเพื่อสนองกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี รวมทั้งสอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ขณะเดียวกันกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังได้รับมอบหมายให้ร่วมผลักดันภารกิจสำคัญของรัฐบาลในด้านอื่นอีก โดยเฉพาะโครงการการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยเตรียมเสนอรายละเอียดของแผนงานการลงทุนเพื่อยกระดับและพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม (อีอีซีไอ) ให้กับคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ คนพ. พิจารณาเร็วๆ นี้ ซึ่งจะประกอบไปด้วยแผนการดำเนินงาน งบประมาณ รวมทั้งการจัดหาพื้นที่ เพื่อจัดตั้งเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน ห้องทดลองภาคสนาม และศูนย์ทดสอบชั้นนำ ซึ่งล่าสุดกำลังพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมไว้แล้วประมาณ 2-3 แห่ง คาดว่าเร็วๆนี้จะได้ข้อสรุป.

 

“ตั๋วร่วม” รถไฟฟ้า-รถเมล์ใกล้ถึงฝั่งฝัน ขสมก.ได้ฤกษ์ประมูลอี-อ็อกชั่น เม.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/868332


นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขสมก.เตรียมเดินหน้าการเชื่อมต่อระบบโดยสารเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะผ่านระบบตั๋วร่วม หรือบัตรแมงมุม ซึ่งขณะนี้เตรียมเปิดประมูลโครงการเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์บนรถโดยสารประจำทาง 2,600 คัน สัมปทาน 5 ปี วงเงิน 1,786.59 ล้านบาท โดยจะเปิดประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-อ็อกชั่น ภายในเดือน เม.ย.นี้

ทั้งนี้ในเบื้องต้นมีผู้สนใจซื้อแบบเงื่อนไขการประมูลหรือทีโออาร์จำนวน 37 ราย และคาดว่าจะได้ตัวผู้ดำเนินการและลงนามสัญญาได้ในเดือน พ.ค.2560 จากนั้นเอกชนจะใช้เวลาติดตั้งประมาณ 3-4 เดือนเพื่อให้สามารถใช้ตั๋วร่วมในรถเมล์โดยสารได้ภายในเดือน ก.ย.ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม อย่างไรก็ตาม จะติดตั้งในรถโดยสารลอตแรกจำนวน 700-800 คันเพื่อนำมาใช้ก่อน โดยเน้นรถเมล์ไม่ปรับอากาศเป็นหลัก (รถร้อน)

“ตั๋วร่วมจะผลิตลอตแรกประมาณ 7 ล้านใบ เพื่อเริ่มเปิดให้บริการในเดือน มิ.ย. เชื่อมต่อระบบรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-หัวลำโพง) รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-เตาปูน) รถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-แบริ่ง) และแอร์พอร์ตลิงค์ (พญาไท-สุวรรณภูมิ) จากนั้นในเดือน ก.ย. จะสามารถใช้กับรถโดยสารสาธารณะของ ขสมก. ก่อนเริ่มใช้กับทางด่วนของการทางพิเศษและมอเตอร์เวย์สาย 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี ในปี 2561”.

 

ดึงต่างชาติทัวร์ชิมตลาด อ.ต.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/868322


นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อนำตลาด อ.ต.ก.เพิ่มเข้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่บรรจุในโปรแกรมทัวร์ของบริษัทนำเที่ยวเอกชน หลังจากที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตลาด อ.ต.ก.เป็นตลาดที่ดีที่สุดอันดับ 4 ของโลก ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว อ.ต.ก.เพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

ทั้งนี้ อ.ต.ก.ได้สำรวจพฤติกรรมการเดินทางเข้ามาใช้บริการตลาด อ.ต.ก. พบว่า มีนักท่องเที่ยวจีน ญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา เดินทางมาเที่ยว อ.ต.ก.จำนวนมาก โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมาซื้อสินค้าประเภทผลไม้ อาหารไทย เช่น ทุเรียน มะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง อาหารทะเล กุ้งเผา ปูนึ่ง ปลาเผา เป็นต้น ซึ่งการซื้อสินค้าใน อ.ต.ก.มีทั้งบริโภคในตลาดและซื้อกลับจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มีการซื้อขายเกิดขึ้นในตลาดประมาณ 30 ล้านบาทต่อวัน

ดังนั้น หากสามารถบรรจุ อ.ต.ก.เข้าในโปรแกรมทัวร์ของบริษัทนำเที่ยวได้ ก็อาจจะบรรจุเป็นโปรแกรมต่อเนื่องจากการเที่ยววัดพระแก้ว จึงคาดว่านักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 คนต่อวัน หรือ 10% จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เที่ยววัดพระแก้วประมาณ 100,000 คนต่อวัน โดยตั้งเป้าเพิ่มการใช้จ่ายอีกประมาณ 60-70% เป็น 48 ล้านบาทต่อวัน และกระจายนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในวันธรรมดาเพิ่มขึ้น

“ช่วงแรกขอเพิ่มนักท่องเที่ยวมาตลาด อ.ต.ก.ประมาณ 2,000-3,000 คนต่อวัน และเพิ่มอีก 10,000 คนในอนาคต โดย อ.ต.ก.จะปรับปรุงตลาดรองรับนักท่องเที่ยว ทำแผ่นพับ ใบปลิว และคำแนะนำไว้ 3 ภาษาคือ ภาษาไทย อังกฤษ และภาษาจีน และเพิ่มพื้นที่ขายของอีกประมาณ 2,000 ตารางเมตร รวมทั้งเปิดบูธให้เกษตรกรนำผลผลิตด้านการเกษตรมาขาย เป็นตลาดครบวงจร วางขายสินค้าเกษตรปลอดภัย ไปจนถึงสินค้าเกษตรอินทรีย์”

อย่างไรก็ตาม อ.ต.ก.จะปรับปรุงบางพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น พื้นที่สัตว์เลี้ยง การขายสินค้าประดับสวน รวมทั้งที่จอดรถ ทางเดินซื้อสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพ คาดว่าจะใช้เวลา 2 เดือนจะแล้วเสร็จ.

 

“เอสซีจี” คว้า 7 รางวัลชั้นนำ องค์กรแห่งความเป็นเลิศยกระดับธุรกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/868305


นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอสซีจีได้รับ 7 รางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2016 จากสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนายวิสิฐ ตันติสุนทร ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) กล่าวว่า การมอบรางวัลครั้งนี้ ทางทีเอ็มเอเล็งเห็นว่าภาคธุรกิจคือแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประเทศ และการเรียนรู้จากองค์กรที่ประสบความสำเร็จ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติ ทีเอ็มเอและสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงริเริ่มโครงการ “Thailand Corporate Excellence Awards” ขึ้นในปี 2544 และจัดมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อเฟ้นหาองค์กรที่มีการบริหารจัดการเป็นเลิศ และเป็นต้นแบบให้องค์กรอื่นๆไปพัฒนาการบริหารจัดการองค์กรของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับปีนี้ เอสซีจีได้รับรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2016 ในด้านความเป็นเลิศการบริหารจัดการองค์กร จำนวน 7 สาขา ได้แก่ ความเป็นเลิศด้านผู้นำ การบริหารทางการเงิน นวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ การตลาด สินค้า/การบริการ การจัดการทรัพยากรบุคคล และการพัฒนาที่ยั่งยืน/ความรับผิดชอบต่อสังคม

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ในนามของเอสซีจี รู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้รับรางวัลพระราชทานอันทรงเกียรติทั้ง 7 สาขา ซึ่งนับเป็นแรงบันดาลใจให้กับชาวเอสซีจีในการที่จะมุ่งมั่นสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า สังคม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และเพื่อเป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยให้ทัดเทียมระดับสากล เอสซีจีจะนำความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ไปเผยแพร่ แลกเปลี่ยน ให้กับองค์กรธุรกิจของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกต่อไป.

 

“แสนสิริ” ปฏิวัติวงการคอนโดมิเนียม จับมือนักออกแบบชื่อก้องโลก เปิดตัว “คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/868367


“แสนสิริ” ทุ่ม 4 พันล้าน ปฏิวัติวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ยกระดับแบรนด์สู่ระดับอินเตอร์ ผุดโครงการ “KHUN by YOO inspired by Starck” (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค) โครงการ Branded Condominium แห่งแรกที่ร่วมกับ YOO Studio บริษัทดีไซน์ระดับโลกจากประเทศอังกฤษ โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในโดย “Philippe Starck” นักออกแบบอัจฉริยะชื่อดังของโลก บนทำเลทอง ทองหล่อ 12

อุทัย-จอห์น

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยหลังพาคณะสื่อมวลชนจากประเทศ ไทยไปเยี่ยมชมโครงการ “The lake by yoo” ซึ่งเป็นโครงการที่พักตากอากาศ เน้นการออกแบบที่มีความส่วนตัวแต่แฝงไปด้วยความมีสไตล์ ตกแต่งออกแบบโดยนักออกแบบระดับโลกที่ประเทศอังกฤษ ว่า หลังจากบริษัทได้เปิดตัวและเปิดขายคอนโดมิเนียมสุดหรูแห่งแรกภายใต้โครงการ KHUN by YOO inspired by Starck (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค) บนทำเลซอยทองหล่อ 12 สุขุมวิท 55 มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาทอย่างไม่เป็นทางการไปตั้งแต่ปลายปี 59 นั้น ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากมียอดขายไปกว่า 65% ดังนั้น จึงทำให้ประเมินว่าในเดือน มี.ค.60 ซึ่งเป็นช่วงที่เปิดขายอย่างเป็นทางการ แสนสิริจะปิดการขายได้ทันที

โดยโครงการ “คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค” นี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างแสนสิริกับบริษัท ยู ดีไซน์ สตูดิโอ ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบระดับโลก รวมถึงยังมีฟิลิปป์ สตาร์ค นักออกแบบชาวฝรั่งเศสชื่อดังระดับโลกที่ได้เข้ามาร่วมออกแบบ เพื่อสร้างความแตกต่างจากที่พักอาศัยในย่านทองหล่อ เพราะมีการดีไซน์ที่สะท้อนความทันสมัย อีกทั้งโครงการที่ตั้งยังอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดใจกลางเมือง และรายล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ศูนย์การค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ โรงพยาบาล สถานศึกษา ฯลฯ รวมทั้งใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีทองหล่อ และใกล้รถไฟฟ้าสายสีเทาที่จะมีในอนาคตอีกด้วย

นายอุทัยกล่าวย้ำว่า ทำเลทองหล่อเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงได้รับความนิยมทั้งจากคนไทยและต่างชาติ ทำให้ราคาขายคอนโดฯในทำเลนี้ขยับขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 10 ปีก่อน ซึ่งขณะนี้ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 300,000 บาทต่อ ตร.ม. แต่โครงการคุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค เป็นคอนโดฯสเปเชียลเนม เพราะเป็นชื่อมีความหมายพ้องกัน คือ คุณและคุณ โดยราคาห้องมีราคาเฉลี่ยที่ 370,000-380,000 บาทต่อ ตร.ม. หรือราคาเริ่มต้น 15-199 ล้านบาท และจะสร้างแล้วเสร็จในเดือน ก.ค.63

ส่วนโครงการของแสนสิริในอนาคตจะมีการร่วมมือกับบริษัทออกแบบระดับโลก และนักออกแบบที่มีชื่อเสียงอีกหรือไม่นั้น นายอุทัยกล่าวว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน แต่การร่วมมือกับนักออกแบบระดับโลกในโปรเจกต์ต่อไปน่าจะเป็นโครงการแนวราบ คาดว่าจะได้รับความสนใจแน่ๆ เพราะถือเป็นการเปิดตลาดที่มีความร่วมมือกับนักออกแบบระดับโลก

นายอุทัยยังได้กล่าวถึงตลาดภาพรวมคอนโดมิเนียมปี 60 ว่า มั่นใจว่าภาพรวมปี 60 จะดีกว่าปี 59 แน่นอน แต่ปัจจัยหลักก็จะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลที่จะกระตุ้นการลงทุนด้านต่างๆ ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะรถไฟฟ้า เพราะหากเส้นทางรถไฟฟ้าขยายตัวมากสายทาง ก็จะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์คึกคักแน่นอน

สำหรับแผนลงทุนคอนโดมิเนียมในปีนี้ บริษัทมีการลงทุนใน 8 โครงการ มูลค่า 22,000 ล้านบาท ในทำเลกรุงเทพฯ 6 โครงการ ต่างจังหวัด 2 โครงการ โดยจะทยอยเปิดตัวในไตรมาส 2 ของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย 21,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 13,000 ล้านบาท จากยอดแบ็กล็อก (รอรับรู้รายได้) ทั้งหมดกว่า 39,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ใน 4 ปี คือในปี 2561 ประมาณ 8,500 ล้านบาท, ปี 2562 ประมาณ 5,500 ล้านบาท และปี 2563 ประมาณ 6,000 ล้านบาท

ด้านนายจอห์น ฮิทช์ค็อกซ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YOO Design Studio (ยู ดีไซน์ สตูดิโอ) กล่าวว่า การร่วมงานกับแสนสิริครั้งนี้ภายใต้โครงการ “KHUN by YOO inspired by Starck” ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมมือกัน ที่จะสร้างสรรค์โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เน้นลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ชอบงานดีไซน์ หรูหราทันสมัยที่ผสมผสานอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัสดุชั้นสูงอย่างหินอ่อนมาร้อยเรียงกับวัสดุที่แปลกใหม่ อย่างปูนเปลือย ทองแดง หินขัด ฯลฯ รวมถึงลูกค้าที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์ของย่านทองหล่อ จึงออกแบบให้มี Night Garden (ไนท์ การ์เดนท์) และโถงล็อบบี้ที่อลังการ

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะออกแบบโครงการใดๆนั้น ต้องศึกษาทำเลโดยรอบและคำนึงถึงบุคลิกของผู้ที่จะมาอยู่อาศัยในโครงการด้วย โดยปรัชญาของ YOO Studio คือ “บ้าน” ต้องไม่ใช่เป็นแค่ที่อยู่อาศัย “บ้าน” ต้องเป็นสถานที่สำหรับการใช้ชีวิตเพื่อผ่อนคลาย พักผ่อน ซึ่งตรงกับแนวคิดการพัฒนาโครงการของแสนสิริ.

 

เอ็ม 150 เปิดตัวโฆษณาใหม่ลุยตลาด ดึง 4 นักร้องดังร่วมแสดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.พ. 2560 14:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/867225


“โอสถสภา” สั่งลุยตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ของ “เอ็ม 150” โดยทุ่มเงินนำ 4 พรีเซ็นเตอร์ดังร่วมแสดง…

นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด กล่าวว่า เครื่องดื่มชูกำลังเอ็ม 150 เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่เอ็ม 150 พลังฮึดสู้ เพื่อคนไทย โดยนำพรีเซ็นเตอร์ขวัญใจชาวไทยตลอดกาลทั้ง ตูน บอดี้สแลม ไมค์ ภิรมย์พร ไผ่ พงศธรและต่าย อรทัย ร่วมแสดงร่วมส่งพลังให้คนไทยมุ่งมั่นตามความฝัน ฝ่าฟันทุกอุปสรรคปัญหา เพื่อก้าวสู่จุดหมาย

ทั้งนี้ เอ็ม 150 อยู่คู่คนไทยมายาวนานและเข้าใจทุกเรื่องราวชีวิตคนไทยที่ต้องดำเนินชีวิตเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายและต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ จึงต้องการเป็นกำลังใจให้กับคนไทยทุกช่วงเวลา จึงได้สื่อสารด้วยภาพยนตร์โฆษณาและมิวสิกวิดีโอชุดใหม่ นำเสนอผ่าน 4 พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นไอดอลของการสู้ชีวิตและกล้าทำตามความฝันของตัวเอง พร้อมเพลงใหม่ของเอ็ม 150.