ซินเน็คยิ้มผลประกอบการดี ชี้ตลาดไอทีปี 60 ยังโตได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.พ. 2560 11:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866966


“ซินเน็ค” อวดผลงานปี 59 กำไรสุทธิและรายได้โต ทำสถิติสูงสุดใหม่จากผลบวกสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนได้รับความนิยม รวมทั้งโครงการภาครัฐ-เอกชน…

น.ส.สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยประจำปี 2559 มีการเติบโตน่าประทับใจ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 406.93 ล้านบาท หรือมีกำไรเพิ่มขึ้น 15.88% รายได้รวมอยู่ที่ 23,823.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.73% จากการวางกลยุทธ์ด้านการบริหารผลิตภัณฑ์และการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด การส่งเสริมการขายที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น

“ผลงานปี 2559 เติบโตตามเป้าหมาย โดยมีรายได้และกำไรทุบสถิติสูงสุดใหม่ ถือเป็นการตอกย้ำว่าซินเน็คฯ สามารถเดินตามแผนกลยุทธ์ และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการได้รับผลบวกเต็มๆ ในตลาดสินค้าสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมสูง กับงานโครงการต่างๆ ของภาครัฐและเอกชนที่มีความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่ทันสมัยผลักดันให้ยอดขายสินค้ากลุ่มคอมเมอร์เชียลเติบโตดีขึ้นเช่นกัน”  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็คฯ กล่าว

น.ส.สุธิดา กล่าวต่อว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมไอทีในประเทศปีนี้ คาดว่าจะเติบโตขึ้น 4-5% ขณะที่ซินเน็คฯ วางเป้าหมายเติบโต 15% จากปีก่อน เติบโตมากกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมจากการที่สินค้าไอทีเข้ามาอยู่กับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นทำให้เกิดกำลังซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะยอดการขายหัวเหว่ย จึงทำให้แผนการเปิดศูนย์บริการร่วมกับหัวเหว่ยเพิ่มขึ้นในปีนี้ นอกจากนั้นวางเป้าหมายต้องเพิ่มสินค้าใหม่เข้ามาจำหน่ายในปีนี้ และมีการเจรจาแล้วหลายแบรนด์ดัง

ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ารุกไปตลาดต่างประเทศที่มีการเติบโต เน้นทำการตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีประเทศเมียนมาเป็นตลาดหลักและเดินหน้าขยายตลาดกัมพูชา และลาว เพื่อเสริมให้มียอดขายและกำไรแข็งแกร่งในตลาดอินโดจีนได้ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม เราเป็นดิสทรีบิวเตอร์รายใหญ่ของประเทศ สินค้าไอทีที่บริษัทฯ เป็นผู้แทนจัดจำหน่ายเป็นที่ต้องการของตลาดและเป็นเทรนด์เทคโนโลยีในอนาคต ซินเน็คฯ มีความเข้มแข็งในตลาดคอนซูมเมอร์อยู่แล้ว ในปีนี้เราจะเข้าไปรุกตลาดคอมเมอร์เชียลมากขึ้น โดยการเพิ่มสินค้าใหม่ควบคู่กับบริการหลังการขายซึ่งเป็นจุดแข็ง ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างดีที่สุดในยุค Internet of Things สินค้าไอทีจะเป็นพื้นฐานสำคัญ จึงเป็นผลบวกต่อบริษัทฯ ในการขยายตลาด ขยายฐานลูกค้า  โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ มีหลายปัจจัยบวกสนับสนุน บริษัทฯ จึงตั้งเป้ารายได้ปีนี้โตอีก 15% จากปีก่อน.

 

ทองคำเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.พ. 2560 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866957


ราคาทองวันที่ 25 ก.พ. เปิดตลาดยังราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,650 ขายออกบาทละ 20,750 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,284.08 ขายออกบาทละ 21,250 บาท

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาคงที่จากเมื่อวาน ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,650 บาท ขายออกบาทละ 20,750 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,284.08 บาท ขายออกบาทละ 21,250 บาท.

 

งานเข้า!เมล์เอ็นจีวีคดีพลิก ศาลให้การคุ้มครองชั่วคราวสั่งปล่อยรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866746


ศาลจังหวัดพัทยาสั่งคุ้มครองชั่วคราวบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า พร้อมให้กรมศุลกากรปล่อยรถออกจากท่าเรือแหลมฉบังโดยไม่ต้องเสียค่าปรับ และให้ออกหนังสือรับรองการจดทะเบียนรถให้ด้วย ยันไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดเป็นของปลอม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (24 ก.พ.) ศาลจังหวัดพัทยาได้ไต่สวนฉุกเฉิน กรณีบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี ให้กับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะโครงการรถเมล์เอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้เป็นโจทก์ฟ้องกรมศุลกากรกับพวกว่า ร่วมกันจงใจกระทำละเมิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กล่าวหาว่า โจทก์แสดงถิ่นกำเนิดอันเป็นเท็จโดยยึดหน่วงรถยนต์โดยสารเอ็นจีวีที่นำเข้าจากประเทศมาเลเซียจำนวน 99 คัน

ทั้งนี้ ศาลมีคำสั่งว่า คำฟ้องโจทก์มีเหตุผลเพียงพอและพฤติการณ์ที่จำเลยยึดหน่วงรถโดยสารไว้ ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานอย่างเพียงพอว่าหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form D) เป็นเท็จหรือไม่ หรือมีเหตุอื่นหรือไม่และให้โจทก์วางค่าปรับนอกเหนือจากเงินประกันค่าภาษีอัตราร้อยละ 40 โดยไม่เป็นไปตามประมวลระเบียบปฏิบัติของกรมศุลกากร พ.ศ. 2556 เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากร สำหรับของมีถิ่นกำเนิดจากอาเซียนทำให้โจทก์เสียหาย จึงมีเหตุที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา พร้อมมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันปล่อยรถยนต์โดยสารตามหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด และโจทก์ต้องวางเงินประกันภาษีนำเข้าอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่ารถยนต์แต่ละคัน และไม่ต้องชำระค่าปรับตามประมวลระเบียบปฏิบัติของกรมศุลกากร พ.ศ.2556 และให้จำเลยร่วมกันออกหนังสือรับรองการจดทะเบียนรถยนต์แต่ละคัน

ทั้งนี้ บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ได้ออกเอกสารเผยแพร่ระบุว่า นายชนิด ศุทธยาลัย ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี ได้เป็นโจทก์ฟ้องกรมศุลกากรกับพวกประกอบด้วยนายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร, นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร, นายกิตติ สุทธิสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง, นายธีระชาติ อินทริง และนายวิฑูรย์ อาจารียวุฒิ ประธานและกรรมการตรวจปล่อยรถยนต์ใหม่ที่นำเข้า โดยโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ว่าร่วมกันจงใจกระทำละเมิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กล่าวหาว่าโจทก์แสดงถิ่นกำเนิดอันเป็นเท็จโดยยึดหน่วงรถยนต์โดยสารเอ็นจีวีที่นำเข้าจากประเทศมาเลเซียจำนวน 99 คัน

ขณะที่ในเอกสารยังระบุอีกว่า ความจริงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดออกโดยหน่วยงานราชการประเทศมาเลเซีย โดยไม่มีพยานหลักฐานใดๆ อันเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2496 และประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2556 ข้อ 4, 03, 06, 05 เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากร สำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน (ATIGA)

อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทราบดีว่าเอกสารดังกล่าวมิได้เป็นเท็จ อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งบุคคลเช่นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 พึงจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์เช่นนั้น กล่าวคือร่วมกันจงใจกระทำละเมิดอย่างร้ายแรงกล่าวหาโจทก์โดยไม่มีพยานหลักฐานใดๆ ซึ่งเป็นเพียงข้อสงสัยของจำเลยที่ว่า หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (FORM D) อันเป็นเท็จเท่านั้น อีกทั้งสินค้าที่โจทก์นำเข้าก็ไม่อยู่ในข้อกำหนดของหลักเกณฑ์ในความผิดฐานสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พ.ศ.2481 มาตรา 5 เนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา เฉพาะที่เกี่ยวกับของหัตถกรรมเท่านั้น ไม่ใช่สินค้ารถยนต์โดยสารที่โจทก์นำเข้าแต่อย่างใด

บริษัทระบุว่า นอกจากฝ่าฝืนต่อกฎหมายและระเบียบดังกล่าวแล้ว ยังทำให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์โดยสารดังกล่าวให้แก่บริษัท เบสท์ริน และ ขสมก.ไม่ทันตามกำหนดเวลาตามสัญญาอีกด้วย โจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการนำเข้าโดยถูกต้อง จำเลยทั้งหกจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์โดยสารปรับอากาศเอ็นจีวีดังกล่าวและก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้มีหนังสือโต้แย้งการกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 แล้ว แต่จำเลยทั้งหกไม่ยอมส่งมอบรถยนต์โดยสารเอ็นจีวีให้แก่โจทก์และพยายามจงใจให้โจทก์ชำระค่าปรับในอัตราสองเท่านอกเหนือจากค่าภาษีอัตราปกติอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2556 เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และหน่วงเหนี่ยวถ่วง
เวลาเพื่อมิให้โจทก์ได้รับรถยนต์โดยสารเอ็นจีวี

ด้านนายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า ได้รับทราบข่าวกรณีศาลให้ความคุ้มครองฉุกเฉินบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า แล้ว แต่จะต้องรอให้เบสท์ริน ส่งหนังสือแจ้งมาอย่างเป็นทางการก่อน จากนั้น ขสมก.จะนำคำสั่งศาลดังกล่าวไปหารือร่วมกับอนุกรรมการกฎหมายของ ขสมก. และนำเสนอเข้าหารือใบอร์ด ขสมก. เพื่อหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปให้สอดคล้องกับคำสั่งศาล “ขสมก.อาจจำเป็นต้องพิจารณาข้อเสนอของเบสท์ริน โดยเฉพาะเรื่องการขอขยายระยะเวลาส่งมอบ เพราะกรณีที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองก็เท่ากับว่ามีเหตุสุดวิสัยจริงๆ ทำให้เบสท์รินส่งมอบรถไม่ได้” นายสุระชัย กล่าว.

 

รัฐส่งสัญญาณให้ทำใจรับค่าไฟแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866737


เอฟทีขยับตามต้นทุนเชื้อเพลิง พ่วงอุดหนุนพลังงานทดแทนเพิ่ม

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในปีนี้แนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่มีการพิจารณาเปลี่ยนแปลงทุกๆ 4 เดือนมีทิศทางขยับขึ้นจากปัจจัยสำคัญได้แก่ ต้นทุนราคาเชื้อเพลิงโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่จะอิงกับราคาน้ำมันเตาย้อนหลัง 6-12 เดือนเพิ่มขึ้น รวมถึงการอุดหนุนค่าไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่เดิมในปีที่แล้วเฉลี่ยที่ 21 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วย มาอยู่ที่ 23 สต. ต่อหน่วย ส่วนค่าไฟฟ้าจะปรับขึ้นอัตราเท่าใดยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้ นอกจากนี้ในปีนี้ กพพ.อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับอัตราค่าบริการส่งทางท่อก๊าซธรรมชาติ หลังไม่ได้ปรับมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2552 ซึ่งมีผลต่อต้นทุนราคาแต่ถือว่าเป็นอัตราไม่สูงนัก

ด้านนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.เตรียมส่งคำตอบ 200 ข้อ ต่อข้อสังเกตในกระบวนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด จ.กระบี่ กลับไปยังสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายในวันที่ 27 ก.พ.นี้ ซึ่งกระบวนการหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับ สผ.ว่าจะมีความเห็นอย่างไรต่อกระ-บวนการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ซึ่งถ้า สผ.มีข้อคิดเห็นมาว่าให้เปิดรับฟังความคิดเห็นรอบใหม่ก็ต้องปฏิบัติตาม

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี โฆษก กฟผ. กล่าวว่า หาก สผ.ให้เดินหน้าต่อโดยปรับแก้ไขอีไอเอและอีเอชไอเอเพียงบางส่วน กฟผ.ก็จะเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 ปีครึ่ง แต่หากต้องทำรายงานอีไอเอและอีเอชไอเอใหม่ทั้งหมด กฟผ.ต้องเริ่มจ้างที่ปรึกษาจัดทำรายงานใหม่พร้อมเริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นใหม่ตั้งแต่ต้น ใช้เวลาดำเนินการ 1 ปี ก่อนส่งรายงานให้ สผ.พิจารณาคาดว่าจะใช้เวลาอีก 1 ปี 6 เดือน ทำให้กระบวนการพิจารณาล่าช้าออกไปอีก.

 

ไทยแลนด์ 4.0 โดนใจ IMF

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866736


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังหารือกับคณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่า คณะผู้แทนจากไอเอ็มเอฟได้หารือเกี่ยวกับข้อมูลเศรษฐกิจไทย และแสดงความพอใจนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลนี้ จึงชี้แจงกับไอเอ็มเอฟว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาน่าพอใจ และเศรษฐกิจปีนี้ก็น่าจะขยายตัวได้ดี แต่ไม่ได้พอใจอยู่แค่นี้เพราะต้องมองไปข้างหน้าว่าเศรษฐกิจต้องมั่นคงมากขึ้นจากการปฏิรูปประเทศเนื่องจากเสถียรภาพเศรษฐกิจอย่างเช่น เรื่องของหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยก็อยู่ที่ระดับ 45% เท่านั้น ส่วนข้อกังวลของไอเอ็มเอฟเกี่ยวกับหนี้สินครัวเรือน ได้ให้กระทรวงการคลังไปจำแนกระหว่างหนี้สินที่เป็นหนี้จากการบริโภค และหนี้ที่มาจากทำธุรกิจของประชาชนรายย่อย

นอกจากนั้น ไอเอ็มเอฟยังได้แสดงความเข้าใจถึงการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลของรัฐบาลไทยว่าเดินมาถูกต้อง เพราะช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวต้องใช้จ่ายและลงทุน เพื่อให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟได้เสนอว่าอยากมีส่วนร่วมกับไทยในการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยเฉพาะในเรื่ององค์ความรู้เรื่องการจัดการทางด้านการเงินเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) จึงได้ให้คณะผู้บริหารของไอเอ็มเอฟไปหารือกับ รมว.คลัง เพื่อร่วมมือกัน

ส่วนของการหารือกับนายภวันต สิงห์ พิศโนอี เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ได้เสนอให้อินเดียเข้ามามีส่วนร่วมในความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งสำคัญมากหลังจากที่สหรัฐฯถอนตัวจากการเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งขณะนี้ญี่ปุ่นก็กลับมาให้ความสนใจกับเขตการค้าเสรี RCEP ซึ่งญี่ปุ่น จีนและอินเดีย ก็จะมีโอกาสเป็นอย่างมากที่ RCEP จะสำเร็จเป็นรูปธรรม.

 

ข้าวไทยหอมไปทั่วโลก ส่งออกให้อิหร่านแสนตันครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866735


นายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธานบริษัทเอเชีย โกลเด้น ไรซ์ จำกัด ผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขของอิหร่านได้เดินทางมาตรวจสอบโรงงาน และได้อนุมัติให้โรงงานของบริษัทผ่านการตรวจสอบ และสามารถบรรลุข้อตกลงในการซื้อขายข้าวกับรัฐบาลอิหร่านปริมาณ 100,000 ตัน ส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกข้าวให้อิหร่านได้แล้ว จากในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาหยุดนำเข้าข้าวไทยเพราะไม่มั่นใจคุณภาพ ประกอบกับอิหร่านถูกคว่ำบาตรทางการค้า โดยลอตแรกจะส่งมอบข้าวขาว 5% และข้าว 100% คาดว่าจะส่งมอบได้ใน 1-2 เดือน โดยราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยปัจจุบันตันละ 360-365 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนอินเดียตันละ 360 เหรียญฯ และเวียดนามตันละ 355 เหรียญฯ ถือว่าราคาข้าวของไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดี

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดส่งออกข้าวไทยในปีนี้ยังคึกคัก โดยกระทรวงฯได้รับรายงานว่า ต้นเดือน มี.ค.นี้ องค์การอาหารแห่งชาติฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลนำเข้าข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ปริมาณ 250,000 ตัน ซึ่งไทยจะเข้าร่วมการประมูลและคาดว่าจะทราบผลการประมูลในเดือน มี.ค.นี้ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลศรีลังกาซึ่งประสบภัยแล้งอย่างรุนแรง ได้ทาบทามขอซื้อข้าวจากไทย 200,000 ตัน ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศจะเร่งเจรจาในรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ ต่อไป ส่วนตลาดอื่นๆ เช่น ฮ่องกง มาเลเซีย และภูมิภาคแอฟริกา มีแนวโน้มที่สดใส นับเป็นสัญญาณเชิงบวกกระตุ้นราคาข้าวไทยทั้งระบบในปีนี้ โดยคู่ค้าสำคัญได้ขอซื้อข้าวไทยทั้งในรูปแบบจีทูจีและภาคเอกชนกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง.

 

ก.วิทย์ฯ ผนึกพันธมิตร จัด AGBIO 2017 โชว์สุดยอดเทคโนโลยีเกษตร-อาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.พ. 2560 18:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866572


ก.วิทย์ฯ สวทช. ผนึกพันธมิตรจัดงาน แอ็กไบโอ (AGBIO) 2017 โชว์สุดยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเกษตร-อาหาร หนุนไทยแลนด์ 4.0 ระหว่าง 27 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2560 ที่ไบเทคฯ

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แถลงจัดการประชุมและแสดงนิทรรศการเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านเกษตรและอาหาร (International Conference Sustainable Agriculture and Bioeconomy 2017 : AGBIO2017) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความก้าวหน้าด้านเกษตรสมัยใหม่ และพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bioeconomy) ที่มีมูลค่าสูง ให้เป็นการผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Agriculture) นำมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยเศรษฐกิจชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยอย่างแท้จริง สนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยมี ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธาน

ดร.อรรชกา กล่าวว่า ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพได้มากเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ชูนโยบายด้านนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน และมาเลเซีย เนื่องจากมีความพร้อมด้านผลผลิตทางการเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจชีวภาพไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ความสำคัญและสนับสนุนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาให้ใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0 ก้าวพ้นประเทศกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งหน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาพัฒนาต่อยอดสู่การทำการเกษตรสมัยใหม่ เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชให้มีลักษณะดีเด่นตามความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ได้แก่ พันธุ์อ้อยต้านทานโรคแมลงที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูง หรือพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตแป้งสูง ตลอดจนการพัฒนาใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์และเอนไซม์จากจุลินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและของเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เป็นสารชีวภาพมูลค่าสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพและเคมีชีวภาพ

“จุดแข็งของประเทศไทยด้านความหลากหลายทางชีวภาพและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ทำให้ไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับประเทศฟินแลนด์ แคนาดา ที่ต่างเห็นโอกาสและกำหนดให้เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ ดังนั้นประเทศไทยมีศักยภาพและโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ โดยใช้จุดแข็งที่มีอยู่ ได้แก่ ความพร้อมของวัตถุดิบทางการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่พร้อมต่อยอดสู่การนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้การเติบโตของเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืนนั้น ต้องประกอบด้วยฐานความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกัน เพื่อสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก”

ด้าน ดร.มรกต ตันติเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตร อาทิ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย กองทุนการศึกษายั่งยืน มูลนิธิสวิตาสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ สมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย และ China-ASEAN Technology Transfer Center (CATTC) จัดงาน AgBio 2017 เพื่อใช้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เจรจาทางด้านธุรกิจให้เกิดโอกาสทางการค้าและการลงทุน ทั้งภายในและระหว่างประเทศ ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความก้าวหน้าด้านเกษตรสมัยใหม่ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการวิจัย พัฒนา ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ตามแนวทางประชารัฐ (ภาครัฐ เอกชน ประชาชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา ฯลฯ) ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ

สำหรับภายในงาน มีหัวข้อการประชุมและสัมมนาที่น่าสนใจจากวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลก พร้อมตัวอย่างความสำเร็จจากนานาประเทศ ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านเกษตรและอาหาร ได้ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2560 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (บางนา) ทั้งนี้ภายในงานจะมีตัวอย่างนวัตกรรมอาหารและเกษตรจำนวนมาก รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมการเกษตรยุคใหม่ รวมทั้งมีการแจกต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ให้กับผู้ร่วมงานฟรี

 

หุ้นไทยปิดตลาดลด 2.73 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,564.59 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.พ. 2560 17:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866556


หุ้นไทยวันที่ 24 ก.พ. ปิดตลาดลดลง 2.73 จุด เปลี่ยนแปลง -0.17% ดัชนีอยู่ที่ 1,564.59 จุด มูลค่าซื้อขาย 41,604.13 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 24 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 2.73 จุด เปลี่ยนแปลง -0.17% ดัชนีอยู่ที่ 1,564.59 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 41,604.13 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน).

 

‘พาณิชย์’ ยกระดับเกษตรกร ชวนปลูกมันสำปะหลังพันธุ์หวาน แปรรูปได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.พ. 2560 14:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866311


‘พาณิชย์’ เดินหน้าโครงการมันสำปะหลังไทยกินได้ เพื่อยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกร หลังผลศึกษาชี้ชัดสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก มั่นใจช่วยแก้ปัญหาตลาดรองรับมีจำกัดแค่ทำมันเส้นและแป้งมันได้ เตรียมลุยแนะนำเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ชนิดหวานและนำไปแปรรูปให้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 24 ก.พ.60 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน หอการค้าไทย สมาคมและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลัง สถาบันการศึกษา จัดทำโครงการแปรรูปมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์สู่อุตสาหกรรมอาหาร หรือโครงการมันสำปะหลังไทยกินได้ เพื่อช่วยยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง แทนที่จะปลูกแล้วขายเข้าสู่อุตสาหกรรมมันเส้นและแป้งมันเพียงอย่างเดียว โดยจะผลักดันให้เกษตรกรผลิตและแปรรูปมันสำปะหลังไปเป็นอาหาร เพราะมันสามารถแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลาย ทำให้เกษตรกรสามารถกำหนดราคาขายได้เอง และสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น

“ที่ผ่านมา เกษตรกรจะปลูกมันสำปะหลังและเก็บเกี่ยวเพื่อนำไปจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการแปรรูปเป็นแป้งมันและมันเส้น จำหน่ายต่อไปยังตลาดทั้งภายในประเทศและส่งออก โดยสัดส่วนการบริโภคในประเทศมีเพียงร้อยละ 30 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการส่งออกไปต่างประเทศร้อยละ 70 ทำให้ตลาดต่างประเทศเป็นตัวกำหนดราคามันสำปะหลัง และส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังถูกกดราคาลงไปด้วย กระทรวงฯ จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ และทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน”

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ได้มอบให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำการศึกษาวิธีที่จดลดพิษไซยาไนด์ในหัวมันสำปะหลังพันธุ์ชนิดหวาน ซึ่งพบวิธีล้างพิษทำได้โดยปอกเปลือก ล้างน้ำ แช่น้ำทิ้งไว้ หรือใช้ความร้อน และยังได้ค้นคว้าวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญพัฒนาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ได้ผลิตภัณฑ์ 4 ผลิตภัณฑ์ คือ มินิวาฟเฟิลมันสำปะหลัง ไอศกรีมมันสำปะหลัง มันสำปะหลังกรอบ และมันสำปะหลังบอล ภายใต้แบรนด์ CassaSweet ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันว่ามันสำปะหลังพันธุ์ชนิดหวาน สามารถแปรรูปไปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการบริโภคได้จริง

“เมื่อได้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังต้นแบบแล้ว กรมฯ ได้นำองค์ความรู้เหล่านี้ไปเผยแพร่และกระตุ้นให้มีการปลูกมันสำปะหลังชนิดหวานเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการนำมันสำปะหลังมาแปรรูปเพื่อจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งสามารถแปรรูปได้หลากหลาย และได้นำร่องจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี นครราชสีมา กำแพงเพชร และขอนแก่น ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก”

 

การบินไทยเตรียมแผนรับมือ ‘สุวรรณภูมิ’ ปิดซ่อมทางวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.พ. 2560 10:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866030


การบินไทย เตรียมรับมือการปิดซ่อมทางวิ่งบางส่วนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นเวลา 2 เดือน โดยมีแผนรองรับกรณีเที่ยวบินล่าช้า ทั้งเที่ยวบินขาไปและขากลับ…

เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2560 นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิประกาศจะปิดซ่อมทางวิ่ง (Runway) เป็นบางส่วน 1 ทางวิ่ง (01R/19L) ระหว่างวันที่ 3 มีนาคม ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 รวมเป็นเวลาประมาณ 60 วันนั้น คาดว่าจะมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการในการจัดเครื่องบินวิ่งขึ้น – ร่อนลง ในบางช่วงเวลา ประกอบกับปกติปริมาณการจราจรทางอากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีปริมาณค่อนข้างมาก จากเหตุดังกล่าว บริษัทฯ คาดว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อความล่าช้าของเที่ยวบิน ทั้งเที่ยวบินขาไปและขากลับ

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้มีการจัดเตรียมแผนรองรับโดยคำนึงถึงความปลอดภัยในการปฏิบัติการบินเป็นหลัก โดยบริษัทฯ จะได้พิจารณาเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองในแต่ละเที่ยวบินให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรทางอากาศ รวมทั้งแผนรองรับกรณีต้องใช้สนามบินสำรอง นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อประสานงานและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคำนึงถึงผู้โดยสารที่อาจไม่ได้รับความสะดวกสบาย จึงได้เตรียมแผนรองรับในด้านการดูแลผู้โดยสาร โดยการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสารที่ต้องต่อเที่ยวบิน และแจ้งเตือนผู้โดยสารให้เผื่อเวลาในการต่อเที่ยวบินอีกด้วย รวมทั้งดูแลผู้โดยสารในทุกๆ เที่ยวบินให้ได้รับความสะดวกสบายสูงสุด.